ประชาธิปไตยไทยดีที่สุดเพราะมีโลกุตระ.docx
เนื้อหาในไฟล์
ประชาธิปไตยไทยดีที่สุดเพราะมีโลกุตระ พ่อครูว่า… อาตมายังนับถือประธานาธิบดีองค์ที่ 1 ของอเมริกา คือจอร์จ วอชิงตัน เป็นทหารนำรบ อเมริกายึดประเทศจากอินเดียนแดงแล้วก็มารบกันเอง นานจนกระทั่งสุดท้าย จอร์จวอชิงตันเป็นผู้นำกองทัพชนะ เสร็จแล้วเขาก็จะให้ขึ้นครองเป็นพระเจ้าแผ่นดิน แต่จอร์จ วอชิงตันไม่เอา ก็จึงไม่ได้ ก็เลยเอา แต่ไม่เป็นกษัตริย์ ขอเป็นประธานาธิบดี คือมันเข้าใจผิด จอร์จ วอชิงตัน ซ้อนลึกอยู่ที่จอร์จ วอชิงตัน ว่าไม่เอา แบบกษัตริย์กับในหลวง คือมันยังยากที่จะเข้าใจว่า ในหลวงกับประธานาธิบดี เขาก็เข้าใจประธานาธิบดีมาจากประชาชน มีความเสมอภาคกันทุกคน ไม่เป็นการสืบสันตติวงศ์มา อย่างอังกฤษเก่าแก่มาจนถึงทุกวันนี้ เขาถือว่าอย่างนั้นมันเอาเปรียบ เขาก็จะเอาอันนี้ นี่คือความจริงซึ่งเขาไม่ลึกซึ้งพอว่า การสืบสันตติวงศ์มีกฎมณเฑียรบาล มีการฝึกหัดอบรม ประยูรญาติมาตลอดหมดเลย ลูกหลานเหลน ต้องฝึกฝนเพื่อที่จะเป็นผู้ที่ปกครองบริหารมีทศพิธราชธรรม จะต้องศึกษาอยู่กับประชาชนอย่างไม่ต้องไปข่มประชาชน ไม่เอาเปรียบประชาชน เสียสละให้ประชาชน อย่างในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นยอดประชาธิปไตยสูงสุด ทุกวันนี้ต่างชาติก็ยังเข้าใจให้รางวัลท่าน นี่คือนิมิตดีที่เราเข้าใจมากขึ้น จึงมีความหวังมากเลยว่า ประเทศไทยนี้ไม่ได้ขาดทั้งกษัตริย์ ไม่ได้ขาดทั้งธรรมะ กษัตริย์กับธรรมะจะเป็นคู่กันตลอดไป เมื่อมีกษัตริย์ ก็ต้องมีกำกับเงื่อนไขว่า ต้องมีทศพิธราชธรรม ขาดไม่ได้ เพราะฉะนั้นทั้งเลือดทั้งวิญญาณ 2 ลักษณะ (๖) “สองขา”คือทั้ง“เลือด- วิญญาณ” ก่อกษัตริย์ขึ้นบริหาร ทวิไท้ ต่างจากท่านประธาน อธิปติ มากแล ใหญ่“ปุ๊บ”แต่ล้วนไร้ ชาติเชื้อ“กรรมพันธุ์” พ่อครูว่า…“กรรมพันธุ์”ไม่ใช่สืบทอดแค่ทาง DNA แต่กรรมนี้สืบสายทางวิญญาณเป็นของ
อ่านต่อ
ของตน จะไปยืนยันว่าเป็นของพระเจ้าเป็นลูกพระเจ้าไม่ใช่ เป็นของเราเอง เดี่ยวๆเป็นของเราเราเป็นผู้กำหนดกรรมนี้ 1. กัมมัสสโกมหิ (มีกรรมเป็นสมบัติแท้ของตน) 2. กัมมทายาโท (มีกรรมเป็นทายาทรับมรดกของตน) 3. กัมมโยนิ (มีกรรมเป็นแดนเกิด-หรือพากำเนิด) 4. กัมมพันธุ (มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์, พันธุ์เทพ,พันธุ์มาร) 5. กัมมปฏิสรโณ (มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัยแท้ๆ) (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 581)
(๗) รัฐศาสตร์ขั้นเทพนี้ “โลกุตระ” ใหญ่“กฎมณเฑียร”ประ- สิทธิ์สร้าง กับใหญ่“ปุ๊บ”ก้าวกระ- โดดปั๊บ ลัดเลย โม้..“เพื่อประชา”อ้าง เท็จแท้ปลอมจริง สู่แดนธรรมว่า...เพราะเหตุอย่างนี้แหละครับ พวกเสรีนิยมหรือพวกหัวคิดก้าวหน้า เขาเคยต่อว่า ถ้าพวกเขาไม่ได้เกิดในรั้วในวัง ไม่ได้อยู่ในกฎมณเฑียรบาลพวกเขาก็หมดสิทธิ์เลยเขาก็บอกว่าอย่างนี้ไม่เท่าเทียม พ่อครูว่า…คุณไม่เข้าใจกรรมวิบากซึ่งเป็นอจินไตย คนจะได้เป็นกษัตริย์แม้เป็นกษัตริย์ไม่ดีเขาก็มีอจินไตยในกุศลของเขาส่วนหนึ่ง เป็นกุศลส่วนหนึ่งของกษัตริย์ สะสมส่วนกุศลมาจึงเป็นกษัตริย์ไม่ดี พูดอย่างวิชาการไม่ใช่หมิ่นพระบรมเดชาฯนะ มีดีบ้างไม่ดีบ้างก็มี เรื่องกษัตริย์เทวนิยมไม่ได้ศึกษาเลย เพราะตายเกิดเขาเชื่อว่าชาติเดียวไม่มีเวียนว่ายตายเกิด สู่แดนธรรมว่า...พวกหัวก้าวหน้าเขาก็ไม่เชื่อเรื่องอย่างนี้ พ่อครูว่า…พวกหัวก้าวหน้านึกว่าตนก้าวหน้าแต่ที่จริงอยู่ในหลุมอเวจี ถ่านเพลิงไม่ได้ก้าวหน้าแต่อย่างใดเลย ไม่ใช่แค่ก้าวพลาดแต่ก้าวอย่างตาบอดพูดอย่างข่ม ดูถูก ให้เขารู้ตัว แต่เขาอาจนึกว่าด่าเขา ก็ต้องด่าเพราะโง่นัก สู่แดนธรรมว่า...เขาก็ถูกด่าว่ามาเหมือนกันว่า อย่างพวกเรานับถือแบบนี้ เขาก็หาว่าเป็นพวกอนุรักษ์นิยม พ่อครูว่า…พวกเราก็อนุรักษ์สิ่งที่ควรอนุรักษ์แต่ไปอนุรักษ์ในสิ่งที่ไม่ควรอนุรักษ์ก็โง่ แต่หากไม่อนุรักษ์อะไรเลยก็เสียหายหมดสิ อย่างเช่นถนอมอาหาร สู่แดนธรรมว่า...พออนุรักษ์แล้ว เขาก็ต่อว่าไม่รู้จักมีอนาคตใหม่ พ่อครูว่า…คุณไม่มีกรรมวิบาก ไม่รู้การเวียนวน คุณไม่รู้จักดีชั่ว ไม่รู้จักการเวียนว่ายตายเกิด สั้นแค่นั้น เขาก็รู้ในกรอบบารมีเขา ก็รู้แค่ในกรอบนั้น แต่เราก็ข่มให้เห็นว่คุณต้องศึกษาดีๆ แค่นั้นมันเล็กน้อยมาก สู่แดนธรรมว่า...ท่านพุทธทาสก็เลยยกอุทาหรณ์ เรื่องหมาที่มันเคยมีหาง การมีหางนั้นอนุรักษ์ไว้ไม่ดี เลยต้องตัดหางออกซะ เลยต้องเป็นหมาหางด้วนด้วยกัน พ่อครูว่า…อาตมว่าไม่ได้ติดใจหางด้วนหรือหางยาว แล้วแต่พันธุ์ของหมา มีหางต่างกัน เพราะงั้นสรุปแล้ว นี่ก็เป็นบทหนึ่งในหลายสิบบทที่อาตมาเขียนเรื่องประชาธิปไตยลงใน นสพ.เราคิดอะไร แล้วไม่ใช่แค่เขียนเฉยๆ อาตมาพาพวกเราปฏิบัติเป็นนักประชาธิปไตยตามพระพุทธเจ้า นักรัฐศาสตร์ชาวพุทธก็ยังไม่เข้าใจ พระพุทธเจ้าเป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิ์ราช จะไปเข้าใจประชาชนได้อย่างไร แต่มวลประชาชนนี้พระพุทธเจ้าท่านว่า พหุชนะ คือ ประชาชน พหุ แปลว่า มวลมาก มวลใหญ่ พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) ท่านก็สรุป พ่อครูว่า…อาตมว่าไม่ได้ติดใจหางด้วนหรือหางยาว แล้วแต่พันธุ์ของหมา มีหางต่างกัน เพราะงั้นสรุปแล้ว นี่ก็เป็นบทหนึ่งในหลายสิบบทที่อาตมาเขียนเรื่องประชาธิปไตยของท่านเป็นอธิปไตย 3 พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) คืออายะ 3 อายะ คือประโยชน์ ทำสร้างเพื่อมนุษยชาติ ขอยืมคำว่าสุขมาใช้ แท้ๆแล้วพยัญชนะคือ สุ กับ ข คือ ดี กับว่าง รวมเป็น ว่างนั้นแหละดี พวกเปรียญบาลีก็ค้อนอาตมา อาตมารู้บาลีแต่ปางก่อนมา บาลีเป็นสภาวะ ไม่ใช่บาลีพยัญชนะ แต่ท่านเรียนแค่พยัญชนะก็ขัดแย้งติดใจอาตมา ท่านเอาภาษาพยัญชนะมาตีอาตมา ก็ให้เข้าคุก แต่ให้รอลงอาญา ให้อยู่นอกคุกก็ดีหน่อย ถูกพิพากษาให้ติดคุก 6 เดือนแต่รอลงอาญา 2 ปี ก็จบเลยตั้งแต่บัดนั้น จะเอาเรื่องกฎหมายทางโลกมาเล่นงานอาตมามันก็ผิดแล้ว อาตมายืนยันอธิบายตามธรรมะของพระพุทธเจ้าก็ไม่ฟัง เพราะผู้พิพากษาก็ไม่ได้เอาธรรมะเป็นหลัก ท่านก็มีธรรม แต่ไม่ได้เชี่ยวเรื่งธรรมะท่านก็เอากฎหมายมาตัดสิน เขาฟ้องว่าอาตมาผิดกม.ที่เขาตั้งมา ดูเหมือนมาตรา 18 ในกม.สงฆ์ พ.ศ.2505 ซึ่งในกฎหมายข้อนั้นบอกว่าให้อำนาจของพระสังฆราชสั่งสึกได้ ซึ่งก็ขัดแย้งกับพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าว่า ไม่มีใครสั่งคนสึกได้ นอกจากผิดธรรมวินัย หรือปาราชิก แม้สังฆาทิเสสก็ไม่มีใครสั่งสึกได้ แต่ปาราชิกก็คือขาดจากภิกษุแล้วเป็นสมี ทั้งชาติอย่าให้เขามีรอยเชื่อมของธรรมะพระพุทธเจ้า ให้ตายไปจากศาสนา 1 ชาติ แต่ชาติต่อไปก็แล้วแต่เขา แต่ชาตินี้ตัดสิ้นเหมือนตาลยอดด้วย เหมือนกระเบื้องแตกเป็นสองเสี่ยง เอามาต่อติดกันไม่ได้ฉันใด ใบไม้เหลืองแห้งหลุดจากขั้วก็เอาไปต่อชีวะไม่ได้แล้ว ขาดจากกันไป 1 ชาติ เอาคำของพระพุทธเจ้ามาอธิบายทั้งนั้น ปฏิบัติกับสมีที่ปาราชิกอย่างนั้น หากมาในกระแสธรรมะในเขตที่ได้ยิน ให้เอาไปออกก่อน ก็มีตัวอย่าง ตอนที่พระโมคคัลลานะรู้ว่าสงฆ์ที่ไม่บริสุทธิ์มาปนด้วย ก็ใช้อาเทสนาฯ รู้ว่าคนนี้ผิดก็ลากตัวออกไปนอกเลย ไม่สอน หนักกว่าพรหมทัณฑ์ ปาราชิกนี่ ไม่ให้ได้รับคำสอน ไม่ให้ได้ยินคำสอนในชาตินี้ แต่ส่วนสมัยนี้จะแอบฟังทางไอทีก็สุดวิสัย สรุปปาราชิกให้หยุดสอนเลย ห้ามพูดธรรมะให้คนนี้ได้ยินให้รับฟัง หากเขาจะขวนขวายตัวเองก็แล้วแต่ แต่ถ้ามาอยู่ในหมู่ พรหมทัณฑ์ แต่ไม่สอนธรรมะ จะฟังเองก็ได้ พรหมทัณฑ์รองลงมาจาก ปาราชิก จำไม่ได้หมดเป็นต้น สุขายะ คือช่วยให้มวลประชาชนรับความสุข ขอยืมภาษา แต่สุขจริงๆคือว่างจากกิเลสทั้งหลาย คือว่างจากทุกข์สุข อาการไม่มีทั้งคู่เป็นนิวตรอนอาการกลางจริงๆ ยิ่งใหญ่มากต้องอ่านอาการจิต ไม่มีรัก ไม่มีชัง ไม่มีดูดไม่มีผลัก กลางจริงๆ ต้องได้ หากทำไม่ได้หมดสิทธิ์เป็นอรหันต์ อรหันต์ต้องได้ อย่าว่าแต่อรหันต์เลย เริ่มต้น สกิทาฯ ก็รู้แล้วโสดาฯ ก็เริ่มเข้ากระแส เจริญเป็นสกิทาฯ ก็ได้มาเรื่อยๆ จนหมดภายนอกไม่ผลักไม่ดูด เป็นอนาคาฯ ก็ลดรูป อรูปต่ออีก หมดไปเรื่อยๆ หยาบ กลาง ละอียดของรูป ก็เอาให้หมดหยาบ กลาง ละเอียดของอรูปอีก พูดพยัญชนะสู่ฟัง คนมีสภาวะจะเข้าใจได้ แต่คนไม่ถึงก็คะเนประเมินเอาได้ พอเข้าใจ หยาบ พออธิบายได้ เช่นอาตมาอธิบาย ปัญญาวิมุติ หมดอาสวะเป็นต้น
640219_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ประชาธิปไตยไทยดีที่สุดเพราะมีโลกุตระ