สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สังกัปปะ 7 สำเร็จถึงอรหันต์.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอนสังกัปปะ 7 สำเร็จถึงอรหันต์ มาถึงคำว่าสังกัปปะ 7 (263) สังกัปปะ 7 มีตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา วจีสังขาร 7 คำนี้ท่านแปลว่า ความตรึก ความวิตก ความดำริ ความแน่ว ความแน่ ความปักใจ และวจีสังขาร อาตมาก็ขยายความเป็นตัวพยัญชนะ เอามาขยายเป็นตัวๆ และก็เห็นความสัมพันธ์ขององค์ 7 ของการปฏิบัติ สังกับปะเป็นองค์ประกอบของการปฏิบัติธรรม ที่คุณจะต้องประพฤติให้เป็นด้วยนะ ถ้าประพฤติสัมมาสังกัปปะไม่ได้ ยังมิจฉาสังกัปปะอยู่ ผู้นั้นยังปฏิบัติธรรมยังไม่เข้าถึงขั้นโลกุตระ ยังไม่เข้าถึงขั้นปฏิบัติธรรมเป็นอาริยมรรค แล้วจะเกิดอาริยผล จะปฏิบัติจนเกิดอาริยมรรคแล้วจะเกิดอาริยผลเป็นโลกุตระนั้น คุณจะต้องรู้จักตัวจิตที่ดำริ เรียกว่าตักกะ หรือคุณแปลว่าความตรึก มันเริ่มดำริมา คุณจะต้องมีมุทุธาตุ มุทุภูตธาตุจิตแววไว แล้วก็จับอาการของจิตที่เริ่มตรึก แล้วก็ตามมันมาเลย จิตกำลังทำงาน กำลังเป็นตัวเป็นตน แล้วก็วิจัย มีสติสัมปชัญญะ มีธัมมวิจัย เพียร วิริยะ ใช้โพชฌงค์ 3 วิจัยธรรมวิจัยจิตที่ตรึกมานี่ มีกามผสมมาไหม มีพยาบาทผสมมาไหม มันมีตัวอาการกาม อาการพยาบาทผสมมาจัดการตัวมันให้ได้ เรียกว่าเห็นสักกายะ พ้นสังโยชน์ข้อที่ 1 จับให้แม่นจับให้ถูก อย่าไปจับผิดตัว อย่าไปจับแพะอย่าไปจับแกะ ต้องใช้ภาษาให้ทันสมัย อย่าจับผิดตัว เอาให้ตรงตัว พ้นวิจิกิจฉา ใช่แน่นะ ตัวจำเลยชัดนะ ไม่ใช่แกะไม่ใช่แพะนะ อาการอย่างนี้วิจัยออกมาให้ชัดเจน ว่านี่มันเป็นกาม นี่มันเป็นพยาบาท ไม่ใช่ไปเอาจิต ฆ่าจิตทั้งหมด หรือว่าไปนั่งสะกดจิตดับไปหมดเลย โดยที่ไม่แยกไม่เยอะ ไฟดับผิดตัว นอกจากดับผิดตัวแล้วไปดับ อาตมาเคยยกตัวอย่าง โจรอยู่บ้านหลังนี้ เผามันทั้งบ้านเลย ไม่ใช่ เข้าไปจับตัวโจรอย่าเผาบ้าน เ
อ่านต่อ
สียของ โธ่เอ๋ย บางทีบ้านหลังใหญ่เบ้อเร่อบ้าร่าราคาแพงกว่าโจรอีก โจรจะมีราคาอะไร จะเผา เผาตัวมันสิ จะเผาบ้านทำไม ของมีราคา โจรมันของเสียของเน่าเผาแต่โจรจับแต่โจรสิ นี่คือความหมายวิจิกิจฉาสังโยชน์ ต้องจับตัวโจร เป็นสักกายะ ตัวตนของโจรชัดๆ แล้วประหารด้วยศีลพรต อย่าไปจับโจรได้แล้วก็ลูบหัวลูบหางโจรอยู่ นี่ก็ยังเลี้ยงโจรกันอยู่นี่ ไม่เอาทำจริงกันเสียเลยจะประหารเมื่อไหร่ก็ไม่ประหาร จะจัดการเมื่อไหร่ก็ไม่จัดการ ผิดหน้าที่เสียนี่ เดี๋ยวจับ 157 เสียเลย ทำงานลูบๆ คลำๆ เล่นๆหัวๆเหยาะๆแหยะๆ กันอยู่นั่นแหละ พระพุทธเจ้าก็กำชับ ประหารด้วยศีลพรต เรารู้วิธีปฏิปทา ปหาน 5 กำจัดกิเลสนี้ให้ได้ เมื่อกำจัดกิเลสนี้ได้ก็ไปตามลำดับ ถ้าจับได้ก็เจริญไปตามลำดับ ถ้ากำจัดหมดสิ้น อนาสวะ ก็หมด สูญ สำเร็จ อย่างนี้เป็นต้น เมื่อทำให้จิตมีส่วนแห่งบุญ เป็นผลแก่ขันธ์ ก็สั่งสมลงเป็น อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา ก็จะเกิดการสั่งสมลงเป็นตั้งมั่น เป็นสมาธิ จิตตั้งมั่น จิตสะสมลงตกผลึกลงๆ เป็นเจตโสอภินิโรปนา เราก็จะมีแกนบวก เป็นจิต static ติดตั้งมั่น แล้วก็มีลบ มีพลังงานรอบ เป็นนิวเคลียสที่แข็งแรง เป็นกระแสบวกกระแสลบ เป็น dynamic และ static สองกระแสมันทำงาน หรือเป็นกระแสบวกกระแสลบทำงาน เมื่อเราสามารถควบคุมจิต 2 ธรรมะ 2 มีแกน static มีตัว dynamic ไม่มีกิเลสร่วมเลย ทำงาน วจีสังขาร คุณก็มาปรุงให้พลังงานนี้มันทำงานปรุงกันขึ้น พลังงานที่ปรุงนี้ มันก็สะอาดบริสุทธิ์ ปริสุทธา ปริโยทาตา ทำได้เก่งได้เร็ว ก็มุทุภูตา เร็ว ดี เป็นจิตวิญญาณที่แคล่วคล่องว่องไว ก็เป็นกรรมที่บริสุทธิ์ กัมมัญตา เป็นกรรมที่เหมาะที่ควรที่ดี ก็มีพลังงานปภัสราพลังงานผ่องใสสะอาดบริสุทธิ์ ออกไปทำการงานกัน วจีสังขาร คือสิ่งที่ปรุงแต่งอยู่ข้างใน เป็นพลังงานที่ปรุงเสร็จปรับเสร็จให้ไม่มีกิเลสเข้าไปทำงาน ให้ไม่มีกิเลสได้ เสร็จแล้วคุณก็เป็นวจีสังขารที่ปราศจากกิเลส ถ้ามีคำพูด มีอธิวจนะ มีชื่อเรียกว่า ปรุงเป็นอย่างไร ปรุงเสร็จแล้วเป็นพลังงานที่จะออกไปปลูกผัก คุณก็ออกไปปลูกผักเป็นอาชีพที่ไม่มีกิเลส คุณออกไปทำงานราชการ คุณไปทำงานค้าขาย คุณไปทำงานอุตสาหกรรม ไปทำงานอะไรก็แล้วแต่ มันก็เป็นการงาน เป็นกัมมันตะที่ไม่มีกิเลส ออกไปพูด อย่างอาตมานี่ออกมาพูด อาตมาก็ปรุงสังกัปปะ 7 พูดอย่างไม่มีกิเลส แต่คนไม่รู้ อ่านตามอาการ ดูตามอาการของอาตมาแสดง ทั้งอาการสีหน้าสีตาแสดงออก เป็นคนมีอารมณ์ เป็นคนรุนแรง ดูสินี่เสียงก็แรง หน้าตาก็ไปหมด มือไม้ก็แสดง ทำให้เห็น พระท่านผู้เจริญมีหลับตาด้วย “บัดนี้อาตมภาพจะได้แสดงธรรม สาธุชนทั้งหลายจงพยายามฟังหลับตาตามอาตมา ฟังด้วยก็ดี ดีไม่ดีจิตก็หยุดคิด หยุดฟัง หยุดรับ ดับไปในจิตในใจเลย แล้วก็จะถึงนิโรธ ไปโน้นเลย ขออภัยที่อาตมาพูดนี้ คือประชดพูดประชดแดกดัน ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว ทุกวันนี้มันไม่ตื่นไม่ฟื้น อาตมาพูดอย่างไรก็เฉย หนังหนา พูดแล้วไม่กระเตื้อง ไม่รู้สึกรู้สา พูดแล้วไม่ปรับปรุง ไม่พัฒนา ไม่ศึกษา ส่วนคนที่ศึกษา คนที่ฟังอาตมาแล้วสนใจ แล้วเอาไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ก็สาธุ อนุโมทนาด้วย แต่ส่วนใหญ่ที่ตั้งข้อรังเกียจอาตมานั้น ไม่ฟัง ไม่อะไร น่าสงสาร อาตมาขอยืนยันว่า อาตมามาพูดความจริง อาตมาไม่ได้มาอวดตัวอวดตน มายกตัวยกตนอะไร อาตมามาทำความสะอาดให้แก่ศาสนาพุทธ มาฟื้น จะฟังหรือไม่ฟังอย่างไรอาตมาก็ต้องพูดความจริง สรุปสังกัปปะ 7 ขยายความแล้วเป็นสุดยอด ผู้ที่จะเข้าใจ ตักกะ แล้วมาทำให้วิตักกะให้ได้ โดยการมาทำสังกัปปะให้สัมมา ผู้ใดทำสังกัปปะในทุกๆ กรรมกิริยาที่เป็นไปอยู่นี้ จิตมันกำลังนึกคิดอยู่เรียกว่าสังกัปปะ ซึ่งมันเป็นความนึกคิดประกอบกรรม กัมมันตะ ประกอบกรรมทุกอย่าง ประกอบทั้งทำอาชีพอยู่ พูดอยู่ ก็มีสังกัปปะอยู่ด้วย ผู้ใดทำองค์ธรรม 7 ของสังกัปปะนี้ โดยดึง รู้ กามและพยาบาทแล้วกำจัดลงได้ กำจัดได้ก็มาสั่งสมตกผลึกลงเป็น อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา เป็นสมาธิ เป็นความตั้งมั่นได้สำเร็จ คุณทำสังกัปปะ 7 นี้ได้ชัดเจน ได้เข้าใจ อย่างที่อาตมาได้พยายามอธิบายองค์ 7 ของการทำสมาธิ สมาธิสังกัปปะนี้รู้จักองค์ 7 ของสังกัปปะนี้ แล้วก็ปฏิบัติทุกอาชีพ ทุกกัมมันตะ ทุกวาจา ทุกสังกัปปะอยู่ คุณก็ทำสมาธิของพระพุทธเจ้า อยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาสะกดจิต ไม่ใช่ มันนอกรีต นอกศาสนาพระพุทธเจ้า ถ้าผู้ใดทำสังกัปปะ 7 นี้ได้ ผู้นั้นแหละคือผู้ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า มีหวังเป็นอรหันต์สำเร็จ เพราะจับอาการของสังกัปปะแล้วก็จัดการทำให้มันวิตักกะ ไม่ให้มีสิ่งที่ไม่ควรมี วิ คือไม่ หรือยิ่งเจริญยิ่ง มีความหมาย 2 อย่าง เมื่อวิจัยตัวจิตที่มันตักกะมา วิจัยเสร็จก็วิตักกะ เห็นพฤติกรรมของกามหรือพยาบาทเรียกว่า วิจาร ก็กำจัด วิก็คือไม่ให้มี กำจัดมันตาย ก็เป็นสัมมาสังกัปปะ ได้จิตที่เป็นส่วนแห่งบุญ เป็นผลแก่ขันธ์ จนกระทั่งสำเร็จเลย หมดบุญเลย บาปหมดเลยในตัวจิตนั้น เป็นจิตสะอาดเลย ก็สั่งสมลงเป็นเจตโสอภินิโรนา ทำไปเรื่อยๆ มันได้น้อยก็เป็นอัปปนา ได้มากขึ้นก็เป็นพยัปปนา ได้ครบก็เป็นเจตโสอภินิโรปนา ตกผลึกไว้ผนึกไว้เลยสั่งสมไว้ ก็เป็นจิตสะอาด ตกผลึกเป็นสมาธิ เป็นจิตที่ตั้งมั่น เป็นความสะอาดจากกิเลส ก็โดยการทำงานอาชีพ ทำงานตามหลักธรรมมรรคองค์ 8 ของพระพุทธเจ้าปฏิบัติมรรค 7 องค์ แล้วจะเกิดสมาธิปางที่เป็นนี่ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตา 600215_ทวช.พุทธาภิเษก#41 ปฐมอโศก สมาธิของศาสนาพุทธ ตอนที่ 4