221229 ปฏิบัติธรรมต้องทวนกระแส-พ่อท่าน-สันติอโศก-R081.txt
เนื้อหาในไฟล์
วันที่ 29 ธันวาคมพุทธศักราช 2522 พ่อท่านพระโพธิรักษ์อบรมทำวัตรเช้าที่พุทธสถานสันติอโศกในวันเปิดงานสันติอโศก 23 เรามาทำวัตรเช้ากิจวัตรของที่นี่เช้าๆตั้งแต่เช้าเราจะตื่นขึ้นมาตี 3:30 น เตรียมตัวตื่น บางคนก็ตื่นตั้งแต่ก่อนตีสามครึ่งแล้วแล้วก็ลุกขึ้นมาพิจารณาปัจจเวกทบทวนบุพเพนิวาสานุสติญาณต่างๆบางคนตื่นมาตี 2 ตี 2 ครึ่งคิดถึงมาตี 3 แล้วก็ใช้เวลาที่ก่อนจะถึงฆระฆังนั้นทบทวนพิจารณาในสิ่งที่ควรจะได้กระทำแต่สำหรับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ 2 เป็นธรรมดาเป็นสามัญส่วนมากคำว่าธรรมดาเนี่ย หมายความว่ามันอาจจะมีบางครั้งไม่ได้ตื่น 2:00 น ต้องไปตื่นแต่ตี 6 ไปตื่น 5:00 น 04:00 น อะไรก็มีบ้างในเดือนหนึ่งก็จะตื่นตี 6 สักครั้งหนึ่งหรือสองครั้งถึงตี 5 สักครั้งนึงถึงตี 3 บ้างสัก 2 สัก 5 ครั้งขึ้นที่ 4 บ้างสักครั้งนึงอะไรงี้นอกนั้นส่วนปกติก็ตื่นตี 2 ของท่านปกติแล้วก็ทำงานนั้นมีอะไรก็ได้ไปเป็นคืนอย่างนี้เราเรียกว่าเป็นธรรมดาไม่มีอะไรจอนมาบางคนเดินอาจจะมากครั้งมากคราวที่ไปมีสิทธิ์จำเป็นที่จะต้องไปตื่นโดยใช้สายที่จะต้องไป ใครที่จะต้องไปตื่นเอาอย่างนั้นอย่างนั้นอาจจะไม่สบายบ้างหรืออาจจะเรียบเรียงมามากในงานอาจจะนั่นแหละก็มีอย่างนั้นมีเกียรติพยายามมากในงานหรือไม่ก็ไม่สบายหรืออะไรที่จะต้องทบทวนทบขึ้นไปอีกพอประมาณก็อาจจะมีได้เพราะว่าบางทีบางครั้งมันจะว่าจะแสดงธรรมได้แค่ 3 ทุ่ม 4 ทุ่มหรือ 2 ยามเลยบางทีท่านแสดงกันทั้งคืนแสดงธรรมแสดงทั้งคืนยังรุ่งแสดงจนสว่างทำงานจนสว่างซึ่งงานส่วนมากก็ไม่มีอะไรมากหรอกถ้ามีจะแสดงธรรมและส่วนใหญ่ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดง คืนทั้งหมดอันนี้เป็นต้นและท่านก็จะพักผ่อนในช่วงนั้นช่วงนี้อะไรต่ออะไรก็แล้วแต่ก็ยังเป็นไปได้แล้วก็เป็นไปจริงๆแต่ถ้าอะไรเป็นปกติตามที่เป็นสูตรที่ว่าไว้ว่าพอถึงบ่ายถึง
อ่านต่อ
จะลงศาลาอบรมสั่งสอนสาวกจนกระทั่งถึง 22:00 น แล้วไปเจอไปเธอก็เสด็จขึ้นมาชมไปจนถึงปี 2 12 ขึ้นมาพิจารณาต่างๆนานาเรียบเรียงจัดการสอนเหมือนเกมการสอนดูใครที่จะเหมาะที่จะโกรธจะโกรธอะไรกับใครจะโกรธอะไรยังไง เรียนหรือเลือกบุคคลที่จะสอนต่างๆจะไปทำอะไรในวันนี้วันนี้วันนี้ทดสอบเตรียมตัวให้จนถึง 6 โมงเช้าก็ออกบิณฑบาตทำผิดอะไรต่ออะไรไปแล้วก็เดินเรื่องต่อไปเลยทีนี้กลางวันตามที่ท่านได้เตรียมไว้อย่างนี้แต่สำหรับพวกเราก็มีกิจวัตรที่จะต้องจัดแจงให้มันเหมาะสมกับการและเวลายุคสมัยและจมูกกลุ่มที่จะเป็นประโยชน์สูงสุดเราก็ได้กระทำดำเนินให้มันคล้ายคลึงให้มันได้รูปร่างเหมือนกับสมาคมพระพุทธเจ้าที่ท่านหนึ่งทรงทำมาซึ่งเราก็รู้ในเนื้อหาความหมายว่าการนอนคืออะไรและเราก็จะนอนให้เป็น นอนโดยพักผ่อนร่างกายเมื่อเราจัดสรรว่าเราจะไม่ทำอะไรกันจนเกินการในกลางคืนเราจะพักผ่อนในกลางวันเราจะทำงานให้มันสอดคล้องกับหมู่ชนส่วนใหญ่ก็ตื่นขึ้นมาทำงานกันมีแสงพระอาทิตย์สว่างไสวทุกมุมทุกที่แล้วก็ทำผิดทำการอะไรติดต่อกันได้ก็ทุกคนก็ถึงวันนี้แหละเป็นงานกลางคืนก็เป็นเวลาพักเป็นมาแต่ไหนๆเราก็ใช้เวลาใช้โอกาสอย่างนั้นตามแล้วก็พยายามที่จะจัดสรรในศาลนโยบายอย่างอาตมานี่พยายามที่จะใช้นโยบายในการที่จะเข้มงวดกวดขันขึ้นมาแม้แต่จะนอน นอนเล่นจะนอนนั่นเองเหยียดยาวนอนกลางวันเราก็มีกฎไม่ให้นอนเพราะฉะนั้นพวกหมู่พวกฝูงพวกใครต่อใครก็จะรู้ว่าการมานอนเล่นๆหัวๆอะไรในตอนกลางคืนยังค่ำปล่อยในตอนกลางวันต้องวิ่งอย่างนี้มันเป็นเรื่องไม่งามน่าอายเพราะในที่นี้จะไม่เห็นใครมานอนใช้นอกจากคนป่วยในสถานที่นี้กลางวันกลางวันจะไม่มีใครมามาเห็นว่านอนแต่ถึงกระนั้นก็ตามมันก็จะมีบางคนก็แอบหลบหลบหลบหลับแบบหลับนกหลับอย่างนู้นอย่างนี้อะไรก็ได้อยู่บ้างซึ่งก็ต้องฝากเทียน สาถ้าคนนอกที่มีเขาก็กลับไปนอนบ้านหรือว่ากลับไปนอนที่ไหนๆที่มันไม่ใช่ที่นี่เขาก็ทำได้อยู่แล้วแต่สำหรับคนอยู่ที่นี่เราก็มีกิจวัตรแล้วก็มีงานการมีอะไรต่ออะไรซึ่งก็ไม่ได้ไปบังคับอะไรพอถึงภาพเย็นภาคค่ำถ้าไม่มีกิจการงานที่เราก็ต่างคนก็ต่างรู้ไม่จำเป็นแล้วก็ช่วยกันต่อไปพอมาแล้วก็พักผ่อนพอสมควรแต่ถึงขนาดนั้นเราก็ไม่ได้เร่งเราซะจนว่าคนนี้ไม่สมัครใจไม่ไม่ติดใจที่จะทำให้พอใจที่จะทำแล้วเราไปบี้เอาบังคับกันเกินการเราก็ไม่ถึงขนาดนั้น บางพลีบางครั้งงานการมันมีพอสมควรจะเร่งให้มันทันเวลาดีเหมือนกันแล้วก็มีผู้สมัครใจที่ท่านจะทำบางทีท่านทำทั้งคืนแต่บางทีท่านก็ทำไปจนดึกดื่นเลยสองยามที่หนึ่งที่สองไปอะไรแล้วก็ไปนอนอันเล็กน้อยแล้วก็ตื่นเช้าขึ้นมาให้มันทันเพื่อนฝูงหรือบางคนท่านก็ทำไม่ได้นะไม่มาตื่นนอนกับเพื่อนฝูงไม่ได้หรอกขอพักไปไม่ลงศาลาซะว่างานมันก็พอเห็นจำเป็นเห็นจริงแต่เราก็มีงานมีการอะไรที่จะแจกซ้อนตอนมาทำให้มันผิดเวลาที่ผิดอะไรไปบ้างเล็กน้อยก็เป็นธรรมดาของโลกที่จะมีสิ่งที่แต่มีสิ่งที่ควรมีสิ่งที่ตกหล่น ฉันมีสิ่งที่จะหมดทุกอย่างมันไม่มีอะไรพอดิบพอดียังเปี๊ยะเลยไม่มีที่มีน่ะหมายความว่าเราไม่ละเอียดถ้าละเอียดอย่างที่สุดแล้วไม่มีอะไรที่มันจะเสมอมันเป็นอนิจจังมันเป็นความไม่ได้เที่ยงแท้อะไรไม่ได้ถูกอย่างมีศักดิ์ศรีอะไรถ้าอะไรสมดุลที่สุดอันนั้นก็จะมีสัดส่วนที่กระดูกกระเดกน้อยลงน้อยลงยิ่งที่สุดเท่าไหร่ก็ยิ่งน้อยเท่านั้นมีการสมดุลหรือมีการไม่มีอะไรผิดเพี้ยนกันเทียบเคียงกันแล้วสิ่งสองสิ่งถ่วงดุลกันหรือว่ามีน้ำหนักเสมอจะเหมือนกันเนี่ยถ้ามันเสมอๆกันเท่าไรเท่าไรเท่าไรได้มากเท่าไร ยิ่งจะมีสิ่งที่ผิดแปลกและมีสิทธิ์ที่จะเกิดปฏิกิริยามีสิ่งที่จะคบมีสิ่งที่จะขัดนี้จะมีอุปสรรคจะมีอะไรต่ออะไรที่ปีนเกลียวจะมีอะไรที่จะเกิดการขัดสีมีความร้อนมีเรื่องที่ไม่เย็นมีเรื่องที่จะมีเรื่องราวอะไรขึ้นมามันจะมีเท่ากับว่าทำให้มันขัดกันน้อยได้ทันใดให้มันเสมอเหมือนได้มากเท่าใดนั่นแหละมันยิ่งราบรื่นเรียบร้อยเลยว่าสันติเรียกว่าสันตะเท่านั้นเท่านั้นเพราะการที่เรามาอยู่กันเป็นหมู่เป็นกลุ่มมากขึ้นเราจะมีความเห็นให้ตรงกันแม้ความคิดอ่านความมีปัญญาความไม่มีปัญญาจะมาก ต่างกันอย่างไรก็ไม่แปลกเราจะรู้ความจริงของคนผู้นั้นผู้นี้จะอนุโลมเป็นยืดหยุ่นจะกระทำเผื่อแผ่แก่กันและกันไปตามขั้นตามตอนผู้รู้จะเป็นผู้ลดและเป็นผู้ที่จะมีนโยบายในการที่จะดึงขึ้นสู่ที่สูงที่ดีอะไรบกพร่องใครบกพร่องก็จะพยายามดึงขึ้นโดยนโยบายที่ท่านเป็นประธานทำขึ้นมันจะดึงขึ้นดึงขึ้นเสมอเสมอเมื่อทำมาใกล้กันเสมอกันหรือมีแกนร่วมที่ลงร่องรอยมีจุดหมายปลายทางหรือมีความเห็นแจ้งในความเป็นอยู่ตรงกันมันก็จะอยู่กันได้อย่างสนิทสนมอยู่กันได้ยาวเป็นหมู่เป็นกลุ่มเรียบร้อยราบรื่นสงบง่าย แรงงานไม่มีอะไรดีไม่มีอะไรโดดไม่มีอะไรกระโดกกระเดกกระเด้งกระด้างอะไรออกมาแล้วเราก็ทำกันไปเรื่อยๆตามที่เราจะมีบทฝึกหัดมีตามนโยบายที่ถ้าถือว่าอโศกนี้อาตมาเป็นผู้วางนโยบายเป็นผู้นำเป็นผู้ที่กระทำอะไรขึ้นมาเป็นเครื่องที่ทำให้พวกเราได้รับผลประโยชน์ในการตัดกิเลสตัณหาหรือว่ามีมีอะไรที่มันดีขึ้นเจริญขึ้นพวกเราก็มาทำกันโดยอาศัยแนวทางที่พัฒนาพระพุทธเจ้าท่านเป็นไปแล้วเป็นการใหญ่เป็นหลักใหญ่ทั้งศีลทั้งทำทั้งวินัยทั้งอภิธรรมอะไรก็แล้วแต่ที่ท่านดีมีตัวอย่างเป็นหลักฐานถึงสอนถึงอะไรไว้ เรามาพิจารณามาเล่ามาเรียนแล้วก็เอามาประพฤติตามเป็นไปตามขั้นตอนมันก็พิสูจน์ไปของพระพุทธเจ้าไปด้วยส่วนที่เพิ่มที่เสริมขึ้นมาเป็นอาคมต่างๆที่อาตมาเองได้เน้นหรือว่าได้นะเป็นเชิงผสมผสานเป็นกรรมวิธีวิธีเป็นนโยบายที่จะทำให้แก่พวกเราได้ก็ซื้อขึ้นมามีหลายอย่างซึ่งก็ไม่ได้ขัดแย้งอะไรของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นสมัยนอนกลางวันนี้เป็นต้นพระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ได้หลงหลับหลงนอนนอนนอนนอนนอนจะต้องมีเวลากำหนดหลักกำหนดตื่นเพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าพวกเรานี่ได้พระพุทธบาททำแล้วมีเวลากำหนดแล้วว่าเราจะหลับเพียง วันนี้เราจะตื่นเป็นคนนี้เราก็ได้หลับกันแล้วประมาณในเวลากลางคืนแล้วกำหนดว่าเราจะหลับกลางคืนเราจะตื่นขึ้นมาในเวลาประมาณนั้นแล้วเราก็ไม่ชนะไม่หลับไม่นอนกันกลางวันอย่างนี้ก็เป็นการกำหนดคือเรากำหนดจะใส่ยากหรือว่าจะนอนแล้วก็ได้กำหนดอย่างที่กล่าวไปแล้วแล้วเราก็จะทำให้เป็นไปได้เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่มีอะไรมันมากมันมามันก็แบ่งเอามันจะแบ่งทำไว้แค่นี้แค่นี้ท่านออกมาจำเป็นแล้วก็เอาไว้ต่อวันรุ่งขึ้นอะไรอย่างนี้เราก็ทำนอกจากเวลาเร่งก็เร่งบ้างแล้วมันก็ไม่เคยจะมีกันทุกๆวันแล้วก็มีเป็น นี่เป็นต้นแล้วเราก็ได้มาตื่นกันตีสามครึ่งกันได้เป็นหมู่ยายจะมีบอกมีพร่องจะมีหลุดบ้างจะไม่มาร่วมกันเช้าตีสามครึ่งก็พบหน้ากันแต่ก็สำหรับบางคนที่มีจิตจำเป็นหรือว่าป่วยเจ็บเท่านั้นนอกนั้นก็คือคนที่เลี่ยงจะไม่มาด้วยการหาเรื่องเองก็เป็นกิเลสของเขาถ้าเขาจะทำกิเลสของเขาให้บริบูรณ์เขาก็ทำไปในส่วนนี้ถ้ามันไม่มันมีฤทธิ์มีแรงพออยู่มันก็พอเป็นไปแต่ถ้าไม่มีฤทธิ์มีแรงสักวันหนึ่งมันก็เหลวไหลมันเป็นการสั่งสมจริงก็เลยกลายเป็น ทำไฟให้กับตัวเองจริงเพราะว่าปาฏิหาริย์จะทำธรรมะอันเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมนั้นพระพุทธเจ้าท่านบอกตรัสว่าเราร่วมกันประชุมหมั่นรวมการประชุมพร้อมเพรียงกันประชุมพร้อมเพียงกันลุกพร้อมเพรียงกันเลิกแม้แต่การประชุมแม้แต่การเลิกกับพร้อมเพรียงกันได้สัตว์ได้ส่วนต่างๆนานาพรุ่งนี้พระพุทธเจ้าท่านตรัสอย่างนั้นไม่ได้หมายความว่าท่านจะเป็นการบังคับแต่ท่านกลับเป็นสัจจะอย่างที่กล่าวต้นไปแล้วว่าเราจะมีอะไรเสมอเหมือนกันเราจะมีอะไรเท่าๆกันสมดุลกันมันจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันถ้ามันไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมันมีอะไรกันไปกระโดดอยู่มันเป็นอะไรที่มันเหมือนอุปสรรคมันหมดอะไรขัดๆขว้างๆอยู่ ไอ้ตัวขัดตัวขวานั่นแหละมันก็ไม่ใช่แก่นไม่ใช่เนื้อแล้วก็เดี๋ยวมันก็จะต้องหลุดต้องร่อนไปถ้าเผื่อว่าไม่มีอำนาจพอไม่มีฤทธิ์แรงพอไม่มีจุดที่เป็นไปด้วยดีพอมันก็จะหลุดจะร้อนมันก็จะแตกออกไปมันสุดท้ายก็เสื่อมมันก็เป็นปาฏิหาริย์ในธรรมไม่เป็นอัสนีหานิยธรรมมันก็เป็นปัญหาปริยายธรรมคือเป็นธรรมอันเสื่อมพระบริหารและจะทำมันก็แปลว่าธรรมะมันไม่เสื่อมเนี่ยเพราะความเสื่อมนั้นมันเกิดจริงเป็นสิ่งของบุคคลนั้นๆเพราะถ้ายังมีการประชุมกันอยู่ในเมืองนิดเมื่อใดและก็มีการตั้งพร้อมสามัคคีอยู่เป็นกลุ่มใหญ่ได้ท่านบอกว่ากลุ่มนี้ ตีเลข 8 พร้อมเพรียงกันมีกำลังวังชามีเป็นเป็นมวลเป็นสิ่งที่ลงกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไม่กำลังมากแล้วส่วนที่ 4 กระเด็นออกไปหรือว่าที่ไม่รวมไม่รวมไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนั้นมันก็เป็นของอันนั้นที่จะกระเด็นหรือจะหลุดออกไปในอนาคตบางอันอาจจะมีอะไรอื่นถ่วงเป็นเนื้อเป็นแก่นที่ดีอยู่มันก็อาจจะทนได้นานแต่มันก็จะมีอะไรขึ้นมาเรื่อยๆเรื่อยๆเรื่อยๆเป็นสิ่งที่เป็นอกุศลเสริมเติมใส่ไปมันก็แตกออกมันก็เริ่มจะมีอะไรผิดแปลกไปเรื่อยเพราะว่ามันไม่ 1 มันไม่รับรู้เรื่องหนึ่งมันไม่รับรู้เรื่องเพราะมันเป็น 4 เป็น 8 ไปแยกอยู่ จะไปรู้ได้ด้วยกันได้อย่างไรมันจะต้องพัฒนามันจะต้องเป็นไปมันจะต้องมีอะไรเกิดขึ้นเก่าบ้างใหม่บ้างอยู่เสมอเพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าเราใส่ใจมันก็จะมีไปด้วยกันมาด้วยกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนถ้าเราไม่ใส่ใจก็แน่นอนเขาไปถึงไหนๆไปแล้วเขามีอะไรที่จะสังขารก็มีอะไรที่จะตกลงเขามีอะไรที่จะดำเนินถ้ามีอะไรที่จะเป็นไปมันก็จะเป็นไปหมู่กลุ่มใหญ่รู้กันพร้อมกันก็เป็นไปให้เราขาดขาดไม่รู้ไม่เห็นด้วยไม่เข้าใจด้วยก็ถูกสักทีหรือเราเองไปนั่งครบนั่งคิดอยู่คนเดียวเราก็ไปคนเดียวเพราะว่า 2 สิ่งมันก็ไป 2 สิ่งมันจะเหมือนเป็นอันหนึ่งอันเดียว มันไม่ได้หรอกโดยจริงมันไม่ได้มันก็ตกๆหล่นๆไปขนาดมานั่งอยู่ด้วยกันนี่มันยังรักกันไม่ได้หมดเลยมันยังรักกันไปคนละอย่างคนละสิ่งภาษาอังกฤษทั้งรับรู้ตาหูจมูกลิ้นกายใจรับรู้ทุกทวารมันยังรับไม่ตรงกันเลยมันจำเป็นไปไม่ตรงกันเพราะฉะนั้นในการที่จะเห็นดีเห็นชอบในการที่จะร่วมรู้ร่วมเห็นอย่างอาตมาพูดเนี่ยพูดที่นั่งฟังเนี่ยถ้าเห็นดีเห็นชอบด้วยกันก็ดูหน้าตาผู้ที่รับอยู่ด้วยกันนี่โอ้นี่ขึ้นเรื่องบันเทิงร่าเริงพอใจด้วยกันเราก็รับรู้ด้วยกันได้ในวงในวงแต่ถ้าเพราะว่าอาตมาพูดแล้วเนี่ยอาตมาพูดไม่ค่อยพอใจปูพื้นที่บางคนขาดๆ ไม่พอใจครึ่งหนึ่งอีกครึ่งนึงพอใจเรานั่งอยู่ในนี้ต่างคนต่างนั่งเงียบก็เห็นได้รู้ได้รับสัมผัสได้ทั้งตาบ้างทางหูทางจมูกทางลิ้นทางกายอะไรตามทวารวิญญาณก็อยู่ในนี้มันจะรับกระแสส่องสักพักมันจะรู้ได้เราก็จะรับตามอำนาจของสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ด้วยมันมีมากมายที่อธิบายไม่ได้แม้แต่ทางวิญญาณถ้าใครเคยได้ฟังเพลงชีวิตหมายเลขเท่าไหร่เราไม่ได้ยินได้เสียงเราไม่ได้ยินเราไม่ได้รู้เราไม่ได้ยินได้แต่เราไม่ได้เห็นด้วยตาแล้วก็เห็นได้ในหูหรือไม่เห็นได้ในหูก็เห็นได้เป็นชั่วโมงเป็นอะไรอย่างนี้จึงใช้ภาษาที่จะให้คุณเข้าใจได้มันมีวิญญาณและสุดท้ายจะแม้ว่าเราไม่ได้เห็นได้ในสิ่งนั้นมันก็จะเห็นได้ด้วย วิญญาณมันจะรับรู้แล้วจะรู้ได้ในจิตวิญญาณจิตวิญญาณทางทวารนู้นทวารนี้มันก็เชื่อมโยงไปต่อให้เรารู้ได้มันจะเกิดการสัมพันธ์เกิดการสัมผัสเกิดการสัมพันธ์ที่มันเชื่อมอย่างละเอียดสัมผัสนี่หมายความว่าเกิดการสัมพันธ์ที่เชื่อมอย่างละเอียดมันไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบอย่างภาษาของชาวฝรั่งและทางของนักวิทยาศาสตร์ใหญ่เขาเรียกว่า relative เป็นความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งเป็นการเกี่ยวโยงเป็นการที่จะสื่อต่อสื่อสู่กันอยู่อย่างละเอียดเพราะถ้าเราจะแจกจ่ายเราจะรับรู้กันวันหนึ่งคืนหนึ่งก็รับรู้กันไปอะไรต่ออะไรไม่เห็นด้วยหรือว่ารับไปแล้วไม่สนใจไม่เห็นดีเราก็จะสั่งสมถึงวาระมันก็จะรวมๆ กลับมาทานกันหรือว่ามาแย่งกันในวาระที่เราประชุมกันนี่แหละมันจะมาค้างมาแย่งมาเสนอความเห็นความคิดถึงในวาระใดวาระหนึ่งก็เสนอขึ้นในโอกาสอันควรและเราก็จะเอามาพิจารณากันมาปรับปรุงกันมาทำไปต่างคนต่างเห็นต่างคนต่างรับต่างคนต่างสะสมมันก็จะพยายามปรับปรุงไปสู่จุดที่เรารู้ตัวแทนร่วมอยู่ตรงไหนตรงไหนจะเป็นจุดดีที่สุดที่เราจะกระทำเพื่อผู้อื่นด้วยเผื่อเราด้วยมันก็จะเกิดผลดีเพราะเมื่อต่างคนต่างมาร่วมกันทำประชุมกันได้และก็เรียบร้อยกันไปต่างคนต่างเห็นยิ่งพูดยิ่งๆยิ่งพูดยิ่งเข้าใจยิ่งพูดยิ่งไม่ขัดแล้วก็อยู่ได้นานทนอยู่ได้นานอยู่ที่ชนคนเราจะอยู่ร่วม ฉันตื่นนอนได้คนนั้นน่ะโดยไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งโดยมีแต่ความสุขความสบายความเย็นความเรียบร้อยราบรื่นร่าเริงเบิกบานอยู่อย่างดีแต่มันก็เกิดจากความจริงที่ว่ามันเหมือนกันมันเข้าใจร่วมกันมันดีได้ด้วยกันมันเห็นไม่แตกไม่ต่างกันต่างคนต่างได้เสวยต่างคนต่างได้เป็นอยู่อย่างพอใจอย่างชอบใจเห็นดีแล้วร่วมกันไปเรื่อยมันก็ไปได้นานๆๆผู้ที่อยู่ร่วมกันและก็มีสิ่งที่มันไม่ค่อยสบายใจไม่ค่อยชอบเข้าผลัดเข้าขัดเข้าก็อยู่อย่างจำใจมาอยู่อย่าง ใจก็จะจำไปเรื่อยจำแต่สิ่งที่ไม่พอใจนะจำใจเนี่ยเพราะใจมันจำจุดที่ไม่พอใจมันจะจำไปเรื่อยสะสมลงไปสะสมลงไปจำใจจำใจเข้านานเข้านานเข้าสิ่งที่ไม่พอใจนั้นก็จะงอกโตแล้วก็เป็นแค่เงินผสมผเสสักวันหนึ่งก็เป็นอุปสรรคสักวันหนึ่งก็เป็นตัวปีกตัวที่ไม่เหมือนตัวแตกมันก็จะแย่ออกแยกออกแยกออกวันนึงมันก็แย่ออกไปเลยมันก็อยู่รวมกันไม่ราบรื่นไม่ทนไม่ทานแม้ยังไม่แยกออกก็อาจจะมีภาวะที่จะกระทำอะไรขึ้นมาให้มันแปลกเปลี่ยนไม่เหมือนเหมือนกันมีอะไรกระดกกระดกไม่สนิทเนียนไม่สงบเงียบไม่เรียบไม่ราบมันก็จะเป็นจริงๆแต่มันจะเกิดเพราะงั้นถ้าเกิดว่า เราพิสูจน์กันแล้วว่าเราอยู่กันอย่างสงบลงรอยกันไม่มีอะไรที่จะสะดุดใจสะดุดตาสะดุดหูสะดุดสัมผัสดูไปดูราบรื่นดีมีอะไรนิดเป็นนิดหน่อยตามที่เราเข้าใจว่ามันก็ย่อมมีไอ้นี่เล็กน้อยเดี๋ยวเราก็คนนี้ก็ค่อยๆหายไปเองสิ่งนี้มันสะดุดขึ้นมาเพราะว่ามันมีวาสนามีบารมีหรือว่ามีสิ่งที่ติดเป็นสันดานอะไรมาบ้างมันไม่ดีพวกนั้นรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวเพื่อนฝูงก็บอกให้ชี้ให้เธอขาดเสียการเสียหรือว่าทำให้มันหายไปประหารมันไปเคลียร์ให้เราก็จะประหารมันก็จะหายมันก็จะหมดในสำหรับคนที่รู้ตัวแล้วคนที่เข้าใจร่วมกันเมื่อหมู่เตือนหรือว่าเมื่อ คนที่พุทธเจ้าเชื่อถือเตือนถึงแม้แต่ผู้ที่เราไม่ได้ยกมาเป็นผู้เจริญแต่เขาเตือนมาเราใช้ปัญญาทองกลางๆเราก็ตรองได้อ่านออกว่ามันจริงอย่างเขาว่าแล้วเราก็แก้ไขปรับปรุงเสร็จแล้วมันก็เรียบร้อยเมื่อเราประหารเสียค่าเสียได้ทำลายสิ่งที่มันเป็นอุปสรรคทำลายสิ่งที่มันมันกระดกกระดกกระโดดอะไรขึ้นมาขัดขัดข้องขวางดีๆไม่ลงร่องลงรอยมันเป็นอันเดียวกันกับหมู่บ้านเราก็ทำที่มันก็หายแล้วหมู่ก็จะเป็นไปได้อยู่อย่างนี้แหละไปแม้จะแยกกันอยู่แม้จะไปอยู่กันต่างจังหวัดต่างประเทศต่างถิ่นต่างที่ห่างกันเราก็จะมีส่วนที่เหมือนๆกันได้โดยที่ไม่ต้อง ต่างคนต่างทำแต่สิ่งที่เหมือนกันยังเหมือนอยู่เป็นธรรมเป็นวินัยเป็นกรดเป็นระเบียบเป็นจารีตเป็นประเพณีเป็นคำกิริยามันจะเหมือนกันอยู่แต่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอยู่ถ้าบอกว่าสถานที่ก็ไม่ต้องไปแตกต่างหมู่กลุ่มก็ไม่ต้องไปแตกต่างถ้าเราไปอยู่ที่นั่นๆๆได้เราใช้กฎกลางของเราใช้ระเบียบกลางๆของเราทำได้แล้วก็จะได้หมดเช่นว่าอยู่ชั้น 4 อโศกเนี่ยมีสิ่งที่ไม่เหมือนกับสถานที่อโศกอื่นๆแม้กระทั่งสถานที่อื่นจะเกิดก่อนอันนี้ถึงจะเกิดหลังอันนี้เราก็มีใช้อย่างกดกลางอันนึงมีกฎอยู่ว่าเราจะประชุมกัน แต่เราก็จะพร้อมเพียงกันหยุดหรือพร้อมเพียงกันทำหรือวันพระเนี่ยเราจะมีวันพระกันในวันพระแล้วก็จะมีเทศน์มีฟังธรรมมีอะไรต่ออะไรกันในวันพระและต่างจังหวัดที่ก็มีสิ่งแวดล้อมมีประชาชนเข้ามาวันพระได้โดยนับ 7 ค่ำ 8 ค่ำเป็นวันโกนวันพระนัด 14 ค่ำ 15 ค่ำเป็นวันโกนวันพระเขาก็ใช้วันเวลานั้นแล้วก็ทำไปได้เรียบร้อยต่างจังหวัดเรายังทำอยู่พอมาสันติอโศกนี่เราทำไม่ได้เพราะว่าคนส่วนมากทำงานทำราชการทำอะไรที่ไปหยุดเอาวันอาทิตย์ไปรับรู้วันที่วันอาทิตย์เราจะทำเป็นเหมือนอย่างกับที่ต่างจังหวัดสถานที่อโศกอื่นๆหยุดวันอย่าง วันพระวันโกนวันพระอย่างนั้นเราทำไม่ได้ถ้าเราทำไม่ได้เราก็จำเป็นที่จะต้องอนุโลมท่านเรียกว่าตามกฎของมหาเทพมหาเทพสูตรคือตามสถานที่ที่มันต่างกันไปบ้างมาหาประเทศหมายความว่ามันหยั่งลงแล้วซึ่งสิ่งที่มันต่างๆกันอยู่แล้วก็ต่างกันจนกระทั่งเราไม่สามารถที่จะกระทำได้มาหาประเทศมันมากมันต่างกันมากเทศกาลมันต่างกันจนกระทั่งเราไปทำอย่างนั้นอย่างที่เป็นไปตามกฎเกณฑ์เดิมมันทำไม่ได้เราจึงจำเป็นต้องทำโดยรวมเพราะฉะนั้นเราจึงอนุโลมเอาวันพระเป็นวันอาทิตย์วันเสาร์เป็นวันโกนแล้วเราก็กระทำอยู่กับหมู่ กลุ่มก็เป็นไปได้อีกอย่างนึงที่นี่เรามีงานที่จะต้องทำมากกว่าในที่ต่างจังหวัดซึ่งเรามีเวลาว่างเรามีการติดต่อเรามีการคมนาคมจะมีคนที่จะไปติดต่อไปทำอะไรต่ออะไรร่วมจำนวนน้อยเพราะฉะนั้นเราก็สามารถที่จะหยุดวันพุธไม่พูดไม่จากันเลยในวันพุธที่เป็นกระบะทำเป็นนโยบายอันนึงที่อาตมาได้สร้างขึ้นเพื่อที่จะซื้อในการสังวรต้องรวมเรื่องปากเรื่องเสียงให้มีสติสัมปชัญญะให้ระลึกรู้ทวารปากทวารผู้ให้ฝึกการให้เป็นนโยบายที่จะเราจะสามารถชำระจิตใจมีความผูกพันความสัมพันธ์และว่า ใช้งานสิทธิ์ใช้งานปกติใช้งานกำหนดสำหรับคำพูดสำหรับปากเราจะควบคุมมีอำนาจที่เท่าไหร่ที่จะควบคุมไม่ให้มันพูดเห็นความจำเป็นไม่จำเป็นมีการไตร่ตรองมีการกระทำแล้วก็มีการไม่พูดสักวันหนึ่งในวันพุธเป็นการระวังเสียงระวังคำพูดของเราซึ่งเราก็มีที่ต่างจังหวัดอยู่ที่อโศกมันคือแล้วก็ฝึกปรือกันไปแต่ส่วนที่นี่ชั้นที่อโศกเนี่ยเราเอาระบบไม่พูดในวันพุธมาทำไม่ได้เพราะเรามีงานมากเหลือเกินมันจะต้องติดต่อต้องพูดต้องจาต้องใช้เวลาของการวาระของการงานมันมาก ไปมาก็มากว่างานการก็มีมากกว่ามันทำไม่ได้แล้วก็อนุโลมว่าเราไม่ทำเราก็ไปใช้ตบะอื่นที่เราจะพึงเป็นพึงไปเธอจะทำให้เกิดผลเกิดประโยชน์แต่ที่จริงที่นี่ถ้าพอจะถือแล้วมันแตกต่างจริงๆเป็นมหาเทพแต่เป็นสิ่งที่ต่างกับทางต่างจังหวัดเพราะว่าที่นี่มันเป็นกลุ่มและผู้ที่จะมาบำเพ็ญทิ้งอยู่ที่นี่เป็นข่าวมาว่าชีวิตมีการติดต่อมีการสังคมมีการคมนาคมสะดวกมากจะเป็นได้มากเราก็ต้องทำตามมหาเทพอย่างนี้ส่วนที่ต่างจังหวัดก็ต้องทำอย่างต่างจังหวัดแล้วก็ทำได้คนได้ประโยชน์ก็ทำเพราะพวกเราผู้ใดอยากจะฝึกก็คืออยากจะเป็น อย่างนั้นก็ทำถ้าทำเองก็รู้สึกเองแทรกซ้อนอยู่ในนี้โดยตั้งกฎเองบ้างก็ทำได้แต่ในนี้เราก็ทำได้ผู้ใดอยากจะเราเรียกที่ไม่พูดว่าพุทธังอยากจะไม่พูดนะเรามีธุดงค์เขาว่าหลายๆอย่างอยากจะงดอาหารไม่รับประทานอาหารทั้งวันบ้างอะไรเงี้ยซึ่งหลายคนไม่เข้าใจก็หาว่านี่ทรมานตนและเขาก็ใจคำว่าทรมานตนยังไม่เพียงพอเขาไม่รู้หรอกไม่รู้ก็ตีตู้ว่าทรมานตนเราไม่ให้ทรมานตนที่มีตั้งแต่ว่าผู้ใดไม่เหมาะสมที่จะอดอาหารก็ต้องหาแล้วก็เป็นโรคเป็นภัยอดอาหารแล้วก็ไม่ได้เรื่องราวแทนที่จะเจริญในกุศลกับไม่เจริญในกุศลกลายเป็นอกุศลแล้วก็ไม่เห็นผลเรื่องอะไรจะไปอดถ้าเราไม่ พูดได้กุศลแล้วก็เอาถ้าเราไม่พูดเราเป็นอกุศลไม่ได้เรื่องแล้วก็ไม่เอาเราจะมีแต่คิดจะไม่หลับไม่นอนจะใช้วิธีนั่งเอาหน้าบ้านแล้วก็จะอยู่สงัดจะมีอะไรหลายๆอย่างที่เรามีแต่บาปนะมีกระบะที่มีธุดงค์เข้าวัดคือเคร่งมีบทปฏิบัติที่เคร่งที่สำคัญขึ้นยิ่งกว่าปกติที่เป็นอยู่เราก็ได้ทำเราก็ได้พยายามฝึกปรือการบำเพ็ญตบะด้วยการดำเนินชีวิตของวัดจากขึ้นมาเนี่ยจะถืออันนี้ว่าเป็นการทรมานตนนั้นไม่ได้เพราะว่าการมีบทฝึกหัดมันก็ต้องยากสำหรับผู้ที่จะกระทำทำยังไม่ครอบทำยังไม่เก่งมันก็ ฝึกปรือต้องหัดเอาทนเอาสู้เอาตั้งตนอยู่ในความลำบากท่านแปลเป็นสำนวนจากบาลีกันว่าตั้งตนอยู่ในความลำบากมันก็ต้องหัดต้องฝึกลำบากหน่อยละยากหน่อยละจะเรียกว่าอันนี้ทรมานก็ทรมานกิเลสทรมานตนตัวนี้หมายความว่าทรมานกิเลสถ้าเราเองเราสามารถที่จะพอเป็นไปได้เป็นสัมมาทางคำว่าเป็นพอเป็นไปได้แต่เรารู้ตัวรู้ตนรู้เหตุรู้ผลอยู่แล้วเราก็กระทำให้กับตนเราก็เห็นผลดีว่ามันเป็นไปได้ดีอยู่แม้ตั้งตนอยู่ในความลำบากกุศลธรรมเจริญยิ่งพระพุทธเจ้าท่านสอนเราด้วยประโยชน์อย่างนี้ถ้าคน ใจเขาก็ไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสสิ่งสำคัญอาตมาเจอในพระสูตรอยู่ในเทวทูตพระพุทธเจ้าท่านสอนท่านตรัสกับพระสารีบุตรและกระบอกที่ซ้อนไปพูดไปในทางการอธิบายนโยบายต่างๆทั้งคำพูดทั้งภาษาท่านพูดอย่างนี้ท่านตรัสอย่างนี้บอกขึ้นมาเนี่ยฟังทันทีอาตมาเห็นทันทีเลยว่าเข้าใจเพราะว่าเราปฏิบัติธรรมมาเราเป็นอย่างนั้นเพราะพูดปุ๊บเราก็เข้าใจทันทีเพราะว่าโอ้ไอ้นี่เป็นทฤษฎีไอ้นี่เป็นมากกว่าวิธีคำว่าตั้งตนอยู่ในความลำบากจงตั้งใจในความลำบากเธอคือส่วนลดทำจะเจริญยิ่งหรือว่าตั้งเป็นผู้ใดตั้งตนอยู่ในความลำบากอยู่ก็ทำเจริญยิ่งอยู่ผู้ใดตั้ง อยู่ในความไม่ลำบากอกุศลธรรมจะเจริญยิ่งถ้าใครไม่รู้เรื่องไม่รู้อิโหน่อิเหน่แล้วมาฟังแล้วบอกทำไมพระพุทธเจ้าท่านตรัสอย่างนี้ตั้งตนอยู่ในความลำบากเข้าใจสำนวนแปลอันนี้ออกมาอาตมาก็เคยตรวจบาลีแต่ลืมไปคำนี้ที่ว่าต้องมีความลำบากแต่ก็ไม่ไม่ผิดเพี้ยนอะไรเป็นภาษาไทยนี่เป็นความหมายนี่ก็ถูกต้องตั้งตนจะมีความลำบากทำไมต้องปรับอย่างนี้ถ้าคนไม่เข้าใจก็จะสงสัยว่าพระพุทธเจ้าจับผิดหรือเปล่าแล้วก็แปลผิดหรือเปล่าแท้จริงไม่ผิดเลยเป็นความถูกต้องเพราะว่าเราเองเราจะต่อสู้ขัดเกลากิเลสเนี่ยมันจะไปหวานหมูเลยไม่ได้มันเป็นทะเลกระทำเป็นธรรมะอันขาดเป็นเกลามันจะต้อง ต้องปลอมมันจะต้องขูดต้องสู้ต้องทำร้ายกันต้องประหารกันมันทวนกระแสกันน่ะมันก็จะต้องมีปฏิกิริยาที่จะต้องต่อสู้กันอยู่จริงๆมันจึงจะต้องลำบากอยู่ก่อนด้วยรู้แต่เราเข้าใจว่านี่แหละตัวสำคัญของเราเราจะต้องฟื้นมันมีการอดทนมีการข่มขืนมีการที่จะพยายามเรียนรู้กรรมวิธีที่มันจะต้องจางคลายจิตตัวเรามันยึดจิตตัวเรามันเคยจิตตัวเรามันเกาะเราก็จะต้องล้างความกรอบความยึดล้างความเคยหรืออุปทานความยึดเกาะที่สวยเอาไว้อุปทานมันฉวยเอาไว้อยู่นี่แล้วไม่ปล่อยไม่ว่างเราก็จะต้องล้างๆๆหรือว่าพยายามกระทำเพื่อฝืนมันให้มันเป็นไปอีกอย่างอื่นทวน ตรงกันข้ามกันเมื่อเราทำทำเราก็จะรู้ผลว่ามันง่ายขึ้นการตั้งตนอยู่ในความลำบากนั้นก็เบาขึ้นง่ายขึ้นจนสุดท้ายเราจะไม่ตั้งตนอยู่ในความลำบากอีกถ้าจะยืนยันไว้เราจะไม่ตั้งตนอยู่ในความลำบากอีกเพราะสิ่งที่ได้ตั้งตนไว้อยู่ในความลำบากใดก็ได้สำเร็จบริบูรณ์หรือบริสุทธิ์แล้วเราก็ไม่ต้องตั้งตนอยู่ในความลำบากอีกท่านปรับอันนี้มันเป็นเรื่องของการประพฤติตนมากกว่าวิธีแท้ๆเพราะคนไม่เข้าใจว่าเราก็จะต้องมีบทปฏิบัติมีหลักปฏิบัติมีศีลมีกรรมฐานไม่มีสิ่งที่จะสร้างขึ้น ตนเพื่อที่จะทำให้ขัดเกลาแล้วเราก็จะต้องยากหน่อยและมันฝืนใจมันก็มันจะพอใจในสิ่งที่เราเคยไปยึดเก่าๆแต่ตอนนี้เราได้รู้ซะแล้วว่าอันนี้มันเป็นเรื่องของความผิดยึดดังโลกโลกแล้วเราจะมาละมาล้างออกเราก็มันตั้งใจทำจริงๆมันจะขัดศาสนาพระพุทธเจ้าเนี่ยมีการสัลเลขธรรมมีการขัดเกลาเป็นสันติธรรมเป็นเป็นการราบรื่นจริงแต่ว่าก็มีการขัดสะสมอยู่เป็นสันติเป็นปลายและที่นี่เมื่อสุดท้ายปลายแล้วก็ราบรื่นแต่ยังไม่ราบรื่นแล้วมั
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive