660310 พ่อครูเทศนาภาคค่ำ งานพุทธาภิเษกฯครั้งที่ 47 ปฐมอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
660310 พ่อครูเทศนาภาคค่ำ งานพุทธาภิเษกฯครั้งที่ 47 ปฐมอโศก https://www.boonniyom.net/53014.html
ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1xu95Ipk0GR0Yp2VhioddJvSmmn9jrEbINyVrahuVjyE/edit?usp=sharing
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1DIyaXmbWbTJotGQSHnSzxSI6dAtbvWYq/view?usp=share_link
ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/HtzJhMoulHY และ https://fb.watch/jaXrDnyoJ6/
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน หลักฐานยืนยันความจริงที่ถูกต้องตรงธรรมในคำสอนพ่อครู พ่อครูว่า...เจริญธรรมทุกๆคน วันนี้วันศุกร์ที่ 10 มีนาคม 2566 ที่บวรปฐมอโศก แรม 4 ค่ำ เดือน 4 ปีเถาะ ชวด ฉลู ขาล เถาะ ก็เป็นปีที่ 4 เหมือนกันวันนี้ตอง 4 อาตมาก็คงจะได้เทศน์ในงานพุทธาภิเษกฯ วันนี้เป็นครั้งสุดท้าย พรุ่งนี้ก็จะสรุปงานกัน โดยเฉพาะรายการตอนเย็น 6 โมง อาตมาเทศน์ นอกจากพาเปิดงานในตอน 9:00 น ถึง 10:00 น. แล้วก็เทศน์ 6 โมงวันเว้น เดี๋ยวนี้เขาให้วันเว้นวัน ก็ได้ประมาณนี้ แข็งแรงขึ้นมาเต็มที่อีกเมื่อไหร่ล่ะก็ ... มันมีเรื่องที่จะต้องพูด ที่จะต้องอธิบายละเอียดลึกซึ้งไป เห็นความละเอียดลึกซึ้งของธรรมะ แต่ก็มีต้น ถ้าเผื่อว่าจับต้นแล้วก็ชนปลายหมด จับต้นแล้วก็มีการสังเคราะห์ สัมพันธ์กันเป็นลำดับ เป็นขั้นเป็นตอน จนกระทั่งถึงปลายสุดจบ จบแล้วก็ยังมีจบหลายจบอีก จบสูงสุดที่สุดก็เป็น พระพุทธเจ้า จบรอบแล้วรอบเล่า ๆ อีก อาตมาก็ยังไม่ถึงจบสุดท้ายสูงสุด ยังมีปณิธานเต็มที่อยู่ที่จะต้องพากเพียรเกิดอีกเกิดแล้วเกิดอีก แม้ตายแล้วชาตินี้ชาติหน้าก็ยังไม่ยอมปรินิพพานเป็นปริโยสาน รู้หมดแล้วไม่มีปัญหาเลยเพราะว่าได้เข้าใจและดับโลก ดับอัตตา สำหรับโลกตั้งแต่โลกหยาบ โลกอบาย โลกกามารมณ์ โลกรูปารมณ์ แม้แต่โลกอรูปารมณ์ ซึ
อ่านต่อ
่งเป็นโลกในระดับต้นในภาษาต้นๆหยาบๆ อาตมาก็เข้าใจตั้งแต่ภายนอกเข้ามาถึงภายใน เป็นรูปราคะ อรูปราคะต่างๆ ย่อยละเอียดไปจนถึงกระทั่งอุทธัจจะ กุกกุจจะ วิจิกิจฉา จนกระทั่งจบด้วยอวิชชา เป็นวิชชา ก็ชัดเจน เข้าใจหมดทั้งปัญญาและตัวดับ ตัวที่ดับคือ อาการ ลิงค นิมิต ของจิตเจตสิกต่างๆ ก็สามารถทำได้จริง อาตมาก็บอกแล้วอาตมาพูดไป ที่พูดไปนี้เป็นความจริงที่รายงานความจริง ไม่ได้อวดตัวอวดตน แต่มันเป็นเรื่องสูง เป็นเรื่องโลกุตระ เป็นเรื่องธรรมะในระดับอาริยธรรม ที่คนยุคนี้เขาเสื่อมไปจากอาริยธรรม ชาวพุทธเองแท้ๆก็เสื่อมไปจากโลกุตรธรรมเสื่อมไปจากอาริยธรรมของพระพุทธเจ้า ตามที่พระพุทธเจ้าท่านทรงพยากรณ์เอาไว้แล้วใน อาณิสูตร ว่ามันจะเสื่อม อาตมาก็กลับมากอบกู้ นี่ก็พูดซ้ำพูดซาก เคยพูดมาแล้วไม่รู้กี่ที ก็พูดมาอาตมาไม่มีครูอาจารย์ มีของตนเองและมีหน้าที่ที่จะมากอบกู้มาทำ เป็นไก่ตัวพี่ในชาตินี้ ที่จะต้องกอบกู้โลกุตรธรรมที่มันเสื่อมไปจริงๆตามคำตรัสของพระพุทธเจ้านั้น ยืนยันกันจริงๆ ถ้าผู้รู้แล้วก็ให้พิสูจน์จากสิ่งที่เกิด สิ่งที่เป็นจริง 1. คำสอนของพระพุทธเจ้าเลย ยังโชคดีที่มีพระไตรปิฎก และก็ยังนับถือพระไตรปิฎก ฉบับนี้แหละ ฉบับสยามรัฐที่เราใช้กันอยู่ เป็นพระบาลี ก็ยังถือเล่มเดียวกันอยู่ เชื่อถือกันว่าถูกต้องหมด ใช้ได้ แม้ผู้ไม่รู้ท่านจะบอกว่าจะฉีกทิ้งเท่านั้นเท่านี้ส่วน ก็เป็นเรื่องความไม่รู้ของท่าน แต่ผู้รู้ รู้จริงๆ จะไปฉีกทิ้งทำไมเพราะมันใช้ประโยชน์ได้ แล้วเอามาปฏิบัติได้ด้วย นอกจากพระไตรปิฎกยืนยันแล้วข้อ 2. ผู้ที่ขยายความ อธิบาย สาธยายเป็นอุเทศเป็นนิเทศต่างๆ จากคำสอนพระพุทธเจ้า จากพระบาลีตัวเดียวกันก็ได้ แต่เอามาอธิบายแล้วต่างกัน อย่างอาตมาอธิบายต่างกัน อันนี้ก็เป็นข้อยืนยัน พระบาลีอันเดียวกันของพระพุทธเจ้านั่นคือของพระพุทธเจ้าอันเดียวกันนะ ถูกแล้วเป็นของพระพุทธเจ้า ไม่ได้แย้ง เป็นของพระพุทธเจ้าเอง แต่คนชาวพุทธยุคนี้มาอธิบายอย่างนั้น แม้เป็นคณะใหญ่ เป็นผู้ที่ได้เรียนมากรู้มาก จบเปรียญ จบด็อกเตอร์ทางศาสนา จบในนี้ ด็อกเตอร์ในมหาวิทยาลัยพุทธศาสนาเองในเมืองไทย หรือไปจบมาจากเมืองนอก พุทธศาสนาจากเมืองนอก ซึ่งอาตมาก็บอกแล้วว่าคนไปจบพุทธศาสนาจากเมืองนอกมานั้น มันก็เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะต้องไปเชื่อมั่นได้ว่า มันถูกต้องเพราะว่า ศาสนาของเมืองนอก ผู้ที่สอน อาจจะเป็นพุทธ แต่ไม่ได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เป็นไทย ไม่ได้อยู่ในเมืองไทย แม้แต่คนไทยที่อยู่ในเมืองไทยก็ไม่ได้เรียนน้อยเรียนต่ำกว่า ที่เขาคร่ำอยู่ในตำราของชาวพุทธเป็นชาวต่างชาติหลายคน อาตมาจำชื่อได้ไม่ค่อยเต็มไม่ค่อยถูก ก็ไม่อยากจะกล่าวถึงเท่าไหร่ ที่เขาอ้างอิงถึงผู้รู้ทางศาสนาพุทธ แล้วก็ยังยึดถือกันมา ทีนี้ประเด็นมันอยู่ที่ว่า ทางท่านผู้ที่รู้มาก่อนท่านอธิบายไว้ อย่างที่มีมาก่อนอาตมาจะมาแสดงตัว มาแสดงธรรม ท่านแสดงไว้ว่าอย่างนั้น แต่อาตมามาแสดงตัว มาแสดงธรรมกลับเห็นว่า มันไม่ใช่อย่างนั้น ก็แย้งกัน แย้งกันท่านก็ถือว่าผิด ท่านถือว่าอาตมาผิด จึงมีเหตุการณ์ที่ท่านจะจัดการอาตมา เพราะถืออาตมาว่าจะมาเป็นกบฏต่อศาสนาพุทธ จะมาล้มล้าง จะมาเปลี่ยนแปลง จนเกิดเหตุเกิดเรื่องอย่างที่มันได้เกิดมาแล้ว ตั้งแต่ พ.ศ 2532 พ.ศ.2525 ก็เป็นพันตำรวจตรีอนันต์ เสนาขันธ์ เป็นผู้จุดชนวน พ.ศ 2532 มหาประยุทธ์หรือท่านสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เป็นตำแหน่งของท่านปัจจุบันนี้ เป็นผู้จุดชนวน เสร็จแล้วจนกระทั่งก็ต้องสู้ไปจนถึงขั้นออกนอกพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า คือไปให้ฆราวาสตัดสินธรรมะพระพุทธเจ้า มันไม่ใช่เรื่องของคดีโลก เป็นคดีธรรม แต่ทางโน้นไปให้ทางศาลของฆราวาสเป็นผู้ตัดสิน ก็ตลกดี อาตมาก็แพ้ เพราะว่าทางโน้นมีพลัง มีอิทธิพล มีอำนาจ มีอะไรต่ออะไรที่เยอะแยะ ซึ่งก็มีเหตุการณ์นะไอ้ตอนแพ้นี่ ผู้พิพากษาจะออกมาอ่าน แต่ก็มีคนที่มาเอาใบที่จะอ่านกลับไป และได้รับใบอ่านมาอ่านใบใหม่ มันมีหลักฐานอยู่นะมันมีภาพมีอะไรให้เห็นอยู่ กับผู้ที่เห็นๆกัน แต่ไม่รู้ว่าตอนนั้นมันมีอะไรถ่ายไว้ โทรทัศน์ก็คงไม่ได้ถ่ายไว้เพราะยังไม่ถึงยุคมีโทรทัศน์กัน แต่คงไม่มีใครไปถ่ายภาพเพราะว่าเขาห้ามถ่ายภาพอยู่ในศาล แต่อาตมาไม่ได้พูดความเท็จหรอก พูดความจริง ก็เห็นลีลานี้อยู่ เห็นผู้พิพากษาก็หน้าตาชอบกลอยู่ มันเป็นเหตุการณ์ปัจจุบันต้องใช้ปฏิภาณปัญญามาก อาตมาก็สงสารผู้พิพากษา ก็ไม่รู้ว่าท่านชื่ออะไร ก็แล้วไป สรุปแล้วก็เป็นผู้ผิด ตัดสินให้ต้องติดคุก แต่รอลงอาญา ก็อยู่นอกคุกไปจน 2 ปีก็จบไป พอ 2 ปีครบแล้ว มันก็หมดคดี หมดคดีแล้ว จะหาเรื่องอีกก็คงไม่ได้แล้วเพราะถือว่าหมดแล้ว ทางธรรมวินัยนั้น อาตมาก็ยืนยันเด็ดขาดว่าอย่างนี้ และที่สำคัญก็คือที่พูดไปแล้วเมื่อกี้ว่าพระไตรปิฎกพระพุทธเจ้าเป็นหลัก 2. คำอธิบายของ 2 ฝ่าย ทีนี้ก็ข้อที่ 3 3.คนตัดสิน ประชาชนพุทธศาสนิกของศาสนาพุทธเหมือนกันเป็นผู้ตัดสิน แต่ถึงตัดสินนั่นแหละอาตมาก็ยังมีส่วนน้อยอยู่ดีเดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นส่วนน้อยอยู่เพราะฉะนั้นจะเอาส่วนปริมาณส่วนน้อยนี้เป็นเครื่องตัดสินก็ไม่ได้ ก็ต้องไปเอาที่ลึกกว่านั้นคือแล้วคำที่อาตมาอธิบายมันเป็นอย่างนี้เช่น คนต้องมาจนต้องมาลด ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ต้องมีวรรณะ 9 แล้วจะเป็นสังคมสาราณียธรรม 6 อย่างนี้เป็นต้น นี่ก็พูดหลายครั้งแล้วย้ำซ้ำซาก ทำได้จริงไหม วรรณะ 9 คนจะเป็นได้จริงไหม และสาราณียธรรม 6 จะมีชุมชนสังคมแบบนั้นได้ไหม ที่อยู่ด้วยกันอย่างสงบ อบอุ่น อยู่กันอย่าง สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม สูงสุดคือไม่มีตัวตน ไม่ยึดเป็นของตัวของตน ลาภ ยศ สรรเสริญ ดูชัดๆก็คือวัตถุ ลา ภ ยศ ทำงานแล้วเอาเข้ากองกลาง ตั้งแต่มันมีสิ่งแทนธนบัตร เงินทอง ข้าวของ เพชรนิลจินดา วัตถุ ที่ดิน บ้านช่องเรือนชานอะไรต่างๆ มันลงตัวมันชัดเจนไหมว่าเป็นของกองกลางที่ไม่ได้แย่งได้ชิงกัน ไม่ได้ปล้นได้จี้อะไรกัน ไม่ได้คดีแย่งชิงปล้นจี้อะไรกัน ที่จะเป็นคดีขึ้นโรงขึ้นศาล 40-50 ปี อโศกเราไม่เคยมีคดีขึ้นโรงขึ้นศาลแย่งทรัพย์สินเงินทองแย่งสมบัติ หรือทะเลาะวิวาทตีรันฟันแทง ขึ้นโรงพัก ขึ้นศาล 50 กว่าปีไม่มีสักคดี สิ่งเหล่านี้แหละคือพฤติกรรมแท้ของมนุษย์ อันนี้เป็นอีกข้อหนึ่ง ที่จะยืนยันตัดสิน ที่ประชาชนแม้แต่คณะใหญ่ ที่ยังอยู่คนละฟาก ที่แยกกัน โดยท่านก็เข้าใจว่า ท่านเป็นนิกายแล้วท่านก็มาผลักให้เราเป็นนิกาย คำว่า นิกาย มันผู้ใดที่ทำนิกาย หรือทำให้สงฆ์แยกกัน มันมีอนันตริยกรรม ไม่ต้องมา บอก อาตมาไม่ทำและอาตมาก็ไม่ได้ทำ พูดว่าไม่ทำ อาตมาจะไม่ทำนิกายและอาตมาก็ไม่ได้ทำนิกาย แต่ท่านทำนิกายกัน หลายอันอาตมาไม่ลงรายละเอียด ที่แสดงเห็นว่าท่านออกนอกธรรมวินัยพระพุทธเจ้า ทำไปโดยอำนาจบาตรใหญ่ ให้ประชาชนเห็นความแยกนะ ไม่ลงไปที่นานาสังวาส คำว่า นานาสังวาส เป็นศัพท์วิชาการของพระพุทธเจ้าสูงสุด สังวาส แปลว่า ร่วมกันอยู่เป็นพุทธร่วมกันอยู่นะ แต่มันมีความแตกต่างกัน นานา ไม่ใช่กายต่างกัน นิกาย คือ กายต่างกัน อันนี้มันหยาบ มันแรง เพราะ คำว่า กาย มันกินความลึกมาก และอาตมาก็มั่นใจว่าทางเถรสมาคมนั่นแหละได้เสื่อมไปจนกระทั่งเข้าใจคำว่า กาย ผิด มิจฉาทิฏฐิในคำว่ากายแล้ว จึงไม่บรรลุธรรม เพราะคำว่ากายนั้นถ้าเข้าใจผิดไปแต่ต้นเท่ากับกลัดกระดุมเม็ดแรกผิดเลย คุณปฏิบัติธรรมไปอีก กลัดกระดุมเม็ดต่อไปก็ยิ่งผิด และมันไม่ได้ผิดเพียงแถวเดียวเท่านั้น มันจะผิดเป็นปากกรวย มันจะบานออกไปเรื่อยๆเลย พอผิดคำว่า กาย มาพิจารณาสติปัฏฐาน 4 มีกายในกาย มันก็ออกไปเลอะเทอะไปหมด ความเป็นกายในต่างๆในพระบาลีมีเยอะ ไปเปิดพจนานุกรมบาลีดูสิ คำว่ากาย มีความหมายต่างๆนานา กายกลิ กายปัสสัทธิ กายปาคุญญตา กายลหุตา กายกัมมัญญตา กายอะไรอีกเยอะแยะ มันมีนัยยะสำคัญที่ต่างกันมากมายในคำความเป็นกาย พอผิดแล้วก็เลอะหมดเลย เมื่อกายผิด กายหยาบกว่า ผิด จิตก็ต้องผิดด้วย มันก็ยิ่งไปกันใหญ่เลย เพราะฉะนั้นก็เอาปัจจุบันธรรม แล้วพวกเราปฏิบัติตามที่อาตมานำพามา 40-50 ปีมาก็มีกลุ่มหมู่ เป็นกลุ่มสาราณียธรรม 6 เป็นชุมชนที่เป็นสาราณียธรรม 6 ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า อยู่เป็นชุมชนที่มีความรักกัน ระลึกถึงกัน เคารพกัน มีความอบอุ่น เอื้อเฟื้อเจือจาน ทำมาหากิน ช่วยเหลือกันและเอาเข้าสู่กองกลาง ทุกคนก็ปฏิบัติตนให้มีคุณสมบัติ วรรณะ 9 เป็นคน เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) แม้แต่ที่สุดเป็นคนมีน้อยที่สุดเป็นศูนย์ก็พอ แล้วเป็นคนขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) มีจิตเป็นพระอรหันต์ก็ขัดเกลากายวาจาอีก เป็นโพธิสัตว์ระดับ 5 ระดับ 6 ระดับ 7 ขึ้นไปอีกอย่างนี้เป็นต้น อาตมาก็นำพาประพฤติปฏิบัติอธิบาย แล้วพวกเราก็มีฐานจริงพวกนี้ แต่มันไม่ใช่จะดูกันออกง่ายๆว่าใครสูงระดับไหน ไม่พึงพูดเล่น พูดผิดมันอาบัติหนัก เพราะฉะนั้นจึงไม่มีใครพูดเล่นในชาวอโศก ไม่มีใครอวดดิบอวด คนที่อวดดิบอวดดีก็แยกออกไปแล้วก็เป็นธรรมชาติธรรมดามีความที่เป็นเศษบกพร่อง error เศษตกเศษหล่น ก็มีบ้างแต่มีน้อย 5 คนจะถึง 10 คนหรือเปล่าก็ไม่รู้ที่อยู่ด้วยกัน โดยเฉพาะนักบวช นี่คือหลักฐานยืนยัน เอาอันนี้เป็นตัวแท้ อาตมาเห็นอันนี้ถึงความจริง นอกจากจะมาปฏิบัติได้แล้วมันยังมีความจริงอีกอัน ได้แล้วจิตบรรลุมันไม่ฝืน มันไม่ยากไม่ลำบาก มันสบายๆ มันประพฤติได้โดยไม่ต้องเกร็ง ไม่ต้องไปสังวรระวังแล้ว มันเป็นอัตโนมัติเลยก็ได้ มันจริงไหม ก็มาพิสูจน์ มายืนยันตรวจสอบความเป็นจริงเหล่านี้กัน มีให้ตรวจสอบได้ตลอดเวลา มี และอาตมาก็มั่นใจว่านอกจากมีแล้วนี่ ไม่สูญ อาตมาตายไปแล้ว คณะนี้ก็ยังอยู่ ซึ่งมีคนเขาบอกว่า โอ้ย สำนักแต่ละสำนักนี่ถ้าหัวหน้าตายลง สำนักนั้นก็ค่อยๆเสื่อมๆๆๆ อยู่ไม่นานหรอก จริง ถ้ามันไม่ใช่โลกุตรธรรมแท้ๆ มันก็ต้องเสื่อมในเวลาไม่นานนัก แต่ถ้าเป็นโลกุตรธรรมแท้แล้วนาน แต่ก็อีกแหละ โลกุตรธรรมถึงจะอยู่นานเท่าใดก็ต้องเสื่อม เสื่อมไปก่อนโลกียะที่เขาหลงอยู่ใน ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข อันนั้นมีครองโลก โลกียธรรมที่หลงเสพติด ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข มันมีตลอดนิรันดร มันไม่เสื่อมไปไหน ประชากรเพิ่มขึ้นมันก็มีเพิ่มขึ้น นอกจากจะมีประชากรของศาสนาอื่น มาแย่งเอาศาสนิกของพุทธนี่แหละไป แต่พุทธแม้จะเป็นโลกียะก็ไม่ไปอื่นเขาง่ายๆ ชาวพุทธทุกวันนี้ในสังคมปัจจุบันนี้ พ.ศ. 2566 มีชาวพุทธอยู่ในประเทศไทย 95% แต่เป็นอาริยะหรือเป็นผู้ที่มีโลกุตรรธรรม พูดให้ชัดก็คือมาเป็นชาวอโศก ถึง 10 %ไหม ไม่ถึง 10% แต่แน่นอนโลกุตรธรรมไม่มีในศาสนาอื่นใดในโลก มีอยู่ในนี้เท่านั้น และคุณสมบัติ คุณวิเศษ คุณธรรมของศาสนาพุทธ เป็นพฤติกรรมที่โลกกำลังต้องการ ด้วยลึกๆกำลังต้องการแต่เขารู้ยาก รับได้ยากเอาไปปฏิบัติตามได้ยาก เพราะลึกซึ้ง คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องไม่จริง จริงตรงตามคำตรัสนี้ทั้งนั้น อาตมายืนยันว่าอาตมาเป็นคนพูดความจริง ความไม่จริงอาตมาพูดไม่เป็น พูดแล้วคนเขาฟังแล้วหมั่นไส้ สำหรับคนที่เขาไม่มีภูมิปัญญาพอที่จะเข้าใจความจริง อันซื่อสัตย์บริสุทธิ์อันนี้ เขาฟังแล้วเขาก็หมั่นไส้ เข้าใจไม่ได้ ก็บังคับเขาไม่ได้หรอกอันนี้ เกิดความไม่เข้าใจแล้วก็ความไม่เชื่อถือ ดีไม่ดีก็ไม่รับไม่เอา มันก็เป็นธรรมชาติ มันไม่ประหลาดอะไร อาตมาทำงานศาสนา อาตมาไม่ได้ต้องการว่าใครจะเอาหรือไม่เอา แล้วก็จะมีอะไรจะเอาอะไรมาตอบแทน จะเอาทรัพย์ศฤงคาร เอาวัตถุสมบัติ เอาตำแหน่งยศศักดิ์ เอาคำสรรเสริญเยินยอยกย่องมาให้ หรือนามธรรมขั้นเอาสุข เอาความสุขมาให้อาตมา ไอ้ความสุขมันให้กันไม่ได้หรอก ของใครก็ของมันที่จะยึดถือของตนเอง แล้วก็ยึดถืออย่างนี้ไว้ จนกระทั่งพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า คนที่ไปยึดถือความสุขนั่นแหละคือคนที่ไปยึดถือความทุกข์ เพราะสุขทุกข์มันเป็นอันเดียวกัน มันเป็นมายา สุขมันเป็นมายาของความทุกข์ ทุกข์นี้เป็นมายา เป็นผี เป็นมาร แล้วคนก็ไปยึดทุกข์ว่าเป็นความสุข นี่คือความจบคำจบ ไม่มี เหมิดคำเว้า ไม่มีคำจะพูดอีกแล้ว ภาษาไม่มี มีแต่สภาวะอันนี้ ถ้าใครเข้าถึงสภาวะนี้ไม่ได้ ก็ต้องงงแน่ เพราะว่าไม่มีภาษาจะบอกสภาวะอันนี้ ภาษามันเป็นคำย้อนแย้งกัน ที่อาตมาขึ้นต้น เป็นภาษาที่มันเหมือนหลอกลวงมายา แต่มันไม่ใช่ มันเป็นสิริมหา มันไม่ใช่มายา แต่มันเป็นลักษณะเหมือนมายาแต่มันเป็น สิริ มันเป็นมหา มันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดครบหมด ยิ่งใหญ่
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน แก่นหัวใจประชาธิปไตยโลกุตระ พ่อครูว่า... นี่คือลักษณะสภาวธรรมจริงในคน มีภาษายืนยันหลักฐาน คำตรัสของพระพุทธเจ้าที่เรียกว่า พระอนุสาสนี อันนี้คือปาฏิหาริย์ พระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างไร ตรัสไว้ในเรื่องสาราณียธรรม 6 อาตมาเอามาทำได้ นี่คือปาฏิหาริย์ ตรัสเรื่องวรรณะ 9 อาตมาพามาทำได้แล้วก็ยืนยัน และอธิบายรายละเอียดไปถึงขั้นมาจน ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านก็มีบารมีของท่านรู้ แต่ท่านก็พาคนมาจนอย่างอาตมาพามาเป็นยังไม่ได้ เพราะมันไม่ง่าย แต่ท่านรู้แล้วท่านยืนยัน แต่คนเข้าใจไม่ได้ แล้วก็เลยไม่ค่อยมีใครทำตามท่าน แม้แต่ข้าราชบริพาร ข้าราชการผู้รับหน้าที่สืบช่วงต่อ ก็ขยายไม่ออก นำพาทำไม่ออก เพราะตัวเขาก็ยังทำไม่ได้ แต่ในอนาคตพวกเราจะไปเป็นข้าราชการ ยังไม่เรียกว่าข้าราชบริพารนะ เป็นข้าราชการจะเข้าไปทำในอนาคต ข้าราชการมีทั้งข้าราชการประจำ กับข้าราชการจร ข้าราชการจร คือนักการเมือง ข้าราชการประจำคือผู้ที่เข้าไปทำงานให้รัฐบาลแล้วก็รับเงินเดือนจากรัฐบาล แต่พวกเราจะไม่เข้าไปทำงานรับเงินเดือนจากรัฐบาลง่ายๆ เป็นคำปลายเปิดนะ อาจจะไปทำในอนาคต แม้แต่พวกเราขณะนี้มีข้าราชการอยู่บ้าง และรับเงินเดือนอยู่บ้าง เช่น ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านเป็นข้าราชการรับเงินเดือน แต่เงินเดือนก็เอามาเข้ากองกลาง อย่างนี้เป็นต้น นัยยะลึกๆ นัยละเอียดซับซ้อนพวกนี้แหละ นักวิจัย ผู้รู้ ในอนาคตจะมา วิจัยสอบถาม ขณะนี้พวกเราได้ตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา ชื่อว่าพรรคสัมมาธิปไตย เพื่อจะปฏิบัติค่อยๆก้าวหน้าไป ไม่ได้เป็นพรรคการเมืองไปแย่งลาภยศ ไปแย่งอำนาจ ไปแย่งตำแหน่ง แม้แต่ไปแย่งสรรเสริญ ที่เป็นโลกียะ ไม่ได้ทำทางนั้น ที่อาตมาพาทำ ตั้งเพื่อให้สอดคล้องกับทางโลกเขา เช่น อาตมาให้พวกเราไปเรียนปริญญาโท ปริญญาเอก ก็จบปริญญาโท ปริญญาเอก ออกมาเรื่อยๆ แต่จบมาแล้วไม่ได้เอาตำแหน่งยศศักดิ์นี้ไปแลกเอาเงินเดือนเงินดาวจากรัฐบาล ไปทำงานกับรัฐบาล หรือแม้แต่ไปทำงานรับใช้ที่อื่นเขาที่เป็นชาวข้างนอก ไม่ใช่ชาวอโศกเอง เพราะฉะนั้นชาวอโศกที่จบด็อกเตอร์ คุณสมบัติที่จบด็อกเตอร์เอง ก็อยู่ในชาวอโศก ไม่ได้รับเงินเดือนเงินดาว ได้ตำแหน่งเป็นด็อกเตอร์ ก็มีหลายสิบคนอยู่ แล้วเราก็ไม่ได้นิยมที่จะขานนำหน้าชื่อเป็นดอกเตอร์อะไรกันนัก แต่ก็ขานอยู่บ้าง บอกให้พอรู้บ้าง แต่ก็ไม่ได้ขานกัน บางคนก็ไม่รู้ว่าใครเป็นดอกเตอร์ แต่ก็จบด็อกเตอร์ แล้วก็ทำงาน ก็มีความรู้ได้มาเอามาประกอบเป็นองค์ประกอบที่จะใช้งานเป็นเขาเป็นเรา มันก็ทำ จุดร่วมสงวนจุดต่างอะไรไป ก็เป็นผลไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น ก็บอกทิศทางของพรรคการเมืองสัมมาธิปไตยกันกับพวกเราได้ เช่น เขาให้สมัคร ส.ส ถ้ามีกฎหมายบังคับเราก็จะต้องเอาไปไม่ให้ผิดกฎหมาย แต่ไม่ได้คิดว่าจะต้องไปหาเสียงอย่างที่ว่า ต้องเลือกฉันนะ ต้องลงทุนลงแรงเอาเงินทองไปโฆษณาหา เราถือว่าประชาธิปไตยหาเสียงยังไม่ใช่ประชาธิปไตยแท้ การยังหาเสียงให้ตัวเองไม่ใช่ประชาธิปไตยแท้ แต่นักประชาธิปไตยแท้ คือ ทำงานกับประชาชนเลย ทำไปไม่ต้องหาเสียง ประชาชนเขาเห็นว่าเราทำงานจริง เขายอมรับนับถือ ก็บอกว่าคนนี้จริง ทำงานจริงเขาก็เลือก หรือไม่เลือกไปแพ้การหาเสียงให้การหาเสียงชนะ ก็ชนะไปสิ หาเสียงต้องลงทุนลงแรง แล้วต้องลงความคิดด้วย วิธีการอย่างไร มันจะต้องได้คะแนนเสียงมากอะไรต่ออะไร นี่ไม่เกี่ยว คะแนนเสียงไม่มากก็ไม่เป็นไร เพราะแม้เขาไม่เลือก เราสมัครเป็นข้าราชการ สมมุติว่า เราเป็นพรรคการเมืองแล้ว แล้วเราก็ไม่ได้ ส.ส สมาชิกของพรรคการเมืองเราที่เข้าไปรับหน้าที่ เราจะมีคณะกรรมการ คณะรับผิดชอบในพรรคไปทำงาน หรือแม้แต่ผู้นี้ไม่ได้รับตำแหน่งที่พรรคแต่งตั้งก็ตาม สมาชิกพรรคก็จะไปช่วยกันทำงาน ทำงานกับประชาชน ทำงานกับประชาชนคืออะไร คือเราไปช่วยเหลือเกื้อกูล ในส่วนที่เราควรจะช่วยได้ ตั้งแต่วัตถุ วัตถุเราไม่มี เราไม่รวย แน่นอนเงินทองนั้นไม่มีแน่ จน แน่นอน เพชรนิลจินดาก็ไม่มี แฝงเงินทองทรัพย์ศฤงคารไปอยู่ในลักษณะหุ้นก็ไม่มี หุ้นนั้นเป็นเรื่องของทุนนิยมซ้อนแฝง หลอก อะไรหลายอย่าง แม้ที่สุดไปเล่นอะไรที่เหมือนกับการพนัน คือการประกันภัย มันก็เป็นการพนันชนิดหนึ่ง ประกันภัยนั้นเป็นการพนันชนิดหนึ่ง หุ้นก็เป็นการพนัน เราก็ไม่เอาไม่เล่น เล่นแชร์เล่นหุ้นก็ไม่เล่นทั้งนั้น แม้แต่เราให้เขา เรายังให้ แล้วจะไปเอาแชร์ไปเล่นชนะเล่ห์เหลี่ยมอะไรต่ออะไร เสียแคลอรี่ เสียเวลา ความคิดที่จะไปเอาชนะแชร์ เอาชนะหุ้น เอาชนะประกันภัย ป่วยการ ไม่ต้องไปเสียเวลา ทีนี้ผู้ที่มีหน้าที่โดยตรงที่ไปทำงานทางการเมือง อาตมาต้องขอขอบคุณไว้ล่วงหน้าเลยว่า ผู้ที่ไปร่วมรับหน้าที่แล้วจะไปช่วยให้มันเกิดเป็นรูปเป็นร่าง ของพฤติกรรมของนักการเมือง ทำงานกับประชาชน มันมีอย่างนี้ พวกเราทำงานร่วมกันอยู่ในมวลสมาชิกเรา อย่างชาวปฐมอโศกก็ทำงานสร้างสรรค์ ปลูกผักปลูกพืชเป็นหลัก เราจะมีร่วมงานทำยาที่โรงงานทำปุ๋ยเราก็ช่วยกันทำ มีโรงงานผลิตไอ้โน่นไอ้นี่เป็นสินค้าเป็นผลผลิต เราก็ช่วยกันทำ เป็นสิ่งที่ไม่ได้มอมเมา เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์คุณค่า เป็นสาระแก่นสารให้แก่มนุษยชาติ เราทำ เสร็จแล้วทำก็ทำอย่างสาธารณโภคี คณะผู้ที่ไปรับหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ทางการเมืองของพรรคสัมมาธิปไตย เข้าไปทำร่วมกับเขา เขาจะมีอย่างไรก็ต้องสดับตรับฟัง ในเรื่องวงการการเมืองเขา หลักเกณฑ์นั้นต้องทำแน่นอน ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ แล้วก็จะต้องทำพฤติกรรมกับนักการเมืองเขา แต่ทำอย่างอุดมคติของเรา อุดมคติของเรา นักการเมืองหรือประชาธิปไตยแท้ๆ แบบของพระพุทธเจ้า 1. ไม่มีตัวตน 2. ซื่อสัตย์ 3. รับใช้ประชาชนจริงๆ 4. มีความรู้มีสมรรถภาพ มีสมรรถนะ ที่จะไปทำงานช่วยเหลือประชาชน ไม่ใช่ไม่มีฝีมือไม่มีความรู้อะไรเลย เอา 4 ข้อนี้ก็เหลือกินแล้ว ยืนยันว่ามีในเราไหม ตามที่อาตมายืนยันว่า สิ่งนั้นที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ สิ่งนั้นก็มีในเรา เราก็พูดตามที่เรามีจริง ยถาวาที ตถาการี ก็ไปทำ รายได้ก็เอาไปเข้ากองกลาง คณะพรรคการเมืองเขา เขาก็พยายาม จะเอาเงินดาวน์เงินเดือนจากพรรค ภาพ insert มีขึ้นโลโก้ของพรรคสัมมาธิปไตย พ่อครูท้วงว่า โลโก้นี้มีธงชาติอยู่ข้างบนซึ่งเขาไม่อนุมัติ เราก็อย่าไปทำผิด คือต้องไปขออนุญาตอีกสถานที่หนึ่งให้ใช้ธงชาติไทยใส่เข้าไปได้ ถ้าเราทำได้แล้วเราก็ใส่ ถ้ายังทำไม่ได้เราก็ไม่ต้องใส่ อย่าไปทำผิด มีแต่เลข 0 เลข 1 เลข 2 แล้วก็มีรูปหัวใจตั้งไว้อย่างนั้น ก็เป็นโลโก้ของสัมมาธิปไตยแล้ว มันขยายความบางทีอาตมาก็ คืออาตมาไม่เก่งในพฤติการณ์ของนักการเมืองของไทย ประชาธิปไตยของไทย พฤติการณ์ของเขาต่างๆ อาตมาไม่เก่งทีเดียว เพราะฉะนั้นอาตมาจึงพูดรายละเอียดลงไปยังไม่ค่อยได้ ก็ค่อยๆพยายามศึกษาอยู่ พยายามที่จะรู้เขาแล้วก็เห็นว่าควรจะต้องไปถึงอย่างไรก่อน ก็แนะนำ แต่พวกเรานั่นแหละจะเป็นผู้ที่รู้ เพราะเป็นผู้ไปคลุกคลีด้วยจะทำได้มากกว่าอาตมา เป็นตัวจริง อาตมาเป็นแต่เพียงตัวดูๆ จะช่วยแนะนำ จะเรียกโก้โก้ว่าเป็นที่ปรึกษา ก็เป็นที่ปรึกษาอายุมากๆแล้ว พวกเราก็อยู่ในวัยที่กำลังทำงาน 40-50-60 ก็ยังทำได้ 70 ก็อาจจะมีบ้าง ยังมี ช่วยกันไป เอาล่ะก็ขอพูดเอาไว้แค่นี้ก่อนว่า พวกเรานี้มีหลักในหัวใจแล้วว่า 1.ไม่มีตัวตน นี่เป็นภาษาพุทธศาสนาที่ยิ่งใหญ่ 2. ซื่อสัตย์ 3. รับใช้ประชาชน 4. มีความรู้ มีสมรรถนะที่จะทำงานกับประชาชน ให้เกิดประโยชน์คุณค่าแท้ 5. คิดออกตรงนี้ ก็ต้องไปรับทราบ ความจำเป็น ความสำคัญ ความต้องการของผู้ที่ควรจะต้องได้รับการช่วยเหลือ ข้อ 5 นี้ยังไม่ได้สรุปคำ พูดความหมายรายละเอียดเอาไว้แล้ว ค่อยไปสรุปคำ ชัดๆ คำที่พอจะสื่อได้ว่ามันมีความหมายอันนี้ คือผู้ควรได้รับความช่วยเหลือนี่แหละ นั่นก็เป็นหน้าที่ของเรา 5 ข้อเท่านี้แหละ ทำให้ลึก ทำให้ตรง ทำให้ละเอียด เพื่อยืนยันแก่นแกนของความเป็นประชาธิปไตยของพระพุทธเจ้า ส่วนประชาธิปไตยของโลกนั้นมันเป็นประชาธิปไตย 1. ประชาธิปไตยทุนนิยมสามานย์ 2. ประชาธิปไตยเล่ห์เหลี่ยมร้ายกาจ 3. ประชาธิปไตยเลวสุดคือมีทั้งทุนสามานย์และมีทั้งเล่ห์เหลี่ยมร้ายกาจ ขณะนี้มีอยู่ในเมืองไทย มีตัวอย่างอยู่ในเมืองไทย ไม่ออกชื่อใครไม่รู้ก็โง่เอาก็แล้วกัน นักการเมืองที่เต็มไปด้วยคุณสมบัติ ไม่ใช่คุณ แต่เป็นโทษสมบัติ เลวสมบัติ ทุนนิยมสามานย์กับเล่ห์เหลี่ยมเลวร้ายกาจ เล่ห์เหลี่ยมเลวร้ายกาจนี้มันเหมือนความฉลาด ใช่ที่มันเป็นความฉลาด แกมโกง เป็นความฉลาดทุจริตเลวร้าย ใช่ เขาใช้อย่างสำคัญเลยนะ ขณะนี้ ว่ากันจริงๆเขาใช้เล่ห์เหลี่ยมนี้สำคัญ แล้วใช้มากกว่าจ่ายทุนรอนอีกนะ ได้ข่าวว่า ขี้เหนียวน่าดูเหมือนกัน แต่เล่ห์เหลี่ยมนี้ โอ้โห.. ไอ้ลิ้น สัตว์ประเภทที่มันออกมาปั๊บ ไม่รู้กี่แฉกนั่นแหละ มันตวัดปั๊บๆๆ ตระหนี่กับประโยชน์สูงประหยัดสุด มันคนละเรื่องกันนะ ไม่ลงรายละเอียดแล้ว พอ เพราะฉะนั้นเรายังจะมีเวลาเวลาไม่มีหมด มี ตราบที่พระอาทิตย์และจักรวาล ยังคงอยู่ เราอยู่จักรวาลน้อยโดยมีนพเคราะห์ 9 ดวง มีพระอาทิตย์ 1 ดวงยังไม่แตก ยังไม่แยกส่วนของจักรวาลนี้ไป เอาแค่นี้ก็พอ ไม่ต้องไปเอาจักรวาลใหญ่ มีพระอาทิตย์ 2 ดวง มีดาวอีกมากกว่า 9 ดวง ไม่ต้องไปเอาอย่างนั้นหรอก เอาแค่นี้ก่อนก็แล้วกัน ก็เหลือกินเหลือใช้แล้วในความเป็นชีวิต เราจะรู้ว่าเราทำประโยชน์อะไรได้ในความเป็นมนุษย์ และเราจะพ้นทุกข์ หรือเราจะอยู่กันอย่าง อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล และเพิ่มพูนเสียสละ แล้วคำเหล่านี้มันเกิดมาในยุคนี้ มีคนตู่ว่า อาตมาบัญญัติในสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติ อาตมาไม่แย้ง ก็ใช่ แต่ที่อาตมาบัญญัตินี้ไม่ได้ออกนอกโครงสร้างศาสนาพระพุทธเจ้าเลย แต่มันเหมาะสมกับยุคสมัยเป็นมหาปเทส 4 อันนี้ที่อาตมาใช้คำตั้งภาษาขึ้นมาหลายภาษา เป็นภาษาไทยๆหรือภาษาบาลีบ้าง ผสมส่วนนิดๆหน่อยๆ เพื่อให้เข้าใจสื่อสารความหมายได้ว่า อิสระคืออะไร อิสระก็คือเป็นภาษาทางบาลีอยู่ แต่คนเข้าใจหมดแล้ว สบายก็มาจากบาลีคือ สัปปายะ คือสงบ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive