06-บทที่ 2 7.docx

โฟลเดอร์word
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์14 MB
วันที่แก้ไข28 เมษายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

บทที่ 2 เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การ วิจัยครั้งนี้ ศึกษา ผล การประยุกต์ใช้เทคนิคการกดจุดเส้นลมปราณที่แขนเพื่อลดอาการปวดคอ บ่าไหล่ ของผู้เข้าค่ายแพทย์วิถีธรรมสวนป่านาบุญ 2 อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช นี้ มีข้อมูลที่มีความจำเป็นต่อการศึกษาเรื่องดังกล่าว ผู้วิจัยจึงได้ศึกษา สืบค้น และรวบรวมข้อมูล องค์ความรู้เกี่ยวกับเทคนิคการกดจุดเส้นลมปราณที่แขนเพื่อลดอาการปวดคอ บ่าไหล่ ของผู้เข้าค่ายแพทย์วิถีธรรมสวนป่านาบุญ 2 โดยมีการเรียบเรียงเอกสารรายงานการวิจัยที่เกี่ยวข้องดังนี้ 1. แนวคิดเกี่ยวกับกายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยา 2 . แนวคิดเกี่ยวกับ อาการปวดคอ บ่าไหล่ 3. แนวคิดเกี่ยวกับการ กดจุดเส้นลมปราณ 4 . แนวคิดเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพแนวเศรษฐกิจพอเพียงตามหลักการแพทย์วิถีธรรม 5 . งานวิจัย ที่เกี่ยวข้อง แนวคิดเกี่ยวกับกายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยา ความหมายของกายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยาของมนุษย์ กายวิภาคศาสตร์ ( Human anatomy ) หมายถึง เป็นวิทยาศาสตร์ที ่ เกี ่ ยวข้องถึงการศึกษาเกี ่ ยวกับโครงสร้าง ( S tructure ) รูปร่างลักษณะ ( M orphology ) และตำแหน่ง ที่ตั้ง ของอวัยวะต่าง ๆของมนุษย์ คำว่า Anatomy มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก แบ่งออกเป็น 2 คำคือ Ana มีหมายความว่า การแยกเป็นส่วน ๆ และ Tomy มาจากคำว่า tome หมายความว่า การตัด ดังนั ้ นคำว่า Anatomy จึงหมายความว่า การตัดออกเป็นส่วน ๆ ( Mader . 2004 : 29 ) สรีวิทยา ( Physiology ) เป็น วิทยาศาสตร์ที ่ เกี ่ ยวข้องถึงการศึกษาเกี ่ ยวกับหน้าที ่ ( Function ) และการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย ( Mader . 2004 : 29 ) กายวิภาคศาสตร์ของมนุษย์ ( Human Anatomy ) หมายถึง วิชาที ่ ศึกษาเกี ่ ยวกับโครงสร้างของร่างกายมนุษย์ ท ี่ ป

อ่านต่อ

ระกอบเป็นรูปร่างของร่างกาย รวมถึงตำแหน่ง ที่ตั้ งของอวัยวะต่างๆ ว่าอยู่ส่วนไหนของร่างกาย และส่วนต่าง ๆ นี ้ เกี่ ยว ข้องสัมพันธ์กันอย่างไร (นำพร อินสิน . 2555 : 11 ) สรีรวิทยาของมนุษย์ ( Human Physiology ) คือวิชาที ่ ศึกษาหน้าที ่ การทำงานของส่วนหรืออวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายมนุษย์ เมื่อ รวมเข้ากันเป็นอวัยวะและระบบต่าง ๆ เหล่านี ้ ต้องทำงานประสานกันเพ ื่ อให้ร่างกายสามารถดำรงอยู่ได้ตามปกติ (นำพร อินสิน . 2555 : 11 ) ดังนั ้ นการศึกษากายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยาของมนุษย์ จึงเป็นการศึกษาถึงโครงสร้างร่างกายและส่วนประกอบต่าง ๆ ของร่างกายทั ้ งระดับภายนอกและภายใน ระดับโครงสร้างขนาดใหญ่จนถึงโครงสร้างขนาดเล็ก ตลอดจนการศึกษาถึงหน้าท ี่ การทำงานของระบบร่างกาย ดังนั ้ น การเรียนร่างกายมนุษย์ในระบบต่าง ๆ จึงต้องศึกษาทั ้ งกายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยาของมนุษย์ไปควบคู่กันทั ้ งคนปกติและคนท ี่ เจ็บป่วย เพ ื่ อให้เราสามารถดูแลรักษาและป้องกันการเจ็บป่วยได้อย่างเหมาะสม การศึกษากายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยา ของมนุษย์ แบ่งออกได้หลายวิธีดังนี ้ (นำพร อินสิน . 2555 : 12 ) 1. การศึกษาส่วนต่างๆของร่างกายที ่ เห็นได้ด้วยตาเปล่า ( Gross A natomy ) เช่น ศึกษาโครงสร้างของของศีรษะ ท้อง แขน ขา กระดูก เป็นต้น 2. การศึกษาส่วนประกอบของอวัยวะ ที่ ต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ ( Microscopic Anatomy ) ซึ ่ งแยกออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ ๆ คือ การศึกษาเก ี่ ยวกับเซลล์ ( Cytology ) การศึกษาเก ี่ ยวกับเนื ้ อเย ื่ อ ( Histology ) และการศึกษา เกี่ ยวกับอวัยวะ ( Organology ) 3. การศึกษาถึงกำเนิดของอวัยวะต่างๆ รวมตลอดทั ้ งตัว และการเจริญเติบโตของ ตัวอ่อน ( Embryology or Developmental A natomy ) 4. การศึกษาลักษณะ และหน้า ที่ ของระบบต่างๆ ( Systemic A natomy ) 5. การศึกษาโครงสร้างของระบบประสาท ( Neuroanatomy ) 6. การศึกษาเปรียบเทียบกายวิภาคศาสตร์ ( Comparative A natomy ) การจัดระบบร่างกาย( Organization of the body ) ร่างกายของมนุษย์มีการจัดระบบงาน 2 ระดับ คือ การทำงานระดับย่อย ซึ ่ งหมายถึงการทำงานของเซลล์และการทำงานระดับรวม เป็นการทำงานระดับอวัยวะ ( Organs ) เซลล์หลายๆเซลล์ประกอบขึ ้ นเป็นเนื ้ อเยื ่ อ ( Tissue ) เนื ้ อเยื ่ อ จำนวนมากประกอบขึ ้ นเป็นอวัยวะ ( Organs ) อวัยวะหลายอันรวมกันแบ่งเป็นระบบ ( System ) ดังนั ้ น ร่างกายของมนุษย์จึงแบ่งออกเป็นระบบๆ และต้องทำงานประสานเก ี่ ยวพันเป็นอันหนึ ่ งอันเดียวกันเสมอเ พื่ อให้ชีวิตอยู่ได้ (นำพร อินสิน . 2555 : 12 ) ภาพที่ 1 การจัดระบบการทำงานภายในร่างกาย ที ่ มา : ( Mader . 2004 : 29 ) ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายมนุษย์ (นำพร อินสิน . 2555 : 13 - 14 ) สามารถแบ่งเป็นส่วนต่าง ๆ ได้ดังนี ้ 1 . ศีรษะและคอ ( Head and Neck ) 1 . 1 สมอง ( Brain ) 1 . 2 ใบหน้า ( Face ) 1 . 3 หู ( Ears ) 1 . 4 เบ้าตา ( Orbit ) 1 . 5 ตา ( Eye ) 1 . 6 ปาก ( Mouth ) 1 . 7 ลิ ้ น ( Tongue ) 1 . 8 ฟัน ( Teeth ) 1 . 9 จมูก ( Nose ) 1 . 10 หนังศีรษะ ( Scalp ) 1 . 11 กล่องเสียง ( Larynx ) 1 . 12 คอหอย ( Pharynx ) 1 . 13 ต่อมน ้ำ ลาย ( Salivary Glands ) 1 . 14 เยื ่ อหุ้มสมอง ( Meninges ) 1 . 15 ต่อมไทรอยด์ ( Thyroid ) 1 . 16 ต่อมพาราไทรอยด์ ( Parathyroid Gland ) 2 . ลำตัว แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ อก ท้อง ท้องน้อย 2 . 1 กระดูกสันหลัง ( Vertebra ) และไขสันหลัง ( Spinal Cord ) 2 . 2 ต่อมน ้ำ นม ( Mammary Gland ) 2 . 3 ปอด ( Lungs ) 2 . 4 หัวใจ ( Heart ) 2 . 5 ประจันอก ( Mediastinum ) 2 . 6 หลอดอาหาร ( Esophagus ) 2 . 7 กะบังลม ( Diaphragm ) 2 . 8 ต่อมไทมัส ( Thymus ) 2 . 9 เยื ่ อบุช่องท้อง ( Peritoneum ) 2 . 10 กระเพาะอาหาร ( Stomach ) 2 . 11 ลำไส้เล็กส่วนต้น หรือ ดูโอดีนัม ( Duodenum ) 2 . 12 ลำไส้ ( Intestine ) 2 . 13 ลำไส้เล็ก ( Small Intestine ) 2 . 14 ลำไส้ใหญ่ ( Colon ) 2 . 15 ตับ ( Liver ) 2 . 16 ม้าม ( Spleen ) 2 . 17 ตับอ่อน ( Pancreas ) 2 . 18 ไต ( Kidney ) 2 . 19 ต่อมหมวกไต ( Adrenal Gland ) 2 . 20 ไส้ติ ่ ง ( Vermiform Appendix ) 2 . 21 เชิงกราน ( Pelvis ) 2 . 22 กระเบนเหน็บ ( Sacrum ) 2 . 23 ก้นกบ ( Coccyx ) 2 . 24 รังไข่ ( Ovaries ) 2 . 25 ท่อนำไข่ ( Fallopian Tube ) 2 . 26 มดลูก ( Uterus ) 2 . 27 ช่องคลอด ( Vagina ) 2 . 28 โยนี ( Vulva ) 2 . 29 คลิตอริส หรือ ปุ่มกระสัน ( Clitoris ) 2 . 30 ฝีเย็บ ( Perineum ) 2 . 31 กระเพาะปัสสาวะ ( Urinary Bladder ) 2 . 32 อัณฑะ ( Testicles ) 2 . 33 ไส้ตรง ( Rectum ) 2 . 34 องคชาต ( Penis ) 3 . แขนและขา 3 . 1 กล้ามเนื ้ อ ( Muscle ) 3 . 2 กระดูก ( Skeleton ) 3 . 3 เส้นประสาท ( Nerves ) 3 . 4 มือ ( Hand ) 3 . 5 ข้อมือ ( Wrist ) 3 . 6 ข้อศอก ( Elbow ) 3 . 7 ไหล่ ( Shoulder ) 3 . 8 สะโพก ( Hip ) 3 . 9 เข่า ( Knee ) 3 . 10 ข้อเท้า ( Ankle ) การแบ่งระบบภายในร่างกาย Mader ( 2004 : 31 - 32 ) แบ่งระบบภายในร่างกายออกเป็น 10 ระบบดังนี ้ 1 . ระบบปกคลุมร่างกาย ( Integumentary system ) 2 . ระบบโครงร่าง หรือระบบกระดูก ( Skeletal system ) 3 . ระบบกล้ามเนื ้ อ ( Muscular system ) 4 . ระบบประสาท ( Nervous system ) 5 . ระบบไหลเวียน ( Circulatory system ) 6 . ระบบหายใจ ( Respiratory system ) 7 . ระบบย่อยอาหาร ( Digestive system ) 8 . ระบบขับถ่าย ( Excretory system ) 9 . ระบบต่อมไร้ท่อ ( Endocrine glands system ) 10 . ระบบสืบพันธุ์ ( Reproductive system ) ช่องว่างในร่างกาย ( Cavities of the B ody ) แบ่งออกเป็น 2 ช่องใหญ่ คือ 1 . ช่องด้านหลัง ( Dorsal cavity ) 2 . ช่ องด้านหน้า ( Ventral cavity ) ช่องด้านหลัง มีกระดูกล้อมรอบโดยเป็นช่องจากกระดูกกะโหลกศีรษะและกระดูกสันหลังแบ่งออกได้อีกคือ 1 . ช่องท ี่ อยู่ในกระดูกกะโหลกศีรษะ ( Cranial cavity ) โดยมีสมองบรรจุอยู่ภายในและยังมีช่องเล็กๆ ที่ อยู่ภายในกะโหลกศีรษะคือ 1 . 1 ช่องเบ้าตา ( Orbital cavity ) บรรจุตาอยู่ภายใน 1 . 2 ช่องจมูก ( Nasal cavity ) ให้อากาศผ่าน 1 . 3 ช่องปาก ( Mouth or Oral cavity ) ให้อาหารและอากาศผ่าน 2 . ช่อง ที่ อยู่ภายในกระดูกสันหลัง ( Spinal cavity ) ติดต่อกับกะโหลกศีรษะโดยมีไขสันหลัง ( Spinal cord ) ทอดทะลุถึงกันช่องด้านหน้าเป็นช่อง ที่ อยู่ข้างหน้ากระดูกสันหลังช่องนี ้ ใหญ่กว่าช่องด้านหลังมากเป็นช่อง ที่ ไม่มีกระดูกล้อมรอบอยู่ครบบางส่วนมีกล้ามเนื ้ อแบ่งกั ้ นหรือเรียกว่าเป็นช่องว่างลำตัวประกอบด้วย 2 . 1 ช่องอก ( Thorax or Thoracic cavity ) เป็นช่องว่างส่วนบนของลำตัวโดยมีกล้ามเนื ้ อกะบังลม ( Diaphragm ) กั ้ นอยู่ระหว่างช่องอกและช่องท้องบรรจุอวัยวะ ที่ สำคัญคือ 2 . 1 . 1 หัวใจและเส้นเลือดใหญ่ ( Cardiac and Artery ) 2 . 1 . 2 ปอดและทางผ่านของอากาศโดยมีหลอดลมและหลอกลมขั ้ วปอด 2 . 1 . 3 หลอดอาหาร ( Esophagus ) 2 . 2 ช่องท้อง ( Abdomen or Abdominal cavity ) เป็นส่วน ที่อยู่ต่ำ จากกะบังลมลงมาบรรจุอวัยวะ คือ 2 . 2 . 1 กระเพาะอาหาร ( stomach ) 2 . 2 . 2 ลำไส้เล็ก ( Small intestine ) 2 . 2 . 3 ลำไส้ใหญ่ ( Large intestine ) 2 . 2 . 4 ตับ ( Liver ) 2 . 2 . 5 ตับอ่อน ( Pancreas ) 2 . 2 . 6 ม้าม ( Spleen ) 2 . 2 . 7 ไต ( Kidneys ) 2 . 2 . 8 หลอดไต ( Urethra ) 2 . 3 ช่องท้องน้อย ( Pelvis or Pelvic C avity ) เป็นส่วนหนึ ่ งของช่องท้อง ที่อยู่ต ่ำ ลงมา ไม่มีอะไรกั ้ น บรรจุอวัยวะ คือ 2 . 3 . 1 กระเพาะปัสสาวะ ( Bladder ) 2 . 3 . 2 อวัยวะสืบพันธุ์ ( Reproductive Organs ) 2 . 3 . 3 ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย ( Rectum ) จากส่วนหลักของร่างกายเหล่านี ้ จะเห็นได้ว่ามนุษย์เพศชายและเพศหญิงมีความแตกต่างกันอย่างมาก นอกจากนี ้ เพศหญิงและเพศชายยังมีลักษณะ อื่ น ที่ แตกต่างกัน เช่น เพศชายมีกล้ามเนื ้ อมากกว่าเพศหญิงและบึกบึนกว่า ในขณะ ที่ เพศหญิงจะกลมกลึงและสวยงามกว่า นอกจากนี ้ ความแตกต่าง ที่ เห็นได้ชัดเจน ที่ สุด คือ อวัยวะสืบพันธุ์และลักษณะทางเพศ การจัดลำดับโครงสร้างร่างกายมนุษย์ ในปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบแล้วว่า ร่างกายของมนุษย์นั ้ นประกอบด้วยส่วนประกอบ ย่อย ๆ หลายส่วนมารวมกัน เ พื่ อทำหน้า ที่ ร่วมกัน ( Mader . 2004 : 34 ) โดยสามารถจัดลำดับโครงสร้าง ของร่างกายมนุษย์ได้ดังนี ้ 1 . อะตอม เป็นหน่วยย่อย ที่ สุดของสารซึ ่ งเราไม่สามารถมองเห็นได้ 2 . โมเลกุล เกิดจากการรวมตัวกันของอะตอมของธาตุแต่ละชนิด ได้สาร ที่ มีขนาดใหญ่ขึ ้ น และมีหน้า ที่ เฉพาะในร่างกาย เช่น สารอาหารต่าง ๆ ฮอร์โมน เอนไซม์ น้ำ ย่อย เป็นต้น 3 . เซลล์ จัดเป็นหน่วยย่อย ที่ สุดในการทำงานของร่างกายมนุษย์ เซลล์เหล่านี ้ ประกอบขึ ้ นจากการรวมของโมเลกุลต่างๆ ซึ ่ งมักมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น เซลล์มีรูปร่างแตกต่างกัน โดยรูปร่างของเซลล์จะเหมาะกับลักษณะการทำงานของเซลล์ เช่น เซลล์ประสาทมีแขนงมากมายซึ ่ งจะทำหน้า ที่ ส่งข้อมูลข่าวสารระหว่างเซลล์ 4 . เนื้อเยื่อ เกิดจากการรวมกลุ่มของเซลล์ชนิดเดียวกัน เพ ื่อ มาทำหน้า ที่ ร่วมกันโดยเฉพาะ เช่น เนื้อเยื่อ ปอด เนื้อเยื่อ บุผิว เป็นต้น 5 . อวัยวะ เกิดจากการรวมกลุ่มของ เนื้อเยื่อ หลายชนิด ที่ มาทำหน้า ที่ ร่วมกัน เช่น หัวใจ ประกอบด้วย เนื้อเยื่อ บุผิวชั ้ นนอก กล้าม เนื้อเยื่อ ชั ้ นกลางและกล้าม เนื้อเยื่อ ชั ้ นใน รวมตัวกัน เพื่อ ทำหน้า ที่ ในการสูบฉีดเลือดไปเลี ้ ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย 6 . ระบบอวัยวะ เป็นกลุ่มของอวัยวะ ที่ เกี่ยว ข้องกัน อวัยวะในระบบเดียวกันอาจมีความสัมพันธ์ร่วมกันได้หลายทาง แต่มักจะมีลักษณะหน้าที ่ การทำงาน เกี่ยว ข้องกัน เช่น ระบบขับถ่ายประกอบด้วยอวัยวะหลายอย่าง ที่ ทำหน้า ที่ ร่วมกันในการผลิต เก็บ และขับปัสสาวะออกมาจากร่างกายหน้า ที่ ของระบบอวัยวะมักจะมีหน้า ที่ ทับซ้อนกัน เช่น ต่อมไฮโปทาลามัส ( Hypothalamus ) เป็นอวัยวะ ที่ ทำหน้า ที่ทั้ง ในระบบประสาท ( Nervous System ) และระบบต่อมไร้ท่อ ( Endocrine System ) ทำให้การศึกษา ทั้ง สองระบบมักจะทำร่วมกันเรียกว่า ระบบประสาทและต่อมไร้ท่อ ( Neuroendocrine System ) หรือระบบกล้าม เนื้อเยื่อ และกระดูก ( Musculoskeletal System ) ซึ ่ งเป็นความเก ี่ ยวข้องกันระหว่างระบบกล้าม เนื้อเยื่อ ( Muscular System ) และ ระบบโครงกระดูก ( Skeletal System ) 7 . ร่างกายมนุษย์ เกิดจากการรวมกันของระบบอวัยวะทุกระบบในร่างกาย ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ( Anatomical parts of the B ody ) ( Mader . 2004 ) ร่างกายของมนุษย์แบ่งออกเป็นส่วนต่าง ๆ ดัง นี้ 1 . ศีรษะ ( Head ) 2 . คอ ( Neck ) 3 . ลำตัว ( Trunk ) 4 . แขน ( Upper limbs ) 5 . ขา ( Lower limbs ) ศีรษะ แบ่งออกเป็นส่วน ๆ คือ 1 . ขม่อม ( Crown or Vertex ) 2 . หน้าผาก ( Frontal region ) 3 . ท้ายทอย ( Occipital ) 4 . ขมับ ( Temple or Temporal region ) 5 . หู ( Ears ) 6 . ใบหน้า ( Face ) นับจากโหนกคิ ้ วไปถึงคาง มีตา ( Eye ) จมูก ( Nose ) และปาก ( Mouth ) 7 . คอ เช ื่ อมติดต่อระหว่างศีรษะกับลำตัว ลำตัว แบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ 1 . อก ( Thorax or Chest ) แบ่งเป็นส่วนต่างๆ คือ 1 . 1 ส่วนหน้าอก ( Breast ) ด้านหน้าทรวงอก 1 . 2 เต้านม ( Mamma ) 1 . 3 หลัง ( Back ) 1 . 4 ช่องอก ( Thoracic cavity ) 2 . ท้อง ( Abdomen ) นับตั ้ งแต่ยอดอกถึงหัวหน่าว แบ่งเป็นส่วนๆ คือ 2 . 1 สะดือ ( Umbilicus or Navel ) 2 . 2 สีข้าง ( Hank ) 2 . 3 ขาหนีบ ( Groin ) 2 . 4 เนื้อ นูนเป็นสัน 2 ข้างของสันหลังตอนเอว ( Lumbus or Loin ) 2 . 5 ช่องท้อง ( Abdominal cavity ) 3 . ท้องน้อย ( Pelvis ) บริเวณหัวหน่าวถึงฝีเย็บ ระหว่างซอกขา ทั้ง 2 ข้าง แบ่งเป็นส่วน ต่าง ๆ คือ 3 . 1 อวัยวะสืบพันธุ์ ( Genital organs ) 3 . 2 ฝีเย็บ ( Perineum ) 3 . 3 ก้น ( Buttock or Nates ) 3 . 4 ซอกก้น ( Natal cleft ) 3 . 5 ช่องท้องน้อยหรืออุ้งเชิงกราน ( Pelvic cavity ) แขน ( Upper limp or Extremity ) ติดต่อกับลำตัวตรงหัวไหล่ แบ่งเป็นส่วนต่างๆ คือ 1 . ต้นแขน ( Arm ) 2 . ข้อศอก ( Elbow ) 3 . ปลายแขน ( Forearm ) 4 . มือ ( Hand ) 4 . 1 ข้อมือ ( Wrist ) 4 . 2 ฝ่ามือ ( Palm ) 4 . 3 หลังมือ ( Back or Dorsum of hand ) 5 . นิ้ว มือ ( Fingers ) แบ่งเป็น 5 . 1 นิ้ว หัวแม่มือ ( Thump ) 5 . 2 นิ้ว ชี ้ ( Index finger ) 5 . 3 นิ้ว กลาง ( Middle F inger ) 5 . 4 นิ้ว นาง ( Ring F inger r ) 5 . 5 นิ้ว ก้อย ( Little F inger ) ขา ( Lower L imp or Extremity ) ส่วนของร่างกายตั ้ งแต่สะโพกถึงเท้า ส่วนต่อระหว่างลำตัว ตอนท้องน้อยกับขาเรียกว่า ตะโพก ( Hip ) ส่วนต่าง ๆ จากบนมาล่างมีดัง นี้ 1 . ต้นขา ( Thigh ) 2 . หัวเข่า ( Knee ) 3 . ปลายขา ( Leg ) มีหน้าแข้ง ( Shin ) กับน่อง ( Calf ) 4 . ข้อเท้า ( Ankle ) 5 . เท้า ( Foot ) 6 . ส้นเท้า ( Heel of Calyx ) 7 . ฝ่าเท้า ( Sole ) 8 . หลังเท้า ( Back or Dorsum of foot ) 9 . นิ้ว เท้า ( Toes ) 9 . 1 นิ้ว หัวแม่มือ ( Bigionorcreater ) 9 . 2 นิ้ว เท้าอัน ที่ สอง ( Second toe ) 9 . 3 นิ้ว เท้าอัน ที่ สาม ( Third toe ) 9 . 4 นิ้ว เท้าอัน ที่ ส ี่ ( Fourth toe ) 9 . 5 นิ้ว เท้าอัน ที่ ห้า ( Fifth toe or Little ) โครงสร้างและหน้า ที่ การทำงานของระบบร่างกายมนุษย์ ระบบในร่างกายมนุษย์ มีทั้งสิ ้ น 11 ระบบด้วยกัน โดยแต่ละระบบจะทำหน้าที่ประสานงานกัน เพ ื่อคง ความสมดุลของร่างกายไว้ ( Mader 2004 : 37 ) หน้า ที่ การทำงานของร่างกายมนุษย์ 1 . หน้า ที่ ห่อหุ้มร่างกาย เป็นหน้า ที่ ของระบบผิวหนัง ซึ่ง จะทำหน้า ที่ ในการห่อหุ้มปกคลุมส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไว้ ช่วยควบคุมอุณหภูมิร่างกาย และยังมี เนื้อ เยื่อ ที่ ทำหน้า ที่ รับความรู้สึก อีกด้วย 2 . หน้า ที่ ค ้ำ จุนและเค ลื่อ นไหว เป็นหน้า ที่ ของระบบกระดูกและระบบกล้าม เนื้อ ซึ่ง จะคอยทำหน้า ที่ ในการค ้ำ จุนโครงสร่างของส่วนต่างๆ ในร่างกาย เป็นแกนของร่างกายและทำให้ร่างกายสามารถเคลื ่ อนไหวได้ 3 . หน้า ที่ ในการประมวลผลและประสานงาน เป็นหน้า ที่ ของระบบประสาทและระบบต่อมไร้ท่อ ระบบอวัยวะ ทั้ง สอง นี้ จะทำงานร่วมกันในการรับสัญญาณการเปล ี่ ยนแปลงจาก ทั้ง ภายในและภายนอกร่างกาย หลังจากนั ้ นจะทำหน้า ที่ ในการประมวลผลสัญญาณต่างๆ แล้วปรับสมดุลของ ร่างกาย โดยระบบประสาทจะทำหน้า ที่ ในการส่งสัญญาณประสาทไปควบคุมอวัยวะต่าง ๆ ส่วนระบบต่อมไร้ท่อ จะทำหน้า ที่ ในการสร้างฮอร์โมนหรือสารเคมีต่างๆ ออกมาเพื ่ อไปควบคุมส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเช่นกัน 4 . หน้า ที่ ในการขนส่งสาร เป็นหน้า ที่ ของระบบหัวใจและหลอดเลือดและระบบ น้ำ เหลือง ทั้ง สองระบบ นี้ เป็นระบบ ที่ มีลักษณะเป็นท่อเช ื่ อมโยงทั ่ วร่างกาย และคอยขนส่ง ทั้ง สารอาหาร ออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซด์ ฮอร์โมน เอนไซม์ หรือสาร อื่น ๆ ไปตามหลอดเลือดและหลอด น้ำ เหลือง 5 . หน้า ที่ ในการดูดซึมสารและขับถ่ายของเสีย เป็นหน้า ที่ ของระบบทางเดินอาหาร ระบบ หายใจ และระบบทางเดินปัสสาวะ ทั้ง สามระบบ นี้ จะทำหน้า ที่ ประสานงานกัน ตั ้ งแต่การดูดซึมสารอาหารออกซิเจน และการขับถ่ายของเสียต่าง ๆ 6 . หน้า ที่ ในการสืบพันธุ์ เป็นหน้า ที่ ของระบบสืบพันธุ์ โดยจะสร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศหญิงและเซลล์สืบพันธุ์เพศชาย เ พื่ อให้กำเนิดชีวิตใหม่และดำรงเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ ระบบอวัยวะ ประกอบด้วย 1 . ระบบผิวหนังหรือระบบห่อหุ้มร่างกาย ( Integumentary System ) ผิวหนังทำหน้า ที่ ปกคลุมห่อหุ้มร่างกาย คอยป้องกันอันตรายจากภายนอก ป้องกันสารแปลกปลอมและเชื ้ อโรคเข้าสู่ร่างกาย รวม ทั้ง ป้องกันอันตรายจากรังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์ รับความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บปวด ความรู้สึกร้อน เย็น รับความรู้สึกสัมผัส ช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ทำหน้า ที่ เป็นอวัยวะขับถ่าย คือ มีต่อม เหงื่อ ทำหน้า ที่ ขับเห งื่ อและมีต่อมไขมันจะสร้างออกมาหล่อเลี ้ ยงเส้นผม และขน ให้เป็นเงางามอยู่เสมอและไม่แห้งอีกด้วย นอกจาก นี้ ผิวหนังยังช่วยสร้างวิตามินดีให้แก่ร่างกาย โดยแสงแดดจะเปล ี่ยน ไขมันชนิดหนึ ่ง ที่ ผิวหนังให้เป็นวิตามินดีได้ ภาพที่ 2 ส่วนประกอบของชั้นผิวหนัง ที ่ มา : ( Mader . 2004 : 29 ) ผิวหนัง ของมนุษย์สามารถแบ่งได้เป็นสองส่วน คือ หนังกำพร้าและหนังแท้ ( Mader . 2004 : 38 ) 1 . หนังกำพร้า ( Epidermis ) เป็นผิวหนัง ที่ อยู่ ชั ้ นบนสุด มีลักษณะบางมาก ประกอบไปด้วยเชลล์ เรียงซ้อนกันเป็นชั ้ นๆ โดยเริ ่ มต้นจากเซลล์ชั ้ นในสุด ติดกับหนังแท้ ซึ่ง จะแบ่งตัว เติบโต ขึ้น แล้วค่อยๆ เล ื่ อนมาทดแทนเซลล์ ที่ อยู่ชั ้ นบนจนถึงชั ้ นบนสุด แล้วก็ กลายเป็นขี ้ ไคลหลุดออกไป ในชั ้ นของหนังกำพร้าไม่มีหลอดเลือด เส้น ประสาท และต่อมต่าง ๆ นอกจากเป็นทางผ่านของรูเหงื ่ อ เส้นขน และไขมันเท่านั ้ น นอกจาก นี้ ในชั ้ นหนังกำพร้ายังมีเซลล์ เรียกว่า เมลานินปะปนอยู่ด้วย เมลานินมีมากหรือน้อย ขึ้น อยู่กับบุคคลและเชื ้ อชาติ สีผิวของคนแต่ละคนจะมีสีผิวต่างกันเพราะมีจำนวนเม็ดสีเมลานินในหนังกำพร้าไม่เท่ากัน ถ้ามีมากจะทำให้ผิวสีดำ ถ้ามีน้อยจะทำให้ผิวสีขาว นอกจาก นี้ สีของเลือด ความหนาของผิวหนังก็มีส่วนกำหนดสีผิวด้วย 2 . หนังแท้ ( Dermis ) เป็นผิวหนัง ที่ อยู่ชั ้ นล่าง ถัดจากหนังกำพร้า และหนากว่าหนังกำพร้ามาก ผิว หนังชั ้ น นี้ ประกอบไปด้วย เนื้อ เยื่อ คอลลาเจน ( Collagen ) และอีลาสติน ( Elastin ) หลอดเลือดฝอย เส้นประสาท กล้าม เนื้อ เกาะเส้นขน ต่อมไขมัน ต่อมเหง ื่ อ และขุม ขนกระจายอยู่ทั ่ วไปเล็บ ขน ผม เป็นส่วน ที่ เจริญเป ลี่ ยนแลง ไปจากผิวหนัง ส่วนประกอบ อื่น ๆของผิวหนัง ที่ เราต้องศึกษาด้วยก็คือ กล้าม เนื้อ ขนลุก ต่อมไขมัน ต่อมเห งื่ อ และเหง ื่อ บริเวณผิวหนัง ที่ ปกคลุมร่างกายของเรามีอวัยวะภายนอก ที่ สำคัญ เช่น 1 . ตา หน้า ที่ ของตา ตาเป็นอวัยวะ ที่ สำคัญสำหรับการรับสัมผัสเกี ่ ยวกับแสงสี และภาพ มีลักษณะกลมบรรจุในเบ้าตา ไม่ควรขยี ้ ตาแรง ๆ เม ื่ อมีฝุ่นละอองเข้ามา และควรอ่านหนังสือใน ที่ที่ มีแสงสว่างเพียงพอ 2 . หู หน้า ที่ ของหู หูเป็นอวัยวะสำคัญ ที่ รับการสัมผัสเก ี่ ยวกับเสียงและการทรงตัว เราไม่ควรใช้ของแข็งแคะหู เม ื่ อหูผิดปกติเราต้องรีบไปพบหมอทันที 3 . จมูก หน้า ที่ ของจมูก จมูกเป็นอวัยวะ ที่ รับรู้เร ื่ องกลิ ่ น การดูแลรักษาจมูกไม่ใช้ของแข็งแคะจมูกหรือนำสิ ่ งแปลกปลอมเข้าสู่จมูก ระบบกระดูก ( Skeletal System ) เป็นระบบ ที่ ทำหน้า ที่ คอยค ้ำ จุนโครงสร้างของร่างกาย และยังเป็น ที่ ยึดเกาะของกล้าม เนื้อ และเอ็นต่างๆ ช่วยคงรูปร่างของร่างกายโดยทำหน้า ที่ เป็นแกนภายใน กระดูกเป็นอวัยวะ ที่ ประกอบด้วยเซลล์ เส้นใยพังผืด และเกลือแร่ โดยเฉพาะแคลเซียมและฟอสฟอรัส ซึ่ง ทำให้กระดูกมี ทั้ง ความแข็งแรงและความยืดหย ุ่น ร่างกายของมนุษย์ ที่ เจริญเติบโตเต็ม ที่ จะประกอบด้วยกระดูก ทั้ง หมด 206 ชิ้น แบ่งเป็น ( Mader . 2004 : 39 ) ภาพที่ 3 ระบบโครงกระดูก ที ่ มา : ( Mader . 2004 : 29 ) 1 . กระดูกแกน 80 ชิ้น เช่น กะโหลกศีรษะ กระดูกสันหลัง กระดูกก้นกบ กระดูก ซ ี่ โครง 2 . กระดูกรยางค์ จำนวน 126 ชิ้น เช่น กระดูกแขนขา สะบัก ไหปลาร้า เชิงกราน กระดูกมีหน้า ที่ สำคัญ คือ 2 . 1 เป็น ที่ เก็บแร่ธาตุ Calcium ในร่างกาย 2 . 2 ป้องกันเส้นประสาทและหลอดเลือด ที่ ทอดอยู่ตามแนวของกระดูกนั ้ น 2 . 3 ทำหน้า ที่ เป็นโครงร่างของร่างกายให้ร่างกายคงรูปอยู่ได้ 2 . 4 ป้ องกันอันตรายให้แก่อวัยวะ ที่ สำคัญ เช่น สมอง ไขสันหลัง หัวใจ ปอด 2 . 5 เป็น ที่ ยึดของกล้าม เนื้อ การ ที่ เรา เคล ื่ อน ไหวได้เป็นผลมาจากการหดตัวและคลายตัวของกล้าม เนื้อ ที่ ยึดติดกับกระดูกข้อต่อและเอ็นเช ื่ อมกระดูก ข้อต่อเกิดจากกระดูกตั ้ งแต่ 2 ชิ้นขึ้น ไป ที่ อยู่ใกล้กันมา เช ื่ อม ต่อกันโดยมีเอ็นละกล้าม เนื้อ ช่วยยึดเสริมความแข็งแรง ทำให้มีความยืดหยุ่นในการเคล ื่ อน ไหวได้สะดวก ขึ้น ระบบกล้าม เนื้อ ( Muscular System ) กล้าม เนื้อ ทำให้ส่วนของร่างกายเคล ื่ อนไหวได้โดยการหดตัว กล้าม เนื้อ ( Muscle ) จัดเป็น เนื้อ เยื่อ ยืดหย ุ่น พิเศษพบได้ทุกส่วนของร่างกาย กล้าม เนื้อ บางชนิดอยู่ใต้อำนาจจิตใจ สามารถบังคับได้ กล้าม เนื้อ อีกกลุ่มหนึ ่ งเป็นกล้าม เนื้อ นอกอำนาจจิตใจหรือกล้าม เนื้อ ที่ ไม่สามารถบังคับได้ กล้าม เนื้อ ในร่างกายแบ่งเป็น 3 ชนิด ดัง นี้ ( Mader . 2004 : 39 ) กล้าม เนื้อ ภายในร่างกายแบ่งได้เป็น 3 ชนิด คือ กล้าม เนื้อ ลาย หรือ กล้าม เนื้อ ในอำนาจจิตใจ กล้าม เนื้อ เรียบหรือกล้าม เนื้อ นอกอำนาจจิตใจ และกล้าม เนื้อ หัวใจ 2910840 224155 ภาพที่ 4 ระบบโครง สร้างกล้ามเนื้อ ที ่ มา : ( Mader . 2004 : 29 ) 1 . กล้าม เนื้อ ลาย ( Striated Muscles ) กล้าม เนื้อ ลาย หรือ กล้าม เนื้อ ในอำนาจจิตใจ เป็นกล้าม เนื้อ ทั ่ วๆ ไป หรือกล้าม เนื้อ แดงของร่างกาย กล้าม เนื้อนี้ มีประมาณ 40 % ของร่างกาย และอยู่ในอำนาจจิตใจภายใต้การควบคุมของระบบประสาทส่วนกลางกล้าม เนื้อ ลายมีหน้า ที่ เคล ื่อ นไหวร่างกาย ที่ ข้อต่อต่างๆเคล ื่ อนไหวลูกตา ช่วยในการเคี ่ ยวและการกลืน เคล ื่ อนไหวลิ ้ น เคล ื่ อนไหวใบหน้าแสดงอารมณ์ต่าง ๆ และยังประกอบเป็นผนังอกและผนังท้อง ตลอดจนการควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะและอุจจาระ 2 . กล้าม เนื้อ เรียบ ( Smooth Muscles ) เป็นกล้าม เนื้อ ที่อยู่ที่อวัยวะต่าง ๆ ภายในของร่างกาย มีหน้า ที่ ควบคุมการทำงานของอวัยวะย่อยอาหารและอวัยวะภายในต่าง ๆ เช่น ลำไส้ กระเพาะอาหาร อวัยวะสืบพันธุ์ มดลูก เส้นเลือดดำ ฯลฯ ซึ่งอยู ่นอกอำนาจของจิตใจ แต่อยู่ภายใต้ การควบคุม ของระบบประสาทอิสระ ( Autonomic Nervous System ) มีลักษณะเป็นเซลล์รูปกระสวย มีนิวเคลียสรูปไข่อยู่ตรงกลาง 3 . กล้าม เนื้อ หัวใจ ( Cardiac Muscles ) กล้าม เนื้อ หัวใจ ประกอบเป็นกล้าม เนื้อ หัวใจเพียงแห่งเดียวอ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน

word1.ปก.docx
19 พฤษภาคม 2565
wordภาคผนวก.docx
6 กันยายน 2564
word01 ปก พริ้วลมบุญ.docx
15 พฤศจิกายน 2563