แยกแยะสุภกิณหาในมิจฉาหรือสัมมาของสัตตาวาสข้อที่ 4 ในปุตตมังสสูตร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข17 กุมภาพันธ์ 2564

เนื้อหาในไฟล์

แยกแยะสุภกิณหาในมิจฉาหรือสัมมาของสัตตาวาสข้อที่ 4 ในปุตตมังสสูตร พ่อครูว่า… มาเข้าสู่อาหาร 4 ปุตตมังสสูตร อาตมาจะอธิบายจากท้ายขึ้นไป [๒๔๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็วิญญาณาหารจะพึงเห็นได้อย่างไร เหมือนอย่างว่า พวกเจ้าหน้าที่จับโจรผู้กระทำผิดได้แล้วแสดงแก่พระราชาว่า ขอเดชะด้วยโจรผู้นี้กระทำผิด พ่อครูว่า…โจรปล้นชาติก็ว่าร้ายแรงแล้ว แต่นี่โจรปล้นทำลายศาสนา เพราะไปเข้าใจผิดในศาสนา ไปเอาบทปฏิบัติซึ่งอาตมาเน้นย้ำคือบทปฏิบัติหลับตา ไปเอาบทปฏิบัติหลับตามาปฏิบัติกันอย่างยึดมั่นถือมั่นว่านี่แหละคือทางปฏิบัติอันเอก ก็หลับตากันเป็นตุเป็นตะ หลับตากันอย่างไม่โงไม่เงยเลย อาตมาพูดมา 50 ปีแล้วก็ยังนั่งหลับตากันนั่นแหละไม่สะดุ้งสะเทือนเลย แย้งอาตมาไม่ได้ แต่ทำไมไม่มีปฏิภาณไหวพริบเลย ก็แย้งไม่ได้ก็ลองฟังอาตมาแล้วปฏิบัติตาม เริ่มต้นตั้งแต่ปฏิบัติ ศีล อปันกธรรม 3 สัทธรรม 7 จะได้ ฌาน แบบลืมตาทั้ง 4 ฌานคืออะไรอาตมาก็อธิบายไว้แล้วจนซ้ำแล้วซ้ำอีกแต่เขาไม่มี ปรโตโฆษะ ไม่ฟังอาตมาเลย จึงเป็นโจรที่ดื้อด้าน ดื้อด้านอย่างไร ฟังต่อ (ปุตตมังสสูตร ต่อ) ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทจงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ลงโทษโจรผู้นี้ตามที่ทรงเห็นสมควรเถิด จึงมีพระกระแสรับสั่งอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญไปเถอะพ่อ จงประหารมันเสียด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเช้านี้ เจ้าหน้าที่เหล่านั้นก็ช่วยประหารนักโทษคนนั้นด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเช้า ต่อมาเป็นเวลาเที่ยงวันพระราชาทรงซักถามเจ้าหน้าที่เหล่านั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เจ้านักโทษคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง เขาพากันกราบทูลว่า ขอเดชะ เขายังมีชีวิตอยู่ตามเดิม จึงมีพระกระแสรับสั่งอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ไปเถอะพ่อ จงช่วยกันประหารมันเสียด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเที่ยงวัน เจ้าหน้าที่เหล่านั้นก็ประหารนักโทษคน

อ่านต่อ

นั้นเสียด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเที่ยงวัน ต่อมาเป็นเวลาเย็น พระราชาทรงซักถามเจ้าหน้าที่เหล่านั้นอีกอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เจ้านักโทษคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง เขาพากันกราบทูลว่า ขอเดชะ เขายังมีชีวิตอยู่ตามเดิม จึงมีพระกระแสรับสั่งอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ไปเถอะพ่อ จงประหารมันเสียด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเย็นเจ้าหน้าที่คนนั้นก็ประหารนักโทษคนนั้นด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเย็น ภิกษุทั้งหลายเธอทั้งหลายยังเข้าใจความข้อนั้นเป็นไฉน คือว่าเมื่อเขากำลังถูกประหารด้วยหอกร้อยเล่มตลอดวันอยู่นั้น จะพึงได้เสวยแต่ทุกข์โทมนัสซึ่งมีการประหาร นั้นเป็นเหตุเท่านั้น มิใช่หรือ ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเขากำลังถูกประหารอยู่ด้วยหอกแม้เล่มเดียว ก็พึงเสวยความทุกข์โทมนัสซึ่งมีการประหารนั้นเป็นเหตุ แต่จะกล่าวไปไยถึงเมื่อเขากำลังถูกประหารอยู่ด้วยหอกสามร้อยเล่มเล่า ข้อนี้ฉันใด เรากล่าวว่า จะพึงเห็นวิญญาณาหารฉันนั้นเหมือนกัน เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้วิญญาณาหารได้แล้วก็เป็นอันกำหนดรู้นามรูปได้แล้ว เมื่ออริยสาวกมากำหนดรู้นามรูปได้แล้ว เรากล่าวว่า ไม่มีสิ่งใดที่อริยสาวกจะพึงทำให้ยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีกแล้ว ฯ พ่อครูว่า…มันจะไม่ทุกข์ได้อย่างไรเจอหอกตั้ง 100 เล่ม แต่ประเด็นก็คือคนไม่รู้จักทุกข์ นอกจากไม่รู้จักทุกข์แล้วยังวิปลาสเห็นทุกข์เป็นสุข จบ เขาหลงทุกข์เป็นสุขจริงๆ อาตมาไขแล้ว ทุกข์กับทุกข์เป็นตัวเดียวกันมันเป็นจอมมายา บอกว่าเป็นสุขเป็นสุขแท้จริงมันเป็นทุกข์ แยกไม่ออกด้วย สุขกับทุกข์เหมือนกระดาษแผ่นเดียวแยกไม่ได้ มันหลอกตัวเองสนิทเลย แล้วคนผู้นี้ คนที่โง่ขนาดเห็นทุกข์เป็นสุขนี่ มันไม่ได้โง่อะไร เท่าที่จะโง่อีกแล้ว เพราะฉะนั้น อริยสัจ 4 จึงมีทุกข์เป็นตัวที่จะต้องรู้ให้ได้ จะรู้ทุกข์ได้อย่างไรก็ต้องรู้ด้วยนามรูป ทุกข์เป็นอาการของเจตสิกคือเวทนา เวทนาเป็นส่วนของวิญญาณ เรียนรู้วิญญาณด้วยนามรูป อาการ 2 มีรูปอันนึง กับนามอันนึง เพราะฉะนั้นผู้ใดกำหนดรู้ว่า เทวะ คู่สำคัญที่สุดในโลกคือ รูปกับนาม แล้วก็ใช้รูปกับนาม ศึกษาทุกอย่างที่เรียกว่าวิญญาณ แจกวิญญาณออกเป็นรายละเอียดของเจตสิก ไม่ต้องเอาไกลหรอกเอาแค่เจตสิก 108 คือจากเวทนา แล้วก็จับประเด็นสำคัญก็คือ ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป เพราะฉะนั้นดับทุกข์ก็ดับตรงไหน ดับเหตุคือความโง่ ดับเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ไม่ใช่ไปดับทุกข์เฉยๆ พวกนักสะกดจิตคือดับแต่ทุกข์ดับอาการทุกข์ ไม่เอาๆๆ เอาแต่ความสงบ สงบของเขาก็ช่าง บื้อๆ แบบสะกดข่ม ไม่ได้หาเหตุของมันด้วยปัญญาอันยิ่ง นี่คือพวกหลับตาสะกดจิตหรือพวกสะกดจิตลืมตาก็ตาม แม้ว่าสะกดจิตลืมตาก็ไปหลงความใส อภัสรา เหมือนอย่างกับสายธัมมชโย สายที่ไปทางมืด กิณหา คือ สายหลับตาทั้งหลาย เช่นของอาจารย์มั่น มีเยอะหลับตาไปทางมืด แต่ทางใส ก็พวกดื้อตาใส มันหลับตาแท้ๆก็บอกว่าใส ก็ไปสร้างอุปาทานว่า ใส โสดาบันก็ใสเท่านี้ สกิทาคามีก็ใสอย่างนี้ยิ่งกว่า อนาคามีใสยิ่งกว่า อรหันต์ก็ใสยิ่งกว่า เป็นการเนรมิตเอาเอง เป็นการสมมติเอาเอง เป็นการสร้างนิรมาณกาย หลงเองทั้งนั้นเลย เพราะฉะนั้นสายที่นั่งหลับตาก็ดี หลับตานี่แหละ สายดำ สายหลับมืด เรียกว่ากิณหะหรือกัณหะ ส่วนสายลืมตามาสร้างความใสเรียกว่าอภัสรา มี 2 ชนิด เทวดาอาภัสรากับเทวดาสุภกิณหา กิณหา แปลว่ามืด ดำ ชั่วเลวด้วย ไปหลงความดำว่าเป็นดี คนถ้าจะทำให้มืด เราหลับตามืด ก็รู้ความมืดตามความเป็นจริงที่เราเจอ ตอนนี้จะมืดจะดับแสงสว่าง หลับดับ เพื่อจะได้หลับตา เพื่อจะไม่ต้องใช้ทวารสว่าง ทวารรู้ ทวารคิด หยุดหลับ ดับ ก็รู้อย่างดี สุภะ รู้ว่าเราจะทำดับ ในวิญญาณฐิติ 4 หรือสัตตาวาสตัวที่ 4 ก็รู้ว่า เราจะทำดับก็ทำความรู้จริงเราก็ทำดับนั้น เราเจตนา จะทำความมืดดับ ไม่ใช่ดับกิเลส แต่จะทำให้เกิดภพดับ หลับตาลงไปมันก็มืดถ่ายเดียว มันไม่มีแสงสีอะไรหรอก คนใด ยังหลับตาและมีแสงสีอยู่ ไปไหนที่มันมืดจริงๆหลับตาลงก็มืดถ่ายเดียว หากมีแสงสีแดงสีเขียวสีมืดสีน้ำเงินสีขาวอะไรวูบวาบอยู่ อุปาทานทั้งนั้น ยังหลงเหลือว่า มันต้องมีแสงสี ที่จริงแล้วไม่มีแสงอะไรหรอก อาโลกก็ไม่มี แสงตะเกียงแสงไฟฟ้าก็ไม่มี..คุณดับ คุณปิดม่านตาของคุณดับหลับปี๋ จะไปเห็นอะไร มันก็มืดอย่างเดียว เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อเจตนาจะหลับตาเพื่อทำจิต มืด เราก็รู้ว่าเราทำ เราต้องการดับพักมืดดำไปเลย เราก็พัก ก็น่ามีน่าได้น่าเป็นแล้วก็พัก สุภกิณหา หมายถึงเทวดา ถ้าเป็นเทวดาที่รู้ชัดเจน อยู่ที่เราเราเจตนาจะดับจะมืด เราก็กำหนดความมืดแล้วทำความมืดนั้นให้แก่ตัวเราเอง สำเร็จ มันก็ดีแล้ว ส่วนพวกที่อวิชชา ซ้อนอยู่ตรงนี้ อวิชชา เขาก็ต้องการความมืดอย่างไม่รู้ว่ามืดนี่แหละดี โดยเขาไม่รู้ว่าความมืดความดำ หลงว่า มืดนี่แหละคือนิโรธ คือการดับกิเลส เขาหลงผิด เป็นความเห็นผิดของเขา ส่วนฝ่ายสัมมาทิฎฐิรู้ว่าดับดำมืดก็ทำได้ทำให้แก่ตัวเองได้ดี ทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งฝ่ายสัมมาทิฏฐิก็ดับความมืด ทำความมืด ก็เป็นสัมมาทิฏฐิ ก็ถูกแล้วก็ทำได้ตรง ส่วนคนที่หลงเป็นมิจฉาทิฎฐิ เขาก็นึกว่าได้นี้นิโรธ สุภะทั่งคู่ น่าได้น่ามีทั้งคู่เป็น ความดับความมืดเท่านั้นไม่ใช่การดับกิเลส อันนี้แหละกายอย่างเดียวกันสัญญาอย่างเดียวกัน ทั้งสัมมาทิฏฐิกับมิจฉาทิฏฐิคู่นี้ มันอยู่ที่มิจฉากับสัมมาก็ต่างกันแล้ว เขากำหนดเหมือนกัน แต่มันไม่เหมือนซ้อนอยู่ในนั้นว่ามิจฉาทิฏฐิมันเป็นนิโรธที่มีกิเลส แต่สัมมาทิฏฐิรู้ว่าไม่ใช่นิโรธ แต่เป็นความมืด เทวดาชั้นที่ 4 จึงลึกซึ้งกว่าเทวดาชั้นอาภัสรา อาภัสราก็ใสเฉยๆ แต่คนที่ใส ต่างคนต่างใส มันไม่ใสเหมือนกันหรอก ใสของใครก็ใสของมัน ยังเป็นสัตตาวาสระดับที่ 3 อาภัสรา เขากำหนดอย่างเดียวกันคือ ใส สัญญาต่างกัน แต่ว่า กาย ที่เขาได้ อย่างเดียวกัน สัญญาที่เขากำหนดในจิตคนละคนของใครของมัน คนละใส แต่กาย เขาบอกว่ารูปนามต้องเอา ใสๆๆ ตามสัญญากำหนด เขาก็ใสของใครของมัน แต่มันคนละใส มันไม่ใช่ใสตรงกัน มันอย่างกับลืมตา เห็นใสขนาดนี้ เช่นน้ำใส เอาไปแยกธาตุดูได้มีธุลีเท่าไหร่ ตรงกันได้ แต่นี่มันต่างกันคนละภพของใครของมัน นี่คือลักษณะของสัตตาวาสข้อที่ 3 กับข้อที่ 4

640217_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เรียนอาหาร 4 ให้ถึงนาม รูป ทะลุสุภกิณหา

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน