สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ประชาธิปไตยคืออิสระใต้กฏหมาย.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข24 สิงหาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ประชาธิปไตยคืออิสระใต้กฏหมาย ประชาธิปไตย คือประชาชนมีอำนาจ ในความเป็นตัวเองอย่างอิสระ ภายใต้กฎหมายของประเทศ เป็นเงื่อนไข ไม่ใช่ว่าไม่เอาตามกฎหมาย อย่างธัมมชโย หรือ อีกหลายคนของพวกแดง ไม่เอากฎหมายได้อย่างไร ประชาธิปไตยนั้น ประชาชนมีอำนาจ มีอิสระในตัวเอง ภายใต้กฎหมายของประเทศ ถ้าประชาชน เป็นคนไม่มีอคติ เป็นคนมีธรรมะ ก็จะร่วมกันตรากฏหมาย ประชาชนแต่ละคนนั่นแหละ ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างร่วมกัน ออกกฎหมาย ต่างคนต่างมี อคติน้อยหรือไม่มี เพราะว่าไม่ใช่อรหันต์ แต่เวลามีการออกกฎหมาย ก็ต้องกดข่มไม่ใช้อคติ ต้องพยายามไม่ให้มีความลำเอียง บ้านเมืองก็จะสงบสุขอบอุ่น ไม่เบียดเบียนกัน ข้อสำคัญ จะอยู่ในกรอบของพุทธพจน์ 7 สาธารณโภคี เมืองไทยตอนนี้ มีสาธารณสุข มีสังคมชุมชนสาธารณโภคี อย่างน้อยก็มีหลายหมู่บ้าน เชื่อมโยงกันในประเทศไทย แถวอโศกก็มี เป็นสาธารณโภคี ทำไมสูงถึงสาธารณโภคี เพราะยึดถือตัวตนอยู่ก็ไม่มาก แม้จะยึดถือตัวตนอยู่ แต่ก็ยึดถือตัวตนน้อย ก็เป็นประชาธิปไตยมาก แต่ถ้าถือตัวตนมาก ก็จะเป็นประชาธิปไตยน้อย แต่ถ้ายึดถือตัวตนน้อย ก็จะเป็นประชาธิปไตยมาก เป็นประชาธิปไตยที่ดี ก็จะสงบสุขดี แต่ถ้ายึดถือตัวตนมาก มันก็เป็นประชาธิปไตยน้อย เป็นประชาธิปไตยที่ไม่ดีแย่งชิงกันมาก ทำร้ายกันมาก ก็เห็นแก่ตัวมาก ก็เป็นไปตามภูมิธรรมจริงของประชาชน การที่มีจิตใจสมบูรณ์ ด้วยพุทธพจน์ 7 นี่เป็นหลักฐาน ของพระพุทธเจ้าเลย จะสมบูรณ์ด้วยพุทธพจน์ 7 ที่เป็นจริง ในใจของประชาชน มีมากเท่าใด ก็เป็นประชาธิปไตย ที่แท้จริงมาก เท่านั้นๆ 1. สาราณียะ (รู้จักระลึกถึงกัน คำนึงถึงคนที่ควรเอื้อ) 2. ปิยกรณะ (รักกันสัมพันธ์ดี-ปรารถนาดีต่อกัน) . 3. ครุกรณะ (เคารพกัน รู้จักฐานะ รู้จักคุณวุฒิ)

อ่านต่อ

4. สังคหะ (สงเคราะห์เกื้อกูลช่วยเหลือกัน) . . . 5. อวิวาทะ (ไม่วิวาทแตกแยกกัน) . 6. สามัคคียะ (พร้อมเพรียงกัน มีพลังรวมยิ่งใหญ่) . 7. เอกีภาวะ (เป็นปึกแผ่น มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน) (โกสัมพีสูตร พตปฎ. ล.22 ข.282-283) จึงจะเกิดสังคมที่เจริญด้วย พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) ซึ่งเป็นสุดยอดสังคมประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ด้วยราชประชาสมาสัย เพราะเป็นประชาธิปไตยสองขา เพราะมีพระเจ้าอยู่หัวกับประชาชน ร่วมกันทำงาน อย่างลูกกับพ่อ อย่างที่ในหลวงท่านทรงทำแล้ว ทำให้เกิดราชประชาสมาสัย ในประเทศไทย อย่างที่เห็นๆ จนเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก ก็มาเน้นขยายความ เจ็ดคำนี้ดู สาราณียะ หมายความว่า การร่วมกันอยู่ ระลึกถึงกันอยู่ ไม่ใช่รวมกันอยู่ แบบต่างคนต่างอยู่ ระลึกถึงแต่ตัวเอง แต่มีความประนีประนอมร่วมกัน ปิยกรณะ มีคุณสมบัติของความรัก ก็ต้องมีความรู้ ในความรัก 10 มิติ ต้องเป็น ความรักมิติที่สูง เป็นมิติที่ 8 ขึ้นไป ถ้าระดับ 1-7 ก็เป็นเทวนิยม ถ้าสัมมาทิฏฐิลดความรักระดับต่ำ ตั้งแต่ลดความรัก แค่การสัมผัสเสียดสีแบบเพศ แม้ลูกก็ไม่เอา จะเอาแต่สัมผัสเสียดสีอย่างเดียว มีลูกก็ฆ่าลูก หรือไม่เอาลูก ก็เกิดจริงแล้วในสังคมนี้ ลูกเกิดมา มันก็เอาไปทิ้ง สัตว์เดรัจฉานยังดีกว่าเลย เมื่อเจริญขึ้นมาแล้ว ก็ต้องรู้จักเลี้ยงดูลูก ก็เป็นมิติที่ 2 1.กามนิยม (เมถุนนิยม) 2.พันธุนิยม (ปิตปุตตาฯ) 3.ญาตินิยม (โคตรนิยม) 4.สังคมนิยม (ชุมชนนิยม) 5. ชาตินิยม (รัฐนิยม) 6. สากลนิยม (จักรวาลฯ) 7. เทวนิยม (ปรมาตมันฯ) . 8. อาริยนิยม (อเทวนิยม) 9. นิพพานนิยม (อรหันตฯ) 10. พุทธภูมินิยม (หรือ.. โพธิสัตวภูมินิยม) ถ้าไม่มีความรู้แบบพุทธ แบบอเทวนิยม ก็จะสูงสุดได้แต่ระดับ 7 มีความรักทั่วจักรวาล แต่ถ้ามาเรียนรู้ มีความรู้แบบพุทธ ก็จะค่อยๆลดละ มาตามลำดับ จะมีความรู้ อย่างไม่มีอัตตามากั้น รู้จักอัตตา 3 แต่ถ้าไม่ได้ลดละอัตตา อัตตาก็เป็นเจ้าเรือน มาตั้งแต่มิติที่ 1-7 อันนี้เป็นเรื่องลึกซึ้ง เป็นอจินไตย มิติที่ 8 เป็นอาริยะตามลำดับ มิติที่ 9 เป็นอรหันต์ ส่วนมิติที่ 9 ไปหา 10 เป็นโพธิสัตวภูมิ จนถึงเป็นพระพุทธเจ้า

คุณสมบัติของจิต ที่มีความรักอย่างที่ว่า เมื่อลดกิเลส ความรักมิติที่ต่ำ จนมีความรักที่สูงขึ้น ก็จะเกิดปัญญา จะเป็นปัญญาที่ลึกซึ้ง รู้จักฐานะ รู้จักบุคคล รู้จักเหตุปัจจัยองค์ประกอบ รู้จักสมมุติ ปรมัตถ์ เคารพสิ่งที่ควรเคารพ คนไม่รู้จักสาระจะเข้าไปเคารพ สิ่งไม่ควรเคารพ เขาเอาใบไม้มากองบนขี้หมา ก็ไปเคารพ หรือเคารพแม้แต่ แม่น้ำป่าเขา ปลาไหลทอง เต่าสามขา วัวสองหัว ก็ไปบูชาเคารพ เราต้องรู้จักสิ่งที่ควรเคารพ แม้แต่สมมติ เช่นมาบวช เรามาบวชที่หลังเขา ผู้มาบวชทีหลัง ก็ต้องเคารพผู้บวชก่อน แม้คุณธรรมจะต่ำกว่าเรา คนนี้เขาแต่งตั้งเป็นนายอำเภอซี 8 เรานั้นซี 3 ก็ต้องเคารพ บางคนคนที่มียศสูงกว่า ก็มีคุณธรรม สู้คนที่ มียศต่ำกว่าไม่ได้ ต้องเคารพคนที่น่าเคารพ มีคุณธรรมจริง น่าเลื่อมใส กับผู้ที่ไม่น่าเลื่อมใส เราก็ต้องรู้จัก ฐานะของเขา จะเข้าใจ จะไม่เกิดการขัดแย้ง การทะเลาะวิวาท ผิดลำดับอะไรกัน จะมี คุรุกรณะ มีสังคหะ จะมีจิตเกื้อกูล จิตทาน จิตให้ เสียสละ ไปตามลำดับ และให้อย่างไม่มีการต้องการอะไรตอบแทน จึงบริสุทธิ์ขึ้นตามลำดับ จะบริสุทธิ์ขึ้นๆ แม้แต่การตั้งภพชาติในตัวเอง หรือความหวัง ก็จะเข้าใจ ถ้าเราคิดแล้วเป็นภพ สร้างภพ ว่าจะต้องได้ ต้องมี ต้องเป็นอย่างนั้น สาเปกโข ก็จะโง่ ถ้ามันจะแลบเลีย ถ้าคุณทำระวังสังวรอยู่เรื่อยๆ ก็จะไม่เกิดการ สันนิธิเปกโข สั่งสม ไม่เกิด การอยากได้ อยากมี อยากเป็น จนสะสมภพชาติ ต่อไปๆ เมื่อไม่เกิดภพขาติ ก็จะไม่หวังต่อไป ในชาติหน้า แต่ถ้าไม่รู้ภพชาติ อย่างธัมมชโย ก็จะหลงไปอย่างนั้น จนไม่รู้จักอะไรเลย ปรินิพพานก็ไม่รู้จัก พระพุทธเจ้า ก็เอามาหลอกคน ว่าไปถวายข้าวพระพุทธเจ้าอีก ไปพบพระพุทธเจ้า อยู่ในพุทธเกษตรเต็มไปหมดเลย ไม่รู้จักจบ ไม่รู้จักสูญ ไม่รู้จักหมด เป็นตัวตน เป็นภพชาติไม่รู้แล้ว มีอวิวาทะ คือเกิดสังคมที่ไม่วิวาทจริง อย่างสังคมชาวอโศก เห็นได้ชัดเจน 30 ถึง 40 ปี อย่างเก่ง ก็ไม่พูดกันเท่านั้น เศษพยาบาทเล็กๆน้อยๆ จะวิวาทถึงตบตีกันก็ error เล็กๆน้อยๆ เขาก็สำนึกกันจริงๆ มาอยู่กับหมู่ดี ทำไมทำอย่างนั้น สามัคคียะ อยู่กันอย่างพร้อมเพรียง เป๊งพรึ่บ ชาวอโศกเรา ไปที่ไหนดูว่าเป็นปึกแผ่น ทั้งที่มีไม่มาก หากมีมากกว่านี้ จะมีประโยชน์คุณค่า ต่อมนุษยชาติมากกว่านี้ เอกีภาวะ มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน นี่คือคุณสมบัติของจิตวิญญาณ ที่เจริญด้วย เจ็ดตัวนี้ ทำให้เกิดประชาธิปไตย ที่มีอิสระเสรีภาพ อย่างสมบูรณ์ มี อิสรเสรีภาพ (Independent) มีอิสรภาพพ้นอำนาจกิเลส . ภราดรภาพ(Fraternity) มีภาวะแห่งรักกว้างออกไป ดุจดั่งญาติ . สันติภาพ(Peacefull) มีภาวะสงบแท้ ไม่มีตัวเหตุเบียดเบียน สมรรถภาพ(Efficiency) มีความสามารถ สรรสร้างประโยชน์สุข บูรณภาพ(Integrity) ปรับปรุงพัฒนาให้เจริญ ให้เต็มบริบูรณ์ เมืองไทยเกิดคุณลักษณะเช่นนี้ได้ เพราะมโนบุพพังคมา ธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา เป็นต้นเค้าเกิดจากใจ เป็นความสูงจริง ประเสริฐจริง กิเลสลดจริง อย่างถูกต้อง อย่างที่พระพุทธเจ้า สอนและตรัสไว้ เป็นเรื่องสุดยอด ไม่ใช่การเสแสร้ง ไม่เชื่อเรื่องทำเล่นๆ ทำได้จริงจะเป็นเอง เป็นแบบตถตา โดยไม่ต้องไปบังคับ มันจะเกิดด้วยตัวมันเองจริงเลย ไม่ต้องไปเอาใจใส่ ถ้ามันเชี่ยวชาญจริง จะเป็นเอง ใจเป็นตัวเหตุ เป็นตัวนำ เรียกว่ากัมมโยนิ เป็นประธาน เป็นตัวนำพาเกิด เสมอ นี่คือ ทฤษฎีของพระพุทธเจ้า ที่ท่านค้นพบ

600123_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ แบบพอเพียงที่จนและขาดทุน

https://youtu.be/v0cj3jIr_xY

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน