วิญญาณาหาร อย่างพิสดาร.docx
เนื้อหาในไฟล์
วิญญาณาหาร อย่างพิสดาร พ่อครูว่า…วิญญาณอาหารเรียนรู้ด้วยรูปและนาม ถ้าไม่รู้รูปนามกำหนดภาวะ 2 นี่แหละเรียนรู้ วิญญาณเป็นธาตุรู้รวมทั้งหมดไม่ว่าเป็นเทวนิยม ไม่ว่าเป็นอเทวนิยม ก็ใช้คำว่าวิญญาณเหมือนกัน เป็นแต่เพียงว่าภาษาหนึ่งเป็นภาษาบาลี ส่วนภาษาฝรั่ง ชาติอื่นๆในเทวนิยมต่างๆ หรือแม้แต่ภาษาทางด้านตะวันออกกลางก็แล้วแต่ เขาก็ใช้ภาษาของเขาก็คือวิญญาณ ธาตุรู้ นี่แหละ ธาตุรู้ ตัววิญญาณ เป็นที่รวมทั้งหมดเลยทั้งด้านเทวนิยมเขาว่า ผู้รู้วิญญาณก็คือพระเจ้า God ซึ่งเทวนิยมเป็นรากฐานเดิมที่เขายึดถืออันนี้อยู่แต่ไหนแต่ไร และเขาไม่แยกแยะเป็น 2 แยกไม่ได้ห้ามแยกด้วย อย่าไปแยกเป็น 2 นะ พระเจ้าองค์เดียวนี้แยกเป็น 2 ไม่ได้ พระเจ้าเป็นหนึ่งเท่านั้น พระเจ้าของเทวนิยมแต่ละองค์ ของข้าก็หนึ่ง ของคนอื่นก็ 1 ใครมาแยกของข้าก็ไม่ได้ก็เลยต่างคนต่างแย้งกันอยู่ มันก็เลยมีหลายหนึ่ง ก็เลยหลายทะเลาะกัน แย้งกัน ไม่รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้จริงๆ ไม่เหมือนพระพุทธเจ้า สัจจะ มีหนึ่งเดียว ลงท้ายก็คือ สัญญา ย นิจจานิ สัญญากำหนดหมาย ว่าเที่ยงแท้แน่นอนไม่เปลี่ยนแปลงเลยในโลก พวกนี้ไปยึดถือผิดก็ได้ยึดถูกก็ได้ สองอย่าง พุทธเจ้าตรัสไว้ใน จูฬวิยูหสูตร สัญญาเป็นได้ทั้งสัมมาและมิจฉา ถ้าสัมมา กำหนดสัญญาว่าเที่ยงได้ในโลก แต่โดยที่ท่านไม่ได้ยึดถืออะไร จะมีความเที่ยงและจริงอย่างเดียวกันคือผู้ที่บรรลุอรหันต์ ปฏิบัติโดยมรรคมีองค์ 8 หรืออริยสัจ 4 ด้วยกันบรรลุด้วยกันเท่านั้น ที่จะไม่มีอะไรแย้งกันเลย ในความเป็นหนึ่ง สัจจะมีหนึ่งเดียวกันไม่มี 2 นอกนั้นแย้งกันหมด
อาตมาถึงทำไมแทงด้วยหอกร้อยเล่มไม่ตายสักที อาตมาพูดมา ใกล้จะถึง 51 ปีแล้ว บวชมา 51 ปี หอกมันยังไม่ถึงร้อยเล่มนะ อาตมาต้องลากสังขารไปอีก 49 ปี เป็นอย่างน้อยจึงจะค
อ่านต่อ
รบ 100 เล่ม ถ้า 300 เล่มมันไม่ไหวนะ เอาล่ะพอสู้นะ ให้มันครบ 100 เล่มก็อีก 49 ปีก็ได้แล้ว ตอนนี้ 87 ปีบวกอีก 49 ปีเป็น 136 ปีอายุ 136 ปี ถ้าจะครบ 100 เล่ม น่าจะชาคริยาตื่นเบิกบานกันมานะ ลองดูนะ อายุอาตมา 136 ปี ก็คงจะเป็นได้ ก็อยู่ดูกันด้วยกันนะ อย่ารีบไปไหนนะ นี่พูดแล้วก็พูดอีก สุด ทำไมถึงได้ยึดมั่นถือมั่นเหนียวแน่นกันว่าหลับตาๆๆนะ มันไม่ง่ายเลย ไม่มีรูปไม่มีนามไม่มีสภาวะ 2 สะกดจิตเป็นหนึ่งเดียวมันจบเห่เลย มันไม่ถูกธรรมะพระพุทธเจ้า ต้องมาเรียนรู้สภาวะ 2 ตลอดเวลา ทเวธัมมา ต้องเรียนรู้ในสอง โดยเฉพาะกรรมฐานคือเวทนาจะต้องมีผัสสะจึงมีฐานที่ตั้งแห่งการปฏิบัติ วิญญาณฐีติ คือ วิญญาณเกิดในขณะที่มีที่ตั้ง ทางตาหูจมูกลิ้นกาย มีที่ตั้งแล้วก็มีองค์ประกอบ ตาก็จะเกิดเรื่องรูป หูก็เป็นเรื่องของเสียง จมูกเรื่องกลิ่น ลิ้นเรื่องรส กายกระทบสัมผัส แต่นี่ไม่มีที่จอดไม่มีที่ลงไม่มีที่ไป เป็นสัมภเวสี น้ำมันไม่หมดสักที ลอยไป ใช้น้ำมันอะไร บินอยู่ได้ ลอยอยู่ได้ไม่รู้จักหาที่จอดที่ลง ก็เลยพูดกันไม่รู้เรื่องปฏิบัติไม่ได้ แต่เขาก็ยังยึดมั่นถือมั่นอยู่นั่นแหละ อาตมาแจก จรณะ 15พอมาถึงอปันกธรรม 3 ก็ต้องปฏิบัติ 3 อย่างนี้ เป็นข้อปฏิบัติ 3 อย่าง ถ้าไม่มี 3 อย่างนี้เป็นการผิดจากศาสนาพุทธ ก็บอกอยู่แล้วตรงๆ อะไรจะไปทางด้านหน้าทุกอย่าง จรณะ 15 วิชชา 8 เป็นพุทธคุณ 9 อย่างนะ วิชชาจะระณะสัมปันโน เป็นพุทธคุณ เป็นเนื้อแท้ของศาสนาพุทธเลย นอกนั้นอีก 8 ชนิดนั้นเป็นคำชมเชยยกย่องพระพุทธเจ้านะ ในพุทธคุณ 9 ท่านเป็นอรหันต์ เป็นภะคะวะโตเป็นสารถีผู้ฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้อย่าง ไม่มีใครยิ่งกว่า ตัวทฤษฎีเนื้อแท้คือจรณะ 15 วิชชา 8 ปฏิบัติจนถึงเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ ในกระบวนการของจรณะ 15 วิชชา 8 เป็นกระบวนการของศาสนาพุทธที่ครบถ้วนเลย แม้ตัวแรกก็มีศีลเป็นตัวตั้ง คุณก็ไม่เอา ทิ้งไปเลยศีล ไปหลับตาปฏิบัติแล้วศีลจะบริสุทธิ์เอง เก่งเกินพระพุทธเจ้า ไม่ลืมตามีข้อ 1 2 3 เลย ข้อที่ 1 เกี่ยวกับสัตว์ สัตว์มันก็อยู่ส่วนสัตว์เราก็หลับตาไป ศีลข้อที่ 2 เกี่ยวกับของกับพืช เราจะไปยุ่งกับมันทำไมเราก็หลับตา ถึงเวลาก็ตื่นมากิน กินมังสวิรัติด้วยนะ กินพืชด้วย ไม่กินสัตว์ด้วย อะไรอย่างนี้ คือแหม มันเลี่ยงไปหมด ยิ่ง ตาหูจมูกลิ้นกาย รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ก็ไม่มีแล้ว ปิดตา ดับหู จมูกไม่เกี่ยว ดับแล้วจบแล้ว มันดับเอาง่ายๆอย่างนี้เหรอ ดับไม่รับรู้แล้วบอกว่าจบ เขาเข้าใจอย่างนั้นยึดถืออย่างนั้นจึงพูดกัน เมื่อไหร่จะคลายความยึดมั่นถือมั่นอย่างนี้สักทีนะ อันนี้พูดไปอาตมาก็ยิ่งเห็นตัวเองเลยว่า เออ เราเกิดมาปางนี้ชาตินี้ มันมีวิบากที่จะต้อง อย่างไรเราจะต้องทำให้เขาเข้าใจ ให้เขาเห็นชัดเจนได้ อ๋อ อย่างนี้หรืออย่างโพธิรักษ์ อ๋อ เป็นสัตบุรุษจริงนะ เมื่อใดผู้ที่เขาเห็นว่า อ๋อ เราลบหลู่มานาน โพธิรักษ์ เป็นอสัตบุรุษมาทำลายศาสนา เป็นคนวิปริตมาทำลายศาสนา พอผู้นี้ได้สำนึกเมื่อไหร่ ก็จะเกิดความละอายอย่างแรงกล้า จะต้องเข้าไปคารวะเคารพอย่างแรงกล้ากับสัตบุรุษ ในอนาคต เมื่อใดก็เมื่อนั้น ถ้าเขารู้ว่าเป็นสัตบุรุษ พูดไปแล้วเหมือนอาตมาไปโฆษณาตัวเองว่าเป็นสัตบุรุษ แต่อาตมาพูดสัจจะทุกคำ ไม่ได้มาโฆษณาตัวเอง พูดความจริงทุกคำ ยืนยันได้ว่าอาตมาเอาที่มีหลักฐานยืนยันคือพระไตรปิฎกเล่มนี้ โชคยังดีที่ว่า หมู่ใหญ่ของเถรวาทเราก็รับรองพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐนี่เหมือนกัน แม้จุฬาฯแม้มกุฏ ก็รับฉบับสยามรัฐนี่ไป แต่แปลคนละสำนวนไป มันก็ต่างกันได้ เพราะต่างไม่ใช่อรหันต์ก็แยกเป็น 2 เมื่อเป็นอรหันต์ทั้งคู่จะไม่แย้งเลย ก็เอาสัจจะก็แล้วกัน อาตมาก็พยายามมารวม หาว่าอาตมามาแยกอีก เขาหาก็แล้วไป ไม่จริงก็เป็นอย่างนั้น สรุปตรงที่ว่าคำว่าวิญญาณจะต้องมีเทวะมีนามรูปมี 2 คือ จะเป็นภายนอกภายในจะเป็นกายเป็นจิต ก็เป็น 2 ทั้งนั้น โดยให้มีสภาวะ 2 อย่างแล้วกำหนดรู้ จะเป็นมิติใด นัยยะใด เอามาเทียบกันหมดด้วย 2 นี่แหละ คำว่าเทวะ ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะฉะนั้นเมื่อแยก 2 ออกมา และเปรียบเทียบกันไปตั้งแต่ต้นจนสุดท้ายก็จบด้วย 2 หากคุณไม่ทำอย่างนี้ คุณนึกเลยว่า 1 เลย 2 ไม่ได้ ห้ามแยกห้ามเปรียบเทียบ ก็จะเป็นเทวนิยมยึดถืออย่างเดียวตลอดกาลนิรันดรอย่างที่เป็นอยู่ ทีนี้ คนที่เป็นหนึ่ง ยึด 1 นิรันดรคือคนที่ไม่ค่อยรู้ หรือไม่รู้จริงๆคือ อวิชชา ที่แปลเป็นไทยว่ายังโง่อยู่ ก็จึงเป็นคนอย่างนั้น เพราะเราจะต้องโง่ก่อนมาฉลาด เป็นธรรมดาธรรมชาติเปลี่ยนแปลงไม่ได้หรอก จะมาฉลาดกว่ายังไม่ได้ คนเป็นสัตว์เดรัจฉานตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียวมันก็โง่มาทั้งนั้น จนกว่าจะมาเป็นสัตว์มนุษย์ จากสัตว์มนุษย์จึงเจริญเป็นเวไนยสัตว์ ศึกษาได้สอนได้เรียนได้ เจริญไปเป็นอริยะ จนเป็นพระอรหันต์ จนเลยจากพระอรหันต์เป็นพระโพธิสัตว์ ระดับ 5 ระดับ 6 ระดับ 7 ระดับ 8 จนถึง 9 ถือว่าสูงสุด นัยยะสังขยาเลข เลข 9 ถือว่าสูงสุด ถ้าเราเข้าใจอย่างที่อาตมาว่านี้ ก็วิญญาณเป็นแกนของธาตุรู้ทั้งหมด ต้องแยก 2 เป็นนามรูป ถ้ารู้นามรูปแยกนามรูปเป็น ตัวหนึ่งคือสิ่งที่ถูกรู้ ถูกรู้ตั้งแต่เป็นวัตถุเป็นอุตุธาตุ จนถูกรู้มาเป็นสิ่งที่เป็น พีชะ เป็นสิ่งที่เป็น ชีวะแล้ว จนถูกรู้ด้วยจิต เป็นชีวะที่ครบ 3 เส้า ถ้าพืชก็เป็น 2 เส้า มีแต่สัญญากับสังขาร จิต ของพระพุทธเจ้า สูงกว่าพีชะเป็น 3 เส้า มีเวทนา สัญญา สังขาร 3 เส้า เป็นนามเจตสิกของวิญญาณซึ่งมีคู่ก็คือรูปอยู่นั่นเองเป็น 2 รูปกับนามอีกเป็น 3 เจตสิก 3 วิญญาณเป็นประธานขององค์รวมของเจตสิก 3 แล้วก็กระจายเจตสิก 3 ไปทำงานทั้งหมด สัญญาเป็นตัวกำหนดรู้ เวทนาเป็นตัวมาพิจารณา ก็เอาสังขารนี้มาแยกแยะให้เรียนรู้สังขารทั้งหมด จบอภิสังขารทั้งหลายแหล่ ทำให้เกิดสังขารที่สมบูรณ์ มันจะปรุงแต่งอย่างไรก็รู้ว่า อนุโลมหรือว่ายอม มันต้องปรุงแต่งอยู่ตราบที่เรายังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน อย่างเก่งก็อนุโลม ทำเป็น1 ทำเป็น 2 ได้ ทำเป็น 0 ได้ นี่ใช้สังขยาเลข สามารถที่จะทำได้จริงคุณก็อาศัยสิ่งที่จริงพวกนี้อยู่ในชีวิต อรหันต์ต้องทำอย่างนี้ได้ เพราะฉะนั้นก็มีตัวหนึ่งอาศัย จะปรุงเป็น 2 เป็น 3 เป็น 4 เป็น 5 จน Infinity นับไม่ถ้วนก็ได้ สรุปลงมาเป็น 0 ก็ได เอโกปิ หุตฺวา พหุธา โหติ, พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ ทำ 1 เป็น เป็นหลากหลายเท่าไหร่ก็ได้ ทำหลากหลายให้เป็นหนึ่งก็ได้ เป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์ ไม่ใช่เป็นเนรมิตคน อันนั้นก็เป็นบุคลาธิษฐาน เวลาไปชุมนุม คุณก็ไปเนรมิตคนขึ้นมา เป็นพันคน จากคนเดียว คนไปชุมนุม 100 คน ก็ได้เป็นล้านคนเลย เก่งจะตาย ก็ไปทำสิ ถ้าสร้างวิชชาพวกนี้ ชุมนุมชนะ เป็นการพูดเล่นไปซะอีก พระพุทธเจ้าสรุปวิญญาณนั้นให้เรียนรู้นามรูปชัดเจนแยกเป็น 2 ได้และก็เป็นตัวหลักของรูปนาม จะเรียนรู้อะไรก็ใช้รูปนามเป็นหลัก วิญญาณก็มีนามรูปเป็นปัจจัย ในปฏิจจสมุปบาท แยกภาวะ 2 ให้ออกแล้วก็เรียนรู้วิญญาณ จะเรียนรู้สังขาร จะเรียนรู้เวทนา ก็เรียน จนกระทั่งแยกตัณหาออกได้ ตัณหากับอุปาทาน เป็นคู่นึง ตัณหาคือตัวเคลื่อน อุปาทานคือตัวStatic ตัวนิ่ง ตัณหาเป็นตัวเคลื่อน ดับตัณหาก็เท่ากับดับอุปาทาน ก็ดับอุปาทานก็เท่ากับดับตัณหา แต่ว่าดับอุปาทานมันยากกว่า ก็เหมือนกับดับทุกข์ดับทุกข์ดับเหตุแห่งทุกข์ง่ายกว่าดับสุข ดับเหตุแห่งทุกข์มันยากกว่าชั้นเดียวกัน ก็เป็นผู้รู้ควรว่าทำอะไรก่อน นามรูปก็เป็นเทวะ กายกับจิตก็เป็นคู่หนึ่งที่เป็นเทวะ กายกับจิตนี่แหละ แยกกายกับจิต เป็นเรื่องลึกซึ้งมาก เพราะในจิตแยกแยะเป็นเจตสิกต่างๆมากมาย กาย แยกเป็น 2 ทีละ 2 ๆ ง่าย กาย แยกทีละ 2 เพราะฉะนั้น 2 คู่ที่สำคัญตัวหนึ่งก็คือกาย ตัวหนึ่งก็คือจิต กายคืออย่างไร จิตคืออย่างไร อันนี้แหละลึกซึ้งที่ยากที่สุดที่จะรู้ จิตก็ยังพอรู้ แต่กายนี่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้ที่เบื่อหน่าย กาย นั่นมันง่าย แต่อาตมากำลังอธิบายว่า กายนี่แหละรู้ได้ยาก ถ้ามาเรียนรู้จิต จะเอาเป็น 2 โดยไม่เริ่มต้นตั้งแต่ กาย ปิดประตูเลย ไม่เริ่มต้นโดยลำดับเบื้องต้น กาย เป็นต้น เพราะฉะนั้นพวกหลับตานี้ปิดประตูเลยเลิก เหมือนจะเข้าไปทะลุในภูเขาในกลางภูเขา คุณไม่ได้ถ้ารู้จักนอกพวกเขาก่อนแล้วก็ค่อยๆไชเข้าไปถึงภายในกลางภูเขา คุณก็ได้อย่างเดียว เล่นอิทธิปาฏิหาริย์หายตัวแว๊บเข้าไป ก็ไม่ต้องพูดกันแล้ว คนละเผ่าคนละเรื่อง ไอ้นั่นเป็นอิทธิปาฏิหาริย์เป็นเดียรถีย์เดรัจฉานวิชา ซึ่งพระพุทธเจ้าไม่เอาเรื่องแบบนี้ มันพิสูจน์ร่วมกันไม่ได้ แล้วมันก็ไม่หมดเรื่องของทุกข์สุข อย่างนี้ต่อให้คุณหายตัวเข้าไปในนั้นได้จริง มันก็ไม่จบความที่จะปรินิพพานเป็นปริโยสานได้เลย คุณก็จะวนเวียนอยู่ในวัฏสงสารนี้อยู่ อย่างเก่านี่แหละ ดีไม่ดีก็จะหลงปาฏิหาริย์ของตัวเอง หลงจริงๆนะ เพราะคุณไม่ได้เรียนรู้กิเลส ลดกิเลส ตั้งแต่เบื้องต้นคุณก็ไม่ได้ลด คุณได้แต่เอาเก่ง ก็เหมือนคนเก่งใน ลาภยศสรรเสริญ ทุนนิยม เก่งในอำนาจบาตรใหญ่ มันยากเลย จะไปลด ให้เขาเลิกไม่เป็นใหญ่เป็นโตไม่มีอำนาจบาตรใหญ่ มันยากมากเลย อันนั้นมันยากมันไม่จบ คุณจะไปแก่งแย่งอันนั้น ที่จริงแล้วคนทั้งหลายแหล่น้อยกว่าน้อยนัก ที่ไม่ทะเยอทะยานอยากจะเป็นใหญ่มีอำนาจแบบนั้น น้อยกว่าน้อยนักที่จะไม่ทะเยอทะยาน เพราะฉะนั้นพวกที่ไม่ได้ศึกษาธรรมะนี้ทะเยอทะยานอยู่ไม่รู้จบทั้งนั้น ชาติหน้าก็ลืมแล้ว ทะเยอทะยาน ถ้าผู้ที่ทะเยอทะยานสร้างกุศลไว้กุศลจะช่วยให้คุณทะเยอทะยานได้ เสร็จแล้วถ้าคุณสร้างกุศลได้อีก ชาติต่อไปคุณก็จะทะเยอทะยานได้ยิ่งกว่าเก่า ถ้าคุณสร้างอกุศล อกุศลจะทำให้คนทะเยอทะยานไม่ออก มันเหน็ดเหนื่อย มันก็จะลดทอนกำลัง เพราะฉะนั้นคนที่สร้างอกุศล สร้างกุศลได้ไม่เก่ง ได้กุศลบ้างอกุศลบ้าง ไม่นานก็จะเบื่อ ไม่นานก็หาทางออก ถ้าทางออกอย่างโลกีย์ ก็ได้แต่สร้างกุศลอย่างเดียวกัน อย่างเดียวเท่านั้น ก็สร้างกุศล สูงสุดก็ได้เป็นศาสดาองค์ใดองค์หนึ่งในทางเทวนิยม เท่านั้นเอง เสร็จแล้วไม่เที่ยง คุณจะต้องวนเวียนกลับไปในวัฏสงสาร ถ้าล้างกิเลสเป็นลำดับๆ มันจะไม่วน มันไม่มี 2 มันทำลาย 2 ให้เป็น 1 ได้และเป็น 0 ได้ ไปหา 0 ได้สำเร็จ ทำ 4 ให้เหลือ 2, ทำ 2 ให้เหลือ 1, ทำ 1 ให้เหลือ 0 อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นรู้ตามพระพุทธเจ้านี่แหละ เรื่องวิญญาณนี้ เริ่มต้นด้วยนามรูปอย่างถูกต้องสัมมาทิฏฐิ คุณก็ไม่ต้องเรียนอะไร ถ้าคุณยังไม่รู้อันนี้อย่างบริบูรณ์ คุณก็เป็นคนที่ทำลายศาสนาเป็นโจรที่ฆ่าไม่ตาย ฆ่าเช้าหอกร้อยเล่มก็ไม่ตาย ฆ่าเย็นหอกร้อยเล่มก็ยังไม่ตาย ปล่อยให้ถูกคนฆ่าไปอีก กี่ล้านๆเล่มก็ว่ากันไป ขอละไว้ในฐานที่เข้าใจเป็นปากเปิด ฆ่าเช้ากลางวันเย็นก็ไม่ตาย มี 3 กาละนี้ ยามเช้า ยามเที่ยง ยามเย็น เท่านี้แหละ ก็ละไว้ในฐานที่เข้าใจ ว่าฆ่าไม่ตาย ปากกรวยบานไม่รู้จักจบ หากคุณจะเอาไม่รู้จักจบก็ว่ากันไป เป็นนิรันดร คุณก็เป็นอย่างนั้น ฆ่าไม่ตาย เป็นโจรที่ถูกฆ่าไม่ตาย นิรันดร ใครจะเอายกมือขึ้น เป็นโจรที่ไม่แก้ไขเลย จะเป็นโจรให้หนักมากขึ้น นิรันดร ยกมือขึ้น ….ใครมันจะเอา แต่ไม่เอาก็อย่าโง่ เลิกโง่เสียที นะ อาตมาถึงบอกว่าเมื่อไหร่เขาจะลืมตาได้ ถ้าเผื่อว่าพวกนั่งหลับตานี้นะ โดยเฉพาะอาจารย์ใหญ่ๆ เป็นหัวหน้าเผ่า พระพุทธเจ้าท่านสอน หัวหน้าชฎิล 3 พี่น้องก็ได้บริวารทีละ1,000 พรวดๆ ก็มาเป็นปฏิภาคทวี แต่อาตมาไม่มีบารมีขนาดนั้นพยายามไปหาเผ่าไหนเขาก็ไม่รับ หน้าไม่หล่อ พ่อไม่รวย ยศศักดิ์ไม่มี อาภัพจริงๆ แต่ไม่เป็นไรหรอกอาตมาสู้ อาตมาไม่ถดถอย เพราะอาตมารู้ความลงตัวว่า เออ เราจะต้องอุตสาหะวิริยะ มันไม่ขาดทุนหรอกนะ อาตมาไม่ขาดทุน อุตสาหะวิริยะ แม้จะเหน็ดเหนื่อยอย่างไร และพยายามฝืนสังขารร่างกายให้มัน อย่าเพิ่งตายๆ พยายามอยู่นี่ ก็พยายามจริงๆ ไม่ใช่พยายามเล่นๆ ก็ต้องพิสูจน์ว่าความพยายามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เราจะอายุเกินกว่า 100 หรือเกินกว่ากัป ก็ได้อานนท์ เรื่องจริง อาตมามาชาตินี้ปางนี้ ขอพิสูจน์ว่า ได้ เพราะอาตมาพูดจริงว่า อายุขัยของอาตมาหมดไปนานแล้ว ผ่านไป 1 นักษัตร ตอนอายุ 72 ปีจะต้องตาย แต่นี่ 84 ปีแล้วเพิ่งได้นักษัตรเดียว นี่เลย 84 ปีมา 3 ปีเอง ถ้าไป 96 ปีก็เป็น 2 นักษัตร อาตมาจะพยายามแข็งแรงไปให้ถึง 96 ปี มันจะแข็งแรงไปขนาดไหน ตอนนี้ห้องที่เขาพยายามตกแต่ง ให้อาตมาเป็นห้องออกกำลังกาย มีเครื่องมือออกกำลังกาย ยังขนมาไม่หมดนะ ให้อาตมาออกกำลังกายเพื่ออายุยืนยาว คือ คนไม่อยากให้อาตมาตายจริงๆ ก็พยายาม สนองศรัทธา พยายามทำเท่าที่ควร ทางบ้าน หากเห็นอาตมาออกกำลังกายอย่างนั้นอย่างนี้ ก็เข้าใจเจตนาก็แล้วกัน อาตมาไม่ได้อยากมีเจตนามีร่างกายให้ไปแข่งนักกล้ามหรือแข่งเป็นนักมวย มีพันชิ่งบอลกระโดดฟุตเวิร์ค เขาพยายามให้ภาพเล็ดลอดออกไป แต่ถ้ามันเล็ดลอดออกไปอาตมาก็เพียงเจตนาให้อายุขัยมี 8 อ. ที่สมบูรณ์ ออกกำลังกาย ต่างๆนานาพวกนี้ เป็นการเสริมร่างกายให้มันได้ทั้ง รูป วัตถุ ทั้งดินน้ำไฟลมในร่างกาย ทั้งพลังงาน พลังงานที่จะช่วยเอามาสังเคราะห์สังขารดินน้ำไฟลม ให้มัน fresh up ให้มันสดใสเจริญงอกงามขึ้นได้เรื่อยๆ ให้มันเจริญก้าวหน้า อาตมาพยายามจริง ไม่ได้พยายามให้ได้ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ไม่ใช่ แต่พยายามเพื่อจะมีสังขารร่างกายขยายธรรมะ ทุกวันนี้ก็พยายามขยายธรรมะให้ละเอียดลึกซึ้งเข้าไปอีก พวกคุณก็ตั้งใจฟัง บรรยายรอบไหนก็เต็มห้อง นอกจากจะติดงาน ถ้าไม่ติดงานก็จะเต็มห้องอย่างนี้ ทางบ้านก็จะมีด้วย มีมากมีน้อยก็แล้วแต่ ทุกวันนี้มั่นใจว่า จุดหมายปลายทางของกระแสสังคมโลกเข้ามาแล้ว ดูสาระธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่หลงตัวเองหลงพระพุทธเจ้า แต่อาตมาว่ามันเป็นสัจจะที่จริง ก็ต้องขออภัยทางอเทวนิยม อเทวนิยมมีพระพุทธเจ้าองค์เดียวจริงๆ โดยที่ท่านไม่บอกนะว่าท่านเป็นหนึ่ง แต่เทวนิยมนั้นแยกพระเจ้ามากมาย เทวะจะมีนิกายมากมายจนกระทั่งไม่นับนิกายกันเลย เรียกว่าอย่าเจอกันนะ ถ้าหากเจอกันก็จะฟาดฟันกัน ซึ่งมันผิดไปหมดแล้ว คนเราจะไปฟาดฟันกันทำไม ช่วยกันต่างหาก ไม่มีฟาดฟันกันมีแต่ช่วยกัน เขาเป็นศัตรูเราเราก็ช่วยให้ศัตรูเจริญได้ดีๆ โดยเฉพาะให้จิตของเขาเป็นสัมมาทิฏฐิให้ได้ ถ้าเป็นสัมมาทิฏฐิแล้วก็จะไปได้ ถ้ายังไม่ สัมมาทิฏฐิ ก็ต้องช่วยกันให้เกิดสัมมาทิฏฐิ เหมือนอย่างที่อาตมาช่วยพวกหลับตาให้เกิดสัมมาทิฏฐิ ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ กลุ่มมาก กลุ่มที่หนัก
640217_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เรียนอาหาร 4 ให้ถึงนาม รูป ทะลุสุภกิณหา