อาหาร 4 และอาหารสู่วิชชาและวิมุติ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์17 KB
วันที่แก้ไข18 พฤศจิกายน 2565

เนื้อหาในไฟล์

อาหาร 4 และอาหารสู่วิชชาและวิมุติ พ่อครูว่า... เพราะฉะนั้นเรื่องอาหาร เรามาลงรายละเอียดที่พระพุทธเจ้าท่านสอนเรื่องอาหารกัน อาหารอยู่ในอวิชชาสูตร ตัณหาสูตร พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ๑.การไม่คบสัปบุรุษ เป็นอาหารของการไม่ได้ฟังสัทธรรมที่ถูกต้อง ๒.การไม่ได้ฟังสัทธรรม เป็นอาหารของความไม่มีศรัทธา (หรือศรัทธาผิดๆ) ๓.ความไม่มีศรัทธา (ศรัทธาไม่บริบูรณ์) เป็นอาหารของการทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย (กระทำใจไม่เป็น) ๔.การกระทำในใจโดยไม่แยบคาย (หรือทำใจไม่เป็น) เป็นอาหารของ.. ความไม่มีสติสัมปชัญญะ . ๕. ความไม่มีสติสัมปชัญญะ (หรือทำสติไม่เป็น)เป็นอาหารของ.. ความไม่สำรวมอินทรีย์ ๖. การไม่สำรวมอินทรีย์ เป็นอาหารของ.. ทุจริต ๓ (กาย,วาจา,ใจ ทุจริต) ๗. ทุจริต ๓ เป็นอาหารของ.. นิวรณ์ ๕ ๘. นิวรณ์ ๕ เป็นอาหารของ.. อวิชชา ๙. อวิชชา เป็นอาหารของ ภวตัณหา (พตปฎ. เล่ม ๒๔ ข้อ ๖๒) พ่อครูว่า...ปัญญาพระพุทธเจ้าทั้งแยกเป็น 2 ข้อเลยนะ คบสัตบุรุษแล้วคุณก็ทำเฉยเมยไม่เข้ามาใกล้ ไม่เข้ามาไต่ถามเหมือนปัญญาข้อที่ 2 คุณก็ไม่บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสว่า การคบสัตบุรุษโดยบริบูรณ์ ก็จะได้ฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ ๑. การคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ . . ๒. การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ย่อมทำศรัทธาให้บริบูรณ์ ๓. ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมทำมนสิการโดยแยบคายให้บริบูรณ์ ๔. การมนสิการโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ที่จะรู้ทันผัสสะ รู้ทันเวทนา ๕. สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ความสำรวมอินทรีย์บริบูรณ์ ๖. ความสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สุจริต ๓ บริบูรณ์ คือ กาย วาจา ใจ เลิกทำการงานทุจริต ๗. สุจริต ๓ ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติปัฏฐาน ๔ บริบูรณ์

อ่านต่อ

๘. สติปัฏฐาน ๔ ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้โพชฌงค์ ๗ บริบูรณ์ ๙. โพชฌงค์ ๗ ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้วิชชาและวิมุติ บริบูรณ์ (อวิชชาสูตร พตปฎ. เล่ม ๒๔ ข้อ ๖๑)

พ่อครูว่า... มันเป็นเหตุเป็นปัจจัยกันจริงๆเลย ชัดเจนมาก นี่อาหารในอวิชชาสูตร ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส ทีนี้สรุปเข้ามาหาบุคคลมีอาหาร 4 1.กวฬิงการาหาร 2.ผัสสาหาร 3.มโนสัญเจตนาหาร 4.วิญญาณาหาร พระพุทธเจ้าท่านตรัสเรื่องวิญญาณาหาร แล้วท่านสรุปจบ ท่านตรัสสุดท้ายลงไปว่า

[๒๔๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็วิญญาณาหารจะพึงเห็นได้อย่างไร เหมือนอย่างว่า พวกเจ้าหน้าที่จับโจรผู้กระทำผิดได้ พ่อครูว่า... เหมือนอย่างที่อาตมาบอกไปว่า พวกนั่งหลับตาปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้านั้นไม่มี อปัณณกปฏิปทา 3 ไม่มีศีลด้วยมันทำลายศาสนาพระพุทธเจ้าไม่ใช่ของพระพุทธเจ้าเลย เปรียบเทียบเหมือนกับโจรที่ทำผิด อาตมาก็ว่าๆ แทงด้วยปากหอก สูตรนี้แหละ _แล้วแสดงแก่พระราชาว่า ขอเดชะด้วยโจรผู้นี้กระทำผิด ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทจงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ลงโทษโจรผู้นี้ตามที่ทรงเห็นสมควร เถิด จึงมีพระกระแสรับสั่งอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญไปเถอะพ่อ จงประหารมันเสียด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเช้านี้ เจ้าหน้าที่เหล่านั้นก็ช่วยประหารนักโทษคนนั้นด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเช้า ต่อมาเป็นเวลาเที่ยงวัน พระราชาทรงซักถามเจ้าหน้าที่เหล่านั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เจ้านักโทษคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง เขาพากันกราบทูลว่า ขอเดชะ เขายังมีชีวิตอยู่ตามเดิม จึงมีพระกระแสรับสั่งอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ไปเถอะพ่อ จงช่วยกันประหารมันเสียด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเที่ยงวัน เจ้าหน้าที่เหล่านั้นก็ประหารนักโทษคนนั้นเสียด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเที่ยงวัน ต่อมาเป็นเวลาเย็น พระราชาทรงซักถามเจ้าหน้าที่เหล่านั้นอีกอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เจ้านักโทษคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง เขาพากันกราบทูลว่า ขอเดชะ เขายังมีชีวิตอยู่ตามเดิม จึงมีพระกระแสรับสั่งอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ไปเถอะพ่อ จงประหารมันเสียด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเย็นเจ้าหน้าที่คนนั้นก็ประหารนักโทษคนนั้นด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเย็น ภิกษุทั้งหลายเธอทั้งหลายยังเข้าใจความข้อนั้นเป็นไฉน คือว่าเมื่อเขากำลังถูกประหารด้วยหอกร้อยเล่มตลอดวันอยู่นั้น จะพึงได้เสวยแต่ทุกข์โทมนัสซึ่งมีการประหาร นั้นเป็นเหตุเท่านั้น มิใช่หรือ ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเขากำลังถูกประหารอยู่ด้วยหอกแม้เล่มเดียว ก็พึงเสวยความทุกข์โทมนัสซึ่งมีการประหารนั้นเป็นเหตุ แต่จะกล่าวไปไยถึงเมื่อเขากำลังถูกประหารอยู่ด้วยหอกสามร้อยเล่มเล่า ข้อนี้ฉันใด เรากล่าวว่า จะพึงเห็นวิญญาณาหารฉันนั้นเหมือนกัน เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้วิญญาณาหารได้แล้วก็เป็นอันกำหนดรู้นามรูปได้แล้ว เมื่ออริยสาวกมากำหนดรู้นามรูปได้แล้ว เรากล่าวว่า ไม่มีสิ่งใดที่อริยสาวกจะพึงทำให้ยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีกแล้ว ฯ พ่อครูว่า... อาศัยนามรูป คุณก็จะรู้จบครบว่า วิญญาณคืออะไร มันอาศัยอะไรอยู่วิญญาณาหาร แล้วทำไมมันไม่ตายสักที วิญญาณนี้มันไม่ตายสักที แทงยึดด้วยหอกร้อยเล่ม เช้ากลางวันเย็น มันก็ยังไม่ตายพระเจ้าข้า แล้ววิญญาณหนังเหนียวพวกนี้เดี๋ยวนี้ก็ยังมีอยู่เต็มวงการศาสนาพุทธ ที่อาตมาแทงด้วยปากหอก เช้า 100 เล่ม ตอนกลางวัน ตอนเย็น ก็ฉายทั้งวันทั้งคืน รีรัน วิญญาณนี้ก็ไม่ตาย ไม่ใช่ไม่ตายแบบที่เป็นอมตะนะ ไม่ตายเพราะอวิชชา ไม่ใช่อมตะ ผู้ที่จบ วิญญาณ รู้เรื่องแล้ว จะให้ตายหรือไม่ตายก็ได้ จะให้มีก็ได้ไม่มีก็ได้ เป็นอมตะบุคคลแล้ว จบแล้ว รู้ความมี ความไม่มี ของวิญญาณ ธาตุรู้ นามรูป มันสังขารกันอยู่อย่างไร เป็นอายตนะอย่างไร เราจะเรียนรู้มันได้อย่างไร เรียนรู้ได้ต้องมีผัสสะ มีผัสสะแล้วก็จะเกิดเวทนา ก็เรียนรู้ตามรูปที่สำคัญในเวทนานี้แหละ สัมผัสรูปแล้วนามมันก็เกิด เกิดเวทนาแล้วมันก็อวิชชาอยู่ มันก็จะมีเวทนาจริงกับเวทนาเก๊ อาตมาก็อธิบายแยกแยะวิจัยให้ฟัง ก็ฆ่าวิญญาณเก๊วิญญาณเก๊ มันมีอะไรเป็นเหตุก็คือมีตัณหาเป็นเหตุ หรือมีกิเลสตัวที่มันหมกหมักสะสมไว้ตกผลึกไว้เรียกว่า อุปาทาน มาทำงานก็เรียกว่า ตัณหา กบดานอยู่ก็เรียกว่า อุปาทาน นี่แหละมันทำให้ไม่จบภพจบชาติ เทวนิยมก็ไม่มีปัญญาจะรู้จักปฏิจจสมุปบาทนี้เลย เขาก็ไปจบภพจบชาติอยู่ที่พระเจ้า พระเจ้าคือสิ่งที่ลึกลับ พระเจ้าคือสิ่งที่ไม่มีใครรู้ แม้แต่ศาสดาเองของพระเจ้า ศาสดาเองของศาสนาเทวนิยม ก็ไม่รู้ว่าพระเจ้าคือใคร แต่ว่าตัวเองได้รับความรู้ ความฉลาด หรือว่าสิ่งนี้รู้ได้ยอดเอามาประกาศเผยแพร่ แล้วมีผู้ให้มา ใครให้มาก็คือพระเจ้าคือพระบิดา เราเป็นประกาศก เป็นผู้ประกาศคำสอนของท่าน พระเจ้า พระบิดาก็ไม่รู้ว่าตัวเองมีความรู้นั้นได้เพราะตัวเองสั่งสมเป็นวิบากมา ศาสดาของศาสนาเทวนิยมแต่ละศาสนาก็ของใครของมันทั้งนั้น สั่งสมตามกรรมวิบาก กัมมัสโกมหิ กัมมทายาโท กัมมโยนิ กัมมพันธุ กัมมปฏิสรโณ กัมมังสัตเตวิภัชติ กัมมุนาวัตตติโลโก ไม่รู้ว่าตัวเองมีความรู้นี้มาจากไหน ไม่รู้ก็ยกไปให้ผู้ลึกลับ ผู้ที่เป็นพระเจ้านั่นแหละประทานมาให้ ซึ่งไม่มีความจริงอะไรจับมั่นคั้นตายเลย เป็นความจริงจับมั่นคั้นตายไม่ได้เลยในศาสนาเทวนิยม ศาสนาพระเจ้า มันเลื่อนลอย จับไม่มั่นคั้นไม่ตาย จะใช้ศัพท์อะไรดีกว่านี้ อาตมาอยากจะให้ชาวเทวนิยมเปิดคลิปนี้แล้วฟังอาตมาบ้าง แต่เขาไม่ฟังหรอกโดยเฉพาะยิ่งอิสลาม ไม่เลย ไม่รับใดๆนอกจากพระเจ้า ศาสนาคริสต์เขาก็ยังพอทำเนา ยังเปิดบ้าง จนกระทั่งชาวคริสต์มาเป็นชาวพุทธก็มีเยอะขึ้นแล้ว ในวิญญาณาหารนี้ ถ้าไม่ได้เรียนรู้จาก กวฬิงการาหาร ซึ่งเมื่อคุณกินอาหารคุณจะมีผัสสะ ผัสสาหาร คุณจะมีมโนสัญเจตนาหาร ผัสสาหาร มีเวทนา 3 มโนสัญเจตนาหารมี ตัณหา 3 ถ้าคุณไม่เรียนรู้จากอาหารคือการกินข้าว พระพุทธเจ้าก็ต้องฉันอาหาร แม้ว่าบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าเป็นพระอรหันต์ ทุกองค์ก็ต้องฉันอาหาร แม้จะบรรลุแล้วก็ตาม ยิ่งไม่บรรลุยิ่งต้องเรียนได้จากอาหารนี่แหละ ซึ่งไม่ต้องไปหาจากที่ไหนเพราะตัวเอง จะต้องเผชิญจากการกิน คุณต้องกินทุกคน กิเลสที่ว่ากินนี่แหละ อาหารคือคำข้าว ที่เคี้ยว มีรสครบ รสที่ผัสสะ ถ้าไม่ไปกินอาหาร รสมันก็มีแค่ กาย รูป รูป เสียง กลิ่น เห็น แค่นั้นน่ะ ระสะ รสา รสทางลิ้น คุณก็ไม่ได้กินเข้าไปในปาก ก็ไม่มีรส ก็มีแต่ 4 กามคุณ 5 คุณอยู่ในโลกก็ต้องมีกามาวจร คุณดำเนินชีวิตอยู่ในโลกสามัญปกติที่มีกามาวจรดำเนินไป กับมนุษยชาติ คุณก็มีทวารทั้ง 5 ทวารทั้ง 6 ระหว่างทางลิ้นนี้ ที่อาตมาพูดถึงมหาบัวไม่ได้กินอาหารด้วยซ้ำ กินหมากพลูมากกว่ากินอาหาร มหาบัวกินอาหารวันละมื้อเดียวนะ กวฬิงการาหาร แต่กินหมากวันละไม่รู้กี่สิบครั้งร้อยครั้ง จริงๆเลยไม่ขาดปาก ติดรสที่ลิ้นเป็นตัวหลัก มีรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสครบ กามคุณ 5 มหาบัวไม่มีความรู้เลยเรื่องกามคุณ 5 จะมีความรู้เผินๆ ว่าอาการกามหมายถึงเรื่องของผู้หญิงผู้ชาย อย่างเดียว เพราะฉะนั้นกดข่มไว้อย่างเดียวนี่แหละ ไม่ใช่ว่า ไม่มีกามเรื่องผู้หญิงผู้ชาย แต่เขากดข่มไว้ให้มันอยู่ได้ก็ถือว่าสุดยอดประเสริฐแล้ว แล้วเขาจะบอกคนว่าตนเองเป็นคนบรรลุอรหันต์ อาตมาใช้คำพูดชัดๆว่าเขาโกหก มหาบัวจะโกหกโดยรู้ทั้งรู้ว่าตัวเองไม่ได้บรรลุอรหันต์ แต่ก็บอกเป็นนัยๆว่า ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายแล้ว เป็นต้น อาตมาไม่ได้ยินคำตรงๆเลยนะว่าตัวเองเป็นอรหันต์ เราเป็นอรหันต์แล้ว ไม่ได้ยินคำพูดตรงๆจากพยัญชนะ จากหลักฐานจากคนอื่นๆที่เขาบันทึกมา แม้แต่ดูเวลาพูดในคลิปทางโทรทัศน์ก็ไม่เคยได้ยินจากปากว่าเป็นอรหันต์ แต่พูดเป็นนัยๆว่าพี่จะไปหลายวัน พูดเป็นนัยๆคนเข้าใจว่าเป็นอรหันต์ไม่เกิดแล้วชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย จะเป็นชาติสุดท้าย จริงๆแล้ว ปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ก็ต้องเป็นพระอรหันต์เท่านั้น แต่มหาบัวไม่รู้หรอก ปรินิพพานเป็นปริโยสานเป็นอย่างไร อมตะบุคคลเป็นอย่างไร วิมุติเป็นอย่างไรมีแต่วิมุตเก๊ ได้วิมุติ เป็นมิจฉาวิมุตติ นั่งหลับตาสู้มัน สู้มัน เป็นฌาน เป็นวิมุติ สู้มัน จนกระทั่งอยู่มาวันนั้น เขาจะมีวันที่บอกเลย โอ้โห….สุดยอดรู้จบแล้ว บรรลุอรหันต์วันนั้น เวลานั้นเลย ใส่เข้าไป จำมาพูด อาจจะหลงจริงๆ นึกว่าเป็นจริง ตัวเองหลุดพ้น มีวิมุติ มีนิโรธ มีความดับกิเลส เชื่อว่าอย่างนั้นเป็นการดับกิเลส เดี๋ยวนี้ คนก็เชื่อตามกันอยู่ในสายของศาสนาพุทธ มากกว่ามาก อาตมาพูดแล้วพูดเล่า ย้ำแล้วย้ำเล่า ขอขอบคุณมหาบัว ที่ให้อาตมาหยิบมาเป็นตัวอย่าง เพื่อจะเป็นเครื่องชี้บ่งลงไปว่า ประพฤติปฏิบัติอย่างมหาบัว ตามองค์ประกอบหลายนัยยะ ด้านกามก็ดี ด้านอัตตาก็ดี ของมหาบัวเต็มไปด้วยคราบของกาม คราบของอัตตา เต็มบ้องเลย ที่อาตมาพูดนี้ไม่ได้รังเกียจมหาบัว แต่สงสาร ไม่ได้พูดเล่นๆ แต่พูดจริงๆ สงสารจริงๆเห็นเป็นผู้ตกอยู่ในสังสารวัฏ ผู้ที่ปฏิบัติผิดสงสารทุกคน อย่างมหาบัวก็ยิ่งสงสารหนัก เพราะหลงทั้งกาม หลงทั้งอัตตา อัตตาซับซ้อนหลอกตัวเอง แต่กามทนโท่ สัมผัสอยู่ทุกวันเป็นปัจจุบันเลย ไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ว่าตัวเองเสพกามอยู่ทุกวัน วันนึงตลอดเวลา ไม่รู้เบื่อรู้หน่ายไม่คลายกำหนัด แล้วไม่มีความรู้ว่าตัวเองติดเสพคืออย่างไร ชีวิตมีอวจรอยู่ทางกาม ก็ยังไม่ได้เรียนรู้กำหนดก่อน แล้วไปนั่งหลับตาเข้าไป รูปาวจรไม่ได้ นั่งหลับตาเข้าไปทำ อรูปาวจร ยิ่งทำไม่ได้ใหญ่ เพราะว่าจิตมันจะ อวจรไปไม่ได้ ถ้าเมื่อคุณยังไม่ได้ผ่านเปลือกทุเรียน หนามทุเรียน ต้องเลาะออกก่อนให้ได้ ทำลายให้ได้ จัดการเอาเปลือกหนามมันออกก่อน แล้วไปถึงชั้นกลางกว่าจะได้กินเนื้อ ชั้นรูป อรูป เนื้อมันเลยอรูปเข้าไปอีกข้างใน กว่าจะหมดที่มันเป็นเครื่องกั้นก็ต้องทำอวจร ของตัวเองให้หมดไปตามลำดับ กามาวจร คือการดำเนินชีวิตอยู่กับสิ่งนี้ ก็ไม่เข้าใจกามคุณ ก็ไม่เข้าใจสภาวะกามาวจรคืออะไร และทำให้เป็นลำดับ เมื่อหมด กามาวจร หมดทั้ง ปสาทรูป โคจรรูป วิสยรูป ศึกษาหทยรูปตรงไหน จัดการ ถ้าชีวิตของอินทรีย์ของกิเลส กิเลสกาม ในกามาวจร กามคุณนี่ เอาให้หมดก่อน ล้างให้เกลี้ยงตามลำดับก่อนคือกามาวจร กามคุณก็ไม่รู้ กามาวจรก็ไม่รู้ กามตัณหาก็ไม่รู้ เมื่อทำ อย่างนี้ไม่ได้ แล้วคุณจะไปนึกว่าตัวเองจะไปทำข้างใน รูปาวจร อรูปาวจร จิตหลงว่า ตัวเองนั่งตัดขั้วของกิเลสแล้วดับหลับตาเข้าไปสู่ภพที่เป็น อสัญญีสัตว์ นึกว่าตัวเองได้ตัดกิเลส รูปาวจร อรูปาวจร กามาวจร หมดแล้ว เป็นชาติสุดท้ายแล้ว อุจจาระสุนัขสิครับ ขออภัยนะอาตมาพูดให้มันสนุกด้วย และให้มันเข้าใจง่ายๆด้วย เปรียบเทียบไปนี้ให้สนุกไม่ซีเรียส ธรรมะ ลึกซึ้งนะที่พูดนี้ เป็นธรรมะปรมัตถ์ธรรมะโลกุตระที่ยิ่งใหญ่จริงๆ เพราะฉะนั้นเมื่อขั้นกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจรไม่เข้าใจ แล้วจะไปเข้าใจถึง อัตตา อนัตตา เมินเสียเถิด อย่าคิดถึง เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นหลับตาเข้าไปมีแต่นิรมาณกาย สัมโภคกาย อทิสมานกาย กายเก๊ ไม่มีรูป ไม่มีนาม ไม่มีภาวะภายนอกภายในไม่มีการกระทบสัมผัส สร้างภพสร้างชาติ ขึ้นมาเอง แล้วให้ไป อวจรในภพชาติเก๊ๆ มีแต่ของเก๊ทั้งนั้น ในสัตตาวาส 9 ฌาน 4 ก็เป็นมิจฉาฌาน ปฏิบัติฌานไม่เป็นสัมมาทิฏฐิ เป็นแบบเดียรถีย์ เป็นมิจฉาฉาน หนักเข้าไปเข้าใจผิดเป็น อสัญญีสัตว์ สัตว์ตัวที่ 5 ดับสัญญาไม่ให้เจตสิกใดทำงานเลย คุณก็หมดแล้ว แล้วคุณก็บอกว่าคุณไปต่อภพอีก จากอสัญญีสัตว์ คุณเอาสัญญาของคุณนั่นแหละมาสร้างขึ้นใหม่เป็น อากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ โดยปฏิภาณคุณก็จะรู้แหละว่า พระอรหันต์มี 1. อากาศ 2. วิญญาณ 3. อากิญจัญญายตนะ กิเลสหมดสิ้นก็เหลือแต่อากาศกับวิญญาณที่สะอาด อากาศก็สะอาดวิญญาณก็สะอาดเท่านี้ ก็มีปฏิภาณพอเข้าใจว่าสุดยอดแล้ว ก็นึกว่าตัวเองสร้าง อากาสานัญจายตนะสัตว์ เพราะฉะนั้นสัตว์ที่เกิดหลัง อสัญญีสัตว์ เป็นสัตว์เก๊ทั้งนั้น แล้วก็งมงายไปถึง เนวสัญญานาสัญญายตนะ อีก บอกว่า จะรู้ก็ไม่ใช่ ไม่รู้ก็ไม่ใช่ มันจะไม่รู้ก็ไม่ใช่จะรู้ก็ไม่ใช่อะไร มันไม่รู้เลย บอกว่ารู้ถึงขั้น เนวสัญญานาสัญญายตนะ แล้วนะ อุจจาระสุนัขแหละครับ มันไม่ได้มีความจริงอะไรเลย อาตมาอธิบายธรรมะขั้นปรมัตถ์พวกนี้ให้ฟัง เหมือนกับเล่นๆ แต่ที่จริงมันสุดยอด ความจริง สุดยอดความรู้ ฟังธรรมะดีๆ อาตมาไม่ได้อธิบายให้ซีเรียสเพราะมันหนัก มันเข้าใจยากอยู่แล้ว ตามสภาวะให้ได้ แม้แต่คุณว่าจะปฏิบัติสภาวะเข้าใจตามที่อาตมาพูดยังไม่ถึงก็ตาม เพราะฉะนั้นในอาหารที่ 3 คือ มโนสัญเจตนาหาร คุณต้องเรียนรู้ จุดสำคัญอยู่ที่ กวฬิงการาหาร อาหารคือคำข้าวที่เคี้ยวกลืนกิน มันเป็นกิเลสทั้ง 5 ครบ กิเลสอัตตา ฝังรูปฝังรอยของอุปาทานเอาไว้นั่นแหละ คุณศึกษาตรงนี้ แล้วศึกษาเมื่อมีผัสสะ ไม่มีผัสสะไม่มีฐานให้ปฏิบัติ ในพรหมชาลสูตร พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัด ไปนั่งหลับตาปฏิบัติไม่มีเวทนาเพราะไม่มีการสัมผัส เวทนาก็ไม่มี ไม่มีฐานในการปฏิบัติ ไม่มีก็ไปมุกอะไรขึ้นมาปฏิบัติอย่างที่อธิบายไปแล้ว ไปเนรมิตของปลอมของเก๊ขึ้นมา มันมีแต่โมฆะกับความหลงผิดไปหมดเลย ฟังให้ดีๆเถอะ เมืองไทยมันได้เสื่อมจากความรู้ความจริงไปไกลขนาดไหน ทุกวันนี้อาตมาอธิบายย้ำพวกนี้มาตั้ง 40-50 ปี กระดิกหูกันที่ไหน มีคนที่มีความรู้บ้าง แต่ก็ไม่มากเท่ากับคนที่เขาไม่รู้ ต่อให้คนได้ฟังอาตมาบรรยายคนในกระแสหลักทั่วไป ฟังอาตมาบรรยายได้พอสมควรเลย ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นพวกนั่งหลับตาหรือพวกสามัญทั่วไป ฟังอาตมาพูดแล้ว ยังไม่กระเตื้อง เชื่อว่านั่งหลับตานั่นแหละ คือทางปฏิบัติ ยังไม่เชื่ออาตมาหรอก นี่แหละคือโจรที่ถูกหอกแทง 100 เล่ม พวกที่ยังไม่กระเตื้องกับเรื่องวิญญาณอาหาร อาตมาสอนเรื่องนามรูป แล้วให้เรียนรู้เวทนา มีอายตนะ มีผัสสะ มีเวทนา แล้วก็เรียนรู้ตัณหาอุปาทาน คุณจะดับภพจบชาติได้ คุณต้องเรียนรู้ตามนี้ แต่ถ้าคุณฟังอาตมาพูดเท่าไหร่ๆคุณก็เฉย มันไม่ถึงขั้นยินดี ฟังดีๆนะ อาตมาจะเข้าถึงมูลสูตร 10 มันไม่เข้าถึงความยินดี ฉันทะจริง เพราะฉะนั้นเมื่อไม่มีฉันทะจริง จึงยากที่จะต่อไปจากนั้นอีก มันเป็นความยินดีที่ผิวเผิน มันไม่ยินดีถึงรากเค้ามูลกา มันยินดีเผินๆ โพธิรักษ์พูดดีเหมือนกันนะ แต่ไม่ถึงขั้นที่คุณจะนำมามนสิการตามที่อาตมาพาทำ ที่เป็นมูลสูตร ที่ 2 คุณจะไม่ มนสิการคุณก็จะทำอย่างมิจฉาเป็นอมนสิการ ทำใจในใจแบบนั่งหลับตาสะกดจิตไป ไม่มาทำตามจรณะ 15 วิชชา 8 ตามที่อาตมาอธิบายของพระพุทธเจ้านี้หรอก เมื่อคุณไม่มีมนสิการ เป็นโยนิโสมนสิการ ก็จบ มูลสูตรของข้อนี้คุณไม่ได้ จากนี้ไปคุณก็ไม่มีเลยไม่มีมูลไม่มีรากเลย รากแค่นี้ คุณก็ออกนอกรีตไปไกลแล้ว เพราะฉะนั้นผัสสะเป็นสมุทัยต่อจากนั้นคุณไม่เอาผัสสะคุณหลับตาหนีผัสสะ เพราะฉะนั้นควรจะไม่มีเวทนาต่อจากนั้นไปแล้วคุณทำสมาธิ จะเป็นสัมมาสมาธิ จะเป็นสมาหิโตไม่ได้ สติก็โมฆะ สมาธิก็โมฆะ ปัญญาก็โมฆะ วิมุติก็โมฆะ อมตะก็โมฆะ จะหปรินิพพานเป็นปริโยสาน เป็นชาติสุดท้าย เห็นอุจจาระสุนัขไหม เอามูลสูตรยืนยันอ้างอิงขยายด้วย ก็ยิ่งครบชัดเลย ไม่ถึงรากไม่ถึงมูล ผู้ที่เข้าถึงมูลสูตร 10 ก็เป็นผู้ที่เข้าถึงรากหมดเลย รากของฉันทะ รากของมนสิการ รากของผัสสะ รากของฉันทะเป็นมูล มีมนสิการเป็นแดนเกิด ผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาเป็นที่ประชุมลง มีสมาธิเป็นประมุข มีสติเป็นอธิปไตย มีปัญญาเป็นอุตตระ มีวิมุติเป็นสาระ มีอมตะเป็นที่หยั่งลง รากของปรินิพพานเป็นปริโยสาน _สู่แดนธรรม... พ่อท่านเอาอาหาร 4 มาพูด ในพระสูตรต่อมาข้อ 246 เป็นการเฉลยว่า อาหาร 4 มีความสำคัญอย่างไร พ่อครูว่า... (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สมณะเดินดิน... ในอานนทสูตรที่พ่อครูว่า กวฬิงการาหาร คือสิ่งที่จะทะลุทะลวงทั้งหมด พ่อครูว่า... ในพระไตรปิฎกเล่ม 16 อัตถิราคสูตร [๒๔๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าความยินดี ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยาก มีอยู่ในกวฬิงการาหารไซร้ วิญญาณก็ตั้งอยู่งอกงามในกวฬิงการาหารนั้นในที่ใด วิญญาณตั้งอยู่งอกงาม ในที่นั้น ย่อมมีการหยั่งลงแห่งนามรูป ในที่ใดมีการหยั่งลงแห่งนามรูป ในที่นั้น ย่อมมีความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ในที่ใดมีความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ในที่นั้น ย่อมมีการเกิดในภพใหม่ต่อไป ในที่ใด มีการเกิดในภพใหม่ต่อไป ในที่นั้น ย่อมมีชาติชรามรณะต่อไป ในที่ใดมีชาติชรามรณะต่อไป เราเรียกที่นั้นว่ามีความโศก มีธุลี (คือราคะ) มีความคับแค้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าความยินดี ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยากมีอยู่ในผัสสาหารไซร้ ... ถ้าความยินดี ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยาก มีอยู่ในมโนสัญเจตนาหารไซร้ ... ถ้าความยินดี ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยากมีอยู่ในวิญญาณาหารไซร้ วิญญาณก็ตั้งอยู่งอกงามในวิญญาณาหารนั้น ในที่ใดวิญญาณตั้งอยู่งอกงาม ในที่นั้น ย่อมมีการหยั่งลงแห่งนามรูป ในที่ใด มีการหยั่งลงแห่งนามรูป ในที่นั้น ย่อมมีความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ในที่ใด มีความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ในที่นั้น ย่อมมีการเกิดในภพใหม่ต่อไป ในที่ใด มีการเกิดในภพใหม่ต่อไป ในที่นั้น ย่อมมีชาติชรามรณะต่อไป ในที่ใด มีชาติ ชรามรณะต่อไป เราเรียกที่นั้นว่ามีความโศก มีธุลี มีความคับแค้น ฯ พ่อครูว่า...เราเรียนอันนี้ ทาง เถรสมาคม ทางนักการศึกษาธรรมะก็รู้จักปฏิจจสมุปบาทนี้ แต่เขาไม่ได้เอามาเรียนกันจริงๆ เอามาเรียนอย่างเข้าใจยินดี อย่างเข้าใจเป็นสัมมาทิฏฐิจริงๆเลย มีฉันทะอย่างสัมมาทิฏฐิ แล้วคุณจะเกิดวิริยะอย่างสัมมาทิฏฐิ และคุณจะได้จิตเพราะคุณมนสิการ คุณทำอย่างสัมมาทิฏฐิสัมมาปฏิบัติ สัมมาปฏิเวธจึงจะเกิด ในมนสิการที่เป็นโยนิโส คนที่โยนิโสได้เพราะมีผัสสะมีเวทนา มีเวทนา ต่อจากเวทนาก็คือสมาธิเป็นราก ถ้าคุณทำเวทนาเรียนรู้เวทนาไม่ได้ ไม่ปฏิบัติกันที่มีเวทนาและลดกิเลสออกจริงๆออกไป โดยรู้จักกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ถ้าไม่มีกาย เวทนา จิต ธรรม 4 อันนี้ ปฏิบัติ ไม่มีโลกุตระ โลกุตระของพระพุทธเจ้านั้น ในโลกุตระ 37 เริ่มจาก กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต แล้วก็ธรรมในธรรม เป็นสติปัฏฐาน 4 แล้วคุณจะต้องปฏิบัติสัมมัปปธาน 4 ปฏิบัติมีการสำรวมอินทรีย์และมีการประหาร บรรลุภาวนา ภาวนาไม่ใช่การปฏิบัติ แต่ภาวนาคือการเกิดผล นี่เขาก็เพี้ยนกันไปหมดแล้ว แล้วคุณต้องมีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ในอิทธิบาท 4 โพธิปักขิยธรรม 3 ข้อแรกก็คือ สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 นี่คือ 4 หมวด 4 กลุ่มของกระบวนธรรม 4 ก็คือ 3 หมวดนี้ หมวด 5 ก็จะเกิดอินทรีย์ 5 กับพละ 5 อีก 2 ซึ่งจะมีรูปนาม คู่ที่ปฏิบัติที่สำคัญก็คือโพชฌงค์ 7 กับมรรคมีองค์ 8 เราจึงย่อตัวเลขนี้ไว้ว่า 4 5 7 8 เราเรียนรู้พวกนี้ จนกระทั่งใช้ตัวเลขแทนบ้าง สื่อบ้าง พวกเราก็เข้าใจและพวกเราก็ปฏิบัติจริง อาตมาพูดตรงๆ อย่างนี้แหละว่า พวกเรามาปฏิบัติจริง จึงมีมรรคผลจริง จึงบรรลุจริง โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ มีในชาวอโศก มีโลกุตรธรรมและมีผลสำเร็จจริงขอยืนยัน ไม่ได้พูดเพ้อเจ้อ ไม่ได้พูดหลงใหล ไม่ได้พูดโมเม ไม่ได้พูดโกหกเลย ศาสนาพุทธ โลกุตรธรรมเกิดขึ้น สถาปนาขึ้นได้ เพราะอาตมาสถาปนาลงไปในยุคนี้ ที่มันได้เสื่อมสูญไปตามที่พระสูตร อาณิสูตร อาตมาก็นำฟื้นคืนมาเพราะอาตมาเป็นสยังอภิญญา อาตมาพูดแล้วก็พาทำ มีสิ่งพวกนี้ คุณเชื่อกันว่าเป็น สยังอภิญญา เพราะว่ามีสิ่งนี้เกิดขึ้นใช่ไหม พฤติกรรมของคนมรรคผลที่พวกเราปฏิบัติจริง มันเป็นสิ่งยืนยันอ้างอิงแก่พวกเราหมดเลย คุณจะไม่ได้เชื่อด้วยความงมงาย มันมีองค์ประชุมครบทั้งภายนอกภายใน มันจึงเป็นสภาวะจริง 651118 ชีวิตหนอพอ อยู่พอกิน เพราะมีอาหาร 4 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน