การเมืองโลกุตระกับการเมืองโลกียะ.docx
เนื้อหาในไฟล์
การเมืองโลกุตระกับการเมืองโลกียะ พ่อครูว่า...เจริญธรรมทุกๆคน วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2565 ที่บวรราชธานีอโศก รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม ครั้งที่ 3 อาตมาไม่ได้จำว่าครั้งที่เท่าไหร่ ก็ทำการปรับทุกข์ปลุกธรรมกันมา 52 ย่างเข้า 53 ปีแล้ว วันนี้มีแขกพิเศษที่จะมาร่วม ปรับทุกข์ปลุกธรรมกับเรา ดร.สุริยะใส กตะศิลา เป็นแขกรับเชิญสำหรับวันนี้ อาตมาก็ยินดีมากเลยที่มีผู้ที่เข้ามาโอภาปราศรัย เสมอสมาน ครั้งที่ 1 มีทนายนกเขากับจตุพรมา ครั้งที่ 2 เป็นหมอเขียว ครั้งที่ 3 นี่ ดร.สุริยะใส เราจะโอภาปราศรัยประเด็นอะไร อาตมาก็คิดว่าคุยได้ด้วยทุกประเด็น เพราะฉะนั้นคุณสุริยะใส จะมีอะไรล่ะ จะให้คุยประเด็นอะไร คิดว่าควรจะคุยกันเริ่มต้น แล้วค่อยๆขยายยาวยืดออกไป ก็ลองปล่อยๆดูซิ นี่แสดงว่าสดมากเลยนะรายการเรา ไม่ได้เตรียมกันเลย _ดร.สุริยะใส ว่า... ผม ขออนุญาตเรียนพ่อท่านอย่างนี้นะครับ ว่าผมได้เคยเข้าไปสนทนากับพ่อท่านในช่วงที่มี ปัญหาบ้านเมือง เราก็ได้พูดคุยได้ถกแถลงกัน โดยเฉพาะในช่วงพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นะครับ ผมก็คิดว่าน่าจะได้สนทนาในเรื่องของ การบ้านการเมือง ที่มันจะทำให้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง เป็นการเมืองที่พึ่งพาได้ เป็นการเมืองที่สร้างสันติภาพ เป็นประเด็นที่ 1 ประเด็นที่ 2 ผมก็คิดว่า อยากฟังความเห็นพ่อท่านหรือสมณะอื่นด้วย ว่าในแง่ประชาชนด้วยกันไม่ว่าจะอยู่ในกลุ่มไหน คิดแตกต่างกันอย่างไร ได้เวลาที่จะพูดคุยกันบ้าง หันหน้ามาคุยกันในเรื่องใดๆ หรือว่าจะปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไปตามกรรม น่าจะเป็น 2 เรื่องหลักๆ ที่ผมอยากจะขออนุญาตฟังความเห็น ขออนุญาตสนทนากับทางพ่อท่านด้วยครับ พ่อครูว่า... เอาอย่างนี้ เรื่องการเมืองก่อน เรื่องการเมืองเรื่องนี้เป็นเรื่องที่อาตมาจะต้องคุย จะต้องพู
อ่านต่อ
ดจะต้องสาธยายอะไรอีกเยอะเลย เรื่องการเมืองนี้อาตมา เข้าใจการเมืองดีด้วย เข้าใจการเมือง 2 ชนิด การเมืองชนิดที่ 1 คือการเมืองแบบโลกๆ ทั่วไป แบบคนโลกีย์ทั่วไป ที่เขามุ่งอยู่ที่ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ความเป็นใหญ่ เป็นเจ้าโลก นี่คือการเมืองเราโลกีย์สามัญ ส่วนการเมืองอีกแบบหนึ่งนั้น เป็นการเมืองโลกุตระ การเมืองนี้มีอยู่ในประเทศไทยประเทศเดียวในโลกขณะนี้ อาตมาขอใช้คำนี้ก่อน ที่จริงก็เริ่มจะมีเพิ่มขึ้นแล้ว การเมืองชนิดที่จะมีความเป็นไปได้ หรือว่าความเริ่มต้นจากโลกียะ ขยับออกมาจากกรอบของโลกียะ ที่มันไม่ออกนอกกรอบได้เลย เป็นcyclic อยู่อย่างนั้นมานานแสนนานแล้ว โลก 2,500 ปีนี้ พระพุทธเจ้าตอนนี้ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ไป 2,500 ปีผ่านมาแล้ว อาตมามาทำงาน 50 กว่าปีมานี้ มันเป็น อจินไตย ที่เกิดในโลกในสังคม อาตมาก็มองได้ว่า ขณะนี้มีจีนแผ่นดินใหญ่ ของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง กำลังเริ่มจะมี อัญญธาตุ หรือธาตุ โลกุตระจิต เริ่มจะมีความรู้ความฉลาดแบบโลกุตระเรียกว่าปัญญานี้ มันกำลังจะเกิดขึ้นในมวลมนุษยชาติจีน เขายังไม่ประสีประสาหรอก แต่เขาก็มีผู้นำ หรือมีคณะของผู้บริหาร เขาเข้าใจเรื่องนี้และเริ่มต้นแล้ว ในโลกมันมีตัวอย่าง เพราะฉะนั้น การเมืองของเมืองจีน จึงเป็นการเมืองที่กำลังเริ่มต้น มี อัญญธาตุ อัญญะ แปลว่า ธาตุอื่น ที่แตกต่างจาก ธาตุ คือ ธาตุของจิตวิญญาณ ความรู้ความฉลาด มีความรู้ความฉลาดที่จะออกนอกกรอบของโลกียะมา เข้ามาสู่โลกุตระ เมืองจีนเริ่มแล้ว เริ่มนิดนึง แต่เขามีมวลมนุษยชาติเยอะ เขามีมวลประชาชนเยอะ แล้วเขาก็อยู่ในระบบที่เขาจะต้องเชื่อฟัง เป็นคอมมิวนิสต์มาก่อน เขาจะต้องเชื่อฟังผู้นำ เขามีสภาพที่ใช้เผด็จการในที คอมนิวนิสต์มีเผด็จการโดยที มีเผด็จการของผู้บริหารควบคุมจัดการ มันซับซ้อนอยู่ ความรู้พวกนี้มันซับซ้อนอยู่ แล้วเขาก็ค่อยๆปรับตัวขึ้นมา ด้วยความเรียบร้อย ด้วยความสงบ ด้วยความอุดมสมบูรณ์ มีกินมีใช้มีอยู่ ฐานะก็ดีอะไรอย่างนี้เป็นต้น มันก็เลยดี แล้วมวลมันเยอะ มันก็เลยทำได้ มันก็เลยนำมาในโลกปัจจุบันนี้ ทางจีนกำลังนำ สภาพของ จะเรียกว่าการเมือง จะเรียกว่าสังคมเศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์อะไรก็ได้ทั้งนั้นแหละ ในพยัญชนะที่จะแยกความแตกต่างในมิติอะไรเพิ่มเติมหรือองค์ประกอบต่างๆเพิ่มเติมอีกบ้าง ก็ขยายความไปได้ สรุปแล้วสั้นๆก็คือ โลกขณะนี้ มีเมืองไทยเริ่มต้น มีโลกุตรธรรม ตั้งแต่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงบริหารประเทศ 70 พรรษา แล้วท่านก็สวรรคตไป พระเจ้าอยู่หัว อาตมาก็เคยพูดเคยบอกแล้วว่า ท่านเป็นพระโพธิสัตว์ มาทำงานให้แก่โลกยุคนี้ แล้วท่านก็เปิดโลกขึ้นมาในเรื่องของการบริหารประเทศ บริหารประชาชน การบริหารประเทศของท่าน ท่านบริหารด้วยระบบโลกุตระ ไม่ได้บริหารประเทศแค่ด้วยระบบโลกียะ คนยังเข้าใจระบบโลกุตระไม่ได้ในโลก มันเป็นโลกเทวนิยม ความรู้ทางรัฐศาสตร์ก็เรียนมาจากตะวันตก เรียนมาจากพวกเทวนิยมทั้งนั้น ส่วนทางด้านโลกุตระ แม้แต่ประเทศไทย ศาสนาพุทธมันก็เสื่อมจากโลกุตระมาแล้วตั้ง 2,500 กว่าปี อาตมาเป็นผู้ที่จะสาธยาย ทั้งความหมายของธรรมะที่เป็นโลกุตระธรรม ทั้งจะนำพาสร้างมวลมนุษย์ มาเป็นตัวอย่าง มาเป็นสังคมมนุษยชาติที่จะเป็น พฤติกรรมแบบโลกุตรธรรม เกิด 1 คน 2 คน 5 คน 100 คน 1,000 คน 10,000 คนขึ้นมา เกิดเป็นชุมชนหรือเป็นหมู่กลุ่มบุคคล ที่เป็นบุคคลอารยธรรมที่เป็นโลกุตระ เป็นบุคคลอาริยะที่เป็นโลกุตรธรรม คือชาวอโศก เกิดขึ้นมาในยุคเดียวที่ในหลวงท่านยังทรงงานอยู่ อาตมาก็ทำงานมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 แต่ก่อนนี้อาตมายังเป็นฆราวาสยังไม่ได้เริ่มเรื่องนี้เลย พอมาบวชก็มาทำงานเรื่องนี้มาตั้ง 50-60 ปี ก่อนอาตมามา เกือบจะ 20 ปี ในหลวงทรงงานมาเป็นรูปธรรม อาตมาก็เอานามธรรมมาสถาปนาลงไปในโลก ในมนุษยชาติ 52 ปีได้รูปร่าง ได้รูปรอยของคนโลกุตรธรรมที่ถึงแก่นแกนของศาสนาพุทธอยู่คือ สามารถนำพาบุคคล มีเศรษฐกิจหรือเศรษฐศาสตร์ขั้นสาธารณโภคี คือ ขั้นที่ คนทุกคนอยู่ในสังคมนี้เสียภาษี 100% ทุกอย่างเป็นของสาธารณะส่วนกลาง กินใช้ร่วมกัน ทุกคนมักน้อยสันโดษ ไม่มีใครเอาเปรียบเอารัดกัน มีแต่คนเสียสละ แล้วก็ช่วยกันเสียสละ สร้างสรรค์ให้แก่มวลชนข้างนอกออกไป ตั้งแต่มวลชนระยะใกล้ รอบตัวที่ใกล้ จนกระทั่งไกลออกไปเรื่อยๆ ก็ได้ทำมาเรื่อยๆ มันก็ได้ประมาณนี้ ยังไม่กว้าง ยังไม่ไกลนัก แม้แต่ความรู้ที่จะแพร่กระจายไปให้คนรู้ก็ยังแคบ หรือพฤติกรรมที่มีการสร้างสรรค์ แล้วมีผลผลิต มีแรงงาน มีคุณธรรม มีความรู้ ที่จะกระจายออกไปก็ยังยากยังช้า ก็ไม่มีปัญหาอะไร มันก็เป็นไปตามลำดับ สรุปอีกทีนึง ประเทศไทยเป็นประเทศที่มี การเมืองก็ดี สังคมศาสตร์ก็ดี เศรษฐศาสตร์ก็ดี รวมแล้วเป็นแบบโลกุตระของพระพุทธเจ้า ซึ่งมีในหลวงรัชกาลที่ 9 แล้วก็อาตมามาทำเรื่องนามธรรม ด้วยความรู้ของธรรม สาธยาย แจกแจงธรรมะต่างๆจริงๆเลย ละเอียดลออ ในหลวงก็ทรงรูปธรรม ทำจริง ได้ขึ้นมาจนกระทั่งเข้าตาพวกสากลเขา ก็เขาให้รางวัลมาตั้งแต่พ.ศ. 2540 สหประชาชาติให้รางวัล ในหลวงท่านก็เข้าใจใช้ศัพท์ของท่านว่า ความพอเพียง มีรัฐมนตรีเกาหลี ได้มาถามเรื่องการบริหารประเทศของในหลวง ร.9 ท่านก็ตรัสว่า บริหารประเทศแบบคนจน ประเทศเกาหลีเป็นแหล่งที่รับอารยธรรมแบบโลกุตระนี้ได้แล้ว มีหลักฐานที่ว่า เกาหลีรับอารยธรรม หรือความรู้แบบโลกุตระได้แล้วก็คือ ถึมีมูลนิธิแมนเฮ มองเห็นอาตมาว่า อาตมาได้ทำเรื่องของโลกุตรธรรมขึ้นมาให้แก่โลก โลกจะสันติภาพด้วยโลกุตระ เขามองเห็นว่า โลกจะสันติภาพด้วยโลกุตระ ด้วยโลกียะนั้นมันเป็นสันติภาพผี เป็นสันติภาพหลอก เป็นสันติภาพไม่จริง มันมีแต่สันติภาพแบบเปลือกปากเปล่า แต่จิตจริง ต่างคนต่างจะเป็นเจ้าโลกกันทั้งนั้น ไม่ว่าเจ้าโลกในประเภทใด เจ้าโลกในอำนาจ เจ้าโลกในวัตถุ ในอะไรก็แล้วแต่ แม้แต่จะปั๊มธนบัตรกระดาษเปื้อนสีออกมากระจายทั่วโลก ตั้งค่าไว้ให้สูงแล้วก็ใช้แทคติกต่างๆ เพื่อที่จะให้ธนบัตรที่จะเรียกว่าเป็นแบงค์ Note เป็นตัวแทนเป็นค่าเงินทองพวกนี้ ให้มันมีค่าสูง ให้มันมีฤทธิ์เดชที่จะสามารถ แทนค่า แล้วก็ซื้อหาแลกเปลี่ยนต่างๆนานา ได้เปรียบอะไรมาได้ ได้วัตถุอะไรมาได้ต่างๆนานา อย่างเช่น ประเทศอเมริกาทำดอลล่าร์ออกมา จนกระทั่งไม่มีใครสามารถเช็คได้เลยว่ามีหลักสำคัญ ใช้ทองคำเป็นหลักประกัน อเมริกาจะมีเท่าไหร่เขาเช็คไม่ได้ แต่ว่าดอลลาร์เต็มกันหมดทั่วโลกแล้วตอนนี้ อเมริกานั้นซับซ้อน ตอนนี้อเมริกา ดอลลาร์ก็ชักแย่แล้วล่ะ อีกหน่อยเขาก็จะได้รู้ความจริงกัน มันจะยาวไปอีก 651121 รายการปรับทุกข์ ปลุกธรรม ครั้งที่ 3 พ่อครูพบ ดร.สุริยะใส กตะศิลา