660127 ในยุคนี้ต้องมาเรียนกับพ่อครูจึงจะบรรลุอรหันต์ได้ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2566
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์33 KB
วันที่แก้ไข19 มีนาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

660127 ในยุคนี้ต้องมาเรียนกับพ่อครูจึงจะบรรลุอรหันต์ได้ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53032.html

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1rbMzK7hoo_rivsVj4YmN2N8l1wNOo-BVyA12U4N_sOA/edit?usp=sharing

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/10dMKuTQmMfVD8YfwM1NpbU_Dc_fzTuix/view?usp=share_link

ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/Oh2hilRZhog และ https://fb.watch/ijwaU70Qmb/

พ่อครูว่า... วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 27 มกราคม 2566 ที่บวรราชธานีอโศก ขึ้น 6 ค่ำเดือน 3 ปีเถาะ เราก็มาฟังกันต่อไป นี่หนังสือออกใหม่ โชว์หน่อยปัญญา 8 เล่ม 2 ไม่หนาเท่าไหร่ 489 หน้า อาตมาก็เอาปัญญา 8 ซึ่งเป็นความรู้ความฉลาดชนิดที่เป็นโลกุตรธรรม ซึ่งยังเขียนอยู่ทุกวันนี้ก็ยังเขียนต่ออีก ไม่ใช่ว่าเล่ม 2 จะจบยังมีเล่ม 3 ปาเข้าไป 600 กว่าหน้าแล้ว 700 กว่าหน้าเข้าไปแล้ว ว่าจะหยุดขยาย อ่านทวนไป เพื่อดูว่าเรียบร้อยหรือยัง มันก็ยังขยายอยู่นั่นแหละ มันยังไงไม่รู้ห้ามตัวเองไม่ได้ที่จะขยายให้ละเอียด มันควรขยายก็ขยายไปเรื่อย ซึ่งความรู้ของพระพุทธเจ้าที่สอนเป็นความรู้โลกุตรธรรมนี้ มันรู้รอบจริงๆ เรียกว่ารอบวนกว้างขึ้น หรือวนเป็นก้อนหอย วน สูงขึ้นสูงขึ้นสูงขึ้น สูงสุด ความรู้ของพระพุทธเจ้าก็ถือว่าสูงสุด ความรู้ที่เราพูดกันอยู่นี้ยังไม่สูงสุดไม่ถึงสุดยอดของพระพุทธเจ้า เราก็ว่ากันไปต่อได้เรื่อยๆ มาอ่าน sms SMS วันที่ 25 - 26 ม.ค. 2566 _Took Aswin ตุ๊ก อัศวิน · กราบขอบพระคุณ..ในเมตตาและกรุณา ของ อา 'น้อมยอดธรรม'..เจ้าค่ะ อานี่เอง..คือ ผู้อยู่เบื้องหลังความ 'อิ่มอุ่น' ในยามเช้า..อันได้แก่.. น้ำข้าวต้ม..น้ำขิง..น้ำโคคลาน เจ้าค่ะ!! อนุโมทนา...สาาาธุ.เจ้าค่ะ

อ่านต่อ

เลขมงคล..ที่จะออกงวด ณ วันที่ ๑๓ กพ. ๒๕๖๖ คือ ๘๘๘๘ ภายใต้ ชื่อ 'อัฎฐาริยสัจจายุ' .นี้ ท่าน ส เดินดิน เคยปรารภว่า หนึ่งในเป้าหมายของงานนี้ คือ นอกจากบริหาร-บริการ ให้พ่อครู..มีอายุวัฒนะ ยาวถึง ๑๐๐ ปี แล้ว ท่านที่เป็นลูกๆ ทั้งหลาย ได้โปรดใส่ใจในสุขภาพของเตง..ด้วยการ Re-engineering จะได้ร่วม 'ฉลอง ๑๐๐ ปี' ด้วยกันอย่างชื่นมื่น..แบบชาวเกาะ..ไม่ทิ้งไผไว้ข้างหลัง..เจ้าค่ะ กราบ..สาาาธุในกุศลเจตนานี้!! สู้ๆ..อย่างเข้มๆด้วย 'อิทธิบาท๔'..เจ้าค่ะ น่าสงสาร..ชาวพุทธที่เป๋ออกนอกวงโคจร..ด้วยความเข้าใจผิดว่า การหลุดพ้นคือหงบ..เงียบ..เฉยๆ?!? ตลอดชีวิต..พระชนม์ชีพของพระพุทธเจ้า..นับเริ่มที่ทรงตรัสรู้ เป็นต้นมา!! ล้วนแต่ทรงชี้ ลงที่ 'กิเลส_ตัณหา_อุปาทาน'!!! เป็นเหตุให้..สังสารวัฎ..หมุนวน!! ดังนั้น..การหลุดพ้น คือ พ้นจากสังสารวัฏ ด้วยการ..กำจัด 'กิเลส_ตัณหา_อุปาทาน' ชิมิ..เจ้าค่ะ ขอสัมมาทิฎฐิด้วยเจ้าค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ พ่อครูว่า... ถูกต้องแล้ว ขยายนิดนึง วงโคจรคือวงวน ในจิตวิญญาณของคน เกิดมามันวน เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิดอย่างนี้เป็นต้น หรือ กิเลสมันเกิด เกิดแล้วมันก็พักยก มันไม่ตาย มันสะสมเพิ่มเติมขยายตัวอีกด้วยซ้ำไป แถมกิเลสสะสมเข้าไปเติมก็ขยายไป ถ้าอวิชชา ถ้าความไม่รู้มันจะเป็นอยู่ในคนตลอดกาลนานเลย เพราะฉะนั้นตั้งแต่อวิชชาเกิดมาไม่รู้จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้คิดดูสิ มันจะสะสมอวิชชามาหนาเท่าไหร่ ทั้งหนาทั้งหนักทั้งมากทั้งเยอะ มันจะเท่าไหร่กัน ทุกวันนี้ดูในสายที่ไม่ใช่พระพุทธเจ้า สายเทวนิยมต่างประเทศสายพระเจ้ากัน เขาไม่รู้กันเลยนะ โอ้โห..ฆ่ากันแกงกัน โอ้โห.. เห็นแล้วน่าสงสารจริงๆเลย ฆ่าแกงกัน เบ่งกัน เพื่อที่จะแสดงอำนาจ บาตรใหญ่อะไรกันประเทศต่างๆ ชาวพุทธเราแม้ว่าจะไม่ถึงขั้นที่เป็นแบบโลกุตระอย่างประเทศไทย พุทธอื่นๆที่ใกล้ๆเคียงๆก็ยังไม่เข้าไปวุ่นวายในเกมฆ่าแกงกัน ยังเห็นชีวิตเป็นผักเป็นปลา ฆ่ากัน ด้วยระเบิดสมัยใหม่ด้วยอาวุธแบบใหม่ ก็เห็นแต่น่าสงสารไม่รู้จะทำยังไงได้ ผ่าน

_ใบฟ้า ธรรมะธารา นาวาบุญนิยม · กราบนมัสการพ่อครู ด้วยเศียรเกล้าฯ กราบนมัสการท่านสมณะ และท่าน สิกขมาตุ ทุกรูปด้วยความเคารพยิ่ง เจริญธรรมพี่น้องทุกฐานะค่ะ "คนฉลาดสร้างอาหาร..." "ชีวิตหนอ พออยู่พอกิน" และรายการ "9 ตามพ่อ" สร้าง "ใจบันดาลแรง"ให้อดีตนักวิชาการคนนี้ ลงจากหอคอยงาช้าง มาสร้างพืชพันธุ์ธัญญาหาร" อย่างจริงจังกว่าทุกครั้ง ในยามที่ต้องมาเกื้อกูลน้องสาวผู้มีพระคุณค่ะ ขณะนี้ ไม่ต้องซื้อผักสวนครัว เกือบ 10 ชนิด ยามเช้าของทุกๆวัน จะมีจิตยินดี ที่จะลงสวน ดูความงอกงาม ของพีชะ แต่ละต้นแต่ละแปลง ซาบซึ้ง ของถึงพลังของพีชะ ที่พืชผัก ต้นไม้แต่ละต้น ทำงานอย่างไม่อู้ทั้งกลางวันกลางคืน เป็นพลังงานบริสุทธิ์จริงๆค่ะ จิตใจก็พลอยเบิกบานแจ่มใสมีพลัง ที่น่าปลื้มเล็กๆ ก็คือ สามารถทำให้น้องสาว ผู้เคยอยู่หอคอยที่สูงกว่า ลงมาติดดิน รดน้ำ โยกน้ำบ่อ ทดลองปลูกผัก จากความรู้ที่ได้รับจาก social ผลดีอีกประการหนึ่งก็คือ ธรรมะ 2 ระหว่างพี่น้อง ต่างจริต และทิฐิ ลดลงเป็นลำดับค่ะ กราบขอบพระคุณพ่อครูด้วยเศียรเกล้าฯ ขอบพระคุณพี่น้องกสิกรบุญนิยมทุกท่าน รวมทั้งคุณตายแน่ มุ่งมาจนค่ะ พ่อครูว่า... เปี๊ยกนี่ ก็ต้องขอบคุณเขา เขาทำงานขยัน มีรายการของเขาออก คนเดียวทำ One Man Show Production เลย ทำเองอะไรเองแล้วก็ส่งออกมาออกอากาศ สัมภาษณ์ไป โอ้โห.. ชี้ชวนพวกที่ให้ไปสร้างต้นไม้ปลูกต้นไม้ขยายต้นไม้กัน ปลูกป่าบ้าง ปลูกต้นไม้ดีๆบ้าง อะไรต่ออะไรกันบ้าง ทำพืชชนิดที่เป็นอีกแบบหนึ่งคือ พืชยืนต้น ต้นไม้ป่าไม่ใช่เน้นพืชกินก็เป็นอีกอันหนึ่ง ก็ต้องขอขอบคุณเขาที่ทำได้อย่างอุตสาหะวิริยะ ทำอยู่คนเดียวนานจะเป็น 10 10 ปีแล้วนะ เปี๊ยกทำ เอ้า.. ทำต่อไปเปี๊ยกเอ๋ย แก่แล้วมันจะทำไม่ได้ ไม่ได้ทำนะ ตอนนี้ยังหนุ่มอยู่อายุยังไม่ถึง 70 ทำต่อไป ถึง 50 หรือยังนายเปี๊ยกนี่ ยังไม่ถึงมั้ง

_Pichest Boonwiroon พิเชษฐ์ บุญย์วิรุฬห์ : - ผมเคยได้ฟังจากพ่อครูและท่านสมณะว่า ความผิดที่เราทำในขณะหลับและฝันไปนั้น พระพุทธเจ้าไม่ถือว่าเป็นอาบัติ ถึงอย่างนั้นก็ตาม บางครั้งเวลาที่ผมฝันว่าทำอะไรผิดศีลผิดธรรม พอตื่นขึ้นมาแล้วระลึกได้ผมก็ยังรู้สึกละอายใจ ไม่สบายใจจริง ๆ ครับ แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกโล่งใจที่มันเป็นแค่ความฝันเท่านั้น ยังไม่ได้ทำจริงตอนยังตื่น ๆ อยู่ หากได้เผลอไปทำตอนตื่นอยู่ล่ะก็ คงต้องทุกข์ใจอย่างมากแน่ ๆ ... ความรู้สึกอย่างนี้จะถือว่าเป็นความยึดมั่นถือมั่นหรือไม่ครับ – กราบเรียนถามพ่อครูด้วยความนอบน้อมอย่างยิ่งครับ พ่อครูว่า... ถ้าเผื่อว่าคุณปล่อยปะละเลยจริงๆไม่ได้ประโยชน์อะไรจากความฝันเลย มันก็กลายเป็นเรื่องเผลอไผไป มันก็ไม่ดีแต่ถ้าเผื่อว่าคุณรู้สึกอย่างนี้ว่า รู้สึกแล้วเอามาเตือนตนมันก็เป็นประโยชน์ มันไม่ใช่ยึดมั่นถือมั่น คุณจะยึดมั่นถือมั่น คุณก็รู้สิ อาการยึดมั่นถือมั่นมันเป็นอย่างไร อาการเห็นแล้วก็เข้าใจแล้วเราก็ทำความเข้าใจปฏิบัติไม่ได้ไปยึดมั่นถือมั่นอะไรมัน ก็ทำความเข้าใจได้สำเร็จก็รู้แล้วก็วาง

_สว่างแสง ขวัญดาว · น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ ลูกได้นำความที่อาปะพรตะวันบอกลูกว่า เดือนกุมภาพันธ์บ้านราชจะมีงาน ไปเล่าให้แม่ฟัง และก็ขออนุญาตแม่ว่า ลูกขอไปช่วยงานพ่อครู พอลูกขออนุญาตแม่ แม่บอกว่า แม่ก็อยากให้ลูกไปช่วยงานพ่อครู แม่ยังบอกอีกว่า ถึงแม้เรายังไปอยู่วัดยังไม่ได้ เวลามีงานพอไปได้เราก็ไปช่วยงานพ่อครูค่ะ แต่แม่ก็พูดพึมพำว่ามีปัญหาที่สุขภาพแม่นี้แหละ ลูกจึงบอกแม่ให้แม่ดื่มน้ำมากๆแม่จะได้แข็งแรง ตื่นเช้าให้แม่ทำท่าบริหารของพ่อครู3ท่าค่ะ น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ พ่อครูว่า... คำว่า ปะ ย่อมาจาก ปฏิบัติไปสู่ความเป็นนักบวช คือผู้ปฏิบัติของชาวอโศกเพื่อจะก้าวเข้าสู่ความเป็นนาคหรือกรักต่อไป ผู้ชายก็เป็นนาค ผู้หญิงก็เป็นกรัก ต่อจากนาคก็เป็นเณรก็เป็นสมณะ ส่วนผู้หญิงนั้นก็เป็นผู้ปฏิบัติแล้วก็เป็นกรัก ก็คือนาคนี่แหละสวมผ้าสีกรัก โกนหัว แล้วก็เป สิกขมาตุ ต่อไป อย่างนี้เป็นต้น

_Aud Caravo อู๊ด คาราโว · มีการพูดถึง พอใจ ขอบใจ นึกได้แต่ไม่ได้เสริม พ่อครูท่าน เคยตั้งชื่อ แม่ของลูก๒ ของผมว่า ใจซึ้ง ความหมายซึ้งใจยิ่งนัก ยังอยู่เป็นเรื่อง เป็นราว ให้พวกเรา พวกเขา ได้พึ่งพาอาศัย ณ อาวาสถาน ดอยรายปลายฟ้า กราบนมัสการ สาธุ สาธุ สาธุ ครับผมครับ พ่อครูว่า... ก็เป็นการระลึกได้ในสิ่งที่ได้เกิดแก่กันและกัน บอกกันปฏิบัติกันรู้สึกซาบซึ้งใจกันก็ว่ามา

เทคโนโลยีเจริญมากแสดงถึงความเสื่อมของมนุษย์ _Saksri Maimeethong (ศักดิ์ศรี หมายมีทอง) · พ่อครูเน้นกสิกรรม เพื่อเป็นการฝึกจิตวิญญาณของลูกๆ ผมเชื่อว่า ในกาละที่พ่อครูเป็นพระพุทธเจ้า ยุคนั้นๆ กสิกรรมเท่านั้นเป็นหลัก ผมเชื่อว่าพระพุทธเจ้าทุกพระองค์เกิดขึ้นในโลก จะต้องเป็นยุคที่เทคโนโลยีไม่เจริญเหมือนปัจจุบันนี้แน่นอน ความเชื่อนี่จะถูกมั๊ยครับ พ่อครูจึงฝึกลูกๆโดยมีนัยสำคัญด้วย แถมเป็นประโยชน์ต่อโลกในปัจจุบันอย่างมากมายด้วย พ่อครูว่า... เทคโนโลยีในสมัยพระพุทธเจ้าไม่มีความเจริญอย่างนั้น เทคโนโลยีที่เจริญแสดงถึงความเสื่อมชนิดหนึ่งโดยเฉพาะเทคโนโลยีทางอาวุธยุทธภัณฑ์ และเทคโนโลยีเชิงได้เปรียบ เทคโนโลยีที่เป็นเชิงได้เปรียบของคนที่มีทุนรอนมากๆมีเงินเยอะๆก็ซื้อเทคโนโลยีนี้ไปอำนวยความสะดวกและอำนวยความได้เปรียบของตน นี่ก็เป็นเรื่องที่เลวร้าย ฟังให้ดีนะอาตมาไม่ได้ไปใส่ความไม่ได้ไปว่าอะไร มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ เทคโนโลยีที่มันมีมากๆอย่างที่คุณตั้งข้อสังเกตนี้ในยุคพระพุทธเจ้า ถ้าพระพุทธเจ้าจะอุบัติ เทคโนโลยียังไม่เจริญถูกแล้ว เพราะพูดไปแล้วเมื่อกี้ เทคโนโลยีเจริญนี้คือยุคเสื่อมของมนุษยชาติ เราห้ามไม่ได้นะ เทคโนโลยีเจริญแล้วเอามาใช้เป็นประโยชน์ เอามาใช้แต่ทางที่เป็นคุณค่า ห้ามไม่ได้ มันเอาไปใช้ทางเป็นโทษ เป็นภัย อย่างที่มันเป็นมันร้ายแรงมากเลย สุดท้ายมันจะใช้เทคโนโลยีนี่แหละที่ว่าเจริญ นี้แหละล้างโลกเลย ที่จะพูดกันนี้ ทุกวันนี้ถ้าจะพูดกันจริงๆแล้วแต่ละประเทศ กดปุ่มพร้อมกันนี่หมดเลยโลกนี้จะแตกหรือไม่แตกก็ไม่รู้โลก มันระเบิดกันไม่รู้มีคนละกี่สิบกี่พันกี่ร้อยกี่พันลูกกัน นี่มันเป็นอย่างนั้นจริงๆนะไม่ใช่ว่าพูดเล่น นี่คือเทคโนโลยีเจริญแห่งใหม่ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าพระพุทธเจ้าเกิดมาในยุคนี้ มันไม่มีประโยชน์อะไรที่จะทำอะไรได้ ก็ได้แต่ให้โพธิสัตว์อย่างอาตมาเมื่อยอย่างนี้พูดไปเถอะ ผู้ที่มีปัญญาฟังแล้วรู้เรื่องได้ประโยชน์ก็มาเอา ชีวิตนี้ก็ไม่ใช่ไปงมงายอยู่กับไอ้เรื่องเหล่านั้น อาตมาถึงระดมพวกเรามาสร้างสิ่งที่เป็นหนึ่งในโลกคืออาหาร และอาหารเป็นพืชพันธุ์ธัญญาหารเป็นอาหารหลักของมนุษยชาติ แต่มนุษย์ก็ไปหลงกินเนื้อสัตว์กินปูกินปลากินอะไรต่ออะไร ก็พูดไปแล้วเอาล่ะไม่ต่อ

ชีวิตสุดประเสริฐ 4 ประการสั้นๆง่ายๆ _แก่นนวน มาลัยขวัญ · เชื่อฟัง เชื่อถือ. เชื่อมั่นคำสอนพ่อครูเจ้าค่ะ. ที่ชุมชนแก่นอโศกได้ปลูกอยู่ ปลูกกินตามกำลัง ทำให้มีกิน มีแบ่งปันและได้สร้างกุศลเจ้าค่ะ พ่อครูว่า... เชื่อฟังเชื่อถือ ก็ไปปฏิบัติ ได้เกิดมรรค เกิดผล เป็นประโยชน์ขึ้นมา จนเกิดความเชื่อมั่น พ่อครูว่า... ทุกวันนี้เป็นผลจริงๆที่อาตมาพาทำพวกเราก็ 1 พึ่งตนเอง 1.จริงๆนั้นคือไม่เป็นหนี้ 2.ทำอยู่ทำกินได้อยู่ได้กินพออยู่พอกิน 3.ทำให้มากให้เกินที่เรากินเราใช้ ไม่ใช่ทำแต่เชิงเหมือนข้าวกรอกหม้อ มีแต่พออยู่พอกินไปวันๆไม่ใช่ แต่ทำให้เหลือให้มากขึ้น ทำให้เกินกำลังเรามีเราก็ขยันเราก็ทำไป แล้วก็แบ่งแจกเพื่อแผ่คนอื่น เท่านี้แหละชีวิตสุดประเสริฐแล้ว ชีวิตเจริญ ชีวิตประจำ ชีวิตเจริญสั้นๆง่ายๆ 3-4 ระดับ ไม่เป็นหนี้ ทำอยู่ทำกินเลี้ยงตัวรอดทำให้มากทำให้เกิน แล้วแบ่งแจกผู้อื่น แบ่งแจกไม่ใช่ไปค้าไปขายเอากำไรหรือไปโลภโมโทสัน เผื่อแผ่แก่ชีวิตอื่นเป็นประโยชน์แล้วตัวเองก็หมดทุกข์ ความหมดทุกข์อยู่แค่นี้ง่ายๆ แต่เราไปหลงโลกมันครอบงำมันหลอกลวงให้เราติดยึดอะไรตามโลกสารพัด ไม่ว่าจะ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ครอบงำ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) มันมอมเมาแย่ไปหมดเลย กว่าที่พวกคุณจะรู้ตัวว่าไปหลงเพ้ออะไรรอบตัว ที่ไร้สาระเสียเวลาเกิดมาแล้วก็มีแต่กิเลสแล้วก็ไปทำร้ายสร้างวิบากกรรมให้แก่ตัวเองเยอะกว่าจะลดลงมาแล้วก็มาเป็นผู้รู้ที่เป็นความเจริญสูงสุด เป็นที่จบ โอ้โหไม่ง่าย

หลักประกันสูงสุดยอดในศาสนาพุทธ 2 ประการที่คนควรได้ _Took Aswin (ตุ๊ก อัศวิน) · Wow.!! ฟัง..ประวัติ บรรพชนอโศก..ยุคบุกเบิกนี่..ลำบากมาก..นะเจ้าคะ!! กราบขอบพระคุณ..ในความ..บุกเบิก..บากบั่น..ของ พ่อครู (Superhero) และ บรรพชน ทุกๆท่าน ด้วยความซาบซึ้งและประทับใจ..อย่างยิ่งยวด เจ้าค่ะ กาละนี้..อโศก สมบูรณ์ ในที่ทุกสถาน..ในกาละทุกเมื่อ..แว้ว!! น่าปลื้มมมมม..มั่กๆเจ้าค่ะ พ่อครูว่า... จะเรียกว่าสมบูรณ์อาตมาว่าได้ขนาดนี้ก็เรียกว่าสมบูรณ์พอ ชีวิตทุกวันนี้ที่อาตมาพาปฏิบัติธรรมกันมา 50 ปี ทุกวันนี้นี่แต่ละชุมชนสังคมชาวอโศกแต่ละชุมชน ชุมชนเล็ก ชุมชนน้อย ชุมชนใหญ่ที่สุดเหมือนราชธานี อยู่กันอย่าง “อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล และเพิ่มพูนการเสียสละ” เป็นพยัญชนะที่เจตนาเอาความหมายมาตั้งเพื่อที่จะให้ฟังเข้าใจ อ๋อ มันเป็นการจะเรียกว่า ชี้นำก็ได้ ชี้นำแล้วก็พยายาม อธิบายขยายความว่าถ้าเราทำได้เป็นลำดับๆอย่างนี้ เป็นพัฒนาการของชีวิตสังคมก็เจริญ ทำได้แล้วมันมีประโยชน์คุณค่าเลยต่อมนุษย์ นี่ 1. นะ 1. ศาสนาพุทธนี้สุดยอดอิสระ 2. สบาย สบายดีภาษาบาลีภาษาพระพุทธเจ้าคือ สัปปายะ สัปปายะก็ตรงกันข้ามกับคำว่า อปายะ แปลว่านรก อบาย คือ ความเสื่อม สัปปายะคือความไม่เสื่อมความเจริญความสบายจะเรียกว่าสวรรค์ก็สวรรค์ ถ้าผู้ที่ยังติดยึดภพชาติอยู่ก็เป็นสวรรค์คือมันเจริญขึ้นมันพัฒนาการขึ้นไป จากโลกียะไปเป็นโลกุตระ 3. สงบ คำนี้สูงสุดคือ สันตา มันหมายถึง กิเลสออกไปจากจิต กิเลสมันไม่มากวนจิตเลย จิตมันก็อิสระเสรี จิตมันก็มีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ได้หมายความว่าสงบคือทำให้จิตมันนิ่ง ให้หยุดการเคลื่อนไหว จนมาบังคับให้กายไม่เคลื่อนไหวกลายเป็นคนเฉื่อย กลายเป็นคนช้าๆ มันไม่แคล่วคล่องว่องไว ไม่ปราดเปรียวว่องไว ซึ่งเป็นความเข้าใจของความสงบแบบเดียรถีย์ มันค้านแย้งกันในตัว พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าผู้ที่ฟังธรรมะพระพุทธเจ้าแล้วเกิดปัญญา ปัญญาข้อที่ 2 ข้อที่ 3 ปัญญาข้อที่ 3 จะรู้จักความสงบ 2 อย่าง สุดยอดลึกซึ้งเลยสงบที่กล่าวนี่แหละ เป็นความสงบอย่างโลกุตระ อันหนึ่งเป็นความสงบอย่างโลกียะ 2 อย่างนี้ เพราะฉะนั้นในคำสอนของพระพุทธเจ้า จึงเป็นคำสอนที่สูงสุดแล้ว จบแล้วในความเป็นมนุษย์ ในความเป็นมนุษยชาติโดยเฉพาะในศาสนาพุทธเราพูดเต็มที่ว่า ความเกิดมาเป็นคน เป็นจิตนิยาม เป็นความหมุนเวียนของธาตุจิตนิยาม ถ้าไม่รู้ มันจะไม่จบ กลายเป็นจิตนิรันดรเหมือนอย่างชาวเทวนิยมหรือศาสนาพระเจ้า มันก็จะติดยึดอยู่อย่างนั้นตลอดไป นิรันดรเลย เป็นอย่างนั้นจริงๆ เขาไม่สามารถที่จะทำอะไรได้ เขาไม่สามารถที่จะรู้ว่าจิตนิยามหรือจิตวิญญาณนี้ มันเป็นแค่ธาตุปรุงแต่ง มันเป็นแค่ธาตุ 2 ธาตุที่มาจับกัน เป็นธาตุ 2 ธาตุมาจับกัน เรียกแยกง่ายๆขั้นต้นว่าเป็นรูปกับนาม มาจับตัวกันแล้วปรุงแต่งกันเกี่ยวข้องกันสังเคราะห์สังขารกันขึ้น แล้วก็เกิดสารพัดเป็นกรรม เป็นนิยายเป็นพฤติกรรมพฤติการณ์ของมนุษย์แต่ละชาติแต่ละชาติแต่ละชาติ แล้วไม่มีจบ ไม่มีจบง่าย ถ้าไม่เจอศาสนาพระพุทธเจ้า ไม่เรียนรู้อย่างสัมมาทิฏฐิจนกระทั่งสามารถบรรลุ บรรลุมรรคผลบรรลุอรหันต์เป็นต้น ก็ไม่สามารถที่จะทำให้จิตนิยามนี้ สูญสลายหายไปจากกาละ สูญสลายหายไปจากโลกหายไป จากกาละ จากมหาจักรวาล จากเอกภพเลย จิตวิญญาณที่เป็นอัตตาของแต่ละคนนี้ เลิก เรียกว่า ทำการตายแบบสลายกาย กายสเภทา หลังกายแตกตาย หลังจากนั้น ปรัมมรณา จิตวิญญาณของผู้ที่เป็นอรหันต์แล้วสามารถสลายเป็นดินน้ำไฟลมไปเลย ตัวตนของผู้นั้นหมด สูญสิ้น จิตนิยามสูญสิ้น อัตตาสูญสิ้น ความเป็นธาตุรู้หมดไม่มีแล้ว หรือ จะอยู่นิรันดร จะไม่สลายหายไปเป็นดินน้ำไฟลมไปเลย จะเกิดแล้วเกิดอีกก็มีหลักประกัน หลักประกันที่ 1 คือ จะไม่ทำชั่วเลยไม่ว่าจะเป็นชั่วในสมมติ สมมุติโลกยุคไหนก็ตามที่เขาสมมุติกันว่าอย่างนี้ดีอย่างนี้ชั่ว ก็จะทำดีไม่ทำชั่ว ตามที่เขาหลงใหลกันได้ ทุกกาละเทศะ จะอยู่อย่างนั้นตลอดกาลนาน นี่เป็นหลักประกันเลย จะเกิดอีกกี่ชาติก็ไม่ทำชั่ว ทำแต่ดีอย่างเดียว 2. รู้จักจิตนิยามอย่างแท้จริง แล้วทำให้จิตนิยามนี้สลาย หมดตัวตนอย่างที่กล่าวไปแล้วอธิบายไปแล้ว ปรินิพพานเป็นปริโยสาน แยกธาตุจิตของตัวเองให้เป็นดินน้ำไฟลมไปได้สูงสุด หรือจะอยู่ก็อยู่อย่างได้เป็นอมตะ ไม่ทำชั่วทำแต่ดี และไม่ทุกข์ไม่สุข อยู่ไปแล้วก็ช่วยมนุษยชาติให้เป็นอย่างนี้ สูงสุด คือ หมดทุกข์หมดสุข ดีชั่วก็มีแต่ดีถ่ายเดียว เป็นคนประเสริฐค้างฟ้าเลย เป็นดาวค้างฟ้าและจะอยู่ก็อยู่อย่างเจริญจนสูงสุดเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งประกาศศาสนาแล้วก็ ไม่มีพระพุทธเจ้าองค์ไหนจะเป็นพระพุทธเจ้าสมัย 2 เป็นพระพุทธเจ้าสมัยเดียวแล้วท่านก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานไปทุกพระองค์ ทุกคนสูงสุดที่จุดนี้ จิตนิยามของมนุษยชาติ นี่เป็นความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าและทำได้สำเร็จ ซึ่งเป็นความรู้ที่ตรงกันข้ามกัน มันเข้าใจกันผิด ก็เลยกลายเป็นคนละเรื่อง คนละทางกับเทวนิยมหรือศาสนาของศาสดาต่างๆ ศาสนาพุทธเป็นพระพุทธเจ้าเหมือนกันหมดทุกองค์ ไม่ขัดไม่แย้งกันเลย และเกิดในยุคใดยุคหนึ่ง ไม่ได้ซ้ำซ้อนกัน หรือในเวลาใกล้ๆกันพระพุทธเจ้าก็ไม่เกิด 2 องค์พร้อมกัน ไม่เหมือนเทวนิยมที่จะมีศาสดามากมาย โอ้โห..เยอะแยะเป็นร้อยเป็นพัน แข่งกันดีไม่ดีฆ่ากันด้วยซึ่งศาสนาพุทธไม่มี นี่เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ เทวนิยมจะไม่ค่อยมีบารมี ชาวเทวนิยมเป็นคนส่วนมากของโลก พลเมืองโลกมี 7,000 กว่าล้านประมาณนั้น ในขณะนี้ ผู้ที่เป็นศาสนาเทวนิยมนี้ มีมากกว่า พุทธจะมีถึง 10% หรือเปล่าไม่รู้ นอกนั้นเป็นศาสนาอื่นๆ ตอนนี้อิสลามมากที่สุด นอกนั้นก็เป็นคริสต์เป็นอะไรต่ออะไรเป็นฮินดูก็เยอะ ฮินดูนี้คือศาสนาที่วนเวียนมาเป็นพุทธแล้วมันเสื่อม ฮินดูหรือพราหมณ์ มันเสื่อมไปจากพุทธ มันก็ตกไปเป็นอย่างนั้นกลายเป็นเทวนิยมไป เดี๋ยวนี้เมืองไทยก็ตามซึ่งเป็นศาสนาพุทธมาตั้งแต่ประเทศเปิดหรือเกิดประเทศ สร้างประเทศมา ก็ถือศาสนาพุทธในประเทศมาแล้วตลอด แต่มันเสื่อมทุกวันนี้พุทธศาสนาเสื่อม เสื่อมจริงๆไม่ใช่ว่าใส่โทษลงโทษ หมู่ใหญ่เลย เป็นคณะที่บริหารประเทศ คณะที่บริหารศาสนาอยู่ในประเทศทุกวันนี้ ก็เป็นหมู่ที่ผิด เสื่อม นี่อาตมาขอพูดตรงๆขออภัยที่ต้องพูดความจริงมันเสื่อม ไม่ได้ประโยชน์ นอกจากไม่ได้ประโยชน์และเป็นโทษต่อตนเอง และไม่ได้ลงโทษนะ เป็นผู้ทำบาป ทำภัยให้แก่ศาสนาพุทธ ทำบาปทำภัยให้แก่ศาสนาพุทธ ที่เป็นศาสนาพุทธโลกุตระให้กลายเป็นโลกียะที่ หยำฉ่า ที่แปดเปื้อน กลายเป็นเลอะเทอะเปรอะเปื้อน กลายเป็นประเพณีหรือเป็นโลกียโลกธรรมที่จัดจ้าน โอ้.. ไปติดหลงลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข อะไรต่ออะไรกัน สารพัดสาระเพ แล้วก็ไปสร้างจารีตประเพณีที่ในยุคพระพุทธเจ้าก็ไม่มี มันเกิดปรุงแต่งสร้างจารีตประเพณีบานปลายออกไป เลอะเทอะไปหมดเลย อาตมาเห็นแล้ว เนื้อยเหนื่อย เพราะฉะนั้นบวชมาก็จะไปทำประโยชน์เพื่อที่จะลดสิ่งที่มันผิดเพี้ยนไปจากสังคมสงฆ์ ทำไม่ได้ ก็เลยต้องขอประกาศทำส่วนตัวเถอะ ซึ่งพระพุทธเจ้าก็มีธรรมวินัยอยู่แล้วคือประกาศ นานาสังวาส อาตมาก็ประกาศนานาสังวาสกับสงฆ์ บวชเมื่อพ.ศ 2513 ประกาศนาสังวาส 2518 อยู่กับหมู่เขาก็ยากสารพัด อยู่ 5 ปี พ.ศ.2518 ก็ขอประกาศนานาสังวาสออกมาตามพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าซึ่งเขาไม่มีความรู้อยู่ 5 ปี 2518 ก็ขอประกาศนานาสังวาสออกมาตามพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าซึ่งเขาไม่มีความรู้ อาตมาออกมาเขาก็เล่นงานอาตมาซึ่งเขาทำผิดพระธรรมวินัยเป็นบาปเป็นภัย ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเพราะพูดกับเขาไม่รู้เรื่อง ก็ได้แต่สงสาร ก็ยอมให้เขาทำมันจะได้ไม่ยาวนาน ขนาดนั้นยังยืดยาดยาวนานไม่ใช่น้อย หลายปีทีเดียวกว่าเขาจะหยุด จนเอาอาตมาติดคุก อาตมาต้องออกไปไม่เป็นศาสนาพุทธ อาตมาก็ไม่ยอมจะไม่เป็นศาสนาพุทธได้อย่างไรเพราะว่าศาสนาพุทธคือสิ่งที่อาตมาเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ จะให้อาตมาออกไปมันจะได้ยังไง ซึ่งมันไม่ได้ อาตมาก็ยืนหยัดยืนยันไม่ใช่ดื้อด้านดันทุรังอะไร จนกระทั่งสุดท้ายก็จบไปตามธรรมกลายเป็นนานาสังวาส แต่เขาก็เข้าใจอาตมา เข้าใจอโศกว่าเป็นพวกนิกายเป็นพวกนอกรีต คนส่วนใหญ่ก็ครอบงำกันอย่างนี้ เขาก็ครอบงำกันได้ เพราะจริงๆแล้วมันเป็นคนโง่มากกว่าคนฉลาด คนฉลาดจึงจะมาเข้าใจอาตมา คนโง่เขาก็ต้องเชื่อสิ่งที่มันผิดๆนั้นก็เป็นธรรมดา อาตมาไม่ได้ประหลาดอะไร เป็นความจริงเป็นธรรมดาธรรมชาติของมัน อาตมาได้ขนาดนี้ สามารถที่จะช่วยประชาชนพลเมืองในยุคนี้ได้ประมาณนี้ อาตมาก็พอใจ พอใจๆ พอใจแล้วได้ขนาดนี้ประมาณนี้

พระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่องกรรมที่พาหยุดเกิดในปฏิจจสมุปบาท พ่อครูว่า... ทีนี้ก็มาพูดถึงเนื้อหาสาระของพระพุทธเจ้า ก็พูดวนซ้ำซากแต่ขยายความให้เห็นในเหลี่ยมมุมในมิติต่างๆไปเรื่อยๆ พระพุทธเจ้านี้ตรัสรู้ ธาตุ 2 ธาตุ เป็นหลักใหญ่ เป็นจุดเกิด เหมือนกับวิทยาศาสตร์ ไอสไตน์ค้นพบธาตุ 2 ธาตุ หรือสภาวะ 2 สภาวะ ไอสไตน์ก็รู้อันหนึ่งก็คือ รู้ว่าในโลกนี้มันเป็นการเกี่ยวข้องการปรุงแต่งกันของ Space and Time สเปซคือทุกอย่างของอวกาศหรือเรียกกันว่าโลหะแท่งทึบทั้งหมดรวมทั้งหมดในอวกาศ กับกาละคือ time ของวัตถุของสสาร ส่วนพระพุทธเจ้าตรัสรู้ 2 อย่างคือ Karma and Time of Continuum กรรมคือ จิตวิญญาณพาเกิดภาพเป็นจิตวิญญาณเป็นอัตตาเป็นของตน และก็ดำเนินไปกับเวลา เพราะฉะนั้นผู้ที่ศึกษาขั้นจิตวิญญาณขั้นเป็นธาตุรู้ขั้นโลกุตตระ ก็จะยิ่งกว่าที่ไอน์สไตน์รู้ เพราะไอน์สไตน์ก็รู้ในระดับของวัตถุ ของธาตุพลังงานทางสสาร ซึ่งชีวะก็ยังไม่ได้ก้าวเข้าไปจะก้าวเข้าไปนิดๆหน่อยๆเรื่องของชีวะก็พอรู้เรื่องของ จะเป็นสัตว์เป็นพืชอะไรก็รู้เล็กๆน้อยๆ แต่ของพระพุทธเจ้านั้นรู้หมดเลยในระดับอุตุที่เป็นธาตุดินน้ำไฟลม จนกระทั่งถึงพืช พีชะ จนกระทั่งถึงจิตนิยามจนรู้ว่าในจิตวิญญาณมีกรรมเป็นของตน มีกรรมเป็นกำเนิด กรรมเป็นทายาทเป็นมรดกของตน สืบทอดไปเลย จะเรียกว่าเป็นสรีรพันธุ์ไม่ได้ เป็น กรรมพันธุ์จริงๆ แต่เขาไปเข้าใจกันว่า กรรมพันธุ์เป็นเรื่องของสรีระเป็นเรื่องต่อทอดทาง DNA ทางยีนซึ่งมันไม่ใช่ กรรมพันธุ์ไม่ใช่ทางยีนทาง DNA ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นต่อทอดเป็น กรรมทายาท เป็นทายาททางจิตวิญญาณซึ่งเป็นของตน ไม่ใช่ของพ่อแม่ DNA พ่อแม่ปู่ย่าตาทวดไม่ตกทอดกันไม่ตกเป็นเผ่าเป็นพันธุ์สืบทอดกัน สืบทอดกันของใครของมันด้วยกรรมของตนๆ จึงเรียกว่า กัมมัสโกมหิ กัมมทายาโท กัมมโยนิ กัมมพันธุ กัมมปฏิสรโณ ซึ่งอาตมาก็คงจะไม่ได้ขยายความทั้ง 5 อย่างนี้ก็ขอผ่านไปก่อน พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ว่าธาตุ 2 ธาตุนี้ จับกันเป็นจุดเกิดเป็นจิตวิญญาณหรือเป็นจิตนิยามขึ้นมาคือนามกับรูปเป็น 2 ภาวะ 2 ภาวะภาษาบาลีว่า เทวฺ นามกับรูปมันมีความสัมพันธ์กัน มันเกี่ยวข้องกัน มัน relative เกี่ยวข้องกันขึ้นมาเป็นความเกิด ความเกิด เรียกว่า ชาติ หรือชาติ เป็นตัวกลางๆคำว่า ชาติ เป็นความเกิดกลางๆแล้วพระพุทธเจ้าก็ขยายความเกิดนี้ไปอีก 5 ชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ ความเกิด 5 อย่างนี้ผู้ที่มีจิตนิยามแล้วจะเกิด 5 อย่างนี้แหละปรุงแต่งกัน ขยาย5อย่างคร่าวๆก่อน คือ เกิดสัญชาตญาณ เกิดชาติ สัญชาติก็คือต่อกันมา มีความจำในการต่อเป็นสัญชาติญาณเรียกสั้นๆว่าสัญชาติ สัญชาติก็คือมันมีความจำ มันมีความสืบเนื่อง มันเป็นอัตโนมัติ พอเกิดมาใหม่ทุกอย่างก็เป็นกรรมกิริยาอัตโนมัติเองเลย เป็นสัญชาตญาณ โอกกันติ ก็จะมีการเกิดของกรรมกิริยาปัจจุบันที่จะมีการปรุงแต่งกันใหม่ที่จะสัมผัสที่จะเกิดใหม่สะสมลงเรียกว่า โอกกันติสั่งสมลงไปในจิต ก็เป็นตัวเกิดตัวใหม่ ตัวนี้แหละเป็นตัวแปรของคนทุกคนจิตวิญญาณทุกจิตวิญญาณ เมื่ออวิชชาก็ไม่รู้เรื่องเลย ไม่รู้เรื่องว่ามันมีอะไรเข้ามาปนจะปรุงใหม่เข้ามาเพิ่มเติม เมื่ออวิชชาก็มีแต่กิเลสเพิ่มเติมหนาเข้าไปใหญ่ เพราะฉะนั้นศาสนาพระพุทธเจ้าจึงรู้ทันตัวนี้ แยกได้เป็น 2 อย่าง ที่มันเกิดเป็นโลกียะ เกิดไปเป็นตัวโง่อวิชชา มีวิชชารู้ทัน ก็ไม่เอาแล้วไปเป็นโลกียะที่มันเติมแต่กิเลสแล้วก็โง่เพิ่มเติมกันอย่างไม่หยุดยั้งเลย หยุดได้ ไม่ให้กิเลสมันเติมเข้าไปอีก ก็ทำความเกิดใหม่ลดลงจนกระทั่งไม่มีกิเลสเพิ่มเลย ลดลงเรื่อยๆเรียกว่าจึงเป็นการเกิดตัวใหม่ นิพพัตติ เป็นการเ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน