ปัญญาวิมุติเหนือกว่าอุภโตภาควิมุติอย่างไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์18 KB
วันที่แก้ไข14 สิงหาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

ปัญญาวิมุติเหนือกว่าอุภโตภาควิมุติอย่างไร _พ่อครูว่า... มาเข้าเรื่องบุคคล 7 บุคคล 9 ก็คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระปัจเจกพุทธเจ้า 2 บุคคลนี้ยกไว้ยังไม่ต้องพูดถึง ศึกษาไปตั้งแต่ ขั้น อุภโตภาควิมุติ มาจนถึง สัทธานุสารี จำภาษาบาลีไว้บ้าง อุภโตภาควิมุติ ปัญญาวิมุติ กายสักขี ทิฏฐิปัตตะ สัทธาวิมุติ ธัมมานุสารี สัทธานุสารี (ไล่จากสูงลงมา) ทีนี้มาไล่ 7 สองอันแรกยกไว้แล้ว คือไล่ตั้งแต่ สัทธานุสารี ธัมมานุสารี สัทธาวิมุติ ทิฏฐิปัตตะ กายสักขี ปัญญาวิมุตติ อุภโตภาควิมุติ

อาตมาขอถามพวกคุณนิดนึง ปัญญาวิมุติ กับ อุภโตภาควิมุติ ใครสูงกว่ากัน ... อุภโตภาควิมุติ ที่จริงแล้ว อุภโตภาควิมุติ นั้น ต่ำกว่า ปัญญาวิมุตติ เห็นไหมว่า สิริมหามายา เป็นอย่างนั้น เพราะ อุภโตภาควิมุติ ยังไม่มีปัญญา เพราะฉะนั้นจึงต้องไปอีกขั้นหนึ่งไปถึงอุภโตภาค ก็ค่อยได้ปัญญา เพราะเป็นสายเจโตเป็นสายศรัทธา อุภโตภาควิมุติ คือ สายสัทธานุสารี แล้วจะต้องใช้การพัฒนาตัวเองจนถึงขั้น 7 จึงบรรลุ อาสวะสิ้น ส่วน ปัญญาวิมุติ อาสวะ สิ้น ตั้งแต่ขั้นที่ 6 แล้ว เป็นความลึกซึ้งซับซ้อน ฟังดีๆจะชัดเจน เพราะฉะนั้น สายปัญญาจึงตรัสรู้เร็วกว่าสายศรัทธา พระพุทธเจ้าสายปัญญา เป็นต้น อาตมา สายพระพุทธเจ้า สายพระสารีบุตร ไม่ใช่สายพระโมคคัลลา นี่เป็นความซับซ้อน ลึกซึ้ง

มาไล่ให้ฟัง เอาตามพระไตรปิฎกเลย แล้วหยิบคำต่างๆมาเทียบให้ฟังเลย

“[๔๖] บุคคลชื่อว่าสัทธานุสารี เป็นไฉนสัทธินทรีย์ของบุคคลใดผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล มีประมาณยิ่ง อบรมอริยมรรคมีสัทธาเป็นเครื่องนำมา มีสัทธาเป็นประธานให้ เกิดขึ้น บุคคลนี้เรียกว่า สัทธานุสารีบุคคล ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ชื่อว่าสัทธานุสารี ผู้ตั้งอยู่แล้วในผล ชื่อ

อ่านต่อ

ว่าสัทธาวิมุต” พ่อครูว่า... มีสัทธินทรีย์ แค่มีกำลังมีพลังงานโดยมีศรัทธานำ มีศรัทธาเป็นแกนที่พาไป ซึ่งตระกูลของศรัทธา ศรัทธาจริต กับพุทธิจริต คือปัญญานี่แหละ เป็นสองตระกูลใหญ่ๆ เป็นธรรมดาธรรมชาติของ 2 สายนี้ จนกว่าจะถึงสุดท้ายคือ อุภโตภาควิมุติ จึงจะหมด เพราะฉะนั้น สายศรัทธาจริงๆ กว่าจะถึง อุภโตภาควิมุติ ต้องมีถึง 7 ขั้นถึงจะบรรลุ ส่วนสายปัญญานั้นมีแค่ 6 ขั้น ก็บรรลุเป็นอรหันต์แล้ว สายศรัทธา ต้องถึงขั้นที่ 7 จึงบรรลุ แม้แค่กายสักขี ก็ทำได้อาสวะบางอย่างสิ้นไปเท่านั้น ไม่ทั้งหมด แต่ปัญญาวิมุติขั้นที่ 6 แล้วก็หมดสิ้นอาสวะแล้ว ไล่ไปตั้งแต่ “ [๔๖] บุคคลชื่อว่าสัทธานุสารี เป็นไฉน สัทธินทรีย์ของบุคคลใดผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล มีประมาณยิ่ง” พ่อครูว่า... เริ่มต้นยังไม่ได้เป็นอาริยะบุคคล กำลังทำให้แจ้งในโสดาปัตติผล ทำให้พ้น สังโยชน์ 3 สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กว่าจะพ้น เป็น โสดาบัน สกิทาคามี ก็ทำให้หมดกิเลสภายนอกจะเหลือแต่ภายในเป็นอนาคามี ก็ไล่เก็บกิเลสภายในจนเป็นอรหันต์ ย่อมอบรมอริยมรรคมีสัทธาเป็นเครื่องนำมา มีสัทธาเป็นประธานให้เกิดขึ้น บุคคลนี้เรียกว่า สัทธานุสารีบุคคล ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ชื่อว่าสัทธานุสารี ผู้ตั้งอยู่แล้วในผล ชื่อว่าสัทธาวิมุต “[๔๕] บุคคลชื่อว่าธัมมานุสารี เป็นไฉน ปัญญินทรีย์ของบุคคลใด ผู้ปฏิบัติเพื่อ ทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลมีประมาณยิ่ง บุคคลนั้นย่อมอบรมซึ่งอริยมรรคอันมีปัญญาเป็นเครื่องนำมา มีปัญญาเป็นประธานให้เกิดขึ้น บุคคลนี้เรียกว่า ธัมมานุสารี บุคคลผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ชื่อว่าธัมมานุสารี บุคคลผู้ตั้งอยู่แล้วในผล ชื่อว่าทิฏฐิปัตตะ” พ่อครูว่า... จะมีคู่ของชื่อของตน ก็มี 3 คู่ สัทธานุสารี กับ ธัมมานุสารี ทิฏฐิปัตตะ กับ กายสักขี ปัญญาวิมุติ กับ อุภโตภาควิมุติ เมื่อกี้นี้ไขแล้วนะ ปัญญาวิมุตติ กับ อุภโตภาควิมุติ ปัญญาวิมุตินั้นเจริญกว่า เพราะ กว่าจะได้ อุภโตภาควิมุติ ต้องใช้เวลาพากเพียร ถึง 7 ขั้นตอน ช้าไปกว่า สายปัญญาตั้ง 1 ขั้นตอน สายปัญญาสบายๆแล้ว ปรินิพพานเป็นปริโยสานได้แล้ว เป็นอรหันต์ได้แล้ว กายสักขี ยังเรียก อรหันต์ไม่ได้ จะเป็นพระอรหันต์ได้ต้องระดับที่ 7 ระดับที่ 6 ก็ยังเป็นไม่ได้ ต้องไประดับที่ 7 จึงเป็นพระอรหันต์ได้ ในสายศรัทธา ฟังดีๆ ธรรมะนี้เป็นสิริมหามายา ถ้าเข้าใจไม่ได้ก็เหมือนถูกเล่นกล อันนี้มีนกพิราบ อันนี้นกพิราบหายไป แต่มันเป็นมายากล แต่ของพระพุทธเจ้าเป็นสิริมหามายาจะให้เกิด เป็น อะไรก็ได้อย่างไม่ได้เล่นกล เป็นความจริงด้วย อันนี้อันนี้ก็เป็นความจริง อีกอันหนึ่ง ก็เป็นความจริงอีกด้านหนึ่ง สลับไปสลับมา สุดยอด คำว่า สิริมหามายา กับคำว่า สิทธัตถะ อาตมาก็พยายามขยายความอยู่ ซึ่งไม่ต้องไปเป็นพระพุทธเจ้า ไม่ต้องไปเป็นแม่ของพระพุทธเจ้าที่เป็นตัวตน บุคคล เราเขา หรอก แม้แต่สภาวธรรมเดี๋ยวนี้เราก็เป็นสิริมหามายา แล้วเราก็ทำสิทธัตถะในตัวเราเอง สำเร็จอยู่เสมอๆ ที่คุณทำได้ สิทธัตถะ โดยภาษาแปลความว่า ผู้มีตัณหาอันสำเร็จแล้ว เพราะฉะนั้น ผู้ที่สำเร็จตัณหา ผู้ที่มีตัณหาก็ได้ ไม่มีตัณหาก็ได้ เป็นผู้ที่มีวิภวตัณหา ตัณหาที่ไม่มีภพแล้วหรือยังมีภพอยู่ก็ได้ นี่คือภาวะของ 2 สภาพ ที่จบในตัวมันเอง 2 ใน 1ใน 2 ซึ่งคนนี้จะไม่มีความงง ไม่มีความไม่รู้แต่รู้หมด ไม่งง คุณจะสลับอย่างไร ก็ไม่งง กว่าคุณจะมีภูมิรู้ความเร็วของการสลับกันนี้ หรือความละเอียดมีมาก มีละเอียดลงไป แล้วมากกับละเอียดนี้ อันเดียวกันเลย มาก มันมีเล็กๆน้อยๆ นี่มันมาก ละเอียดนี้ แต่มีต่างกันไปเรื่อยๆ แต่กว่าคุณจะรู้คู่ของความละเอียดที่มันมีมากระดับ นี่แหละ ยาก กว่าจะเป็น อภิภู นี่กว่า อาตมาจะเข้าใจอภิภู นี้ไม่ใช่เรื่องเล่น อภิภู ระดับ 8 อาตมาถึงระดับ 7 แต่ก็พอมีภูมิรู้ จึงพอรู้ตัวเองบอกตัวเองได้ว่าตอนนี้อาตมาขึ้นระดับ 8 ไปตามลำดับ แต่ยังพูดไม่ได้ว่า เป็น อภิภูผู้ยิ่งใหญ่ พูดได้แต่ว่าขึ้นระดับ 8 แล้ว ธัมมานุสารี กับ สัทธานุสารี เป็นคู่แรก เป็นผู้ตามหาโสดาปัตติผล ก่อนจะมีโสดาปัตติผลต้องมีโสดาปัตติมรรค ก่อนจะมีโสดาปัตติมรรค ต้องมีสัมมาทิฏฐิ ก่อนจะปฏิบัติ มรรคมีองค์ 8 คือ ทางปฏิบัติ ก่อนจะปฏิบัติต้องรู้จักทางที่สัมมาก่อน ตัวไขทาง สัมมาทิฏฐิตัวแรก คือต้องมีสัมมาทิฏฐิตัวแรก ทิฏฐิตัวแรกคือ สักกายทิฏฐิ ก่อนคนจะมี สักกายทิฏฐิ อย่างละเอียดพอ มีจำนวนถูกสัดส่วนที่จะดำเนินไปตามลำดับ อย่างพ้นวิจิกิจฉา อย่างพ้นความลังเลสงสัย ไม่เข้าใจ แม้แต่เบื้องต้นแล้วต่อไปก็ไม่สงสัย เบื้องปลายก็ไม่สงสัย ยิ่งจบเลย มีผลเลย ก็ยังหมดสงสัยเลย แต่ถ้าเผื่อว่ามันยังไม่ใช่ มันยังมีความแย้ง ความขัด คุณจะไม่พ้น วิจิกิจฉา ได้ง่ายๆ เลย ไม่ง่าย วิจิกิจฉา ก็จะเป็นสังโยชน์เป็นอนุสัยไปเรื่อยๆ ลำดับ สัทธานุสารี จะไปได้วิมุติ ชื่อว่า สัทธาวิมุติ ซึ่งเป็นความเจริญไปอีกขั้นหนึ่ง ซึ่งเขาว่าเขาเจริญ เขาก็เจริญไปเป็น สัทธาวิมุติ ก็คือไปยึดถือว่าได้วิมุตินี้เจริญ คนที่ได้วิมุตินี้เจริญ เข้าใจกันถ้วนทั่วเลย แต่เขาไปเข้าใจวิมุติผิด เพราะฉะนั้น สัทธานุสารี กว่าจะไปได้วิมุติ สัมมา ถูกต้อง ต้องพ้น มิจฉาทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิตัวสำคัญก็คือ กาย ยังเข้าใจคำว่า กายไม่เพียงพอ ไม่บริบูรณ์พอ ยังไม่มากเพียงพอ กายนี้ เป็นตั้งแต่เบื้องต้นจนกระทั่งจบ เป็นอรหันต์นี้ตรวจด้วยกาย มีสัญญากำหนดรู้ความเป็นกาย ตั้งแต่ ความเป็นกายที่มันต่างกัน กายต่างกัน สัญญาต่างกัน คุณรู้ มนุษย์ เทวดา มารพรหม ต่างกันไปหมด กายต่างกัน สัญญาต่างกัน ในวิญญาณฐีติ 7 พอสมมุติว่า ปฐมฌานคือ ไม่มีนิวรณ์ 5 ทำฌานได้ มิจฉาฌาน เป็นสายศรัทธา สายเดียรถีย์ ก็ไปเข้าใจว่า หลับตาแล้วดับไม่ให้จิตมีนิวรณ์ 5 คุณก็ไม่มีนิวรณ์ 5 ได้แต่คุณดับจิต ต่างจาก ปัญญา ปัญญานั้นลืมตาก็ไม่มีนิวรณ์ 5 ตาหูจมูกลิ้นกาย เห็นอยู่แต่จิตไม่มีนิวรณ์ 5 ใน วิญญาณฐีติข้อที่ 2 “[๔๕] บุคคลชื่อว่าธัมมานุสารี เป็นไฉน ปัญญินทรีย์ของบุคคลใด ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่ง โสดาปัตติผลมีประมาณยิ่ง บุคคลนั้นย่อมอบรมซึ่งอริยมรรค อันมีปัญญาเป็นเครื่องนำมา มีปัญญาเป็นประธานให้เกิดขึ้น บุคคลนี้เรียกว่า ธัมมานุสารี บุคคลผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ชื่อว่าธัมมานุสารี บุคคลผู้ตั้งอยู่แล้ว ในผล ชื่อว่าทิฏฐิปัตตะ”

ทีนี้ ขึ้นไปสู่บุคคลที่ 3 สัทธาวิมุต “[๔๔] บุคคลชื่อว่าสัทธาวิมุต เป็นไฉน… บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เหตุให้เกิดทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่านี้ความดับทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ อนึ่งธรรมทั้งหลายที่พระตถาคตประกาศแล้ว ผู้นั้นเห็นชัดแล้วด้วยปัญญา ดำเนินไปดีแล้วด้วยปัญญา อนึ่ง อาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา แต่มิใช่เหมือนบุคคลผู้เป็นทิฏฐิปัตตะ บุคคลนี้เรียกว่าสัทธาวิมุต” พ่อครูว่า... ปัญญาจะทำให้อาสวะสิ้น ศรัทธาทำให้อาสวะสิ้นไม่ได้ แล้วที่ว่าอะไรที่ไม่เหมือนบุคคลผู้ที่เป็น ทิฏฐิปัตตะ คือ สายศรัทธาคุณยากกว่า คุณช้ากว่า ไม่เหมือนตรงนี้ สัทธานุสารี ไปเป็นสัทธาวิมุตจะช้าจะยากกว่า อันที่เป็นปัญญาตามลำดับ อาสวะบางอย่างเบื้องต้นทำได้สิ แต่สิ่งที่ละเอียดที่ยากนั้นจะทำได้ยากกว่า สายศรัทธา จะช้าและยากกว่าปัญญา ไม่เหมือนกันตรงที่ช้าและยากกว่ากัน “[๔๓] บุคคลชื่อว่าทิฏฐิปัตตะ เป็นไฉน …บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เหตุให้เกิดทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่านี้ความดับทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ อนึ่ง ธรรมทั้งหลายที่พระตถาคตประกาศแล้ว ผู้นั้นเห็นชัดแล้วด้วยปัญญา ดำเนินไปดีแล้วด้วยปัญญา อนึ่งอาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญาบุคคลนี้เรียกว่า ทิฏฐิปัตตะ” พ่อครูว่า... สัทธาวิมุติ ไม่รู้จักความเป็นกายได้ง่ายๆนี่คือประเด็น ที่จริงแล้ว ปัญญาวิมุติ สายปัญญาพุทธิจริต ควรจะรู้ กาย ได้เร็วกว่า ศรัทธา ใช่ไหม ใช่ แต่ พวกที่ไม่รู้ กาย แม้เป็นสายปัญญาแท้ๆไม่รู้กายได้ง่ายๆ เพราะไม่ฟังสัตบุรุษ ไม่ได้ฟังจากพระโอษฏ์ของ พระพุทธเจ้า ไม่ฟังจากสัตบุรุษ ไม่เชื่อว่าเป็นสัตบุรุษจริง มีอัตตามานะในตัวเอง ดังที่คนในขณะนี้ที่อยู่ในเถรสมาคม เรียนรู้หมดที่อาตมาพูดมีรู้หมด แต่เพราะมีกิเลสอัตตามานะ จึงฟังไม่ขึ้นฟังไม่เข้าฟังไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจอะไร ไม่เข้าใจคำว่า กาย ยากไหม? ถ้าผู้นี้เข้าใจคำว่า กายในตน เป็นสักกายะแล้ว จนพ้น วิจิกิจฉา แล้วมีศีลพรต มีข้อปฏิบัติที่สัมมาทิฏฐิไปตามลำดับได้แล้ว ผู้นี้จะเจริญขึ้นทันที ลำดับที่จะปฏิบัติไปตามลำดับจริงคืออะไรก็คือจรณะ 15 วิชชา 8 มีศีล เป็นตัวสำคัญตัวหลัก ที่อาตมาขยายมาตั้งแต่ต้น เดี๋ยวนี้ก็ยังขยาย แล้วก็มีตัวต้นอยู่ที่ขยายก็คือ ศีล ตัวต้น แล้วศีลข้อแรกคือสัตว์ อย่าฆ่าสัตว์ อย่าทำร้ายสัตว์แล้วอาตมาบอกถึงขั้นว่า คุณจะเข้าใจกรรมวิบาก คนที่มีปัญญาเข้าใจเรื่องกรรมวิบากจะไม่กินเนื้อสัตว์ เพราะเชื่อในกรรมวิบาก เพราะกรรมและวิบากนี้มันผูกพันกัน สัตว์เดรัจฉานมันไม่รู้หรอกว่ามันเป็นตัวตนของมัน ใครกินมัน มันก็ยึดว่าเป็นของมันทั้งนั้นแหละ มันก็จองเวรกันทั้งนั้น แต่คนที่ไม่เชื่อกรรม วิบาก ฟังอาตมาไม่เข้าใจ ไม่เชื่อว่ากรรมวิบากจะผูกพันแบบนี้ เขาก็ไม่เชื่อ เขาก็กินเนื้อ สัตว์ อยู่นั่นแหละ ซึ่งอาตมาขยายความเอาชีวกสูตร 5 ข้อมาขยาย ก็ยังเข้าใจยากกันอยู่ นั่นแหละ 5 ข้อของชีวกสูตร มันหมายถึงบาปตั้งแต่ต้นและบาปเป็นอันมากไม่ใช่บุญเลย แล้วบาปของ ชีวกสูตร เป็นบาปที่ละเอียดมากเลย “ชีวกสูตร 1. ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา” (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมายไปที่สัตว์ชื่อนั้น) 2. สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส 3. ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้” 4. สัตว์นั้น เมื่อกำลังถูกเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส 5. ผู้นั้นย่อมยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีด้วยเนื้อเป็นอกัปปิยะ ชื่อว่าย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก (ตถาคตํ วา ตถาคตสาวกํ วา อกปฺปิเยน อสฺสาเทติ อิมินา ปญฺจเมน ฐาเนน พหุง อปุญฺญํ ปสวตีติ) ชีวกสูตร ล.13 ข.60” พ่อครูว่า... ข้อที่ 5 ดูเหมือนเบาๆ แต่เป็นข้อที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเลย คนที่ถวายอาหารเนื้อสัตว์แก่ภิกษุแก่พระพุทธเจ้านี้ บาปเป็นอันมากข้อที่ 5 นี่ใกล้จะถึงเทศกาลกินเจแล้วนะ อธิบายนำเสียก่อน เพราะอะไร เพราะเขาไม่เข้าใจกรรมวิบาก ไม่เข้าใจว่าเดรัจฉานมันก็มีกรรมวิบาก มันไม่อภัยกันหรอก คนก็ยังไม่ได้อภัยกันง่ายๆเลย เป็นเวรานุเวร บุพเพสันนิวาสกันไม่รู้กี่เรื่อง หนังจีนมันแก้แค้นกันให้พ่อให้ปู่ ไม่เคยจบเลย เพราะพวกที่สร้างหนังจีนเป็นพวกที่อวิชชา ก็หลอกให้คนดูมัน โกวเล้งก็ดี กิมย้งก็ตาม ก็พยาบาทกันตลอดกาลนาน ไม่รู้จบในหนังจีน สรุปแล้วไม่รู้คำว่ากาย แล้วต้องอ่านที่ตนเอง สักกะ กายของเรา มีภายนอก มีภายในมีสัมผัสเป็นปัจจัย นี่เดี๋ยวนี้ๆ กาย อาตมาก็เน้นกาย คุณไปหลับตาปฏิบัติไม่มี ภายนอกสัมผัสเดี๋ยวนี้เลย โมฆบุรุษ คุณไม่มีวันจะบรรลุอรหันต์หรอกนั่งหลับตา ไม่มีกาย ภายนอก ไม่มีทางเลย ก็ไม่รู้จะพูดยังไง พระพุทธเจ้าอธิบายอย่างอาตมาไม่ได้ พระพุทธเจ้าเริ่มบรรยายธรรมะนี้กับเดียรถีย์ ที่เขาไปติดยึดกันนั่งหลับตาหมด ถ้าท่านไปด่าพวกหลับตา ท่านก็ไม่ได้ใครเลย แต่อาตมา เป็นลูกพระพุทธเจ้าที่สอนให้เป็นชาวพุทธทั้งนั้นไม่ใช่ เดียรถีย์ อาตมาจึงได้พูดชัด แยกผิดแยกถูก โดยที่ไม่ต้องไปเสียเวลาอนุโลมปฏิโลม เอาเลย ตรงเลย ถ้าทำตรงตามอาตมากล่าวนี้ สั้น เร็ว ไม่ช้าไม่ยาก บรรลุได้สั้นเร็วไม่ช้าไม่ยาก ทีนี้มาย้ำอีกที สัทธาวิมุติเป็น การรู้ยากรู้ช้า ก็ไปเชื่อ ครูบาอาจารย์ เชื่อสิ่งที่ตัวเอง เป็นหลักการอะไรมาอยู่ก่อนอยู่เก่า กว่าจะคลายได้ ก็หลงเสพวิมุติที่เป็นมิจฉา ก็นี่แหละ การนั่งหลับตานี่แหละ มีวิมุติดับสัญญา เป็นอสัญญีสัตว์ ซึ่งไม่ใช่ เอากิเลสมาล้างจนหมด กิเลส ไม่เห็นจะต้องหลับตา ไปหลับตาก็ไม่รู้กิเลส ไม่มีผัสสะภายนอก เวทนาก็ไม่มี นอกจากไม่มีเวทนาแล้ว ก็ยังไปดับสัญญาอีก เลยโง่ซ้ำซ้อน เวทนา ก็ไม่มีให้รู้ สัญญาก็ไปดับมันอีกก็ไม่รู้อีก แล้วคิดดูสิ คนที่ทั้ง เวทนา ที่ดิ้นจะให้รู้ ก็ไม่ให้รู้ คุณก็ไปดับตัวที่จะกำหนดรู้คือสัญญา คุณก็ไปดับมันอีก ดับเบิ้ลดับเลยมีตัวประธานเป็นทริปเปิ้ลดับ อาตมาเตือนแล้วเตือนอีกพวกหลับตา หากอาตมาได้พวกหลับตา ยิ่งกว่า ชฏิลสามพี่น้องมาเป็นขบวน จะเจริญได้มากเลย เพราะเขาก็แสวงหาแต่ไปงมงาย อยู่ที่ศรัทธาวิมุต ผู้ที่เริ่มเข้าใจคำว่า กาย คือ พ้น สักกายทิฏฐิ ข้อต้น ก็จึงเป็น ทิฏฐิปัตตะทันที สัทธาวิมุตคุณจะขึ้นเป็นทิฏฐิปัตตะ ต้องมีกาย ออกมาดูข้างนอก จึงจะมีการเรียนรู้ ทุกข์สมุทัย นิโรธ มรรค ตามเงื่อนไขที่พยัญชนะว่า “[๔๔] บุคคลชื่อว่าสัทธาวิมุต เป็นไฉนบุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เหตุให้เกิดทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่านี้ความดับทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์อนึ่งธรรมทั้งหลายที่พระตถาคตประกาศแล้ว ผู้นั้นเห็นชัดแล้วด้วยปัญญา ดำเนินไปดีแล้วด้วยปัญญา อนึ่ง อาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญาแต่มิใช่เหมือนบุคคลผู้เป็นทิฏฐิปัตตะ บุคคลนี้เรียกว่าสัทธาวิมุต” พ่อครูว่า... ต้องเห็นด้วยปัญญา อาสวะบางอย่างจึงจะหมดสิ้นได้ แต่ไม่ใช่เหมือน ทิฏฐิปัตตะ นี่คือสัทธาวิมุต ไม่เหมือนทิฏฐิปัตตะ ที่ช้าหรือยากกว่า ทิฏฐิปัตตะนั้น ง่ายและเร็วกว่า เพราะฉะนั้นผู้ที่ยังยากยังช้านี่แหละ ไม่เห็นกาย ไม่มีภายนอกไม่มีภายใน ไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้สมุทัยเหตุแห่งทุกข์ ไม่รู้นิโรธแท้ สัมมานิโรธ ก็ไปหลงมิจฉานิโรธ ดับสัญญา ดับเวทนา จึงช้าและยากอยู่ตรงนี้ วนอยู่อย่างนี้ เหมือนอย่าง เถรสมาคม ที่อาตมาพูด คนไปเจอที่อาตมา วิจารณ์ไว้ในหนังสืออโศก คั้นออกมาจากความไม่รู้ พ.ศ. 2514 ที่อาตมาหยิบยก อ.มั่นมาอธิบาย ก็ว่าไปว่าเพราะ ความไม่รู้ ยังอวิชชา ไปนั่งหลับตา วิจารณ์มาตั้งแต่บัดโน้น จนบัดนี้ก็ยัง บื้อกันอยู่ ตั้งแต่ 2514-2565 ก็ 51 ปีแล้ว เห็นไหมว่าช้าและยาก จนอาตมา จะไอเป็นเลือดแล้ว มันสุดสงสารจริงๆไม่รู้จะทำอย่างไร อาตมาไม่ได้พูดเล่นนะ สงสาร เขาอยากได้ เขาอยากบรรลุ แต่ไม่มีปรโตโฆษะ มีอัตตามานะสูง หลงอาจารย์ที่พาผิดก็ไม่รู้จะทำอย่างไร พออาตมาบอกว่า อาตมาถูก ซึ่งมันก็จะไม่เหมือนกับที่อาจารย์เขาสอน อาจารย์เขาสอนก็พาเข้าป่าเข้ารกจริงๆ อาตมาไม่ได้พาเข้าป่าเข้าดง พามาหาคนที่เป็น อาริยกะ คนเจริญไม่ใช่คนเถื่อน มิลักขะ ไปถึงทิฏฐิปัตตะ “[๔๓] บุคคลชื่อว่าทิฏฐิปัตตะ เป็นไฉน…บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เหตุให้เกิดทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ความดับทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ อนึ่ง ธรรมทั้งหลายที่พระตถาคตประกาศแล้ว ผู้นั้นเห็นชัดแล้วด้วยปัญญา ดำเนินไปดีแล้วด้วยปัญญา อนึ่งอาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญาบุคคลนี้เรียกว่า ทิฏฐิปัตตะ” พ่อครูว่า... อาสวะบางอย่างหมดสิ้นได้เพราะเห็นด้วยปัญญา ในสัทธาวิมุติ ถ้ายังไม่มีปัญญา อาสวะก็ดับไม่ได้ เงื่อนไขอยู่ตรงนี้ เพราะฉะนั้น สัทธาวิมุตต้องมีปัญญา จึงจะทำให้อาสวะสิ้นได้ สายศรัทธาไม่มีสิทธิ์ที่จะทำให้อาสวะสิ้นได้ เพราะฉะนั้นสายศรัทธาจึงช้าหรือยากอย่างที่ว่ามาแล้วเป็นความต่าง ชัดขึ้นแล้วนะ ทีนี้ เอากายสักขี “[๔๒] บุคคลชื่อว่ากายสักขี เป็นไฉนบุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกต้องซึ่งวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย แล้วสำเร็จอิริยาบถอยู่ ทั้งอาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญาบุคคลนี้เรียกว่า กายสักขี” พ่อครูว่า... สัทธาวิมุตยังไม่รู้จัก กาย จึงไม่มีกายมาให้รู้เป็นพยานหลักฐานเลย สัทธาวิมุตขึ้นมาเป็นกายสักขี แต่ไม่ได้ขึ้นง่าย เพราะว่าไปจมอยู่ที่ศรัทธาวิมุติเอง เพราะไม่รู้กาย ไม่มีกาย เป็นสักขีพยานให้ตนเองรู้ กายที่ตัวเองรู้ก็เป็น มิจฉาทิฏฐิ นิรมาณกาย สัมโภคกาย อทิสมานกาย มีแต่กายภายใน กายเก๊ ไปร่วมรู้ด้วยกันเหมือนกัน ซึ่งต่างคนก็ต่างไม่เห็นอาทิสมานกายของใคร กายของแต่ละคนอยู่ในภพตนเอง แต่ติ๊งต่างว่าเหมือนกันเป็น สัมโภคกาย อยู่ในภพ ที่ต่างคนต่างเพ้อฝันต่างโมเม แต่ต่างคนต่างเนรมิตเอาเอง กาย ต้องมาเห็นตั้งแต่ 2 คนร่วมกันขึ้นไป 3 คน 4 คนจนเป็นล้านคน นี่ใช่ ภายนอกภายในต้องเห็นด้วยแสงสว่าง มีรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัส คือ รูปที่ต้องออกมาภายนอกหมดแต่นี่คุณไม่มี โผฏฐัพพะ กายไม่มีภายนอก คุณไม่มีกายสักขีได้ง่ายจากสัทธาวิมุตแล้วจะเป็นกายสักขี ก็ยังเป็นไปไม่ได้ง่ายๆเพราะยังไม่มี ทิฏฐิปัตตะ แม้จะมีเงื่อนไขว่า สัทธาวิมุตนั้น จะพ้นอาสวะบางอย่างดับได้ เพราะรู้ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค แล้ว คุณจะรู้ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ได้ ก็ต้องมี กาย อย่างสัมมาทิฏฐิ ฉะนั้นเมื่อใดยังไม่พ้น สักกายทิฏฐิ คือ สังโยชน์ข้อแรก ก็ปิดประตู ตั้งแต่ ธัมมานุสารีกับสัทธานุสารี ถ้า ธัมมานุสารีรู้จัก กาย ที่สัมมาทิฏฐิได้ ก็จะเป็น ทิฏฐิปัตตะ พ้นกายได้ พ้นสัทธาวิมุตไปได้ แต่ สัทธานุสารีไม่รู้จักกาย อย่างสัมมาทิฏฐิ แต่สายปัญญา ที่มีอัตตามานะอยู่ในเถรสมาคม น่าสงสารยิ่งกว่าเพราะไม่ฟังอาตมา ฟังอาตมาก็ไม่เข้าใจเพราะอัตตามานะจริงๆมาบัง ถ้ายอมรับอาตมาว่าเป็นสัตบุรุษ คุณยังเป็นผู้ผิด เปิดจิต ทีนี้ ขยับมาย้ำที่ กายสักขี “[๔๒] บุคคลชื่อว่ากายสักขี เป็นไฉนบุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกต้องซึ่งวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย แล้วสำเร็จอิริยาบถอยู่ ทั้งอาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญาบุคคลนี้เรียกว่า กายสักขี” พ่อครูว่า... อันนี้ มีคำว่า ถูกต้องวิโมกข์ 8 ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่ คือ รวมทั้งภายนอกภายใน ทั้งรูปทั้งนาม มีวิโมกข์ 8 ด้วยกาย อาสวะบางอย่างจึงดับได้ก็หมดสิ้นได้ เพราะ สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วย กาย สัทธาวิมุตถ้ายังไม่สัมมาทิฏฐิ เป็นทิฏฐิปัตตะก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นจะขึ้นมาเป็นกายสักขีระดับที่ 5 ไม่ได้ เพราะไม่สัมมาทิฏฐิเรื่องกายตั้งแต่ทิฏฐิปัตตะ เพราะฉะนั้นเขาจึงไม่สามารถจะมีการถูกต้องวิโมกข์ 8 ด้วยกาย จนกว่าคุณจะถูกต้องวิโมกข์ 8 ด้วยกาย มาเป็นกายสักขี คุณต้องผ่าน ทิฏฐิปัตตะ สัมผัสกายเสียก่อน แต่ ปัญญาวิมุติหรือธัมมานุสารี หรือ ทิฏฐิปัตตะ สัมมาทิฏฐิแล้วตั้งแต่ ทิฏฐิปัตตะ เพราะฉะนั้นมาเป็นกายสักขี ก็สบายมาก สบม ทมด ปกต หห จจ ปกต หห จจ มชยลล มีกาย สัมผัส อย่าง อาตมาพาสัมผัส มีกาย มีรูปนาม มีบุคคล มีพฤติกรรม มีหลักฐานอ้างอิง คุณก็ยังไม่เชื่อ คุณก็ยังไม่เห็นไม่เข้าใจ จะเอายังไงอีก ถึงขั้นสาธารณโภคี มีวรรณะ 9 มีสาราณียธรรม 6 ยืนยันอยู่อย่างนี้ พระไตรปิฎกเล่มเดียวกัน ก็ยังไม่เชื่อว่า อาตมาคือคนจริงในยุคนี้เป็นไก่ตัวพี่ มาทำอันนี้ได้สำเร็จ อาตมาพูดได้อย่างเต็มปาก เพราะมันมีผลเป็นปรากฏการณ์จริงอยู่นี่เลย ใช่ไหม แหม น่าสงสาร เมืองไทย คณะใหญ่ กระแสหลัก เถรสมาคม ถ้ามาเข้าใจ อย่างที่อาตมาอธิบาย แล้วลงมือปฏิบัติ คุณก็จะบรรลุ แต่นี่คุณไม่บรรลุ เพราะคุณยังติด มิจฉาทิฏฐิของคุณยังอยู่ จะทำอย่างไรหนอ มันสิหมดความเว่าแล่วนี่ ไม่รู้จะพูดอย่างไร เอา ตายเป็นตายสู้ๆ เชียร์อาตมาหน่อยนะ เข้าใจเพิ่มขึ้นแล้วนะว่า ผู้ที่จะเป็นกายสักขี คือ มีกายอยู่ทนโท่เลย สัมผัสอยู่ได้ภายนอกภายในยืนยันพร้อมกัน เพราะสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ใน พยัญชนะบาลี คำว่า ไม่ถูกต้องวิโมกข์ 8 ด้วยกาย มิได้ถูกต้องวิโมกข์ 8 ด้วยกายเขาแปลมาจากคำว่า น เหว โข น คือ ไม่ เขาเลยแปลว่าไม่ เหวะ เขาก็ไม่แปล โข เขาก็ไม่แปล เหวะ คือความจริงอันนั้น, โข คือ ซ้ำ ห คือความจริง, ว คือ อันนั้น อันนั้น ไม่ต้องกล่าวว่ามันซ้ำ เพราะผู้ที่มีปัญญาวิมุตท่านมีมาแล้ว ไม่ต้องกล่าวว่าท่านจะมีหรือไม่มีสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย หรือไม่สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ถ้ามันไม่มีการสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายมาตั้งแต่ต้น จะทำอาสวะสิ้นหมดเกลี้ยงได้อย่างไร มันก็ทำได้แค่บางอย่าง เพราะฉะนั้นกายสักขี อาสวะบางอย่างเท่านั้นหมดสิ้น สายศรัทธาวิมุต มากายสักขี เริ่มได้อาสวะบางอย่าง เป็นส่วนแห่งบุญ ทำได้เป็นส่วนๆมา ยังไม่หมดสิ้น โอ้โห พระเจ้าประทานน้ำมนต์สนับสนุนอาตมา (ฝนตก) เพราะฉะนั้นคำว่าถูกต้องวิโมกข์ 8 ด้วยกาย สายปัญญาวิมุตินี่แหละ เขาแปล น เหว โข เขาแปลว่า มิได้ ถูกต้องวิโมกข์ 8 ด้วยกาย “[๔๑] บุคคลชื่อว่าปัญญาวิมุต เป็นไฉนบุคคลบางคนในโลกนี้ มิได้ถูกต้องซึ่งวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่ แต่อาสวะของผู้นั้นสิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่า ปัญญาวิมุต” พ่อครูว่า... คำแปลอันนี้มันขัดแย้งในตัว ไม่ถูกต้องวิโมกข์ 8 ด้วยกายแต่ทำไมอาสวะหมดสิ้น ส่วนคนที่เป็นกายสักขีถูกต้องวิโมกข์ 8 ด้วยกาย แต่อาสวะไม่หมดสิ้น ทำได้แค่บางอย่าง แล้วใครจะเป็นคนที่เหนือใครกันแน่วะ ก็ต้องปัญญาวิมุติเหนือกว่ากายสักขีเพราะทำอาสวะหมดสิ้นได้ แล้วเอาพยัญชนะว่าไม่ได้ถูกต้องวิโมกข์ 8 ด้วยกายมาใส่ ซึ่งมันไม่ใช่ น เหวโข ไม่ได้แปลว่า ไม่ถูกต้องวิโมกข์ 8 ด้วยกาย มันแปลว่า ไม่ต้องไปกล่าว ไม่ต้องไปพูดถึงหรอก เพราะท่านผู้นี้มีสัมมาทิฏฐิ มีกายมาตั้งแต่ ธัมมานุสารีมาแล้ว แล้วกายสักขีก็มีกายทั้งนั้น มาถึง ปัญญาวิมุตติ ระดับที่ 6 เท่านั้น ก็จบ เป็นอรหันต์ อาสวะสิ้น แต่คุณสิๆ คุณศรัทธาเอ้ย คุณยังไม่สิ้น เพราะว่ากายของคุณไม่บริบูรณ์ ปัญญาของคุณก็ไม่บริบูรณ์ คุณต้องไปมีปัญญาอย่างจริงจังอีกทีหนึ่งที่ อุภโตภาควิมุติ คุณมีแต่เจโต ศรัทธา ไปถึงขั้น 7 ก็ต้องมาเติมปัญญาวิมุติ คุณถึงจะบรรลุ อาสวะสิ้น เห็นไหม นี่คือ สิริมหามายา ภาษามันไม่มีตัวแทนสภาวะ ก็ต้องเอาภาษาอันล่างมาเรียกอันบน อันบนมาเรียกอันล่าง อันที่หยาบที่สุดคือละเอียดที่สุด อันที่ละเอียดที่สุดคือหยาบที่สุด เอาหัวมาเรียกหาง เอาหางมาเรียกหัว เอาต้นมาเรียกปลาย เอาปลายมาเรียกต้น กลับไปกลับมา เรียกว่า ปฏิ ทวนไปทวนมา อนุโลมปฏิโลม จึงชื่อว่า สิริมหามายา เหมือนนักเล่นกล นี่หลังมือนะ นี่ฝ่ามือนะ สลับไปมา เร็วนะ ดูทันไหม เร็วยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ นักเล่นกล สิริมหามายาบอกว่า นี่ฝ่ามือนะ นี่หลังมือนะ หรือ คุณจะเร็วเท่าไหร่ ความเร็วของสิริมหามายาก็ไล่ทันหมด จับฝ่ามือ จับห

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน