สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน บริหารกับอภิบาลคืออย่างไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน บริหารกับอภิบาลคืออย่างไร _พ่อครูก็ให้สัมภาษณ์ลงหนังสือพิมพ์เราคิดอะไรเกี่ยวกับนักการเมืองไว้ว่า นักการเมืองไม่ใช่นักแย่งอำนาจ แต่คือผู้อภิบาลประชาชน ทำงานช่วยประชาชนมากกว่าบริหาร ตอนนี้พฤติกรรมของนักการเมืองต้องเข้ามาบริหารทรัพยากรของประเทศ 1. เราจะรู้ได้อย่างไรว่า นักเลือกตั้งหรือนักการเมืองคนไหน ที่จะมาอภิบาลประชาชน 2. นักการเมืองที่มีพฤติกรรมบริหาร กับนักการเมืองที่มีอภิบาลเราจะเห็นได้อย่างไร พ่อครูว่า...คำว่าบริหารมันกว้างและไม่มีคำจำกัดที่ชัดเจนเท่าคำว่าอภิบาล คำว่าอภิบาลให้ความหมายที่ยืนยันได้ชัดกว่า ประเด็นว่าอภิบาลกับบริหารนั้น บริหารคือจัดการ ไม่ใช่นักเมืองก็บริหาร แม้แต่ในวงการโจรเขาก็บริหาร เขาจะต้องดูแลปกครอง ก็มีเชิงอภิบาลเหมือนกันก็ได้แต่ว่าโจรอภิบาลไปในเชิงอกุศล แต่บริหารนี่เป็นกุศลก็ได้อกุศลก็ได้อย่างโจรนี่มีบริหารก๊กตัวเอง ส่วนอภิบาลคือช่วยเหลือเกื้อกูล ดูแลให้อยู่เย็นเป็นสุข จะอภิบาลให้อยู่เย็นเป็นสุขอยู่ดีกินดี ไม่ให้ได้รับทุกข์หรือทุกข์น้อยที่สุด เอาประเด็นดีหรือชั่วดูแลกันไป เมื่อเราเข้าใจภาษาก็ไปทำหน้าที่เราจะรู้ว่า นักเลือกตั้งคนไหนเป็นอภิบาล หรือบริหาร มันก็แยกยาก มันก็บริหาร แต่บริหารอย่างอภิบาล หรือบริหารอย่างไม่ใช่อภิบาล ใช้อำนาจบาตรใหญ่ ถ้ามันดีขึ้นมาก็เรียกว่าอภิบาล ประชาชนได้ประโยชน์ ยกตัวอย่างบุคคล ผู้ที่อภิบาลไม่ให้เป็นเรื่องรุนแรง อยู่กันอย่างสงบเรียบร้อย ช่วยเหลือเกื้อกูลกันไปมากเลยนะ ผู้อภิบาลที่เป็นนายกรัฐมนตรี เช่น นายกฯสัญญา ธรรมศักดิ์ ได้รับฉายาว่านายกฯมะเขือเผา ก็หน่อมแน้มไปหน่อย อ่อนไปหมดสุภาพนิ่งไปหมดเลย ไม่มีอำนาจไม่มีการแสดงถึงความเด็ดเดี่ยวแข็งแรงพอสมควรก็เลยไม่เด็ดขาด ซึ่งบางทีก็
อ่านต่อ
มีข้อด้อย จะต้องทำให้เหมาะสม ทำให้พอดีๆในการแสดงออกทางกายวาจาใจ ก็มาจากจิตวิญญาณของแต่ละคน จริงๆแล้วบริหารดี อภิบาลดีก็พูดได้ทั้งนั้น อาตมาพูดถึงนัยของบริหารอภิบาลเป็นเชิงความรู้เท่านั้น ความจริงแล้วผู้ที่จะทำงานกับประชาชน อย่างนายกฯจะต้องทำงานกับประชาชนทั้งประเทศ ก็ต้องใช้ทั้งสองอย่างนั่นแหละ แต่ถ้าว่าเข้าใจคุณลักษณะ พฤติกรรมที่ปฏิบัติประพฤติ ต่างนัยยะ กันนิดหน่อยเท่านั้นเอง ทีนี้นักการเมืองต้องไม่แย่งอำนาจ นักการเมืองคือต้องไปเป็นผู้รับใช้ประชาชน บริหารก็รับใช้อภิบาลก็รับใช้ ผู้ใดสามารถอภิบาลประชาชนได้อย่างดี เมื่อได้เป็นนายกแล้วไม่เข้าไปเบ่งอำนาจ แต่ผู้ที่ใช้อำนาจมากหน่อยก็จะอยู่ในฐานะผู้บริหาร แต่ถ้าบางทีสังคมมันต้องใช้เชิงกำราบ บางกลุ่มสังคมประเทศก็ต้องอาศัยอย่างนี้อาศัยอำนาจกำราบ สำหรับคนที่ประพฤติไม่ดี ยกตัวอย่างปัจจุบัน พวกที่ก่อความวุ่นวาย ผู้บริหารจำเป็นต้องใช้อำนาจ ข่ม กำราบด้วย มันมีนัยละเอียดอีกเยอะแยะ ประเด็นที่ว่านักการเมืองไม่ใช้อำนาจนี้เป็นคุณธรรมคุณวิเศษ จะเป็นนายกจะเป็นผู้รับใช้อะไรก็แล้วแต่ ที่อาตมาว่าเขาไม่ใช่ข้าราชการรัฐ อันนั้นคือหมายความว่าเป็นข้าราชการการเมือง ส่วนผู้ที่เป็นข้าราชการรัฐ คือ ข้าราชการประจำ และเขาไม่เรียกว่านักการเมือง ที่จริงแล้วคำว่านักการเมืองก็ดี ข้าราชการก็ดี คือ ผู้รับใช้ประชาชน ทั้งนั้น แต่มันมีนัยละเอียด นักการเมืองหรือข้าราชการการเมืองที่เข้าไปรับหน้าที่ สส. สว. ไปรับหน้าที่รัฐมนตรีนายกรัฐมนตรี ที่เป็นข้าราชการการเมือง เป็นการไปทำหน้าที่เป็นครั้งคราว เป็นผู้ไปรับใช้ประชาชนเป็นครั้งคราว ได้รับหน้าที่ระบุลงไปในตำแหน่ง พอหมดวาระก็ปลด ส่วนข้าราชการประจำหากไม่ถูกไล่ออกก็ทำไปจนปลดเกษียณ นักการเมืองไม่ใช่นักไปแย่งอำนาจ ใครก็ตามที่จะไปทำงานช่วยประชาชน ช่วยพลเมือง นักการเมืองจริงๆคือผู้ไปช่วยพลเมือง อย่างพวกเราชาวอโศกเป็นนักการเมืองเบอร์ 1 เป็นนักการเมืองที่ไม่ต้องการตำแหน่ง ไม่ต้องใช้หลักฐานใด ๆ ที่เป็นนิตินัยเลย แต่เราทำงานเป็นผู้ที่ช่วยพลเมืองให้ได้ หากเข้าใจนัยแล้ว ผู้เป็นนักการเมืองคือผู้ทำประโยชน์คุณค่าให้แก่สังคม ผู้ที่เห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ มีการประพฤติทำการงานโลภโมโทสัน เอาประชาชนเป็นเหยื่อในการที่จะล่ารายได้ ล่าลาภยศสรรเสริญ คนแบบนี้เป็นคนที่เป็นภัยต่อสังคม ที่ผู้รู้ตัวเองดีแล้วอย่างพวกเราจะไม่ไปประพฤติเช่นนั้น ก็ไม่เป็นภัยต่อสังคม คนอื่นก็ไม่ต้องมาดูแลเรามาก ก็ทำให้สังคมสงบสุขเย็น มีแต่ประโยชน์ไม่มีโทษภัย เพราะฉะนั้นคนที่ไปแย่งอำนาจคือคนที่มีอัตตามานะ ยังไม่เข้าใจถึงพฤติกรรมของบุคคลที่ดีงาม ไปใช้อำนาจ เบ่งคือการกระทำแบบสัตว์เดรัจฉาน มนุษย์ที่เป็นอาริยะเจริญแล้วจะไม่ใช้อำนาจบาตรใหญ่ ใช้แต่เมตตากรุณามุทิตาอุเบกขา อย่างสมบูรณ์แบบ นั่นคือมนุษย์ชั้นสูง มนุษย์เจริญ มนุษย์ประเสริฐที่แท้จริง นักการเมืองที่ไปแย่งอำนาจคือนักการเมืองที่เหลวไหลที่เลวร้าย แม้แต่ที่สุดรัฐศาสตร์ อาตมาเคยได้ยิน เขานิยามว่า นักการเมืองคือผู้ที่เข้าไปแสวงหาอำนาจ ฟังแล้วหยาบคายพูดอย่างนี้ฟังแล้วไม่เข้าท่า นักการเมืองคือผู้อาสาไปทำงานให้แก่ประชาชนอย่างมีตำแหน่งหน้าที่ แต่อย่างพวกเรานี้ไม่มีตำแหน่ง ทำตนเองไม่ให้เป็นโทษภัยต่อประเทศชาติ เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ไม่ใช่ไปกอบโกยต่อประเทศชาติไปเอาเปรียบเอารัดมวลมนุษยชาติได้มาแล้วก็รวย ๆๆ ถ้าจะขยายความก็เป็นยศศักดิ์เสริมขึ้นไปอีก ใช้ทั้งอำนาจยศศักดิ์ อำนาจเงินอีก ก็รวยไปอีกโลภโมโทสันดูดเข้าไปอีก อาตมาเป็นคนหนึ่งจะไม่ไปเป็นคนที่มีโทษภัยอย่างที่กล่าวแล้ว จะเป็นคนที่มีประโยชน์คุณค่าต่อสังคมช่วยมนุษยชาติอยู่อย่างดี ที่อาตมาได้ช่วยประเทศชาติ ไม่ว่ารัฐบาลไหนขึ้นมาอาตมาก็ไม่ได้หยุดทำ ไม่หยุดทำช่วยประชาชน ทำให้ประชาชนมีพฤติกรรม ทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ไม่ไปเป็นโทษภัยต่อสังคม นี่จึงจะเป็นคุณค่าประโยชน์ต่อสังคมประเทศชาติ ต่อตนเอง และตนก็เป็นคนที่เปลืองน้อยผลาญน้อย จนอาตมาประสบผลสำเร็จ พวกเราทำงานไม่เอารายได้ไม่เอาส่วนได้เป็นของตนเองเลย โอ้โหวิเศษสุดยอด พูดขึ้นมาทีไรก็ยิ่งใหญ่เหลือเกินตามแบบพระพุทธเจ้า แล้วก็เอามาพิสูจน์ในยุคนี้ได้ แสดงว่ายุคนี้เป็นยุคของมนุษยชาติโดยเฉพาะคนไทย ที่อาตมานำทฤษฎีพระพุทธเจ้ามาประกาศอธิบายพวกเราปฏิบัติได้ จนถึงระบบสาธารณโภคี เป็นคนทำงานฟรี พ้นมิจฉาชีพข้อที่ 5 ลาเภนลาภังนิชิคิงสนตา ซึ่งทำงานไม่ได้ต้องการสิ่งแลกเปลี่ยนเลย เป็นหมู่กลุ่มชุมชน เป็นหมู่บ้าน หลายหมู่บ้านก็เป็นตำบลรวมแล้วทุกที่น่าจะเป็นอำเภอได้ ชาวอโศกที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ถ้าเอามารวมกันเป็นจังหวัดได้ จังหวัดบุญนิยม ทั้งจังหวัดเป็นบุญนิยม ทำงานเข้าส่วนกลางหมดเลยมันยิ่งกว่าคอมมิวนิสต์ ยิ่งสูงส่งกว่าคอมมิวนิสต์ ทำงานเอาเข้าส่วนกลางกินอยู่กันอย่างเป็นพี่น้องร่วมกันเลย ยิ่งใหญ่มาก แค่จังหวัดทั้งจังหวัดน่าทำได้ เป็นจังหวัดสาธารณโภคีเลยยิ่งใหญ่ แหมแต่อย่างว่า มันยาก ยิ่งกว่ามะเร็งขั้น 4 ขึ้นคอ 620311_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 43