โพธิกิจที่ยากยิ่งของพ่อครูในการกอบกู้ศาสนา.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข24 กรกฎาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

โพธิกิจที่ยากยิ่งของพ่อครูในการกอบกู้ศาสนา อาตมาเกิดมาในชาตินี้มารู้จักศาสนาพุทธบำเพ็ญความเป็นศาสนาพุทธมาจนถึงวันนี้วินาทีนี้ ก็บรรลุมาเป็นลำดับ มาถึงวันนี้ก็เปิดเผยด้วยความซื่อๆจริงใจ ว่าเราเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 คนที่ไม่รู้เขาก็หมั่นไส้ อคติไปเลย อย่างไรกูก็ไม่เชื่อ อมพระวัดเอี่ยมวรนุช รู้จักพระเอี่ยมวรนุชไหม คือหลวงพ่อโต ที่ยืน อมพระหลวงพ่อโตวัดเอี่ยมวรนุชมาพูดก็ไม่เชื่อ องค์พระองค์โตขนาดไหนมาพูดเขาก็ไม่เชื่อ มันก็บังคับเขาไม่ได้ เขาไม่เชื่อ แต่มีคนที่เชื่อเห็นจริงเข้าใจ คือชาวอโศก มันเป็นการพิสูจน์ ในยุค 2,500 กว่าปีที่ศาสนาพุทธของพระพุทธเจ้าสมณโคดมยืนยาวมาจนถึงครึ่งของพุทธกัป 5,000 ปีของศาสนาพุทธจะหมด นี่ก็ครึ่งของ 5,000 ปี ก็เสื่อมไป จนกระทั่งโลกุตรธรรมของจริงของพระพุทธเจ้ามันไม่เหลือตามที่พระพุทธเจ้าท่านพยากรณ์เอาไว้ ในอาณีสูตร ว่ากลองอานกะ จะไม่เหลือเชื้อเหลือเนื้อแท้ของศาสนาพุทธมันก็เป็นจริง คนที่ไม่มีอคติฟังอาตมาพูดยกอ้างพระพุทธของพระพุทธเจ้าตรัส คือพวกเรา มาเป็นคนพิสูจน์สัจธรรมมาบรรลุจริงๆ เป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์กันจริงๆ ซึ่งเขาไม่มีความรู้กันแล้ว เขาไปหลงผิดด้วยซ้ำว่า อรหันต์เก๊ที่เขาหลงว่าเป็นอรหันต์ ก็บอกว่านี่แหละคืออรหันต์ อรหันต์คือผู้ที่ไม่มีอะไรติดขัด เป็นพวกคล่องแคล่วทั้ง กายปาคุญญตา ทั้งจิตปาคุญญตา เป็นผู้คล่องแคล่วไม่ใช่เป็นผู้แข็งทื่อ เซื่องซึม เฉย นิ่ง ช้า ไม่ใช่ เป็นผู้คล่องแคล่วที่สุดเป็นผู้ที่มี มุทุภูเต มุทุภูตธาตุ ที่คล่องที่สุด ซึ่งตรงกันข้ามกับความคิดของเขา ว่า อรหันต์จะต้องเป็นผู้ที่เชื่องช้า ดีไม่ดีเดินก้าวย่างเนิบๆ อย่างสุขุม สวยงาม อรหันต์ต้องเป็นอย่างนั้นต้องเนิ่บๆช้าๆ เหมือนนางงามเดินบนแคทวอล์ค แต่เดี๋ยวนี้แคทวอล์คนางง

อ่านต่อ

ามมันก็วิ่งกันแล้ว มันไม่เดินกันแล้วแฟชั่นมันเปลี่ยนใหม่ จากเดินช้าๆนวยนาดบิดไปบิดมา เดี๋ยวนี้ก็เดิน บิดสารพัดที่จะบิดได้ ก็เปลี่ยนไปตามค่านิยมรสนิยม พวกเรานี้สามารถที่จะมีภูมิปัญญารับเอาโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าได้ เราลองคิดดูให้ดีๆ คนแต่ละคนเกิดมา ก็รู้แล้ว พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า มันก็เวียนตายเวียนเกิด ถ้าไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ตายเป็นดินน้ำไฟลมมันก็จะเวียนตายเวียนเกิดอยู่อย่างนี้ ชาติแล้วชาติเล่า ไม่มีจบ คนที่ดับอัตภาพหรือดับจิตวิญญาณของตัวเองให้สูญสลายไปไม่ได้ถ้าไม่บรรลุอรหันต์ ทำให้เลิกไม่ได้ เพราะฉะนั้นเทวนิยมเขาจึงจำนน เลิกไม่ได้ เขาก็ต้องอยู่ไปนิรันดร แล้วก็สมมุติกันว่า แล้วจะไปอยู่กับพระเจ้านี้ยิ่งใหญ่ที่สุด ซึ่งมันไม่เป็นจริง ไม่มีพระเจ้าที่เขาติดยึดตั้งภพภูมิเป็นพุทธเกษตรอยู่ที่ไหน ซึ่งมันไม่มี มีแต่เกิดแล้วเมื่อมีวิบากกรรมหมุนเวียนมาเกิดใหม่ไปๆมาๆอยู่อย่างนี้ ไม่มีเจ้าของ ไม่มีพุทธเกษตร ไม่มีสิ่งที่สิงสถิตอะไรอยู่ มีแต่ตามอำนาจของกรรม ที่จริงผู้ที่อยู่นาน ก็คือพระโพธิสัตว์ ตายไปแล้วก็พัก อยู่นานได้ตามประสงค์ พระโพธิสัตว์ ระดับ 8 ระดับ 9 ทำได้ ระดับ 7 นี้ก็พอทำได้บ้าง แต่ยังไม่ได้ตามกำหนดทุกอย่าง พักที่ดุสิตา โดยพยัญชนะ แปลว่าที่สงบที่อยู่ เพราะฉะนั้นในอจินไตยที่พูดที่ฟังกัน มันเป็นเรื่องลึกซึ้ง เป็นความจริงที่คนไม่ได้เข้าใจได้ง่ายๆ อาตมามีความจริงมีความรู้พวกนี้ก็เอามาพูดสู่ฟัง เพราะฉะนั้นการเกิดมาได้เป็นคนนี้ ถ้าไม่ศึกษาธรรมะโลกุตระ คุณจะไปเวียนวน แย่งลาภยศสรรเสริญสุขกันอยู่อย่างพระในเถรสมาคม ก็แย่งเป็นเจ้าคุณ ชั้นราช ชั้นเทพ ชั้นธรรม ชั้นพรหม เป็นสมเด็จ เป็นอะไรอยู่อย่างนั้น แย่งลาภ หลงยศ หลงสรรเสริญ แล้วก็เสพสุขกันอย่างนั้นโดยไม่รู้ว่าตนเองเสพสุข แต่ที่จริงมันเป็นทุกข์ มันอาจจะมีความรู้สึกบ้างในบางครั้งบางคราวว่ามันทุกข์นะเนี่ย แต่มันก็เพราะความหลง มันก็จมอยู่กับความหลง เอาความสุขมากลบอยู่อย่างนั้น ถ้าเผื่อว่าพระเถระต่างๆที่มียศศักดิ์เลิกออกมาเลย รู้ตัว เรานี่เขาอุปโลกน์ให้เป็นพระสมเด็จนะ เลิกแล้วไม่เอาแล้ว ไม่รับไม่เอาแล้ว ออกมาบำเพ็ญปฏิบัติไม่เอาอย่างนั้นแล้ว ปฏิบัติของตนเองเลยไม่เกี่ยวกับทางการเลย เพราะว่าเอกเทศได้ ถ้าไม่เอกเทศคุณก็อยู่ในวงการกรอบของผู้ที่เขาก็จะทำให้คุณเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ คุณก็ต้องรักษาเมื่อเขาตั้งให้เป็นอย่างนี้แล้ว แม้ไม่รักษาคุณก็ต้องระวัง ซึ่งมันก็อยู่ในกฎเกณฑ์ของโลก กฎเกณฑ์ของสังคม ที่สมมุติกันอย่างนั้น ซึ่งมันน่าเบื่อหน่ายที่สุด แต่เขาหลุดพ้นไม่เป็น ไม่มีปัญญาจะหลุดพ้นออกจากกรอบความน่าเบื่อหน่ายพวกนั้นได้ อย่างอาตมานี้ เมื่อบวชแล้วก็รู้ตัวว่าไม่ไหว อาตมาบวชโดยจำนน ที่จริงแรกๆไม่คิดอยากจะบวชเลย เพราะรู้อยู่ว่าสังคมสงฆ์สังคมพุทธทุกวันนี้ถ้าเข้าไปอยู่แล้วมันยุ่ง แต่ก็บวชอยู่ได้ 5 ปีก็ประกาศขอลา นานาสังวาส เขาก็จัดการใหญ่เลย สุดท้ายก็เรียบร้อยตามธรรม เราก็ออกมาอย่างอิสรเสรีภาพ สง่าผ่าเผย ที่ว่าสง่าผ่าเผย คือเราออกมาได้มาเป็นสงฆ์คณะอโศก มันสง่าผ่าเผยอย่างที่เรียกว่าเขาพยายามเอาสีมาป้ายพวกเรา เราก็พยายามอย่าให้เขาทำ เราก็ป้องกันตัว ซึ่งมันไม่ได้เลยเขาก็เอามาป้าย จนคนไม่รู้ก็นึกว่าเราเปื้อน แต่เราไม่เคยเปื้อนไม่เคยเลอะเลย เราสะอาดหมดเลยด้วยธรรมวินัย แต่คนจะเข้าใจว่าเราสะอาดจากธรรมวินัยไม่ได้จริงๆเลย ไม่เปื้อนเลยมันยาก เพราะว่าเป็นลักษณะสลับซับซ้อน อาตมาเองอาตมาพูดบอกความจริงว่าอาตมาเป็นผู้สืบทอด เป็นผู้ที่จะต้องรับผิดชอบในเรื่องของศาสนา โดยหน้าที่ ผู้ที่ยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ก็ยังจะเวียนตายเวียนเกิดอยู่ก็ต้องรับหน้าที่สืบทอดธรรมะพระพุทธเจ้า รับผิดชอบธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นโพธิรักษา เป็นการรักษาโพธิไป จนกว่ามันจะหมดวาระหมดเวร ไม่ต้องอยู่เวรอีกต่อไป ถึงวาระต้องปล่อยได้แล้ว ก็ให้เป็นแรงเฉื่อยของพุทธศาสนาที่จะไปสู่ความเสื่อมสูญหมด เพราะว่าไปบำรุงรักษาหรือจะไปทำอีกไม่ขึ้นอีกแล้วมันเสื่อมถึงขนาดที่คนรับไม่ได้เลยอย่างไรก็สูญเปล่า แต่ทุกวันนี้ยังไม่สูญเสียเสื่อมถึงขนาดนั้นยังมีหมู่กลุ่มที่เป็นสาธารณโภคีได้ ที่มีสาราณียธรรม 6 เอาหลักฐานของพระพุทธเจ้ามายืนยัน ในกระบวนธรรมของสาราณียธรรม 6 กระบวนธรรมของธรรมะที่มีพุทธพจน์ 7 มีคุณธรรมวรรณะ 9 ได้ เป็นเครื่องพิสูจน์ แล้วก็มาเรียนรู้กันด้วยจรณะ 15 วิชชา 8 อาตมาก็เอาหลักธรรมพระพุทธเจ้าทั้งนั้นมาให้เรียนรู้ปฏิบัติประพฤติกันจริงๆเลยไม่ได้ออกนอกรีต ไม่ได้ออกนอกทางไม่ได้ออกนอกธรรมะพระพุทธเจ้าเลยแล้วเอามาพิสูจน์ความจริงด้วย ซึ่งเป็นเรื่องโลกุตระเป็นเรื่องลึกซึ้งมากแล้วเกิดจริงเป็นจริงได้ ซึ่งชาวมหาเถรสมาคม ผู้ที่มีตาดีเห็นแล้วรู้แล้วว่าโพธิรักษ์คือผู้สืบทอดธรรมะพระพุทธเจ้าจริง แต่เขาติดชะงักแล้ว อยู่กับเถรสมาคมแล้ว ออกมาก็ไม่ได้ จำนน ก็จำเป็นต้องรักษาตำแหน่งอยู่ มันอย่างนี้ รู้สึกมากก็เป็นทุกข์มาก ละอายมาก รู้สึกน้อยก็ทุกข์น้อย ละอายน้อย ถ้าขออภัย ไม่รู้สึกรู้สาหน้าด้านๆ ก็ไม่ละอายเลยไม่ทุกข์เลย นอกจากไม่ละอายและไม่ทุกข์ ยังลบหลู่โพธิรักษ์อีก มันก็เป็นธรรมดาธรรมชาติที่เขาเป็น อาตมาทุกวันนี้พยายามยืดอายุไขของตนเองต่อไป เพื่อทำงานให้มันสุดฤทธิ์สุดเดช จนกว่าจะทำไม่ไหวจริงๆ ก็ขอตายกันได้หมดเวลาวาระ ก็พยายามตั้งใจอยู่ ตั้งใจยืดนะ จะเรียกว่ากระเสือกกระสน บืน ตะเกียกตะกาย อีลากอีเลื่อไป พยายามไป ถ้าเป็นรูปธรรมแบบพระโพธิสัตว์ แบบที่ท่านมีไว้ในสัมภาระวิบากที่ท่านเล่าไว้ในบางองค์ จะไปพบพระพุทธเจ้าให้ได้ อธิบายเป็นแบบรูปธรรม เดินทางจนขามันกุด มือมันก็กุด ก็กระเสือกกระสน เอาตัวกลิ้งไป จนกระทั่งเสื่อมไปเรื่อยๆ เพื่อไปหาพระพุทธเจ้า สัมภาระวิบากของพระโพธิสัตว์ ท่านอธิบายเป็นรูปธรรมถึงขนาดนั้น เลือดไหลอาบ ไปตามทางกระเสือกกระสนเดินทางไปเพื่อไปพบพระพุทธเจ้า อธิบายอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้เห็นรูปความวิริยะอุตสาหะที่ยิ่งใหญ่ มาเป็นนามธรรมอย่างที่อาตมาทำทุกวันนี้ มันเป็นยิ่งกว่าเลือดตกยางออก ยิ่งกว่าการ กระเสือกกระสนถลากไถลไป แต่มันก็ดูไม่หนักหนา ซึ่งมันซับซ้อน แต่มันก็แรงหนักหนา ที่หนักหนานี้ก็คือบาป เป็นบาปแรงที่คนเขาทำกับอาตมา เขาได้บาปแรงที่อาตมาไม่ได้ไปใส่ไคล้ใส่ความ หรือไปว่าเขามีบาปใหญ่ แต่มันเป็นสัจจะ อธิบายลักษณะกรรมกิริยาที่เขาทำ ซึ่งมันน่าสงสาร อาตมาไม่ได้อยากให้เขาทำเลย ก็พยายามช่วยกัน อาตมายังช่วย อย่างมหาบัว ช่วยบอก บอกอย่างแรงอย่างหนัก ว่ามันไม่ใช่ มันเพี้ยนมันผิด บอกอย่างหนัก แล้วอาตมาก็ช่วยผู้ที่ท่านได้รับยกย่องว่าเป็นผู้รู้ ช่วยด้วยการไม่พยายามไปวิจารณ์ท่าน ไม่พยายามไปแตะท่านเลย คนละอย่างกับมหาบัว ที่อาตมาพูดข่มพูดว่า อีกอันอาตมาไม่แตะ 2 นัยยะ อาตมาแตะมหาบัวเหมือนขี้แห้ง แต่ทางด้านนู้นผู้รู้ เหมือนขี้ท้องเสีย แตะไม่ได้เหม็นมาก อย่างขี้แห้งนี้แตะบางทีก็ไม่มีอะไร กลิ่นก็ไม่ออก แต่อันนั้นแตะไม่ได้เลยกลิ่นฉุยเลย กลิ่นกระจายเลย อาตมาก็เลยไม่กล้าแตะ แต่อันนี้แตะได้เหมือนขี้แห้ง อาตมาขออภัยที่เปรียบเทียบ แต่มันชัดเจนไหม มันชัดดี ที่พูดนี้ก็พูดจากความรู้ พูดจากความจริงใจ ให้เห็นว่าเกิดมาในยุคนี้ยากมากในการทำงานศาสนา แต่ก็ต้องทำ เพราะอาตมาเกิดมาได้อัตภาพ หรือคนทุกคนพวกเรา เกิดมาแล้วนี่ คุณได้อัตภาพเป็นจิตนิยามแล้ว คุณสลายจิตนิยามไม่ได้ ถ้าคุณไม่บรรลุอรหันต์ อย่างเทวนิยมเขาไม่มีทางรู้อรหันต์ เขาสลายจิตนิยามสลายอัตภาพเขาไม่ได้ แต่ศาสนาพุทธนี้ รู้จบ รู้สิ้น รู้จริง พระพุทธเจ้าตรัสรู้ อรหันต์ทุกองค์สลายได้ แม้จะไม่สลายก็อยู่อย่างมีคุณภาพอยู่อย่างเป็นตัวอย่างอันดีงาม ทำงานสืบเนื่องพระศาสนา หรือสืบเนื่องพระธรรม ให้มนุษย์ได้รับพระธรรม พุทธธรรม ให้ได้จริงๆ แล้วคุณก็จะจบเป็นอรหันต์ แล้วคุณปรินิพพานเป็นปริโยสานไปเลย ในชาติไหนก็แล้วแต่ หรือคุณจะบำเพ็ญเป็นพระโพธิสัตว์ จนกว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าจึงจะจบปรินิพพานเป็นปริโยสานสุดท้ายที่สุด มนุษย์ก็มีอยู่เท่านี้ ถ้าไม่เอาอย่างนี้ คุณก็ไปวนเวียนเกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด อย่างเช่น สายเทวนิยมไม่รู้จักกรรมวิบาก เกิดแล้วตายขึ้นสวรรค์หรือลงนรกมันไม่รู้เรื่อง มันจะไปจำได้อะไร ในแต่ละชาติ ยิ่งเป็นเทวนิยมยิ่งระลึกชาติอะไรไม่ได้เลย ไม่รู้จัก เกิดชาตินั้นชาตินี้ เรื่องของขันธ์แต่ละชาติ อดีตชาติของตัวเอง หรือไปหลงเพ้อกับอนาคตขันธ์ เทวนิยมไม่รู้เรื่อง ทิฏฐิ 62 ไม่รู้เรื่อง เพราะฉะนั้นเขาก็พูดอย่างคนไม่รู้เรื่อง พระศาสดาแต่ละองค์ของเทวนิยมพูดอย่างคนไม่รู้เรื่อง ก็สอนกันไปอยู่อย่างนั้น เสร็จแล้วก็หมุนเวียนในการขึ้นสูงลงต่ำวนเวียนอยู่นั่นแหละ นึกว่าตัวเองจะเป็นศาสดาไปนิรันดรก็ไม่มีหรอก อัตภาพของศาสดาก็จะวนลงมาต่ำอีก แต่มันนานมาก แล้วแต่วิบากของศาสดาแต่ละองค์ ถ้าเป็นอกุศลวิบากเยอะก็ลงเร็วขึ้นเร็ว บางทีอกุศลวิบาก ช่วยให้ขึ้นเร็วแต่มันก็ทุกข์มาก เพราะว่าขึ้นเร็วลงเร็วก็มีทุกข์มากสุขมาก นับไม่ถ้วนเลย แต่ถ้านานๆหลงสวรรค์ขึ้นไปแช่อยู่สวรรค์ได้นานๆ แล้วก็ค่อยๆลงนรกอีกนาน ขึ้นสวรรค์อีกนาน มันก็ไม่ค่อยเร็ว แต่ว่านาน ไอ้ที่เร็วมันก็ไม่นาน ไอ้ที่สวรรค์มันก็เร็วเหมือนกัน นรกมันก็เร็วเหมือนกัน คุณจะเลือกแบบ ชอบแบบเร็วหรือแบบนาน ถ้าหากบอกว่าชอบสวรรค์ก็อยากอยู่นาน นรกไม่อยากอยู่นาน มันก็ไม่ได้ คุณอยู่สวรรค์นรกก็นานสวรรค์สั้นนรกก็สั้น คุณจะเอาอย่างไร มันเป็นสัจจะคุณไปเปลี่ยนแปลงไม่ได้ คุณไปบิดเบี้ยวไม่ได้ มันก็ต้องเป็นอย่างนั้น สรุปแล้วเกิดมาเป็นอัตภาพ พระพุทธเจ้าตรัสรู้สูงสุด เลิกอัตภาพให้ได้ก็เป็นศูนย์เลย แต่ถ้าจะอยู่มีหลักประกันว่าคุณไม่ตกต่ำ เป็นอรหันต์แล้วไม่ตกต่ำ คุณจะเวียนตายเวียนเกิดไปอีกนานกี่ล้านชาติก็ตามใจ คุณก็จะช่วยโลก มีแต่ทำดี สัพพปาปสอกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง) กุสลัสสูปสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) สจิตตปริโยทปนัง (ชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลส) 640724_พ่อครูเทศน์เวียนธรรม วันอาสาฬหบูชา

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน