ฟังสัตบุรุษควรให้รู้ว่าเป็นสัตบุรุษ.docx
เนื้อหาในไฟล์
ฟังสัตบุรุษควรให้รู้ว่าเป็นสัตบุรุษ อาตมาพูดวนพูดชี้จุดสำคัญๆ เกิดมาเป็นคน พระพุทธเจ้าท่านก็เป็นคน พระพุทธเจ้าเป็นคนๆหนึ่งเหมือนกันกับคนทุกคนในโลกทั้งหมด แล้วท่านเองท่านเห็นว่าธรรมะโลกุตรธรรมที่ท่านตรัสรู้สำคัญที่สุดในความเป็นมนุษย์ ได้อันนี้อันเดียว ได้หมดทั้งจักรวาลเลย ได้หมดทุกสิ่งทุกอย่าง ได้บรรลุธรรมะโลกุตระ เป็นพระอรหันต์คือผู้จบกิจในความเป็นมนุษย์ คือผู้ที่ได้ทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว พระพุทธเจ้าแสวงหาสิ่งที่สุดยอด เกิดตายเกิดตายจนเป็นพระโพธิสัตว์ จนสูงสุดเป็นพระพุทธเจ้าสุดแล้ว ไม่มีอะไรที่จะต้องรู้อีกแล้ว ครบแล้วในเรื่องมหาจักรวาล เรื่องของทุกอย่าง เสร็จแล้วท่านก็ต้องมาสืบทอดอันนี้ ในภาวะของกาละที่จะมีมนุษย์รับศาสนาพุทธหรือโลกุตระได้ ก็มาประกาศ ประกาศแล้วจนกระทั่งเสร็จกิจของท่าน ก็ไม่มาแล้ว อย่างเช่นขณะนี้ไม่มาแล้ว เหลือแต่พระโพธิสัตว์ที่จะมาสืบทอดต่อ ที่จะช่วยสืบทอดศาสนาไปจนกว่ามันจะสิ้นพุทธกัปของพระสมณโคดมคือ 5,000 ปี ผู้ที่ชัดเจนได้ฟังก็จะรู้ว่าอันนี้ถูกต้อง พอเข้าท่า เพราะฉะนั้นต้องมาฟังพระโพธิรักษ์ เพราะว่าพูดถูกต้องสัมมาทิฏฐิเป็นธรรมะพระพุทธเจ้า ที่หลงอยู่ในโลกของเถรสมาคมทางเดียรถีย์พากันออกนอกรีต เสียเวลาไม่เอาแล้ว ท่านก็มาเอา แต่มาไม่ได้เต็มตัวก็ไม่ใช่น้อย ที่ไม่เอาเลยดูจะมากกว่าที่พอเข้าใจแล้วพอรับได้ ซึ่งก็เป็นสัจจะ เพราะในยุคนี้เป็นยุคที่คนเสื่อม เสื่อมมากจนกระทั่งไม่สามารถรับรู้ได้ เหมือนกับภิกษุที่เขาเอามาเขียนเป็นนิยายกามนิต คุยกับพระพุทธเจ้าทั้งคืนก็ไม่รู้ว่าเป็นพระพุทธเจ้า โพธิรักษ์จะเป็นอะไร ขนาดคนตั้งใจมาคุยด้วยแล้วไม่ได้ มีความอคติด้วยจะรู้ได้หรือ เหมือนกามนิตคุยกับพระพุทธเจ้าทั้งคืนก็ไม่รู้ว่าคุยกับพระพุทธเจ้า บอกว่าฟังธรรมะดี ท่านคุยดี เพราะว่าเ
อ่านต่อ
ป็นผู้แสวงหาธรรมะบอกว่าขอบคุณมากได้ฟังธรรมะจากท่านดีมาก ขอบคุณแล้วจะลาไปพบพระพุทธเจ้า สวัสดี ท่านผู้มีอายุ ทั้งๆที่คุยกับพระพุทธเจ้าอยู่แท้ๆนี่เป็นสัจจะจริงไม่ใช่เรื่องแต่ง ขนาดเจอพระพุทธเจ้าแท้ๆเขายังไม่รู้จัก เดี๋ยวนี้มันก็เหมือนกัน อาจจะไม่เหมือนทีเดียว พระพุทธเจ้าก็จะลึกซึ้งกว่านี้ สิกขมาตุรินฟ้า...ปุกกุสาติ ที่พบ พระพุทธเจ้า ที่บ้านช่างหม้อ พระพุทธเจ้าเทศน์ไปเมื่อฟังเทศน์ก็บรรลุธรรมขอบวช แล้วจะไปบวชก็จะไปหาบริขารก็ไปเจอ โคขวิดตายก่อน แต่เขาเอาเรื่องนี้มาทำเป็นนิยายกามนิต สู่แดนธรรม... สมัยก่อนที่ผมเป็นอารามิกได้ฟังท่านสมณะฟ้าไทว่า เราไม่ได้ทำอธิศีล จิตจึงไม่เจริญขึ้น พ่อครูว่า... คือ เข้าหาผู้รู้ที่รู้ยิ่งกว่าแล้วก็โอภาปราศรัย เหมือนกับปัญญาข้อที่ 2 ของพระโสดาบัน หรือเหมือนกับปัญญาข้อที่ 2 ในปัญญา 8 ประการ ท่านก็จะให้เพิ่มศีล จากนั้นก็จะชัดเจนในเรื่องของความสงบกายสงบจิตข้อที่ 3 แล้วก็จะต้องเข้าใจสงบกายให้ถูกต้องอย่างสัมมาทิฏฐิด้วย ว่า สงบกายไม่ใช่กายไม่กระดุกกระดิก แต่สงบกายคือ จิตที่ยังเกี่ยวข้องกับภายนอกด้วยกามคุณ 5 เป็นกามาวจร กิเลสกามลดลง นั่นคือการสงบกาย เมื่อสงบในกามาวจรกามคุณ 5 ลดลง ก็เหลือกิเลสที่อยู่ในจิต เป็นกิเลสภายในจิตต่อ เป็นรูปภพ อรูปภพ ก็ทำไปตามลำดับ สงบกายแล้วก็มาสงบจิตต่อ อย่างนี้เป็นความเข้าใจที่ถูกต้องถึงขั้นปัญญา ปัญญาในข้อที่ 3 แล้วจากนั้น คุณที่ถามมาดูเหมือนว่าตัวเองสงบแล้วแล้วจะทำอย่างไรต่อ ก็ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าสอนต่อในข้อที่ 4 คือ ศีล, ข้อที่ 5 พหูสูตร, ข้อที่ 6 วิริยารัมภะ, ข้อที่ 7 บรรลุ ก็อยู่ในหมู่มิตรสหายดี เป็นอรหันต์ด้วยกันผู้ที่จะเป็นผู้เทศน์ก็อยู่ในกาละ รู้ความเกิดความดับของรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แล้วก็ไม่ยึดมั่นถือมั่นใดๆทั้งปวงเป็นพระอรหันต์ เป็นปัญญาข้อที่ 8 อย่างนี้เป็นต้น อย่างที่อาตมาไล่ปัญญา 8 ไม่ได้นั่งท่องจำพยัญชนะหรอก แต่ดูที่สภาวะ ข้อที่ 1 2 3 4 5 6 7 พระพุทธเจ้าท่านเอาประเด็นอะไรก็เข้าใจ แล้วก็เอาประเด็นนั้นมาจำได้ มี 8 ประเด็นตามลำดับอย่างนี้แล้วเอามาพูดอธิบายให้ฟัง ไม่ได้ไปท่องพยัญชนะ มันจะเป็นของจริงตามหลักการของพระพุทธเจ้าตามสภาวะธรรมที่จะต้องดำเนินไปตามนั้น มันจึงได้ง่ายและชัดเจน 640726_รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 2