สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ_ปัญญา) ตอน ปัญญาสำคัญต้องมีมรรคองค์ 8.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ_ปัญญา) ตอน ปัญญาสำคัญต้องมีมรรคองค์ 8 ปัญญาจะไม่เกิดจากการนั่งหลับตาเด็ดขาด ต้องเกิดจาก การสัมผัสรู้ธรรมะ 2 จาก ตากระทบรูป หูกระทบเสียง ลิ้นกระทบรส เป็นต้นแล้วมาวิจัย แล้วจับตัวเห็นแก่ตัวเลวร้าย อาการเหล่านั้นมันเกิดขึ้นในจิตไหม อาการเห็นแก่ตัวมันจะแสดงออก 2 แบบคือ คือดูดกับผลัก ผลักจนถึงทำร้ายเป็นพยาบาท ดูดก็ดูดมาเป็นตัวเป็นตนของตนเอง ก็มีอาการอย่างที่ว่านี้ ที่พยายามอธิบายเป็นภาษาให้ฟังแล้วเอาไปปฏิบัติเรียนรู้ องค์ 6 ของความเป็นปัญญา ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาแล้วจิตเป็นสมาธิ หยุดนิ่ง ไม่คิด เขาว่าจิตสงบนิ่ง แล้ว ความรู้จะโผล่พลั้วมา อันนี้ไม่ใช่ปัญญา โผล่ขึ้นมาให้รู้ในขณะนั่งหลับตาไม่มีทวาร 5 สัมผัสภายนอก ธาตุรู้ตัวนั้นเรียกว่าสัญญา มันไม่ใช่ปัญญาเลย อาตมาก็สงสารผู้รู้ที่ เขียนหรือสอนในสาธารณะ มีแต่สิ่งที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ มีทั้งหมด 62 ประการ พระพุทธเจ้าตรัสในพรหมชาลสูตร ท่านก็บอกว่าจะคิดปรุงแต่งในอนาคต ๔๔ สรุปว่า เข้าใจพยัญชนะ สัญญากับปัญญา ต่างกันไม่ได้ ปัญญาต้องเกิดจากมัคคังคะ มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ให้ดูตัวผิดหรือถูก ตัวดำตัวขาว แล้วเอาตัวที่ขาว ตัวดี บริสุทธิ์ ทำลายตัวที่ไม่ดีให้ได้ จึงจะสำเร็จผล เมื่อสำเร็จผลแล้ว กิเลสออกจากจิต มันมีอาการอย่างนี้เอง กิเลสออกไปจากจิต จิตไม่มีตัวบงการแล้ว มีแต่ตัวสุจริตบงการ ตถตา มันเป็นเช่นนี้เอง ความจริงเป็นเช่นนี้เองหรือ เป็นเช่นนี้เองหมายความว่า ธาตุรู้ สัมผัสกับสิ่งเกิดจริงเป็นจริง อ๋อ อย่างนี้หรือ เหมือนกับเราเห็น มะกรูดเป็นอย่างนี้หรือ มะนาวเป็นอย่างนี้แหละ นี่คือตถตา ไม่ใช่ตถตาตรรกะ ที่มะกรูดมันก็เป็นของมันอย่างนี้ ไม่คิดอะไร ไม่ใช่ หมายถึงว่าเราสัมผัสแล้ว เรารู้ตามความเป็นจริงว่ามันเป็นเช่นนี้ นั่นคือตถ
อ่านต่อ
ตา แต่ไปเข้าใจตถตาเป็นตรรกะ ไม่มีของจริงธาตุจริงสัมผัสแล้วรู้ความจริงตามความเป็นจริง ปัญญา สำคัญต้องมีมรรคองค์ 8 สำคัญสุดคือ เกิดในขณะทำงานเลี้ยงชีพตนเอง เกิดในขณะนั้นแหละ มีพฤติกรรมสติสัมปชัญญะ รู้ตัวทั่วพร้อม ไม่ใช่ไปเกิดขณะนั่งหลับตา แต่เกิดขณะมีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ทำคิดพูด สังกัปปะคิด จะเกิดความรู้แจ้งจากการมีกรรมกิริยามีการทำอาชีพ สี่หลักนี้ในมรรคองค์ 8 ต้องมีธัมมวิจัย เริ่มต้นจาก สัมมาทิฏฐิเป็นประธาน จะมีความรู้ถูกต้องถึง 10 หลัก สัมมาทิฏฐิ 10 หลัก หรือผู้ที่ไม่รู้ถูกต้องก็เป็นมิจฉาทิฐิ 10 ถ้าเข้าใจ 10 หลักนี้ไม่ได้ คุณไม่มีวันที่จะบรรลุธรรม ยิ่งไม่เข้าใจมรรคมีองค์ 8 ต้องมีการสัมผัสของจริงตา หู จมูก ลิ้น กาย แล้วมีธัมมวิจัย หลักตัดสินด้วยว่า ข้อแรก ทินนัง ถ้าไม่รู้ก็นัตถิ ทินนัง จะทำทานมากทำเยอะแยะ ทำเสร็จแล้วมีผลชำระกิเลสไหม อัตถิทินนัง ถ้าไม่สำเร็จเป็น นัตถิทินนัง ก็ต้องรู้ว่ากิเลสอยู่ที่ไหน อยู่ที่มะม่วง มะกรูดหรือเปล่า? หรืออยู่ที่ทองคำหรือเพชรพลอยหรือธนบัตร กิเลสอยู่ที่ผู้หญิงผู้ชาย ไม่ใช่ กิเลสอยู่ที่จิตเรา ก็อ่านเข้าไปในจิตเรา มีธัมมวิจัยแยกแยะว่า อาการอย่างนี้คือกิเลส ต่างกับอาการที่ไม่มีกิเลสอย่างไร ต้องอ่านอาการเป็น ของใครก็ต้องทำเอง จับนิมิต อ่านนิมิตของตนเอง เกิดสัมผัสแล้วอ่านอาการ แยกแยะได้ อ่านอาการออกว่า กิเลสโลภ โกรธ โมหะ โมหะแปลว่าหลงผิด หลงเลอะปนๆกัน ไม่ถูกต้องทีเดียว เรียกว่าโมหะ ถ้าแยกแยะออกเป็นโทสะ หรือโลภะ ผลักหรือดูด อ่านอาการนี้ได้ เป็นอาการนามธรรม (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) ผู้ที่จะเข้าใจได้จริงๆว่าปัญญาธาตุนี้ เป็นธาตุพลังงานที่รวมเรียกว่าปัญญา จึงไม่ใช่สัญญาหรือตรรกะ ปัญญาต้องประกอบด้วยองค์ 6 ในองค์ 6 นี้ต้องมีสัมมาทิฏฐิ เป็นประธาน ถ้าคุณทานแล้ว คุณทำใจคุณ แม้เริ่มต้นมีความหวัง ภพชาติ ทานแล้วก็คือให้ ให้ข้าวของสมบัติวัตถุ แรงงานความรู้ ให้อะไรก็แล้วแต่ ก็ไม่ต้องคิดเอาอะไรตอบแทน ต้องหวังแม้แต่คำขอบคุณ บุญคุณตอบแทน จนคิดเอาเองว่าเราจะได้วิมาน ได้ความเจริญ สิ่งที่ดี ต่อจากทานออกไปเรียกว่า สาเปกโข ทานก็คือให้ ให้แล้วก็คือให้ ให้แล้วคุณก็ไม่มีอะไร ให้แล้วก็หมด สุญญตา ศาสนาพุทธจบด้วยสูญญตา บุญคือตัดภพชาติ ไม่มีจิตต้องการอะไรมาให้แก่ตัวเองเลย นี่คือสมบูรณ์ แต่ถ้าอยากได้อะไรให้แก่ตัวเอง ก็คือกุศล บุญไม่มีตัวตน บุญมีแต่วิบัติ เอกังสะ บุญมีหน้าที่ตัดกิเลสอย่างเดียว กิเลสหมดไปแล้ว บุญก็หาย บาปก็หาย ปุญญปาปปริกขีโณ ทั้งบุญและบาป หายไปในการสำเร็จผลนั้น ทุกวันนี้คำว่าบุญ ที่ศึกษา การอยู่ในวงการศาสนาพุทธ คำเดียวนี้ ก็เพี้ยนไปหมดแล้ว ไม่ถูกต้องตามนิยามจริงของคำว่าบุญ จึงไม่มีมากกว่าของศาสนาพุทธเลย ปฏิบัติคำว่าบุญคำเดียวที่เข้าใจผิด บุญ สะสมไม่ได้ ไม่ใช่สมบัติ บุญ ..ผลของมันคือ 0 ถ้าทำไม่ถึง 0 ก็ได้ส่วนบุญไปตามลำดับ เรียกว่าปุญญภาคิยา คือส่วนบุญ ส่วนบุญไม่ใช่สิ่งที่ได้ ส่วนบุญคือสิ่งที่เสียไป สละไปกำจัดออกไป นั่นคือส่วนบุญ คนที่เข้าใจความจริงอย่างนี้ไม่ได้ เข้าใจว่า มีส่วนบุญ เลยเอาไปแบ่งกัน ส่วนบุญคือส่วนกิเลสที่ทำลายได้ นักปฏิบัติทุกวันนี้ เอาส่วนบุญไปแบ่งกัน ส่วนบุญคือกิเลสที่แบ่งออกไปได้ ถ้าเอาไปแจกกัน ก็เอากิเลสไปแจกกันสิ สมมุติว่าส่วนแห่งบุญคือล้างกิเลสออกได้ 10% ก็เลยเอา 10% นี้ไปแบ่งกัน งามหน้าไหม สมน้ำหน้าโง่ไหม ใครเคยโง่มาบ้าง ตอนนี้ฉลาดหรือยัง ไม่ไปทำโง่อย่างนี้อีกแล้วนะ แต่น่าสงสารคนทั้งโลกอีกเยอะที่ไม่เข้าใจสัจธรรมอันนี้ ถ้าเข้าใจผิดคำว่าบุญคำเดียวนี้ คำว่าบุญคือโลกุตระ ในศาสนาอื่นใดไม่มี ศาสนาอื่นเอาคำว่าบุญไปใช้นี้ผิดหมด เพราะว่ารับไปจากศาสนาพุทธที่ผิด ก็เลยเข้าใจผิดไปด้วย
600606_เทศน์ก่อนฉันอโศกรำลึก โดยพ่อครู องค์ 6 ของปัญญากับการปหาน 5