4.610424.บทที่2_แพรลายไม้.docx

โฟลเดอร์word
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์584 KB
วันที่แก้ไข28 เมษายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

บทที่ 2 เอกสารและ งานวิจัยที่เกี่ย ว ข้อง ในการวิจัยครั้งนี้ เพื่อเปรียบเทียบผลของโปรแกรมการออกกำลังกายตามหลักการแพทย์วิถีธรรมมีผลต่อสุขสมรรถนะ 5 ด้าน ได้แก่ สัดส่วนของร่างกาย ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความอดทนของกล้ามเนื้อ ความอ่อนตัว ความอดทนของระบบหัวใจและหลอดเลือด ของประชาชนวัยทำงานที่ผ่าน ค่ายศูนย์เรียนรู้สุขภาพพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง สวนป่านาบุญ 1 อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าจากตำรา เอกสาร แนวคิด และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุมในหัวข้อต่อไปนี้ 1 . ประชาชนวัยทำงาน 2. สุขสมรรถนะ 3. หลักการออกกำลังกาย 4. องค์ความรู้ การออกกำลังกายตามหลักการแพทย์วิถีธรรม 5 . บริบทศูนย์เรียนรู้สุขภาพพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง สวนป่านาบุญ 1 อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร 6 . งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ประชาชน วัยทำงาน สุชา จันทร์เอม (2541 : 53 - 54 ) กล่าวว่า วัยผู้ใหญ่แบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ วัยผู้ใหญ่ตอนต้น อยู่ในช่วงอายุระหว่าง 21-40 ปี และวัยกลางคน เริ่มตั้งแต่ อายุ 40-60 ปี จะเห็นได้ว่า ช่วงเวลาที่เรียกว่า ผู้ใหญ่นั้น ยาวนานและมีความสำคัญต่อชีวิตเป็นอย่างมาก ระยะนี้บุคคลมักจะมีการประกอบอาชีพที่มั่นคง ประสบความสำเร็จในชีวิต การงาน มีชีวิตคู่ นอกจากนี้ ยังพบการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายตลอดจนการเสื่อมในด้านความสามารถต่าง ๆ ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งระยะที่ย่างเข้าสู่วัยกลางคน สมจิต แดนสีแก้ว (2543 : 43) ได้อธิบายเกี่ยวกับวัยแรงงานไว้ว่า ในทางวิชาประชากรศาสตร์ ได้แบ่งองค์ประกอบของประชากรออกเป็นเพศ การศึกษา อายุ เชื้อชาติ สถานภาพสมรส รายได้ อาชีพและภาษา สำหรับองค์ประกอบด้านอายุนั้น จำแนกออกเป็น 3 กลุ่ม คือ วัยเด็ก อายุแรกเกิดถึง 14 ปี วัยทำงาน อายุ 15

อ่านต่อ

-59 ปี และวัยชรา อายุ 60 ปีขึ้นไป เฉก ธนะสิริ (2545 : 108-112) มนุษย์เป็นสัตว์โลกที่มีอายุยืนเช่นเดียวกับช้าง หากแต่มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐฉลาดกว่าสัตว์อื่น แต่อบายมุขต่าง ๆ บนความฉลาดกลับทำให้ชีวิตของมนุษย์สั้นกว่าที่ควรจะเป็น ชีวิตมนุษย์ที่โลกสร้างขึ้นมานั้นมันมีอายุของมันเองอยู่แล้ว แต่ที่อายุขัยของมนุษย์ยังไม่สูงถึงเกณฑ์เพราะความไม่รู้ ความไม่สนใจตนเอง ความหลงผิดอยู่ในอบายมุขต่าง ๆต่างหากที่ทำให้อายุขัยไม่ยืนยาว และความแข็งแกร่งของกายและจิตไม่ดีเท่าที่ควร อายุความเป็นหนุ่มสาวคนทั่วไป 20-40 ปี พอ 40 ปีไปก็เริ่มมีโรคภัยประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ การปรับเปลี่ยนเรื่องโภชนาการ ความเป็นอยู่ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ ปรับสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้ ดีขึ้นแล้ว การรู้จักใช้ไวตามินบางชนิด อย่างไวตามินซีที่สามารถหยุดยั้งการก่อตัวเซลล์ของมะเร็ง อายุจะยืดยาวออกไปจนถึง 120 ปีหรือมากกว่า หลังจากนั้นจึงจะหยุดหายใจ ตายรวดเร็ว ไม่ทรมาน เพ็ญศิริ สิมารักษ์ ( 2550 : 88 - 100 ) ได้อธิบายพัฒนาการของมนุษย์แบ่งตามช่วงอายุออกเป็น 3 ช่วงระยะ คือ 1 . วัยผู้ใหญ่ตอนต้นหรือวัยหนุ่มสาว ( Early Adulthood ) เริ่มจากอายุ 20 - 25 ถึง 40 ปีเป็นระยะที่มีการเจริญเติบโตทางร่างกายสมบูรณ์ที่สุด มีร่างกายแข็งแรง อวัยวะต่าง ๆ ทำงานอย่างเต็มที่ ควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น มั่นใจในตนเอง เป็นวัยของการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างลึกซึ้งและยาวนาน สนใจเพศตรงข้ามและมองหาคู่ชีวิต คบหาเพศเดียวกันเพื่อการงานและการสังคม สิ่งสำคัญที่คนในวัยผู้ใหญ่ตอนต้นจำเป็นต้องหาแนวทางในชีวิตก็คือ อาชีพการงาน การเลือกคู่ครอง การปรับตัวในชีวิตสมรส การมีบทบาทเป็นบิดามารดา หรือถ้ายังเป็นโสดก็ต้องมีการปรับตัวต่อการดำรงชีวิต 2 . วัยผู้ใหญ่ตอนกลางหรือวัยกลางคน ( Middle Age ) เริ่มจากอายุ 41 - 60 ปี ระยะนี้นับว่าการวงแผนในชีวิตได้เข้ารูปตามที่ต้องการแล้วเป็นส่วนมาก ผู้ที่มีพัฒนาการเหมาะสมกับอายุที่ผ่านมา จะช่วยให้ประสบความสำเร็จในชีวิตครอบครัวและงานอาชีพ จัดเป็นยุคที่รุ่งเรืองที่สุดของชีวิต ( Prim of L ife ) นั่นคือยุคแห่งความสำเร็จสุดยอดในชีวิตของมนุษย์ตามความสามารถของแต่ละคน ในด้านร่างกายจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่วัยผู้ใหญ่ตอนต้น ตลอดจนอาจจะมีความเสื่อม ในด้านความสามารถต่าง ๆ ได้อีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะที่เข้าสู่วัยกลางคน (วรุณา กลกิจโกวินท์ . 2551 : 105 - 120 ) กล่าวว่า มีรายละเอียด ดังนี้ 2 . 1 วัยหนุ่มสาว (อายุ 18 - 25 ปี) ช่วงนี้ เป็นเวลาที่สมรรถภาพทางกายดีที่สุด การออกกำลังกายจะใช้วิธีใดก็ได้ทั้งนั้น แต่พึงระวังไม่ให้หนักหรือมากเกินสมควร ในปัจจุบันนี้มีความโน้มเอียงที่ผู้หญิงจะทำตนเสมอกับผู้ชาย ในเรื่องอื่น ๆ เป็นการสมควรอยู่ แต่ในเรื่องการกีฬาหรือออกกำลังกายเป็นการไม่สมควรเพราะธรรมชาติสร้าง ผู้หญิงมาเป็น “ แม่ ” มีความอ่อนหวานนุ่มนวล จิตใจอ่อนโยน ส่วนผู ้ชายนั้นเป็น “ พ่อ ” ผู้ต้องหาอาหารและปกป้องครอบครัว ร่างกายบึกบึนและมีจิตใจเข้มแข็ง องอาจ การที่ผู้หญิงจะเล่นกีฬาเหมือนผู้ชายทั้งหมด นอกจากขัดกับประเพณีนิยม ยังอาจมีผลร้ายต่อร่างกายเนื่องจากความรุนแรง ความหนักหรือการเคลื่อนไหวที่ไม่เหมาะและผลทางใจอี กด้วย 2 . 2 วัยผู้ใหญ่หรือวัยฉกรรจ์ (อายุ 26 - 35 หรือ 40 ปี) ในครึ่งระยะเวลาแรกร่างกายกำลังแข็งแกร่งเต็มที่ พ้นจากนั้นแล้วก็เริ่มเสื่อม ในระยะแข็งแกร่งจะเล่นกีฬาอะไรก็ได้รวมทั้งกีฬาแข่งขันต่าง ๆ แต่ระยะหลังต้องลดความหนักลงและงดการแข่งขันประเภทหนักมาก ๆ 2 . 3 วัยกลางคน (อายุ 35 หรือ 40 - 55 ปี) ในวัยนี้กำลังความคิดขึ้นสูงเต็มที่ แต่กำลังกายและสมรรถภาพทางกายลดลงเรื่อย ๆ ผู้ที่เคยออกกำลังมาก่อนแล้วพึงระลึกถึงความจริงข้อนี้ มิฉะนั้นอาจเกิดอันตรายเนื่องจากออกกำลังหนักเกินไป เพราะคิดว่ายังแข็งแรงเช่นแต่ก่อน 2 . 4 วัยสูงอายุ (อายุ 55 ปี ขึ้นไป) เมื่ออายุย่างเข้าขั้นนี้ความตกต่ำของร่างกายมักปรากฏชัดเจน แต่ก็ยังออกกำลัง กาย ได้ และจำเป็นต้องออกกำลัง กาย เพื่อรักษาสภาพร่างกาย การออกกำลังกายและการกีฬาของคนปูนนี้จำเป็นต้องกำหนดเป็นพิเศษ ให้เหมาะกับความเปลี่ยนแปลง ที่ได้เกิดขึ้นในร่างกาย มีข้อที่ต้องระวังเป็นพิเศษ คือ 2 . 4 . 1 หลีกเลี่ยงการออกกำลังที่มีการแข่งหรือออกแรงหนักอย่างกะทันหัน 2 . 4 . 2 หลีกเลี่ยงการแข่งขันแม้แต่ฉันมิตร (ยกเว้นผู้ที่เคยแข่งขันติดต่อมา) 2 . 4 . 3 หลีกเลี่ยงกีฬาที่ต้องใช้ความเร็วสูง 2 . 4 . 4 หลีกเลี่ยงการออกกำลังที่หนักและติดต่อไปเป็นเวลานาน อุบลรัตน์ เพ็งสถิต ( 2546 : 55 - 69 ) กล่าวไว้ว่า วัยผู้ใหญ่แบ่งออกเป็น 2 ช่วงระยะเวลา คือ 1 . ผู้ใหญ่ตอนต้นเป็นผู้ที่มีอายุระหว่าง 20 - 40 ปี 2 . ผู้ใหญ่ตอนปลาย หมายถึง ผู้ที่มีอายุระหว่าง 40 - 60 ปีในวัยผู้ใหญ่จะต้องมีการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านร่างกาย อาชีพ การสร้างครอบครัว การแต่งงานและการดำรงชีวิตในสังคมเป็นช่วงชีวิตที่ต้องมีการปรับตัวต่อสภาวการณ์เปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายที่เริ่มมีความเสื่อมถอย รวมทั้งเป็นวัยที่ต้องมีความรับผิดชอบและทำกิจกรรมต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น (ศรีเรือน แก้วกังวาน. 2540 : 44 - 65 ) ลักษณะที่สำคัญของวัยผู้ใหญ่ประกอบด้วยร่างกายและจิตใจที่เปลี่ยนแปลงไปความแข็งแรง ตลอดจนสุขภาพของร่างกายเริ่มเสื่อมถอย บางรายถึงกับต้องมีการใช้ยารักษาโรคซึ่งถ้าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นก็อาจจะส่งผลกระทบต่อปัญหาทางด้านจิตใจ ดังนั้นวัยผู้ใหญ่มักจะเกิดปัญหาในด้านการปรับตัวทางด้านร่างกายมากกว่าปัญหาอื่น การเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ของวัยผู้ใหญ่ อุบลรัตน์ เพ็งสถิต ( 2546 : 55 - 69 ) กล่าวว่า เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางด้านสมรรถภาพทางร่างกายที่เสื่อมถอยลงถึงแม้ว่ามนุษย์เราจะพยายามคิดค้นหาวิธีการต่าง ๆ มาเป็นเวลานานแล้วก็ตามแต่ก็ยังไม่สำเร็จในเรื่องของการยับยั้ง พัฒนาการของร่างกาย จิตใจ และสังคมที่เปลี่ยนไป การเปลี่ยนแปลงในวัยผู้ใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างที่จะชัดเจนในการเปลี่ยนจากวัยหนุ่มสาว จากที่สมรรถภาพทางกายจะมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อบุคคลนั้นอายุได้ 25 ปี หลังจากนั้นความเหมาะสมของร่างกายหรือประสิทธิภาพของร่างกายจะลดลงตามลำดับจนกระทั่งอายุ 40 - 45 ปีจะเริ่มมีอัตราเสื่อมถอยเพิ่มมากขึ้นแสดงว่าทุกคนจะต้องเผชิญกับปัญหาความยากลำบากในการปรับตัวที่มีต่อประสิทธิภาพของร่างกายที่แตกต่างกันออกไป และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในวัยผู้ใหญ่มีดังนี้คือ 1 . การเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย ในช่วงระยะวัยผู้ใหญ่นี้จะต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย ซึ่งจะมีผลต่อทัศนคติที่ไม่ดีของแต่ละบุคคล และมีผลต่อสภาพจิตใจของคนวัยนี้มากที่สุด สาเหตุการเปลี่ยนแปลงของร่างกายประกอบด้วยประสิทธิภาพของร่างกายและเซลล์ภายในร่างกายไม่สมบูรณ์เมื่ออวัยวะของร่างกายและเซลล์ทำงานได้ไม่สมบูรณ์ จะมีผลทำให้ระบบการทำงานของร่างกายเสื่อมสมรรถภาพเพราะเซลล์ของร่างกายเหี่ยวแห้ง มีช่องว่างระหว่างเซลล์ทำให้ประสิทธิภาพ การทำงานลดน้อยลงเกิดความรู้สึกว่าเหนื่อยง่าย นอกจากจะเป็นเรื่องของประสิทธิภาพของร่างกายและเซลล์ภายในร่างกายที่ไม่สมบูรณ์แล้ว สาเหตุที่สำคัญที่ทำให้ร่างกายเปลี่ยนแปลง คือ การทำงานของต่อมไร้ท่อในร่างกายไม่สามารถผลิตฮอร์โมนได้ตามปกติ ผลคือการทำงานของร่างกายและจิตใจมีการผันแปรอย่างรวดเร็วกล่าวได้ว่าพัฒนาการทางด้านร่างกายในวัยผู้ใหญ่นั้นจะมีแต่เสื่อมถอยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มที่ไม่ได้ออก กำลังกาย ไม่ดูแลรักษาสุขอนามัยของตนเองให้ดี ซึ่ง โกมายล์ ( Gormly et al . 1989 : 85 - 96 ) ได้ กล่าวถึงพัฒนาการทางด้านร่างกายและจิตว่า เป็นการก้าวเดินไปพบกับความถอยลงและได้อธิบายถึงสิ่งที่เปลี่ยนแปลงในวัยผู้ใหญ่ดังนี้ 1 . 1 ผิวหนังเริ่มเหี่ยวไม่เต็งตึง รอยย่นบนใบหน้าเห็นชัดขึ้น รวมไปถึงผิวหนังตามร่างกายก็เริ่มมีการเหี่ยวย่นเกิดขึ้นให้เห็น 1 . 2 ผมเริ่มร่วงและหงอก 1 . 3 น้ำหนักตัวเริ่มเพิ่มมากขึ้น และส่วนที่มากนี้เกิดจากไขมันที่เริ่มเพิ่มพูนตามหน้าท้อง สะโพก เอว 1 . 4 พลังความแข็งแรงของกล้ามเนื้อลดลง การลดลงจะชัดเจนในกลุ่มของผู้ที่ไม่ได้ออกกำลังกาย ส่วนผู้ใหญ่ที่ใช้พลังงานกล้ามเนื้อเป็นปกติ ออกกำลังกายสม่ำเสมอนั้นจะยังทำงานได้ดีจนถึงวัย 60 ปีเศษ 1 . 5 ระบบกล้ามเนื้อและกระดูกจะเริ่มเสื่อมถอย เพราะสมรรถภาพทางกายด้านต่าง ๆ ลดน้อยลงอย่างเช่นในเรื่องของความอ่อนตัว ทำให้การเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของร่างกายไม่รวดเร็วคล่องตัวเหมือนเคย กระดูกและข้อต่อของร่างกายเริ่มเสื่อม และอาจได้รับบาดเจ็บได้ง่ายขึ้นจากการเคลื่อนไหว เช่น การหกล้ม กระดูกก็เริ่มเข้าสู่การเปราะและแตกหักได้ง่ายขึ้นเนื่องมาจากการเสื่อมสลายของแคลเซียม 1 . 6 สายตาเริ่มมีประสิทธิภาพลดลงตามปกติความสามารถในการมองเห็นจะมีประสิทธิภาพมากสูงสุดในวัยผู้ใหญ่ตอนต้นจนกระทั้งอายุ 40 ปี ต่อจากนั้นไปค่อย ๆ ลดลง ดังนั้นจึงเป็นภาพที่เห็นอยู่ทั่วไปในการใช้แว่นสายตาช่วยในการมองเห็นให้มีความชัดเจนมากขึ้น 1 . 7 เริ่มหูตึงสำหรับบางคน อาการหูตึงนี้อาจจะยังไม่ชัดเจนสำหรับผู้ใหญ่ในตอนต้นแต่เมื่ออายุเริ่มเข้าไปสู่อายุ 55 ปี ขึ้นไปจะเริ่มมีอาการหูตึงได้ 1 . 8 การเปลี่ยนแปลงทางเพศ จากที่อวัยวะของร่างกายมีการทำงานในลักษณะที่เสื่อมถอยลงมีผลทำให้ทักษะบางอย่างของผู้ใหญ่ สามารถทำงานได้ไม่เหมือนกับคนในวัยรุ่นหนุ่มสาวโดยเฉพาะกิจกรรมทางเพศและความสนใจในเรื่องเพศก็ลดน้อยลง และจะเป็นเช่นนี้ต่อเนื่องจนเข้าสู่วัยชรา ภาวะความเสื่อมสมรรถภาพทางเพศโดยเฉพาะจะเห็นได้เด่นชัดในเพศหญิง หมายถึง สภาวการณ์หมดประจำเดือนเป็นระยะที่ร่างกายของเพศหญิงมีการเปลี่ยนแปลงในระบบต่อมต่าง ๆ อันเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ ซึ่งในบางครั้งอาจจะต้องใช้ยาเข้ามาช่วยเมื่อถึงคราวจำเป็นเพื่อช่วยให้ฮอร์โมนและการทำงานของร่างกายปรับตัวได้ดีขึ้น รวมไปถึงเรื่องการใส่ใจในการออกกำลังกาย 1 . 9 ระบบหัวใจและหลอดเลือด เมื่อร่างกายเริ่มเข้าสู่วัยถดถอย ในการทำงานของหลอดเลือดไม่ค่อยมีประสิทธิภาพทำให้กล้ามเนื้อหัวใจได้รับเลือดไปเลี้ยงน้อยลง การบีบตัวของหัวใจก็ลดน้อยลง ทำให้พบปัญหาด้านการไหลเวียนของโลหิต เช่น เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงสมองได้เพียงพอ 2 . การเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคม ในปัจจุบันสังคมการเป็นอยู่ของคนไทยมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก จึงส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคมในวัยผู้ใหญ่ดังนี้ 2 . 1 การเปลี่ยนแปลงทางสังคม เช่น การที่พลเมืองเพิ่มมากขึ้น อัตราการเพิ่มมีแนวโน้ม สูงขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งนี้เป็นผลมาจากความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์ที่มีคุณภาพการรักษาพยาบาลและความเจริญทางด้านการศึกษา ที่ทำให้ประชาชนรู้จักดูแลรักษาสุขภาพและการป้องกันความเจ็บป่วยจึงช่วยให้อายุขัยของประชากรเพิ่มมากขึ้น 2 . 2 การเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคมและวัฒนธรรม จากสังคมชนบทเป็นสังคมเมืองในปัจจุบันความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านลดน้อยลงกว่าในสมัยอดีต และครอบครัวก็จะเป็นครอบครัวเดี่ยวทำให้ผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว รวมไปถึงในสังคมปัจจุบันอัตราการหย่าร้างและการเป็นโสดเพิ่มมากขึ้น จึงทำให้เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่แล้วต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว 2 . 3 การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมส่วนบุคคลที่เกิดขึ้น ค่านิยมหรือคุณค่าทางจริยธรรม เช่น การแต่งกาย และมารยาทของคนในวัยหนุ่มสาวที่เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อสมัยที่ผู้ใหญ่เป็นหนุ่มสาว ทำให้เกิดความหงุดหงิดใจเมื่อเห็นภาพต่าง ๆ และอาจทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างวัยได้ 3 . การเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจ การเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจในวัยผู้ใหญ่นั้นมีการเปลี่ยนแปลง เช่น เกิดจากความวิตกหรือพบเจอกับปัญหาต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิต ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข ( 2531 : ก ) ได้มีการรวบรวม การเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจในวัยผู้ใหญ่ไว้ดังนี้ 3 . 1 การสูญเสียบุคคลในครอบครัวหรือคู่ครอง พบได้ทั่วไปการสูญเสียหากเกิดขึ้นอย่างกะทันหันโดยที่มิได้ตั้งตัวก็จะทำให้มีผลต่อสภาพจิตใจของผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่อย่างรุนแรงเนื่องจากการปรับตัวต่อการสูญเสียนี้กระทำได้ยากอาจเป็นผลทำให้เกิดความเศร้า ว้าเหว่ เปล่าเปลี่ยวอย่างรุนแรง 3 . 2 จากการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายนั้นก็ส่งผลกระทบถึงทางด้านจิตใจของวัยผู้ใหญ่ได้โดยตรง ทำให้เกิดการหงุดหงิดรำคาญตัวเอง เช่น การเคลื่อนไหวก็ไม่สามารถที่จะเคลื่อนไหวได้กระฉับกระเฉงเหมือนตอนเป็นหนุ่มสาว ต้องเพิ่มความระมัดระวังตนเองในการเคลื่อนไหวมากขึ้น เรื่องของสายตานั้นก็ส่งผลกระทบโดยตรงสามารถทำให้เกิดความรำคาญใจได้ เช่น การมองเห็น เป็นต้น จากการเปลี่ยนแปลงหลายประการในวัยผู้ใหญ่ ถึงว่าจะยังไม่รุนแรงหรือชัดเจนเท่ากับผู้สูงอายุ ดังนั้นจึงควรมีการเตรียมตัวเตรียมใจรับกับการเปลี่ยนแปลงหรือการเสื่อมลงของร่างกายเพราะร่างกายไม่ได้มีสมรรถภาพคงที่ตลอด มีการเสื่อมถอยลงเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ การรักษาสภาพของร่างกายที่ดีวิธีหนึ่งคือการออกกำลังกาย และต้องออกกำลังกายให้เหมาะสมกับเพศและ วัยของตนเองด้วย ในสตรีวัยผู้ใหญ่นั้นเป็นวัยที่กำลังจะก้าวเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ วัยนี้ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงหลาย ๆ ด้าน เช่น ทางด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม ทำให้สมรรถภาพทางกายลดน้อยถอยลงไป ไม่แข็งแรงเท่ากับวัยหนุ่ม วัยสาว รวมไปถึงสังคมไทยที่ต้องแข่งขันทำงานแข่งขันกับเวลา จนไม่มีเวลาที่จะออกกำลังกาย ถ้าสตรีวัยผู้ใหญ่มีสมรรถภาพทางกายที่ไม่ดีเมื่อเข้าสู่วัยผู้สูงอายุก็จะก่อให้เกิดปัญหาตามมาในด้านสุขภาพ จิตใจ และอารมณ์ ดังนั้นสตรีในวัยผู้ใหญ่จึงควรให้ความสำคัญในการดูแลรักษาสุขภาพตัวเอง โดยการออกกำลังกายเพื่อพัฒนาสมรรถภาพทางกาย เพื่อการที่จะมีสุขภาพดีและการออกกำลังกายก็ต้องมีความเหมาะสมกับเพศและวัย สุขสมรรถนะ ความหมายของสุขสมรรถนะ สำนักงานราชบัณฑิตยสภา (2560) วิชาสุขศึกษาและพลศึกษาซึ่งเป็นสาขาหนึ่งในการศึกษาจึงได้มีศัพท์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับสุขภาพมากมายและเป็นประโยชน์ อนึ่งมีคำเกี่ยวกับการที่มี สุขภาพดี ก็ด้วยการออกกำลังกายที่ดี นั่นก็คือได้มีการใช้คำ “ Health R elated F itness ” และคณะกรรมการ จัดทำพจนานุกรมศัพท์ศึกษาศาสตร์ ราชบัณฑิตยสถาน ได้เห็นความสำคัญและเห็นควรบัญญัติศัพท์พร้อมความหมายเพื่อสร้างความเข้าใจให้ตรงกันอันนำไปสู่เป็นแนวทางปฏิบัติให้เป็นประโยชน์แก่ตนเองและบุคคลอื่น คำว่า Health R elated F itness บัญญัติศัพท์ว่า สุขสมรรถนะ อ่านว่า สุก - ขะ - สะ - มัด - ถะ - นะ หมายถึง สุขภาพและสมรรถภาพทางกายเป็นสิ่งที่มีความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกันและกัน การมี สมรรถภาพทางกายดีจะช่วยให้เป็นผู้มีสุขภาพดี สามารถประกอบกิจการงานต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีกำลังงานเหลือที่สามารถใช้ในกิจกรรม นันทนาการในเวลาว่างและในยาม ฉุกเฉินได้ กรมพลศึกษา (2556 : 3 ) สุขสมรรถนะ ( P hysical F itness ) หมายถึง สภาวะของร่างกายที่อยู่ในสภาพที่ดี เพื่อที่จะช่วยให้บุคคลสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดอัตราความเสี่ยงของ ปัญหาทางสุขภาพที่เป็นสาเหตุมาจากขาดการออกกำลังกาย สร้างความสมบูรณ์และแข็งแรงของร่างกาย ในการที่จะเข้าร่วมกิจกรรมการออกกำลังกายได้อย่าง หลากหลาย บุคคลที่มีสุขสมรรถนะดี ก็จะสามารถปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน การออกกำลังกาย การเล่นกีฬา และการแก้ไขสถานการณ์ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี สมรรถภาพทางกายแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ สมรรถภาพ ทางกายที่สัมพันธ์กับสุขภาพ หรือ สุขสมรรถนะ ( H ealth - Related Physical F itness ) และ สมรรถภา พทางกายที่สัมพันธ์ กับทักษะ หรือ ทักษะสมรรถนะ ( S kill - Related P hysical F itness ) สุพิตร สมาหิโต ( 2541 : 21 - 30 ) ได้กล่าวไว้ว่าสมรรถภาพทางกาย ( Physical F itness ) หมายถึง สภาวะของร่างกายที่อยู่ในสภาพที่ดีเพื่อที่จะช่วยให้บุคคลสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ บุคคลที่มีสมรรถภาพทางกายดีก็จะสามารถปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้ เช่น การเล่นกีฬาออกกำลังกาย และการแก้ไขสถานการณ์ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี สมรรถภาพทางกายแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ สมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับสุขภาพ ( Health - Related P hysical F itness ) และสมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับทักษะ ( Skill - Related P hysical F itness ) และองค์ประกอบของสมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับสุขภาพประกอบด้วย ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ( Muscle - S trength ) ความอดทนของกล้ามเนื้อ ( Muscle E ndurance ) ความยืดหยุ่น ( Flexibility ) ความอดทนของระบบไหลเวียนเลือดและระบบหายใจ ( Cardiorespiratory E ndurance ) และองค์ประกอบของร่างกาย ( Body C omposition ) ธีระศักดิ์ อาภาวัฒนาสกุล ( 2552 : 38 ) สรุปว่า สมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพมีเป้าหมายทั่วไปเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดี เป้าหมายเฉพาะเพื่อป้องกันหรือฟื้นฟูโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ และพัฒนาสมรรถภาพทางกายโดยรวมที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานในชีวิตประจำวันได้อย่างสมบูรณ์โดยใช้แรงพยายามน้อยที่สุดมีอาการเหนื่อยล้าเกิดขึ้นน้อยที่สุด มิลเลอร์ และคนอื่น ๆ ( Miller A . J, et al . 1991 : 639 - 640 ) ให้ความหมายของสมรรถภาพ ทางกายโดยทั่วไปว่า “เป็นความสามารถในการปฏิบัติงานของร่างกาย ซึ่งแสดงให้เห็นจากการทำงาน ของระบบหลอดเลือดและหัวใจ ความอดทน ความอ่อนตัว การทำงานประสานกันและการวัดส่วนประกอบ ของร่างกาย” โฮเวล ( Howell and Howell . 1986 : 301 ) ได้กล่าวไว้ว่า “สมรรถภาพทางกาย เป็นความสามารถ ของร่างกายในการทำ กิจกรรมอย่างได้ผล และมีประสิทธิภาพ รวมถึงความสมบูรณ์ของร่างกายปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งประกอบด้วยพัฒนาการของกล้ามเนื้อ ความว่องไว และความอดทน” ซาฟริสซ์ ( Safrit . 1986 : 26 - 33 ) กล่าวไว้ว่า “สมรรถภาพทางกายจะมีความหมายหลา ยลักษณ ะ แต่โดยทั่วไปมักใช้อยู่ 2 ลักษณะ คือความสามารถในการปรับตัวและก ารฟื้นคืนสู่สภาพปกติภายหลัง การท ำ งานหนักและความสามารถในการทำ กิ จวัตรประจำ วันด้วยความกระฉับกระเฉงว่องไว โดยไม่รู้สึก เหนื่อย และมีกำ ลังเหลือพอที่จะประกอบกิจกรรมยามว่างด้วยความเพลิดเพลิน และสามารถเผชิญหน้ากับเหตุที่ไม่คาดฝันได้” จอร์สัน และสโตเบิร์ก ( Johnson and Stolberg . 1971 : 55 - 64 ) กล่าวว่า สมรรถภาพ ทางกาย หมายถึง ความสามรถ ของร่างกายในการประกอบกิจกรรมหนัก ๆ และรวมถึงคุณลักษณะที่สำคัญที่มีต่อสุขภาพของบุคคล และความเป็นอยู่ที่ดีซึ่งแตกต่างไปจากคุณลักษณะที่เกี่ยวข้อง กับ การปฏิบัติของทักษะเฉพาะอย่าง ” สำ หรับองค์ประกอบของสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพ ประกอบด้วย ความอดทนของระบบไหลเวียนโลหิต และระบบหายใจ ความอดทนของกล้ามเนื้อ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความอ่อนตัวและส่วนประกอบของร่างกาย ส่วนองค์ประกอบสมรรถภาพร่างกายสำ หรับนักกีฬา หรือสมรรถภาพทางกาย ที่เกี่ยวข้องกับทักษะนั้น นอกจากองค์ประกอบทั้ง 5 ที่ได้กล่าว มาแล้ว ยังประกอบด้วยการประสานงาน ความสมดุล พลังกล้ามเนื้อ ความคล่องแคล่วว่องไว ความเร็ว และปฏิกิริยาตอบสนอง สรุป ในการวิจัยครั้ง นี้ สุขสมรรถนะ หรือ สมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับสุขภาพ คือ ความสามารถของบุคคลในการควบคุมสั่งการให้ร่างกายปฏิบัติภารกิจประจำวันต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสมกับปริมาณงานและเวลาตลอดทั้งวัน โดยไม่ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานต่อร่างกาย อีกทั้งยังสามารถประกอบกิจกรรมอื่น ๆ นอกเหนือจากภารกิจประจำวันได้อย่างกระฉับกระเฉง ปราศจากอาการเมื่อยล้า และอ่อนเพลีย สุขสมรรถนะหรือ สมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับสุขภาพ ( H ealth - Related P hysical F itness ) ประกอบด้วย กรมพลศึกษา (2556 : 4 - 5 ) ได้กล่าวว่า สุขสมรรถนะ หรือ สมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กั บสุขภาพ หมายถึง สุขสมรรถนะที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสุขภาพและเพิ่มความสามารถในการทำงาน ของร่างกาย ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการลดปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ ได้ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน โรคความดันโลหิตสูง โรคปวดหลัง ตลอดจนปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดจากการขาดการออกกำลังกาย ซึ่งประกอบด้วย 1 . ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ( M uscle S trength ) เป็นความสามารถของกล้ามเนื้อหรือ กลุ่มกล้ามเนื้อที่ออกแรงด้วยความพยายามในครั้งหนึ่ง ๆ เพื่อต้านกับแรงต้านทาน ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ จะทำให้เกิดความตึงตัวเพื่อใช้แรงในการยกหรือดึงสิ่งของต่าง ๆ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ จะช่วยทำ ให้ร่ างกายทรงตัวเป็นรูปร่างขึ้นมาได้ หรือที่เรียกว่า ความแข็งแรงเพื่อรักษาทรวดทรง ซึ่งจะเป็นความสามารถของกล้ามเนื้อที่ช่วยให้ร่างกายทรงตัวต้านกับแรงโน้มถ่วงของโลกให้อยู่ได้โดยไม่ล้ม เป็นความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการเคลื่อนไหวขั้นพื้นฐาน เช่น การวิ่ง การกระโดด การเขย่ง การกระโจน การกระโดดขาเดียว การกระโดดสลับเท้า เป็นต้น ความแข็งแรงอีกชนิดหนึ่งของกล้ามเนื้อ เรียกว่า ความแข็งแรงเพื่อเคลื่อนไหวในมุมต่าง ๆ ได้แก่ การเคลื่อนไหวแขนและขาในมุมต่าง ๆ เพื่อเล่นเกมกีฬา การออกกำลังกาย หรือการเคลื่อนไหวในชีวิตประจาวัน เป็นต้น ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อในการเกร็ง เป็นความสามารถของร่างกายหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายในการต้านทานแรงที่มากระทำจากภายนอกโดยไม่ล้มหรือสูญเสียการทรงตัวไป 2 . ความอดทนของกล้ามเนื้อ ( Muscle E ndurance ) เป็นความสามารถของกล้ามเนื้อที่จะรักษาระดับการใช้แรงปานกลางได้เป็นเวลานาน โดยเป็นการออกแรงที่ทำให้วัตถุเคลื่อนที่ติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ หรือหลายครั้งติดต่อกัน ความอดทนของกล้ามเนื้อสามารถเพิ่มได้มากขึ้นโดยการเพิ่มจำนวนครั้งในการปฏิบัติกิจกรรม ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น อายุ เพศ ระดับสุขสมรรถนะและชนิดของการออกกาลังกาย 3 . ความอ่อนตัว ( F lexibility ) เป็นความสามารถของข้อต่อต่าง ๆ ของร่างกายที่เคลื่อนไหว ได้เต็มช่วงของการเคลื่อนไหว การพัฒนาทางด้านความอ่อนตัวทำได้โดยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อและเอ็น หรือการใช้แรงต้านทานในกล้ามเนื้อและเอ็นต้องทำงานมากขึ้น การยืดเหยียดของกล้ามเนื้อทำได้ทั้งแบบอยู่กับที่ หรือมีการเคลื่อนที่ เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดควรใช้การเหยียดของกล้ามเนื้อในลักษณะอยู่กับที่ นั่นก็คือ อวัยวะส่วนแขนและขา หรือลำตัวจะต้องเหยียดจนกว่ากล้ามเนื้อจะรู้สึกตึงและจะต้องอยู่ในท่าเหยียดกล้ามเนื้อในลักษณะนี้ประมาณ 10 - 15 วินาที 4 . ความอดทนของระบบหัวใจและไหลเวียนเลือด ( Cardiovascular E ndurance ) เป็นความสามารถของหัวใจและหลอ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน

word1.ปก.docx
19 พฤษภาคม 2565
wordภาคผนวก.docx
6 กันยายน 2564
word01 ปก พริ้วลมบุญ.docx
15 พฤศจิกายน 2563