สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ประชาธิปไตยที่แท้จริงเป็นเช่นไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ประชาธิปไตยที่แท้จริงเป็นเช่นไร พ่อครูว่า...ประชาธิปไตยที่แท้จริงเป็นอย่างไร สำหรับภูมิปัญญาของอาตมา ประชาธิปไตยที่แท้จริงมี 3 หลักใหญ่ 1. ประชาชนมีอิสระเสรีภาพเต็มที่ แต่แน่นอน ความมีอิสระก็ต้องไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น แต่ว่าให้เลยเต็มที่ทางกฎหมาย ซื่อสัตย์ซื่อตรงต่อกฎหมาย ให้อิสระประชาชนเต็มที่ 2. ตัวประชาชนเองต้องมีความเห็นแก่ผู้อื่นมากกว่าความเห็นแก่ตัว 3. ประชาชนสุขสำราญเบิกบานใจ เพราะไม่เป็นหนี้ ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยคือประเทศไม่เป็นหนี้ ทำงานเลี้ยงตนได้อุดมสมบูรณ์ ในประเทศจะต้องสร้างสรรค์ต้องผลิต มีผลของการงาน อยู่กินใช้หรือขายก็ตาม หมุนเวียนเอามาเลี้ยงตัวเองได้อุดมสมบูรณ์ และมีเหลือกินเหลือใช้ จึงเอาไปเผื่อแผ่เกื้อกูลแจกจ่ายให้แก่ผู้อื่นได้ ด้วยปัญญา แต่ไม่ใช่แจกแจงไม่มีหลักเกณฑ์โง่เง่า แจกจ่ายอย่างมีปัญญา จะเกิดปัญญาได้อย่างไร ปัญญาเป็นภาษาบาลี บัญญัติของศาสนาพุทธเท่านั้น คนที่ไม่เข้าใจเอาคำว่าปัญญาไปใช้ว่าหมายถึงความเฉลียวฉลาดก็ผิดหมดไม่ตรงกับความหมาย ความเฉลียวฉลาดคือผู้ที่มีความเฉลียวฉลาดรอบรู้อย่างโลกุตระ เป็นนิยามที่ลึกซึ้ง ปัญญาไม่ใช่ เฉกา หรือเฉโก ที่เขาไม่ค่อยเอามาใช้มันเป็นความฉลาดแกมโกง แต่ว่าปัญญาไม่มีความโกงมีความซื่อสัตย์ไม่เห็นแก่ตัวเห็นแก่ผู้อื่น ปัญญาของพระอรหันต์คือผู้ที่ไม่เห็นแก่ตัวไม่มีตัวตน เป็นผู้รับใช้ ไม่มีอาการของความมีตัวตนอยู่ในจิต ต้องรู้จริงเป็นจริง อาตมาพูดด้วยความบริสุทธิ์ใจมั่นใจในตัวเองว่ามีจริง อ่านอาการจิตออก โดยเฉพาะอ่านจิต เวทนา 108 ศาสนาพุทธจะเจาะลึกลงในเวทนา 108 แล้วให้กระบวนการเวทนา 108 ปฏิบัติได้ครบถ้วนเลย จนสูงสุดจบ (แบ่งเป็น 2 เวทนา ได้แก่..) -เวทนาที่มีกายเป็นเหตุ
อ่านต่อ
(กายิกเวทนา อาศัยมหาภูตรูป+นาม) -เวทนาที่มีใจเป็นเหตุ (เจตสิกเวทนา อาศัยนามรูป).
แยกเป็น 3 เวทนา ได้แก่.. สุขเวทนา ทุกขเวทนา . . อทุกขมสุขเวทนา (ไม่สุขไม่ทุกข์ อุเบกขา).
(รู้กำลังของเวทนาทั้ง 5 ได้แก่) สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ อุเบกขินทรีย์
(แยกเป็น 6 เวทนา ได้แก่) จักขุสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทตา โสตสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทหู ฆานสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทจมูก ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทลิ้น กายสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทกาย มโนสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากใจปรุงแต่งเอง
ได้แก่ มโนปวิจาร 18 (คือ เวทนา3 ร่วมกับอายตนะ6) สุขเวทนาแบบโสมนัสสูปวิจาร (6ทวาร+โสมนัส) ทุกขเวทนาแบบโทมนัสสูปวิจาร (6ทวาร+โทมนัส) เฉยๆ ที่เป็นอุเบกขูปวิจาร (6ทวาร+อุเบกขา)
พ่อครูว่า...คือแยกกิเลสออกจากจิตได้ แยกกิเลสออกจากกายได้ กายก็คือจิต จิตก็คือกาย กายคือเชื่อมต่อกับภายนอก เกิดสภาพปรุงแต่งก็เป็นสังขาร เกิดความรู้สึกคือเวทนา ที่เกิดจากการปรุงแต่งของธรรมะ 2 ในเวทนาหรืออารมณ์เราก็เรียนรู้อันนี้เป็นสำคัญ แยกการปรุงแต่งไปด้วยกิเลสได้ (ปุถุชนแยกไม่ได้) แยกกิเลสออก แล้วกำจัดกิเลสด้วยบุญ พลังงานสามารถกำจัดกิเลสได้คือบุญ ต้องทำใจในใจเป็นถึงบุญ ก่อนจะถึงบุญก็คือฌาน ฌานแปลว่าไฟ เป็นพลังงาน อุณหธาตุ ไปสลายไฟราคะโทสะโมหะ สามกองใหญ่ ผู้ปฏิบัติธรรมของพุทธต้องอ่านอาการจิตที่มีไฟราคะโทสะโมหะ
เวทนา 36 เคหสิตโสมนัส 6 เคหสิตโทมนัส 6 เคหสิตอุเบกขา ุ6 เนกขัมมสิตโสมนัส ุ6 เนกขัมมสิตโทมนัส ุ6 . . เนกขัมมสิตอุเบกขา ุ6 . . .
ครบ 108 เวทนา โดยกาละทั้งสาม ได้แก่ . . . เวทนามโนปวิจาร ที่เป็นอดีตทั้ง 36 ก็สูญแล้ว เวทนามโนปวิจาร ที่เป็นปัจจุบัน 36 ก็สูญอยู่ เวทนามโนปวิจาร ที่เป็นอนาคต 36 ก็สูญอีก . (ปัญจกังคสูตร พตปฎ. เล่ม 18 ข้อ 412-424)
เราอ่านจิตรู้จักเจโตปริยญาณ 16 คือ การกำหนดรู้ใจสัตว์อื่น (รู้สัตว์ชั้นต่ำสูงในจิตตน-ปรสัตตานัง) . รู้บุคคลชั้นต่ำ-สูงอื่นๆในจิตอาริยของตน(ปรปุคคลานัง) เป็นปรมัตถ์. 1. สราคจิต (จิตมีราคะ) 2. วีตราคจิต (จิตไม่มีราคะ) 3. สโทสจิต (จิตมีโทสะ) 4. วีตโทสจิต (จิตไม่มีโทสะ) 5. สโมหจิต (จิตมีโมหะ) 6. วีตโมหจิต (จิตไม่มีโมหะ) 7. สังขิตฺตํจิตตํ. (จิตเกร็ง-จับตัวแน่น หด คุมเคร่งอยู่) . 8. วิกขิตฺตํจิตตํ . (จิตกระจาย-ดิ้นไป ฟุ้ง จับไม่ติด)
พ่อครูว่า...จริตศรัทธาเจโตจะเป็นแบบสังขิตตังจิตตังเป็นก้อนๆ คนทำสมาธิแบบเทวนิยมคือพวกสังขตังทำให้แน่นเข้าอย่างเดียว ส่วนพวกชอบปัญญาแล้วไม่ใช่ปัญญาแท้ก็กระจายฟุ้งเป็นวิกขิตตัง เทียบเป็นนิวเคลียร์ฟิชชั่นกระจาย กระจายได้เก่งก็เป็นเส้นตรง พุ่งออกนอกโลกไม่เส้นโค้งไม่กลับมาเลย ไม่รีเทิร์น ตรงทะลุไปไหนก็ไม่รู้พวกนิวเคลียร์ฟิชชั่น ผู้สามารถเข้าใจสภาวะ เราสามารถรู้ว่ามันรวมหรือแยก ผู้ใดอยู่เหนือได้เป็นอุตรจิต 9. มหัคคตจิต (จิตเจริญยิ่งใหญ่ขึ้น) 10. อมหัคคตจิต (จิตไม่เจริญขึ้น) 11. สอุตตรจิต (จิตมีดีแต่ยังมีดียิ่งกว่านี้-ยังไม่จบ) 12. อนุตตรจิต (จิตไม่มีจิตอื่นสูงยิ่งกว่า) . 13. สมาหิตจิต (จิตตั้งมั่นเป็นประโยชน์ดีแล้ว) 14. อสมาหิตจิต (จิตยังไม่ตั้งมั่นไม่เป็นประโยชน์) 15. วิมุตตจิต (จิตหลุดพ้น) . . . 16. อวิมุตตจิต (จิตยังไม่หลุดพ้นสิ้นเกลี้ยง) . (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 135) เราเป็นผู้มีอำนาจเหนือจิตเรา ทำการอภิสังขารจิตตนเองได้ อ่านอาการจิตแล้วแยกแยะวิจัย เป็นนักวิทยาศาสตร์ชั้น1 จัดการเอาพลังงานเสียพลังงานเลวเป็นพิษออกไปได้คือกิเลส แล้วปหาน การปหานกิเลสด้วยการกดข่ม ไม่สำเร็จ นอกจากปัญญา นอกจากความรู้เท่านั้น รู้ความจริงอย่างครบครันว่าอาการกิเลสเป็นตัวปลอมมารยา ไม่มีจริงเลยไม่เป็นตัวจริงเลย ถ้าปัญญามีพลังงานสูงจริง พระอรหันต์มีปัญญาเต็มถ้วน กิเลสมาเกิดในจิตไม่ได้เลยปัญญาเห็นก็หายวับเลย เพราะได้เรียนรู้ฝึกฝนตามพระพุทธเจ้า มีปุญญาภิสังขาร จับได้มีวิจัยวิจาร แยกตัวกิเลสออกมาได้มีกำลังปัญญาเต็มที่ ถ้ามันยังไม่เก่งก็จะต้องจ้องมันอยู่ ใช้ไฟปัญญาสลาย ปุญญะคือสลาย ปัญญาคือรู้ รู้กิเลส รู้ว่ากำลังจัดการกิเลส กิเลสสู้ไม่ได้จางคลายแล้วดับ พอเก่งก็ทำให้หายวับได้เลย จนเอ็งอย่าเข้ามาใกล้นะ โดนรัศมีไม่ได้เลยนะ พอเข้ามาในราศี ถ้าเป็นฉัพพรรณรังสี ของพระพุทธเจ้ากิเลสไปไกลหลายล้านปีแสง หากเป็นพระโพธิสัตว์กิเลสก็เข้ามาใกล้ได้กว่า กิเลสมันมีอยู่ในโลกเป็นรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสอยู่กับวัตถุ กับพฤติกรรมมนุษย์ ทุกอย่างที่สัมผัสอยู่ ตั้งแต่เห็นรูปจนถึงอาการวิญญาณ แม้ที่สุดไม่มีก็ต้องหาให้เจอ เนวสัญญานาสัญญาก็ต้องรู้ อากาศคือว่าง วิญญาณคือธาตุรู้ ตรวจสอบว่ามีหรือไม่ อากิญจัญฯ รู้ให้แน่ว่าไม่มีแน่นะ เนวสัญญาฯ ชัดเจนว่าไม่มี อากิญฯ ไม่มีแน่นะ เนวสัญญาฯ ทบทวนสมบูรณ์แบบเป็นสัญญาเวทยิตนิโรธ อาตมาอธิบายตามสภาวธรรมไม่ใช่อธิบายตามท่องพยัญชนะมาสอน อาตมาอธิบายนอกตำราด้วย ตามสภาวะอาตมาเอง ไม่อยากจะถามว่าใครเป็นอะไรหันมาเดี๋ยวจะยกมือกันพรึ่บ ถามคุณรู้จักอรหันต์ของโสดาบันไหม แล้วฆ่ากิเลสอรหันต์ของโสดาบันได้ไหม..หมดไหม อย่างนี้ก็เป็นขั้นๆ หลายคนชัดเจนว่าเป็นอนาคามีได้ ไม่มีแล้วข้างนอกมีแต่ข้างใน แต่ถึงขนาดให้เราเป็นอรหันต์นั้น เดี๋ยวอย่าเพิ่งให้ตอบ จะรู้กระทั่งเราเป็นอนาคามีเต็มรูป อนาคามีระดับสูง อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี (สภาวธรรมไม่เป็นสองรองใคร หรือไม่เป็นน้องใครอีก แล้วปรินิพพานไว) เราจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงสภาวะนั้นแล้วมีจริงด้วย ที่เขาพูดกันแค่รู้จักสภาวะจิตเจตสิกต่างๆที่เป็นตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ก็ยังไม่ค่อยถูกตัวถูกตน จะต้องรู้จริงจับให้มั่นแล้วก็จัดการ ถ้าเราศึกษาเยอะไปหมดเลยเบลอๆก็ไม่ได้ มันต้องจัดการทีละคู่เป็นรูปนาม แล้วทำให้ชัดเจน มีภูมิปัญญามีธาตุรู้ เป็นธาตุปัญญาที่สูงขึ้นๆ พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสว่า ศาสนาพุทธมีความเป็นลำดับที่ละเอียดลึกซึ้งเหมือนฝั่งทะเล ลาดลุ่มละเอียด เป็นเรื่องที่มันน่าอัศจรรย์มาก ใครเข้าใจอย่างนี้ได้บรรลุอรหันต์เลย หายากที่จะเรียงลำดับแล้วจะได้เร็ว หายาก แต่ก็มีไปตามลำดับ สูงสุดเป็นปัญญาธิกะดีที่สุด อาตมาอธิบายสัจธรรมและเอามาขยายความ เข้าไปร่วมกันกับสังคมมนุษยชาติ พฤติกรรมของสังคม จนกระทั่งถึงพฤติกรรมของระบบสังคมมนุษยชาติ เรียกว่าระบอบเผด็จการก็ดีระบบคอมมิวนิสต์ก็ดี ระบอบประชาธิปไตย ที่ใช้พยัญชนะแล้วเอาไปเทียบเคียงกับสภาวะจริงที่มีในมนุษยชาติ อาศัยภาษาสื่อสภาวะจึงจัดการกับสังคมได้ อาตมามีความรู้เรื่องการจัดการกับมนุษย์ พวกคุณได้ฟังแล้วเอาไปปฏิบัติจึงเกิดผล แล้วจึงเป็นสังคมร่วมกันเป็นสังคมแล้วก็มีวิธีการพฤติกรรมสังคม ใครได้มาสัมผัสกับชาวอโศก จะได้สัมผัสสมาชิกแต่ละคนรู้ได้ว่าคนควรอยู่กันอย่างสงบร่วมกันในสังคมอย่างนี้ มีค่าเฉลี่ยรวมแล้วดี ไม่มีกิเลสออกมาเพ่นพ่าน ไม่มีราคะแรง ไม่มีโทสะแรง แน่นอนมันยังมีเหลืออยู่ ราคะก็ตามก็มีแต่ที่ชัดเจน สงบไม่มีอบายมุข ชัดเจนไม่มีอบาย กามก็ไม่จัดจ้าน รูป กามคุณ 5 รูปก็ไม่จัดจ้าน แต่มันมีรูปให้ดูดี มีมะระ มะเขือ ผ่องงามใส protoplasm ผิวผ่องใส ชุ่มชื่นสงบ เนื้อใน cytoplasm คงฉ่ำดี เต็มไปด้วยอณูสารอาหารน่าเจี๊ยะ หอเจี๊ยะ เราสัมผัสด้วยรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ธรรมะพระพุทธเจ้าท่านสอน อย่าไปหลงปรุงแต่งมันเป็นตัวเก๊ เป็นอารมณ์ปรุงแต่งขึ้นมาบ้าบอเอง ถ้าเผื่อว่า รูปนี้สวย มันก็เอาคำว่าสวยรูปน่าดูน่ามีน่าเป็น ดีกว่ารูปน่าเกลียด เราก็แยกออกเป็นธรรมะ 2 ได้ เราก็ทำรูปน่ารักก็แล้วกันอาศัยได้ ไม่เอารูปน่าเกลียด แต่ที่เราทำมานี่น่าดูทั้งนั้น น่ากิน อย่างนี้เป็นต้น คนก็ชื่นใจชอบใจมีความยินดี คนที่มีความรู้ความจริงว่าน่ายินดีเป็นแต่เพียงว่าเรารู้ถึงความเหมาะสม เราไม่ดูดดึงและไม่ผลัก ผลักแรงก็คือน่าชัง แม้ผลักเบาๆเราก็ไม่ผลัก มันไม่น่าก็ค่อยคัดออก มันน่ามีให้เราเลือก จนกระทั่งไม่มีตัวน่าชัง เลือกไม่ไหว ทุกอย่างดูน่ารักหมดเลย นี่ก็แสดงถึงความสำเร็จว่าเราสามารถทำได้ มะระนี่ผลมันน่าเจี๊ยะเหลือเกิน ไม่น่าทิ้งแม้ขั้วมัน ทิ้งไม่ลงเลย หมดนี่เลยแล้ว นี่คือเราทำได้สมบูรณ์แบบ เอาสิ่งที่ชาวอโศกผลิตจริงมีจริงมาอธิบายสัจธรรม ชาวอโศกจึงอุดมสมบูรณ์ เราก็รู้ว่าอุดมสมบูรณ์บริบูรณ์ ครบครันสิ่งที่น่าใช้น่าอาศัย มีส่วนทิ้งน้อยมาก ขั้วมันยังไม่ยอมทิ้งเลย คนที่ไม่วิปลาสก็จะมีปัญญาชัดเจน สิ่งที่จะร่วมกับคนอื่นด้วยอะไรที่สมควร ปโหติ ก็อยู่กับสิ่งที่เหมาะควร แน่นอนถ้ามีขยะหรือเศษบ้าง แต่เศษจะน้อย จึงเป็นผู้มีเศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์ที่สมบูรณ์แบบ สามารถสร้างผลิตอะไรขึ้นมา มีส่วนเสียน้อยมีแต่ส่วนดีส่วนใหญ่ เราผลิตได้อย่าว่าแต่วัตถุสิ่งของ แต่ผลิตกายกรรมวจีกรรมก็เป็นปาสาทิโก อาการน่าเลื่อมใส่ กายกรรมวจีกรรมน่าดู ไม่มีจุดที่น่ารังเกียจขยะแขยง พวกนี้คือพวกเศรษฐศาสตร์เป็นนักเศรษฐกิจ สร้างสิ่งที่ดีได้มาก สิ่งที่มันบกพร่องที่จะเอาออกเอาทิ้ง ก็หารร่วมมาก หารออกนิดหน่อย เอาทิ้งไปน้อยเหลือสิ่งที่ดีมาก หารคือการเอาออก เอาออกน้อยมีสิ่งสูญเสียน้อยมีแต่สิ่งเจริญด้วยคูณร่วมน้อย หารร่วมมาก มีแต่สิ่งดีๆ อัตราก้าวหน้าได้มากคูณร่วมได้มากๆๆ เป็นปฏิภาคทวีเยอะแยะไปหมด นี่เราเอามาใช้ทางวัตถุคณิตศาสตร์มาใช้กับนาม พวกเรามีสิ่งที่จะเอาออกไปจากจิต (หาร) เอาออกไปได้มากจนเหลือที่จะเอาออกน้อยลงๆ สูงสุดหมด ไม่ต้องหารแล้ว ทุกอย่างจบ สมบูรณ์ กลายเป็นบริหารคนอื่น พระอรหันต์ตนเองไม่ต้องหารอะไรออกจากจิตแล้ว มีแต่คูณๆๆ จนไม่มีอะไรต้านได้ เป็นสัมประสิทธิ์ที่มีประสิทธิภาพ คูณไปเยอะ ศึกษาแล้วก็ดี พวกเรามาร่วมกันก่อสร้างได้มากมีสิ่งบกพร่องสูญเสียน้อย แม้แต่สังคม จะมีสิ่งตำหนิติเตียนน่าเอาออกหารออกก็น้อย ไม่ต้องหารร่วมมากมีแต่ตัวคูณร่วมน้อย หาตัวคูณที่จะไม่คูณได้ยาก จึงเรียกว่าคูณร่วมมาก มีแต่คูณร่วมกันมาก ตัวไหนจะพัฒนาทวีเป็นคูณ พวกเราจะหาคนขี้เกียจได้ยากมีแต่คนขยัน มีแต่คนมาคูณร่วมมาก ในสังคมนี้หาคน คูณร่วม จะคูณไปให้แก่ตัวเองอย่างเดียว มันไม่คูณร่วมกันเป็นหมู่ เผื่่อแผ่กัน มันไม่มีใจแบบนั้น สังคมพวกเราเป็นมนุษย์ ที่เอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาศึกษาฝึกฝน เข้าใจได้แล้วก็ปฏิบัติได้เกิดมรรคผลอย่างแท้จริง ให้เป็นความภาคภูมิใจในทำมาอย่างยิ่ง ที่ยังสามารถนำธรรมะพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นธรรมะที่ยากลึกซึ้งมาก คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) สันตะ สันตา สันติ สันเต สันโต เป็นความสงบที่มากขึ้นเรื่อยๆ สันตะ คือสงบอย่างคล่องแคล่วมากสุด จนนิ่งเหมือนลูกข่างกินน้ำจั้น ลูกข่างนอนวัน ที่อาตมาพูดเอาพยัญชนะขยายสภาวะให้พวกเราทำตามที่มีภูมิรู้ เปรียบเทียบกับจิตเรานิ่งอาตมามีจิตสันตะเป็นแกน อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา นิ่งแข็งแรง อัปปนา นิ่ง สั่งสมอเนญชา พยัปปนา นิ่งขยับไปอีกเป็นเจตโสอภินิโรปนาน ปักมั่นเป็นหลักที่ นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง”มั่นปักหมุดไม่มีอะไรคลอนแคลนได้อย่างนิรันดรเลย ผู้ที่ทำได้แล้วมันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ ปักหมุดแข็งแรงมากเท่าไหร่ก็จะทำให้เกิดแรงเหวี่ยงสูญถ่วงอะไรมาต้านแรงหมุนกับแรงเคลื่อนมี static กับ dynamic จะเกื้อกูลกันแน่นก็ยิ่งเร็ว เร็วก็ยิ่งแน่น ยิ่งแน่นก็ยิ่งเร็ว เร็วก็ยิ่งแน่น เร็วจนยิ่งกว่านักมายากล สิริมหามายา แสดงอะไรเหมือนคนกลับกลอกกลับไปกลับมา ถ้าหากคนรับไม่ทันก็ถูกหลอกเลย คนรับทันก็รู้แจ้งจบ รู้ตามว่าอะไรคืออะไรเมื่อไหร่กลับไปกลับมาก็ไม่สับสนไม่เวียนหัว เป็นสภาวธรรมที่สุดยอด อาตมาเรียนตามจนกระทั่งถึงชาตินี้อธิบายได้ขนาดนี้ ยังสามารถลึกซึ้งมากกว่านี้อีกอาตมายังไปไม่ถึงก็ขอพักไว้ก่อน พวกคุณทำได้แล้วมีมรรคผล นี่คือความสำเร็จของมนุษยชาติ ชาตินี้อาตมาเสียเวลาหลงไปแย่งลาภยศสรรเสริญโลกียสุข เสียเวลา มันไร้สาระ พอมาทำงานนี้แล้วทำมา 40-50 ปี ยิ่งเห็นสังคมที่งมงายในระดับที่ใกล้ในระดับที่กว้าง จนกระทั่งถึงทั่วโลก หลงกันไม่โงหัวเลยมันจะฆ่าไปถึงไหน มนุษยชาติ เรานั้นหยุดฆ่าแล้วเราเลิกฆ่าแกงกันมีแต่ใจเมตตา เมื่อไหร่หนอเขาจะหยุดฆ่าทำลายกัน เมตตาช่วยเหลือกัน คนจะช่วยคนอื่นได้ต้องช่วยตนเองได้ก่อน ผู้ช่วยตนเองไม่ได้ก็ไปช่วยคนอื่นก็เป็นเตี้ยอุ้มค่อม หลักพระพุทธเจ้าให้ช่วยตนเองก่อนแล้วไปสอนคนอื่นจะไม่เสียหายไม่มัวหมอง อันนี้เป็นหลักเกณฑ์ที่สำคัญ คนส่วนมากไม่ทำตามนี้รู้นิดรู้หน่อยก็เบ่งเท่ากับวัวก็ท้องแตกตายเยอะ ไม่รู้ตัวไม่เจียมตัวไม่เข้าใจตนเองไม่สามารถช่วยคนอื่นได้จริง