สื่อธรรมะพ่อครู(มูลสูตร 10) ตอน มูลสูตรถึงอมตบุคคล.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์14 KB
วันที่แก้ไข19 มีนาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(มูลสูตร 10) ตอน มูลสูตรถึงอมตบุคคล คนที่จะสามารถรู้จักตัวเราเท่าไหร่ จะช่วยโลกได้เท่าไหร่ตนเองมีต้นทุนเท่าไหร่ รู้จักเขารู้จักเรา รู้ภาวะสองจัดสรรช่วยเขาได้ อาตมาทุกวันนี้ช่วยได้ก็พวกคุณ พวกคุณมีอัตตาให้อาตมาล้างได้ คนข้างนอกเขาก็มีอัตตา แต่ไม่ให้อาตมาล้างหรอก พวกที่ยินดีมาให้อาตมาล้าง สะดวก มูลสูตร 10 สุดยอดเลย คนที่มีฉันทะ เราจะยินดีกับคนที่ยินดีมา คนที่ไม่ยินดีมาก็เงียบ ต้องมีความยินดีเป็นมูลกา เป็นต้น เป็นรากเค้าแล้วเราจะทำได้สบาย เรียกว่าเลือกลูกค้า ลูกค้าที่ยินดีเต็มใจศรัทธามาได้เลย เรียกว่าคนฉลาดไหม? ลูกค้าที่ไม่ค่อยชอบก็อย่าเพิ่งทำ แค่นี้ทำเต็มที่ไม่อวดดีว่า ฉันจะทำให้มากมีลูกค้าเยอะๆ ทำเท่านี้ก็พอมือแล้ว ทีนี้การกระทำคืออะไร ทำที่จิต มนสิ แปลว่าที่มนะ มโน การ คือการกระทำ กระทำที่จิตตรงนี้เป็นสัมภวะ เป็นที่จะให้เกิดให้เป็นให้ตาย ที่ๆจะทำตรงนี้แหละในจิตของแต่ละคน แต่ละคนจะต้องจับจิตของตนเองให้หทยรูป อ่านจิตตนเองให้ได้ แล้วรู้ชีวิตินทรีย์ของมัน โดยเฉพาะชีวิตินทรีย์ ชีวิตตัวเล็กที่เป็นกิเลส ต้องแยกออกให้ได้จับตัวกิเลสที่ไม่มีชีวิตในจิตของเรา มันมีชีวิตอยู่ก็ได้อาหาร อาหารคืออะไร คือกิเลส อ๋อ เราก็ฆ่าอาหารมัน จัดการฆ่าอาหารมัน หมดไม่มีอาหารแล้ว กิเลสก็ตาย ไม่มีอาหาร ตายแหง๋เลย เท่านี้ศาสนาพุทธจบ ผู้จัดการอาหาร แล้วทำลายกิเลสได้เป็นปริเฉทๆไป อย่าไปทำหมดทำเลอะ ต้องตีกรอบทำทีละ 2 ก็สำเร็จไปจนเจริญเป็นวิการรูป 5 จิตคุณก็สบาย ลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา เป็นฐานของกายวิญญัติ วจีวิญญัติ คุณควบคุมความเบาของจิตได้ จัดการจิตได้เร็วไวทัน แล้วก็จัดการให้เป็นการกระทำที่มี อัญญา เป็นกรรมการงานที่มีคุณค่าไม่มีพิษภัย มีแต่ประโยชน์คุณค่า อาตมามองชาวอโศกว่าพวกเรามี วิก

อ่านต่อ

ารรูป อาตมามีญาณปัญญาเห็น จริงมีความ Error บกพร่องบ้าง แต่น้อย สังคมใดที่ทำได้อย่างนี้มีเศรษฐศาสตร์เศรษฐกิจ รัฐศาสตร์รัฐกิจ สังคมศาสตร์สังคมกิจ ได้อย่างนี้ก็จบแล้ว ตัวเองรับผิดชอบเท่าที่มีคนดีมาให้อาตมาช่วยเหลือ จะมีประชาชนคนอื่นมาฟังอาตมาพูดยังมีสื่อสาร เขาก็รับฟังธรรมสื่อสาร ก็ยินดีต้อนรับผู้ที่ได้ฟังอยู่ข้างนอก จะเข้ามาสู่ข้างในนี้ก็เชิญเลย ที่นี่มีพื้นที่ มาสร้างบ้านเรือนกันอยู่ในชุมชน อยากจะได้พลเมืองสัก 1,000 คน จนป่านนี้แล้วอาตมาพูดมาตั้งแต่พ.ศ 2537 ตั้งหลักราชธานี ตอนนี้ 62 ก็ 25 ปี ก็ยังไม่ถึง 1,000 เลย คนที่มีสิทธิ์จะไปเลือกตั้งได้มีกี่คนนะ มีพรรคพลังประชารัฐมาติดป้ายอยู่อันเดียวเราก็เลยจะลงให้พรรคพลังประชารัฐกัน คนนี้เขามีชื่อว่า นักโยธาทองคำ โยธากาญจน์ ฟองงาม อาตมาก็พูดไปตามบริสุทธิ์ใจ ไม่มีอะไรแฝง ใครจะว่าน่ารังเกียจก็ตาม ก็เรื่องของคุณอาตมาไม่ได้ทุกข์สุขกับใครจะมารักหรือจะชังหรือเกลียด ของใครของมัน คนในโลกนี้สามารถเข้าใจสภาวะสัจธรรมอย่างที่อาตมาพูดนี้ได้ อาตมาก็ทำงานสบายใจทุกวันนี้ เป็นแต่เพียงว่าเราก็มีภาวะที่ไอเป็นตัววิบาก นอกนั้นไม่มีอะไร กำลังวังชาเทศน์ 2 ชั่วโมง ก็สบาย อาตมาก็มาทำจิตอาสารับใช้ทำงาน คนอื่นก็ไม่มาแย่ง อาตมาทำงานประสพผลสำเร็จจนคนไม่กลัวความจน นี่เป็นผลของการทำเศรษฐศาสตร์ทำให้คนมีเศรษฐกิจดีทำให้คนไม่กลัวความจน จนกระทั่งสมัครใจมาจน จนอย่างสุขสำราญเบิกบานใจ จนอย่างอุดมสมบูรณ์ จนอย่างมหัศจรรย์ในโลก ขอเป็นคนจนที่ช่วยคนรวย คนรวยไม่เคยหยุดรวย แต่เราหยุดแล้วเธอสิยังไม่หยุด รวยเป็นแสนล้านแล้วยังไม่หยุด ด่าได้ว่า ไอ้หน้าจน ทุกวันนี้อาตมาภาคภูมิใจที่เป็นประชาชนที่ช่วยเศรษฐกิจแก่ประเทศพาให้ประชาชนมาเป็นผู้ที่ช่วยเศรษฐกิจไม่ไปแย่งกับคนอื่น เป็นคนที่ทำให้แก่ประเทศเพิ่มให้แก่ประเทศอุดหนุนจุนเจือให้แก่ประเทศ ไม่ได้เป็นคนแย่ง เศรษฐีใหญ่ที่ไม่รู้จักจบมันยังไม่รู้จักอยู่ แต่พวกเรานี้ มีแต่สร้างสรร ไม่มีสะสม ไม่กอบโกย มีแต่สร้างสรรให้มากขึ้นพวกเศรษฐีนั้นรวยไม่เข็ด คนที่เข้าใจมีภูมิปัญญาหรือว่าที่นี่พาให้เจริญมาเป็นคนจน ถ้าหากผู้บริหารประเทศเข้าใจ พัฒนาให้คนมาจนให้ได้ อย่าไปพัฒนาให้คนไปรวยจะประสบผลสำเร็จ ประชาชนอาจตกใจ หากบอกว่าให้มาจน แต่ผู้บริหารเศรษฐกิจควรเข้าใจ บริหารคนให้รู้จักพอให้มาจน อย่างในหลวงร.9 ตรัส ท่านก็ตรัสว่าให้ทำแบบคนจน ขาดทุนคือกำไร หากเราพยายามพัฒนาบริหารให้คนรู้จักพอมาจน เงินก็สะพัดหมุนเวียนคล่อง เศรษฐศาสตร์คือหมุนเวียนคล่องก็จบแล้ว แต่หากไปตั้งหน้าตั้งตาจะรวยมันก็แย่งกันแล้วเมื่อไหร่จะบริหารสำเร็จ ความจริงเราทำอย่างพระพุทธเจ้าก็บริหารเศรษฐกิจได้สำเร็จแล้ว นักบริหารก็เป็นศาสนิกชนแต่ไม่มีความรู้เรื่องนี้น่าเสียดาย หากผู้บริหารเข้าใจ ตัวเองต้องทำก่อนจะไปขี้โลภเอาแต่พอตัวพอกินพอใช้ หรือ เห็นว่าเป็นคนจนดีด้วย แต่ไม่ขาดแคลนอุดมสมบูรณ์เพราะเป็นคนที่มีวรรณะ 9 เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) ในอนาคต ชาวอโศกได้เข้าใจธรรมะพระพุทธเจ้าจะได้ขึ้นไปบริหารประเทศบริหารเศรษฐกิจ เอาตามหลักพระพุทธเจ้า ประเทศไทยจะเป็นมหาอำนาจเจริญ เจริญอย่างประเทศนี้ไม่รวยตามที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ตรัส มีพออยู่พอกิน อุดมสมบูรณ์รวยพอตัวและมีส่วนเหลือส่วนเกินในประเทศ สิ่งหรูหรา แฟชั่นนิยมเราไม่ไปหลงกับเขา รู้จักแก่นสารสาระชีวิตมนุษยชาติ ในการกินใช้ สิ่งที่เป็นพิษภัยมอมเมา สิ่งเกินเลย เช่น สร้างอาวุธ ไม่เอาไม่ต้องไปเสียเวลา เพราะว่าเขาจ้างไปฆ่ากันบาปจะตายชัก ไม่เอา ทำสิ่งที่เป็นปัจจัย 4 จะเจริญด้วยปัจจัย 4 ยิ่งทุกวันนี้การคมนาคมดี สามารถส่งผลผลิตออกไปขายให้ถูกแจกฟรีได้ ประเทศไทยเราก็จะเป็นมหาอำนาจได้ ไม่ต้องเป็นมหาอำนาจเพราะว่ามีอาวุธปืนระเบิดร้ายแรง ไม่เอา เราสามารถที่จะยังชีพมนุษย์ ยังมีพืชพันธุ์ธัญญาหาร ส่งออกแจกจ่ายเป็นสถานีใหญ่ของพืชพันธุ์ธัญญาหารของโลก ทั้งคุณภาพและปริมาณ จะจ่ายให้แก่โลกส่งออกให้มากที่สุด คนนิยมที่สุดเพราะว่าเป็นของดี ราคาถูก ซื่อสัตย์ มีน้ำใจ ขายสดงดเชื่อ เพราะเสียเวลาในเรื่องเงินเชื่อ ไม่มีเงินสดซื้อก็ให้หรือให้ฟรี ถ้ามีพอ ถ้าไม่มีพอก็ไม่ให้ แต่ถ้าเผื่อว่าเราเหลือเฟือให้ฟรีได้ให้ แต่คัดเลือกก่อน ประเทศไหนควรได้ก่อน ค่าเฉลี่ยน่าให้เรามีเกินก็ให้มีทั้งแจกให้ ขายราคาถูก ราคาเท่าทุน หรือต่ำกว่าทุนด้วยก็เพราะเรามีเหลือเฟือจากเรากินใช้ ถ้าอย่างนี้แล้วประเทศไม่เป็นมหาอำนาจให้มันรู้ไป รับรองว่าประเทศที่ขายอาวุธระเบิดกัน จะมาแข่งกับเราไม่ได้หรอก หากประเทศที่มีอาวุธร้ายแรงจะมากดขี่ประเทศเรา แต่เราไล่แจกไปไม่รู้กี่ประเทศแล้วประเทศอื่นจะยอมไหมให้มากดขี่ประเทศเรา เขาก็จะไม่ยอมให้มากดขี่ นี่คือสัจจะมันเป็นการถ่วงดุลกันในสังคม เพราะฉะนั้นเราอยู่อย่างนี้แหละ เข้าใจอย่างนี้แล้วเห็นอย่างนี้ทำอย่างนี้จะเป็นมหาอำนาจเป็นประเทศที่เจริญที่สุด อย่างที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ตรัส เราจะเป็นประเทศที่ไม่มีประเทศอื่นมาสู้ได้ เพราะว่าเป็นประเทศที่มีเนื้อแท้แก่นสาร หากผู้บริหารมีความรู้ความเข้าใจอย่างนี้ อาตมามั่นใจว่าประเทศไทยจะเจริญอย่างที่ว่านี้ จริง มูลสูตร 10 1.มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) คือความยินดีความต้องการความประสงค์ความปรารถนาว่าอันนี้ดีนะ นำจิตใจเรา ไม่มีใครบังคับคุณหรอก 2.มีมนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) 3.มีผัสสะ เป็นเหตุเกิด (สมุทัย) 4.มีเวทนา เป็นที่ประชุมลง (สโมสรณา) 5. มีสมาธิ เป็นประมุข (ปมุขะ) 6. มีสติ เป็นใหญ่ (อธิปไตย = พลังอำนาจ) . . . . 7. มีปัญญา เป็นยิ่ง (อุตระ = เหนือ) . กัปตันรู้ยิ่งยอด 8. มีวิมุติ เป็นแก่น (สาระ) . หลุดพ้นสุดยอดที่จะรู้ยิ่ง 9. มีอมตะ เป็นที่หยั่งลง (โอคธา). = สอุปาทิเสสนิพพาน. 10. มีนิพพาน เป็นที่สุด (ปริโยสาน) = อนุปาทิเสสนิพพาน (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 58)

ประชาชนมีสติดีก็มีสัมปชัญญะปัญญาดี ก็เป็นผู้ที่รู้โลกรู้จัก อัตตา อยู่เหนือโลกเหนืออัตตามีแต่ธรรมะก็ใช้ธรรมะอยู่กับโลก ผู้สามารถไม่ติดโลกติดอัตตาทำธรรมาธิปไตยคือคนหลุดพ้นจากโลกีย์ คนอย่างนี้มีอมตะเป็นคนไม่เกิดไม่ตาย อมตะเป็นโอคธา หรือจะเกิดจะตายก็อยู่ที่เราเองไม่ใช่พระเจ้ามาสั่ง ตนเองเป็นเจ้าของชีวิตเจ้าของจิตวิญญาณจะเกิดจะตายก็ได้ จะตายแม้กระทั่งสูญสลายเลยพระเจ้าหาไม่เจอ ตายแล้วสูญเลย ศาสนาที่เป็นพระพุทธเจ้า ทำให้ตัวตนสลายไปได้ จะก็จับตัวไม่ได้ สูญหายไปเลยได้มีปรินิพพานเป็นปริโยสาน มีฉันทะเป็นมูล คนไม่มีฉันทะก็อย่าแอ๊คมาศึกษาศาสนาพุทธ คนที่ยึดถือพระเจ้ายินดีในพระเจ้าไม่เสื่อมคลาย มาศึกษาศาสนาพุทธไม่เข้าถึงแก่นหรอก ได้แต่เฟ้อเปลือกไปไม่รู้จักศาสนาพุทธที่แท้จริง มีเยอะแยะแม้ศาสนาจารย์ของศาสนาคริสต์ศาสนาอิสลาม เราก็ศึกษาได้แต่ก็จะมีคนที่เก่งในพุทธเท่ากับคริสต์ แต่พุทธเองสู้คริสต์ที่มาศึกษาพุทธไม่ได้เขาแตกฉานกว่า ก็น่าสงสารชาวพุทธ น้อยคนที่จะเป็นพุทธแล้วรู้แท้ แล้วจะรู้ คริสต์อิสลามเทวนิยม เขาจะรู้ 2 ส่วนเป็นเทวะ แต่เทวนิยมตีธรรมะ 2 ไม่แตกที่สมมติปรมัตถ์ที่รูปนามไม่ออก ทำให้ดู 2 ไม่ได้แล้วทำไม่เป็น 1 เป็น 0 ไม่ได้ เขาก็ไม่รู้ถ้วน 0 คือถ้วน คือรู้อันตา คือInfinity คนที่มีความยินดีมีฉันทะมาศึกษาอย่างเต็มใจ คุณก็จะเข้าสู่ภาวะ ทำใจในใจเป็น มีการรู้ มีความรู้ที่จะทำใจในใจจัดการใจของตัวเองได้ การจัดการใจตัวเองได้ทำใจในตัวเองได้ เช่น ใจตนเองมีกิเลส ก็จัดการใจ จับกิเลสให้ได้ คุณเอาผักมาจะแกงก็มาดูว่ามีแมลงมาติดก็เอาออกล้างออก เอากิเลสออกทำให้จิตสะอาด ทำใจในใจขจัดกิเลสออกได้ ทีนี้ จะทำใจในใจได้จะต้องมีผัสสะ พวกที่นั่งหลับตาไม่มีผัสสะพวกนี้นอกรีต น่าสงสาร ไม่รู้จะพูดอย่างไรไปหลงผิดยึดติดผิดไปจากศาสนาพุทธ แล้วไปหลงยึดถือกันอย่างนั้นว่าหากไม่นั่งหลับตาสมาธิ ไม่มีทางไปนิพพาน ในพระไตรปิฎกพรหมชาลสูตร ก็กล่าวไว้ การนั่งหลับตาทำเจโตสมาธินั้นได้แต่อดีตกับอนาคต รวมทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ คือต้องมีปัจจุบัน ทิฏฐะแปลว่าการเกิดอยู่ของปัจจุบัน ไปนั่งหลับตาไม่มีปัจจุบัน มีแต่ไปในภพ มีแต่สถานะความจำมีอดีตกับอนาคต ปัจจุบันไม่มี ปัจจุบันนี้เป็นความจริง ไม่ใช่อดีตไม่ใช่อนาคต เป็นทิฏฐธรรมนิพพาน ต้องมีผัสสะเป็นปัจจัย ตีความคำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ออกก็เลยไปงมงายกับการนั่งหลับตาปฏิบัติ ก็เลยล้มเหลวหมดเลย ศาสนาพุทธล้มเหลวหมดเลย failure หมดทางช่วยจริงๆ ต้องมีผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนาจึงเกิดความรู้สึกจริงๆ ความรู้สึกที่คุณคิดเอาในภพมันเป็นสัญญา มันเป็นเวทนาที่เป็นสัญญา ไม่ใช่เวทนาที่เกิดปัจจุบันนี้ เวทนาที่เกิดจากปัจจุบันนี้จึงจะสามารถรู้จักความจริง มีกิเลสเกิด กิเลสในภพชาติ ความคำนึง นั่งคิดเอา มันไม่ใช่กิเลสแท้ๆมันเป็นเพียงเงาของกิเลส คุณก็ไปฆ่าแต่เงาแล้วมันจะตายเหรอ ต้องไปฆ่าตัวจริงมันถึงจะตาย ต้องไปตีตัวจริงฆ่าตัวจริงมันถึงตาย กิเลสเกิดในปัจจุบันนี้ ต้องมีเวทนา 108 เป็นฐานปฏิบัติ หากไม่มีเวทนาจะไม่สามารถกำจัดกิเลสตัณหาได้ เมื่อกำจัดได้จิตถึงสั่งสมตกผลึกเป็นสมาธิ คือจิตตั้งมั่น จิตได้ล้างสะอาดแล้วไม่เปลี่ยนแปลงตั้งมั่นก็เป็นประธานประมุข เมื่อประมุขสูงขึ้นก็สร้างสติให้เป็นอธิปไตยปัญญาให้เป็นความเหนือกว่ามีวิมุติที่เหนือมากหนาแน่นกว่า ก็เป็นอุเบกขา 5 ที่ยิ่งสมบูรณ์แบบ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธยิ่งบรรลุยิ่งมีจิตตั้งมั่นสะอาดแข็งแรงเป็น static มั่นคง มีตัวไดนามิกที่จะทำงานกับสังคมจะรู้โลก รู้อัตตา เป็นการงานที่เหมาะควรดียิ่งให้แก่โลกไปเรื่อยๆ จิตประภัสสรสงบสะอาดอยู่ตลอดกาลเลย คุณสมบัติ 5 ประการของอุเบกขานี้ผู้ที่ปฏิบัติแล้วบรรลุธรรม มีอุเบกขา5 จะชัดเจนว่าจิตของเรายิ่งนับวันยิ่งมีการงานที่เหมาะควร การงานที่ดีการงานที่เป็นประโยชน์คุณค่า การงานที่ถ่วงเศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์ดีขึ้น จึงเป็นคนที่มีประโยชน์คุณค่าในโลก ไม่มีโทษภัยอะไรแก่โลกสมบูรณ์แบบ จะเกิดกลุ่มบุคคลอย่างเช่นชาวอโศกแล้วจะอยู่กันอย่างสุขสำราญเบิกบานใจ เป็นแต่เพียงคนมาอยู่ในนี้อย่าแอบ เป็นตัวหมัดตัวเล็น มนสิการเป็นรากเหง้าของจิตมนสิการไม่เป็นเพราะไม่ได้พบแสงอรุณ สุริยเปยยาล มีมิตรดีสหายดี ที่อธิบายให้มนิการเป็น จึงจะปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ได้สำเร็จ หากไม่สามารถทำใจในใจเป็นอย่างถูกต้อง เช่นกันไปนั่งหลับตาก็เป็นการทำใจในใจวิธีหนึ่งแต่ไม่มีทางสำเร็จปิดประตูเลย ขอยืนยันว่าการนั่งหลับตาปฏิบัติเป็นการปิดประตูบรรลุธรรม ก็หลับตาปฏิบัติก็มีประโยชน์บ้างเป็น เตวิชโช แต่ทำไม่ได้ มนสิการตอนนั่งหลับตาไม่ได้ ต้องลืมตาปฏิบัติถึงจะมนสิการได้ ผู้ที่สามารถรู้มนสิการได้ต้องมีผัสสะมีเวทนาจึงปฏิบัติธรรมใจในใจได้ จึงจะมีผลให้จิตสะอาดแล้วสั่งสมลงเป็นสมาธิ ถึงจะทำให้เกิดมีสติเติบโตรับรู้ได้เร็วๆได้กว้างได้ครบ เป็นสติสัมปชัญญะปัญญา สัมปาเทติ อีกสำมะปี๋ แล้วก็มีปัญญาที่ทำให้ตัวเองหลุดพ้นไปจากโลกแต่ละโลก โลกอบาย กาม รูปโลก อรูปโลกก็บรรลุเหนือโลก วิมุติมาได้ตามลำดับเป็นสาระแก่นสารของวิมุติจบเป็นอมตบุคคล อย่างอาตมาเป็นอมตบุคคลคือตายก็ได้ไม่ตายก็ได้ แต่สังขารร่างกายมีอายุขัยนะ แต่ว่ายื้อไปได้ ไม่ได้เท่าไหร่หรอก ตั้งเป้าไว้ 151 ก็พยายามลากไป อยู่ช่วยอาตมาหน่อยนะ อาตมาจะไปถึง 151 ปี นี่มัน 85 รู้สึกว่าจะถึงหรือไม่นะ สมณะฟ้าไทว่า...สรุปจบ

“พวกเราเป็นคนจนที่ไม่แย่งคนรวย แต่พวกคนรวยเป็นคนที่แย่งคนจนและแย่งคนรวยได้ บาปกินหัว” ...พ่อครูว่า

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน