7.บทที่ 3.docx
เนื้อหาในไฟล์
บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การดำเนินงานวิจัยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการปฏิบัติตนด้านสุขภาพกับความผาสุกทางจิตวิญญาณของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง เป็นการวิจัยแบบเชิงพรรณนา (Description correlation Research วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการปฏิบัติตนด้านสุขภาพกับความผาสุกทางจิตวิญญาณของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง ในขั้นตอนแรกของการวิจัยใช้แนวทางการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมุ่งศึกษาและทำความเข้าใจสาระความรู้ทั่วไปในการปฏิบัติตนด้านสุขภาพและความผาสุกทางจิตวิญญาณของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง มาสร้างกระทงคำถามเพื่อวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างการปฏิบัติตนด้านสุขภาพกับความผาสุกทางจิตวิญญาณด้วยการวิจัยเชิงปริมาณและเมื่อได้ผลการวิจัยจะได้นำมาใช้ประโยชน์ เป็นแนวทางในการปฏิบัติด้านสุขภาพที่ดีและเหมาะสมกับผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้องต่อไป ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารที่เป็นแนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาและทำความเข้าใจให้ถ่องแท้เพื่อเจาะลึกในแนวคิด วิเคราะห์ประเด็นต่าง ๆ เพื่อเกิดกรอบแนวคิดและแนวทางการศึกษาการดำเนินการวิจัย โดยเฉพาะการรวบรวมข้อมูล ได้มีแผนงานดังนี้ 1. ระยะที่ 1 วิจัยองค์ความรู้ เพื่อตอบวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 และข้อ 2 ขั้นตอนการวิจัยเชิงคุณภาพมีดังนี้ 1.1 การศึกษาข้อมูลจากเอกสารและบุคคล 1.2 ขอบเขตการศึกษา 1.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1.4 การสร้างเครื่องมือและการตรวจสอบเครื่องมือ 1.5 วิธีการเก็บรวบรวบข้อมูล 1.6 การตรวจสอบคุณภาพข้อมูล 1.7 การวิเคราะห์ข้อมูล 2. ระยะที่ 2 วิจัยเชิงปริมาณ เพื่อตอบวัตถุประสงค์ ข้อที่ 3 ขั้นตอนการวิจัยเชิงปริมาณมีดังนี้ 2.1 ประชากรและก
อ่านต่อ
ลุ่มตัวอย่าง 2.2 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 2.3 วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล 2.4 การวิเคราะห์ข้อมูล 2.5 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ 3. คุณลักษณะข้อมูลและวิธีการศึกษา ระยะที่ 1 วิจัยองค์ความรู้ การศึกษาเพื่อวิธีการเชิงคุณภาพเพื่อตอบวัตถุประสงค์ข้อที่ 1,2 คือ เพื่อศึกษาการปฏิบัติตนด้านสุขภาพและเพื่อศึกษาความผาสุกทางจิตวิญญาณของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง โดยวิจัยเชิงประจักษ์ จำนาน 30 ท่าน มีขั้นตอนดังนี้ 1. การศึกษาข้อมูลจากเอกสารและบุคคล 1.1 การศึกษาข้อมูลจากเอกสาร ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้ารวบรวมข้อมูลจากตำราเอกสารทางวิชาการ วารสาร บทความ คู่มือการวิจัยเชิงคุณภาพและรายงานการวิจัยที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการปฏิบัติตนด้านสุขภาพกับความผาสุกทางจิตวิญญาณของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้องเพื่อจะได้เข้าใจในแนวคิดทฤษฎีและวิเคราะห์ที่สนใจเพื่อนำมาเป็นกรอบแนวคิดการวิจัย 1.2 การศึกษาข้อมูลจากบุคคล ซึ่งแหล่งข้อมูลที่ได้จากผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้องที่ได้มาเข้าค่ายฝึกเรียนรู้ดูแลสุขภาพพึ่งตนที่ศูนย์เรียนรู้สุขภาพพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง สวนป่านาบุญ อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ที่มีเมตตาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลตนเองตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีความสำคัญมากกับข้อมูลเบื้องต้นของการปฏิบัติตนเองในด้านสุขภาพ อีกทั้งแหล่งข้อมูลที่ได้จากอาจารย์ที่ปรึกษาการวิจัยที่ให้ความชัดเจนในการวิจัยในเรื่องที่ผู้วิจัยมีข้อสงสัยต่าง ๆ ตลอดทั้งแพทย์ศัลยกรรม พยาบาล ที่มีความรู้ในเรื่องมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง 2. ขอบเขตการศึกษาวิจัย 2.1 ขอบเขตการศึกษาวิจัย เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เลือกพื้นที่เจาะจง (Purposive Sampling) คือสถาบันมะเร็งแห่งชาติ โรงพยาบาลจุฬา โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า โรงพยาบาลวชิระ 2.2 ขอบเขตผู้ให้ข้อมูล การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยกำหนดกลุ่มประชากรเป็นผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง ที่เข้ารับการรักษาที่สถาบันทางการแพทย์ ศึกษาการปฏิบัติตนด้านสุขภาพกับความผาสุกทางจิตวิญญาณของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง เป็นการวิจัยเชิงประจักษ์ จำนวน 30 ท่าน ใช้วิธีการเลือกจากการบอกต่อแบบลูกโซ่ หรือสโนว์ บอล ( Chain or Snowball Sampling) 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3.1 เครื่องมือที่เป็นตัวบุคคล คือการใช้ตัวบุคคล เป็นผู้เก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย 3.1.1 ตัวผู้วิจัยเอง เป็นเครื่องมือที่สำคัญ จะเป็นผู้สังเกต ตั้งคำถาม จดบันทึก และวิเคราะห์ข้อมูล จะมีแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างที่กำหนดหัวข้อที่จะสอบถาม ที่สามารถให้ข้อมูลพื้นฐานและสามารถเจาะลึกถึงประเด็นที่ต้องการทราบได้ เมื่อพบข้อมูลที่น่าสนใจก็สามารถสอบถามในทันทีเพื่อให้ข้อมูลนั้นครบถ้วนในเนื้อหานั้น ๆ และทำการบันทึกในสมุดบันทึกที่ใช้สำหรับเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งหมดทั้งจากการสังเกต สัมภาษณ์ และข้อคิดเห็นอื่น ๆ ที่เพิ่มเติมต่าง ๆ 3.1.2 เครื่องมือที่เป็นเอกสาร คือการใช้เอกสารเป็นเครื่องมือ ในการช่วยเก็บรวบรวมข้อมูล เช่น แบบสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้างกำหนดหัวข้อที่จะสอบถามและสนทนากับผู้ให้ข้อมูล 3.1.3 เครื่องมือที่เป็นอุปกรณ์ช่วยในการเก็บข้อมูล เช่น 1) เทปบันทึกเสียง เป็นอุปกรณ์ในการเก็บข้อมูลขณะสัมภาษณ์ทุกครั้ง ผู้วิจัยจะจัดเตรียมเองและดูแลให้เครื่องอัดเสียงพร้อมใช้งานในระยะเวลาที่เพียงพอในการสัมภาษณ์และการสัมภาษณ์ ต้องได้รับอนุญาตจากผู้ให้ข้อมูลก่อนทุกครั้ง 2) สมุดบันทึกภาคสนาม เพื่อบันทึกสัมภาษณ์เจาะลึก 3 ) กล้องถ่ายภาพ 4 ) กล้องวีดีโอ 4. การสร้างเครื่องมือและการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ การสร้างกรอบการสัมภาษณ์ เพื่อเก็บข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยกำหนดขั้นตอนและวิธีการสร้างดังนี้ 4.1 ศึกษาข้อมูลเบื้องต้น เพื่อเป็นความรู้พื้นฐานในการกำหนดกรอบการสัมภาษณ์ให้ครอบคลุมประเด็นที่ศึกษาดังนี้ 4.1.1 ศึกษาข้อมูลจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวกับการส่งเสริมการปฏิบัติตนด้านสุขภาพของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง 4.1.2 ศึกษาข้อมูลภาคสนาม ในการลงพื้นที่เพื่อสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการและแบบเจาะลึก มีการจดบันทึกข้อมูล เพื่อมาเป็นแนวสัมภาษณ์เชิงลึกรายบุคคล เช่นได้พบแพทย์ที่ทำการผ่าตัดลำไส้ใหญ่ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช อำเภอ กุฉิ นารายณ์ จังหวัดกาฬ สินธ์ และผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับกลุ่มตัวอย่าง และที่อื่น ๆ อีกเช่นสุรินทร์ นครศรีธรรมราช กรุงเทพฯ เป็นต้น 4.1.3 การสร้างกรอบการสัมภาษณ์ นำข้อมูลที่ได้จากการศึกษาเอกสารและภาคสนามในเบื้องต้นมาสร้างกรอบการสัมภาษณ์ให้ครอบคลุมสมบูรณ์ในประเด็นที่จะศึกษา โดยกำหนดโครงสร้างกรอบการสัมภาษณ์ออกเป็น 3 ส่วน ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ชื่อ - สกุล เพศ อายุ ศาสนา ระดับการศึกษา สถานภาพการสมรส รายได้ต่อเดือน การแพร่กระจายของโรค ระยะเวลาของการผ่าตัดทวารเทียมหน้าท้อง ชนิดของทวารเทียม และระยะเวลาการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ข้อมูล การเจ็บป่วย และการรักษา ส่วนที่ 2 ข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติตนด้านสุขภาพของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มี ทวารเทียมหน้าท้อง โดยครอบคลุมให้อยู่ในกรอบของการส่งเสริมสุขภาพของ เพนเดอร์ ที่มีหลักการอยู่ 6 ด้านคือ ด้านการรับผิดชอบต่อสุขภาพ ด้านกิจกรรมทางร่างกาย ด้านการรับประทานอาหาร ด้านพัฒนาสัมพันธภาพระหว่างบุคคล ด้านพัฒนาทางปัญญาด้านการจัดการความเครียด ส่วนที่ 3 ข้อมูลเกี่ยวกับความผาสุกทางจิตวิญญาณของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง คือความผาสุกในสิ่งที่เป็นอยู่ การศรัทธาที่ยึดมั่นในพระพุทธศาสนา 4.2 ตรวจสอบกรอบการสัมภาษณ์ นำกรอบการสัมภาษณ์เสนออาจารย์ที่ปรึกษาตรวจสอบความถูกต้อง เพื่อนำไปใช้ในการเก็บข้อมูลได้อย่างคลอบคลุม 5. วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพจากเอกสารและลงภาคสนาม ในระยะเวลาการศึกษาโดยเริ่มจากการศึกษาข้อมูลต่าง ๆ ในพื้นที่ ข้อมูลด้านกายภาพ ตั้งแต่เดือนธันวาคม พ.ศ. 2557 ถึงสิงหาคม พ.ศ. 2558 ผู้วิจัยสัมภาษณ์แบบเจาะลึกผู้ให้ข้อมูลหลัก มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการศึกษาการปฏิบัติตนด้านสุขภาพกับศึกษาความผาสุกทางจิตวิญญาณของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง การสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการกับผู้ให้ข้อมูลอื่น ๆ การสังเกตแบบมีส่วนร่วม สังเกตความเป็นอยู่ สภาพแวดล้อม วิธีการเก็บข้อมูลในการทำวิจัยในครั้งนี้ มีดังต่อไปนี้ 5.1 การศึกษาเอกสาร เป็นการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องจากหนังสือบทความวิชาการ วิทยานิพนธ์ และเอกสารต่าง ๆ เพื่อนำสาระที่ได้มาใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการศึกษาวิเคราะห์ และสังเคราะห์ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ เช่น 5.1.1 สำนัก วิทย บริการและเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยราช ภัฎ สุรินทร์ 5.1.2 ห้องสมุดวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีสุรินทร์ 5.1.3 ห้องสมุดมหาวิทยาลัยขอนแก่น 5.1.4 ห้องสมุดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 5.1.5 ห้องสมุดมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี 5.1.6 ห้องสมุดที่โรงพยาบาลรามา 5. 2 การเก็บข้อมูลภาคสนาม เชิงคุณภาพ ผู้วิจัยใช้เทคนิคที่หลากหลาย ดังนี้ 5.2. 1 สังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม (Participant observation and Non Participant observation) โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสังเกต พฤติกรรมของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้องที่ผู้วิจัยไปติดตามเยี่ยมถึงที่พักอาศัย ผู้วิจัยจะสังเกตร่วมด้วยในประเด็นเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม และการจัดที่พักอยู่อาศัย การรับประทานอาหาร การมีความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวและเพื่อนบ้าน การปฏิบัติดูแลตนเอง ตลอดจนสังเกตอากัปกริยาของผู้ป่วยและลักษณะการพูดคุยที่สามารถสื่อความในใจของผู้ป่วยว่ามีความสุขหรือความทุกข์อย่างไร ก่อนที่จะทำการสัมภาษณ์ เพื่อนำมาประกอบพิจารณา ขณะเก็บข้อมูลผู้วิจัยเข้าไปสร้างความคุ้นเคยกับผู้ให้ข้อมูลและญาติของผู้ป่วย ทำให้ได้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพอย่างไรให้ได้มีชีวิตที่ผาสุก และพึงพอใจกับชีวิตที่เป็นอยู่ หลังจากที่ได้รับการผ่าตัดมะเร็งลำไส้ใหญ่และต้องมามีทวารเทียมหน้าท้องเพื่อขับถ่าย โดยผู้วิจัยได้ปฏิบัติตัวให้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว ให้ความเคารพและอ่อนน้อมถ่อมตนอยู่เสมอ เพื่อทำการสัมภาษณ์เจาะลึกได้อย่างมีคุณภาพ ในระยะของการวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อให้ได้ข้อมูลถูกต้องตามข้อเท็จจริง เที่ยงตรงตามเจตนาในการวิจัย ผู้วิจัยต้องมีเทคนิคในการที่จะสามารถรวบรวมข้อมูลให้ได้ครบถ้วน ผู้วิจัยต้องสร้างสัมพันธไมตรีอันดีทั้งแพทย์ พยาบาล โดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง ต้องอ่อนน้อมถ่อมตน และสุภาพอ่อนโยนและพร้อมที่จะยอมรับการปฏิเสธในการให้ข้อมูล ขณะเดี่ยวกันต้องมีเทคนิคในการสัมภาษณ์ ที่จะไม่ทำให้ผู้ให้ข้อมูลรู้สึกเศร้าหรือสะเทือนใจในภาวะที่เจ็บป่วยอยู่ 5.2.2 สัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ (Informal Interview) มีการพูดคุยผู้ป่วยและญาติ เช่น ช่วงทำความสะอาดทวารเทียม ช่วงทำกับข้าว ช่วงออกกำลังกายเดินเล่น หรือการสอบถามแพทย์พยาบาลที่เข้าร่วมทำกิจกรรมร่วมกันกับหมู่กลุ่มในโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต ออสโต เมทของโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าร่วมกับโรงพยาบาลราชวิถี และโรงพยาบาลวชิระที่จับมือกันเพิ่มองค์ความรู้ในการดูแลตนเองพึ่งพาตนเองและสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ อีกทั้งได้เข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การพัฒนาจิตอาสาของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้องที่เพิ่มศักยภาพตนเองในการเรียนรู้พัฒนาปัญญาและเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้คนในสังคม รู้จักเสียสละแรงกายแรงใจเพื่อผู้อื่นที่เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความผาสุกให้กับตนเองในการดำรงชีวิต ดูในภาคผนวก ง 5.2.3 การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-depth Interview) เป็นวิธีการหลักที่ผู้วิจัยใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เพราะเห็นว่าเป็นวิธีการที่จะได้ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องการศึกษา และได้รายละเอียดมากกว่าวิธีการอื่น เพราะเป็นข้อมูลที่มีความลึกในรายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไป และวิธีการนี้นอกจากผู้วิจัยจะสามารถสัมภาษณ์เจาะลึกประเด็นที่ต้องการแล้ว ยังได้สังเกตการปฏิบัติของผู้ถูกสัมภาษณ์ขณะให้ข้อมูลด้วย ผู้วิจัยได้สัมภาษณ์เจาะลึกในประเด็นเกี่ยวกับการปฏิบัติตนด้านสุขภาพกับความผาสุกทางจิตวิญญาณของผู้ป่วยขณะที่ใช้ชีวิตเป็นปกติอยู่ในปัจจุบัน ในด้านการรับผิดชอบต่อสุขภาพ ด้านกิจกรรมทางร่างกาย ด้านการรับประทานอาหาร ด้านพัฒนาสัมพันธภาพระหว่างบุคล ด้านพัฒนาทางปัญญา ด้านการจัดการความเครียด และความผาสุกในการดำรงชีวิตที่ เป็นอยู่ ตลอดจนสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ด้วยการเชื่อมั่นและศรัทธาในพระพุทธศาสนา ปฏิบัติอยู่ในศีลธรรมอันดีและเชื่อในผลของการกระทำที่เรียกว่าวิบากกรรม ผู้วิจัยใช้เวลาในการเก็บข้อมูลภาคสนาม โดยเริ่มต้นออกไปเก็บข้อมูลตามเวลาที่จะสามารถนัดกับกลุ่มตัวอย่างได้ เพื่อขอนัดสัมภาษณ์ในสถานที่ ที่ผู้ให้ข้อมูลจะมีเวลาว่างให้ การสัมภาษณ์แต่ละคนจะนัดพบอย่างน้อย 2 - 3 ครั้ง ดูภาคผนวก ค 6. การตรวจสอบคุณภาพข้อมูล นำข้อมูลที่ได้แต่ละวันมาตรวจสอบความครบถ้วนของข้อมูล โดยจะนำข้อมูลที่ได้จากการเก็บรวบรวมข้อมูลในแต่ละครั้งมาทำการแยกแยะข้อมูลออกเป็นหมวดหมู่ตามประเด็น หัวข้อของวัตถุประสงค์ ของการวิจัย และครอบคลุมแนวคิดที่ต้องการศึกษา เพื่อให้ได้ความหมายครบถ้วนในขอบเขตที่ต้องการศึกษา ผู้วิจัยทำการตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า ( Triangulation ) คือการตรวจสอบทั้งในด้านเวลา สถานที่และบุคคลให้ครบทั้ง 3 ด้าน ( สุภางค์ จันทรวา นิช. 2540 : 129-130 ) เพื่อความครบถ้วน ครอบคลุมในเนื้อหาตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย สามารถตอบปัญหาของการวิจัยได้ชัดเจนโดยผู้วิจัยจะทำการตรวจสอบข้อมูลทุกครั้ง ที่ทำการเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งมีวิธีการตรวจสอบข้อมูลมีดังนี้ 6. 1 การตรวจสอบแบบสามเส้าด้านข้อมูล ( Data triangulation ) โดยการตรวจสอบแหล่งข้อมูล ซึ่งประกอบด้วยแหล่งเวลา แหล่งสถานที่ แหล่งบุคคล และดูว่าข้อมูลที่ได้มาจากจุด ต่าง ๆ เป็นข้อมูลที่เหมือนกันหรือไม่ ถ้าหากว่าข้อมูลที่ได้มา เหมือนกันหรือซ้ำ ๆ กัน ผู้วิจัยถือว่าข้อมูลนั้นเชื่อถือได้ และเป็นข้อมูลจริง แล้วจะบันทึกข้อมูลไว้ 6.1. 1 แหล่งเวลา โดยการนำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ผู้ป่วยที่ศึกษา ที่ผู้ป่วยมาตามหมอนัด ซึ่งเป็นการติดตามผลของแต่ละโรงพยาบาล หรือมาติดต่อเบิกถุงรองรับทวารเทียมในเวลาที่ต่างกันมาตรวจสอบและเปรียบเทียบผลว่าข้อมูลแต่ละส่วนที่ได้รับมามีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไร 6.1. 2 แหล่งสถานที่ โดยการนำข้อมูลที่ได้จากสัมภาษณ์ผู้ป่วยที่ศึกษาต่างพื้นที่ ต่างโรงพยาบาล มาตรวจสอบและเปรียบเทียบผลว่าข้อมูลแต่ละส่วนที่ได้รับมามีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไร 6.1. 3 แหล่งบุคคลโดยการนำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ผู้ป่วยที่ศึกษาในต่างเวลา ต่างพื้นที่ในแต่ละตัวบุคคล โดยใช้ประเด็นคำถามเดียวกันแต่คนตอบไม่ซ้ำกัน มาตรวจสอบและเปรียบเทียบผลว่าข้อมูลแต่ละส่วนที่ได้รับมามีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไร 6.2 การตรวจสอบแบบสามเส้าด้านวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล ( Methodological Triangulation ) ผู้วิจัยใช้วิธีการสังเกตแบบมีส่วนร่วมและแบบไม่มีส่วนร่วมในกิจกรรมคู่ไปกับการสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่ม และศึกษาจากข้อมูลเอกสารประกอบกับทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ผลที่ได้รับจาก การตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้าดังกล่าวข้างต้น นอกจากจะช่วยยืนยันความถูกต้อง และน่าเชื่อถือของข้อมูลแล้ว ยังส่งผลถึงคุณภาพและการยอมรับของผลการวิจัยด้วย ศึกษาวิจัย เชิงคุณภาพ ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยจะทำการวิเคราะห์และตรวจสอบข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ตลอดระยะเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยนำข้อมูลที่ได้มาจำแนกและจัดประเภทของข้อมูล ของการปฏิบัติตนเกี่ยวกับสุขภาพในด้านต่าง ๆ ตามหลักส่งเสริมสุขภาพ เพนเดอร์ โดยยึดหลักถามตามคำถามและวัตถุประสงค์การวิจัย 1 . การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการปฏิบัติตนด้านสุขภาพกับความผาสุกทางจิตวิญญาณของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้องเป็นอย่างไร แยกประเภทข้อมูลตามขอบเขตเนื้อหาที่จะศึกษา แล้วประมวลข้อมูลทุกประเภทเข้าด้วยกัน เพื่อใช้ประกอบการตีความหมายและสังเคราะห์เป็นภาพรวมนำมาอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามลำดับ โดยวิเคราะห์ข้อมูลและตีความสร้างข้อสรุปข้อมูลจากรูปธรรมที่มองเห็น วิเคราะห์จำแนกชนิดข้อมูลที่ศึกษา โดยวิเคราะห์เปรียบเทียบข้อมูล สังเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติตนด้านสุขภาพกับความผาสุกทางจิตวิญญาณของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้องเป็นอย่างไรเพื่อเรียบเรียงนำเสนอตามประเด็นที่ศึกษา 2 . นำข้อมูลจากการวิเคราะห์ สังเคราะห์ จัดหมวดหมู่เรียบร้อยแล้ว คัดเลือกคำพูดจริงจากการถอดเทปที่สอดคล้องกับข้อสรุปร่วมกับการศึกษางานทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมาออกแบบกระทงคำถาม โดยผ่านขบวนการสกัดคำถามด้วยระบบ ATLAS.ti เพื่อนำไปใช้ในการการสำรวจเชิงปริมาณในขั้นตอนต่อไป นำข้อมูลทั้งหมดจากการสัมภาษณ์ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารทียมหน้าท้องจำนวน 30 รายมาถอดเทปโดยเนื้อหาการสัมภาษณ์อยู่ในขอบเขตของการอ้างอิงในทฤษฎีของ เพนเดอร์ 6 ข้อ และแนวคิดความผาสุกในจิตวิญญาณของของ พอลลูท เซียนและ เอลลิ สัน ( Paloutzian & Ellion , 1982) 2 ข้อ จากนั้นนำมาเข้าเครื่องมือการสกัดคำถามด้วยระบบ Atlas.ti ซึ่งเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพเปลี่ยนข้อมูลดิบให้เป็นข้อมูลเชิงนามธรรมโดยการให้รหัส ( Coding) โยกย้าย หรือจัดระบบข้อมูลที่ได้จากการให้รหัสให้เป็นหมวดหมู่ จัดระบบความสัมพันธ์ของหมวดหมู่ความหมาย เพื่อให้ได้ข้อค้นพบหรือข้อสรุปของการวิจัย ” ( สุพจน์ เด่นดวง. 2550 ) ศึกษา วิจัยเชิงปริมาณ การวิจัยเชิงปริมาณ เป็นการศึกษาเพื่อตอบวัตถุประสงค์ในข้อที่ 3 เพื่อวิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์การปฏิบัติตนด้านสุขภาพกับความผาสุกทางจิตวิญญาณ ของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มี ทวารเทียมหน้าท้อง หลังจากได้รวบรวมข้อมูลเนื้อหาในขั้นตอนการวิจัยแล้ว ขั้นตอนต่อไป ผู้วิจัยจะดำเนินการโดยนำสาระความรู้ที่ได้จากการค้นพบและผ่านการตรวจสอบความน่าเชื่อถือในเนื้อหาและความเที่ยงตรงแล้ว มาจัดหมวดหมู่สาระองค์ความรู้ แล้วจัดทำแบบสอบถามเพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาองค์ความรู้ในการปฏิบัติตนด้านสุขภาพกับความผาสุกทางจิตวิญญาณของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง ทำการตรวจสอบความสมบูรณ์ของแบบสอบถามและนำมาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติมีขั้นตอนดังนี้ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ขอบเขตด้านพื้นที่ศึกษา กลุ่มตัวอย่างการวิจัยเชิงปริมาณ คือ ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้องคือที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และโรงพยาบาลราชวิถี และโรงพยาบาลวชิระพยาบาล จำนวน 5 แห่ง กลุ่มตัวอย่างการวิจัยเชิงปริมาณ โดยคัดเลือกเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) รวมทั้งหมด 50 ท่าน เนื่องจากสถานที่พยาบาลต่าง ๆ มิได้ทำการเก็บสถิติผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง ไม่สามารถทราบจำนวนประชากรที่แท้จริงนั้นได้ การเลือกกลุ่มตัวอย่างที่ประชากรมีจำนวนนับไม่แน่นอน ( Infinite Population) จึงเป็นวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยไม่ใช้หลักความน่าจะเป็น ( Non-probability ) ดังนั้นจึงเลือกใช้ตัวอย่างแบบเจาะจงหรือเรียกว่าแบบพิจารณา ( Purposive หรือ Judgmental Sampling) ตามหลักการของเหตุผลโดยให้มีความสอดคล้องกับปัญหาการวิจัยและจุดประสงค์ซึ่งกลุ่มตัวอย่างสำหรับการวิจัยครั้งนี้คือผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง ทั้งเพศชายและเพศหญิงไม่จำกัดอายุ และตำแหน่งที่เกิดของมะเร็งลำไส้ใหญ่ การกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งจะคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างที่มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ 1. เป็นคนไทย เชื้อชาติไทย สัญชาติไทย 2. เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะครบถ้วนสมบูรณ์ 3. ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการมองเห็น การได้ยิน การพูด 4. เป็นผู้ที่สามารถเข้าใจภาษาไทยและสื่อสารโดยการใช้ภาษาพูดได้ 5. ยินยอมร่วมมือในการวิจัย การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ( Purposive Sampling) เป็นการเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยพิจารณาจากการตัดสินใจของผู้วิจัยเอง ลักษณะของกลุ่มที่เลือกเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงต้องอาศัยความรู้ ความชำนาญและประสบการณ์ในเรื่องนั้นๆของผู้วิจัยซึ่งกลุ่มตัวอย่างการวิจัยเชิงปริมาณคือ ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้องและคุณสมบัติอื่นๆดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ซึ่งอยู่ในพื้นที่ของโรงพยาบาลที่กำหนดโดยโรงพยาบาลได้มี การเปิดให้บริการรักษาผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้องและมีการจัดกิจกรรมกลุ่มสำหรับผู้ป่วยและผู้ที่สนใจ รายละเอียดต่อไปนี้ ชื่อโรงพยาบาล ผู้เข้าร่วมกิจกรรม กลุ่มตัวอย่างที่ถูกคัดเลือก สถาบันมะเร็งแห่งชาติ 70 7 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ 20 6 โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า 98 25 โรงพยาบาลราชวิถี 50 7 โรงพยาบาลวชิระพยาบาล 40 5 รวม 278 50 ผู้วิจัยขอความร่วมมือในการตอบแบบสอบถามใช้เวลา 30 นาที การตอบแบบสอบถามด้วยความสมัครใจ มีสิทธิ์ตอบรับหรือปฏิเสธการตอบแบบสอบถามในครั้งนี้โดยไม่มีผลต่อการให้การบริการแต่อย่างใด นอกจากนี้ระหว่างตอบแบบสอบถามหากกลุ่มตัวอย่างที่เข้าร่วมงานวิจัยแล้วไม่พอใจ หรือไม่ต้องการตอบแบบสอบถามต่อ สามารถบอกเลิกได้ รวมทั้งผู้วิจัยจะทำการชี้แจงข้อมูลว่าข้อมูลที่ได้จะเก็บเป็นความลับ เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในแบบสอบถามในงานวิจัยครั้งนี้มีลักษณะของแบบสอบถาม 3 ตอนคือ ตอนที่ 1 แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล เป็นข้อมูลส่วนบุคคลได้แก่ เพศ อายุ ศาสนา สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา รายได้ ระยะเวลาของการเกิดโรคระยะเวลาของการผ่าตัดทวารเทียมหน้าท้อง ชนิดของทวารเทียม ใช้สิทธิ์อะไรเบิกถุงรองรับทวารเทียม แบบถุงรองรับทวารเทียม ผ่าตัดลำไส้ส่วนใด ความกว้างของแผลมีผลต่อความรู้สึกหรือไม่ ตอนที่ 2 แบ่งเป็น 6 ส่วนย่อยดังนี้ แบบสอบถามเป็นแบบเลือกตอบ ระดับการวัดเป็นช่วงสเกล ( Interval Scale ) ส่วนที่ 1 แบบสอบถามการปฏิบัติตน ด้านการรับผิดชอบต่อสุขภาพของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้องจำนวน 9 ข้อ ส่วนที่ 2 แบบสอบถามการปฏิบัติตน ด้านกิจกรรมทางร่างกาย ของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง 10 ข้อ ส่วนที่ 3 แบบสอบถามการปฏิบัติตน ด้านการรับประทานอาหาร ของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง 16 ข้อ ส่วนที่ 4 แบบสอบถามการปฏิบัติตนด้านพัฒนาสัมพันธภาพระหว่างบุคล ของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง 8 ข้อ ส่วนที่ 5 แบบสอบถามการปฏิบัติตนด้านพัฒนาทางปัญญา ของผู้ป่วย มะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง 10 ข้อ ส่วนที่ 6 แบบสอบถามการปฏิบัติตนด้านการจัดการความเครียดของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง 8 ข้อ ตอนที่ 3 เป็นแบบวัดความผาสุกทางจิตวิญญาณของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง 30 ข้อแบบสอบถามเป็นแบบเลือกตอบ มีระดับการวัดเป็นช่วงสเกล ( Interval Scale ) 1. ความผาสุกในสิ่งที่เป็นอยู่ (The Existention well- being : EWB) กล่าวถึงความรู้สึกของการมีเป้าหมายในชีวิตและความพึงพอใจในชีวิต 2. ความผาสุกในศรัทธาที่ยึดมั่นต่อพระพุทธศาสนา ( The religious well- being : RWB) กล่าวถึงความผาสุกที่ได้ศรัทธาต่อพระศาสดา ความผาสุกทางจิตวิญญาณมีข้อคำถามเกี่ยวกับความผาสุกที่เป็นอยู่และความผาสุกในความศรัทธาที่ยึดมั่นพระศาสนา ลักษณะคำตอบเป็นแบบส่วนประมาณค่า คะแนน 4 ระดับ แบบวัดความผาสุกทางจิตวิญาณของ พอลลูท เซียน และ เอลลิ สัน ( Paloutzian & Ellion . 1982) ผู้วิจัยได้สร้างเครื่องมือแบบวัดความผาสุกทางจิตวิญญาณกับผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง ซึ่งลักษณะคำถามนั้นมีด้านบวก 30 ข้อ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ผู้วิจัยสร้างขึ้นจากการสกัดข้อความมาเป็นกระทงคำถามในขั้นตอนการวิจัยเชิงคุณภาพ จากผู้ให้ข้อมูลหลักซึ่งเป็นผู้มีทวารเทียมหน้าท้อง จำนวน 30 ราย แบบสอบถามฉบับนี้ การสร้างข้อคำถามโดยอิงแนวทฤษฎีการปฏิบัติตนด้านสุขภาพของ เพนเดอร์ ( Pender. 1996 ) และแนวคิดความผาสุกทางจิตวิญญาณของ พอลลูท เซียนและ เอล
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive