สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน ว่าด้วยสัทธรรมปุณฑริกสูตร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข13 เมษายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน ว่าด้วยสัทธรรมปุณฑริกสูตร มีคนที่เขาศึกษาเรื่องโพธิสัตว์แล้วส่งมาให้อาตมา อ้างอิงสัทธรรมปุณฑริกสูตร SMS วันที่ 22-24 มี.ค. 2562 (พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราช) _6218 ท่านบอกว่าท่านเป็น พระโพธิสัตว์ระดับเจ็ด แต่ไม่เข้าใจ คัมภีร์ สัทธรรมปุณฑริกสูตร ก็เท่ากับ ไม่เข้าใจเรื่องของ พระโพธิสัตว์ครับ ท. ท่าชนะ พ่อครูว่า...ใช่ อาตมายังไม่ได้ศึกษาแต่มั่นใจว่าหากอาตมาได้อ่านก็จะสรุปเนื้อหาเอามาใช้ปฏิบัติแก่มวลมนุษย์ได้ พ่อครูว่า...อย่างพระอวโลกิเตศวรองค์นี้ ท่านมีปณิธานว่าจะช่วยคนให้บรรลุธรรมเป็นอรหันต์หมดโลกก่อนตนเองจึงจะปรินิพพานเป็นปริโยสาน อาตมาเป็นโพธิสัตว์หรือไม่เป็นโพธิสัตว์อาตมารู้ และอาตมาก็ใช้คำว่าโพธิสัตว์มานิยามตามความรู้ของอาตมา อาตมายืนยันความเป็นโพธิสัตว์ตามความรู้ของอาตมาโดยไม่ได้เรียนมาจากตำราไหน อาตมาเป็นคนเรียนน้อย อาตมาก็อธิบายตามของอาตมาเลย โพธิสัตว์ 9 ระดับเป็นต้น อาตมาอธิบายเอง ไปยืนยันให้พวกคุณรู้เรื่องได้ ปฏิบัติตามได้ เป็นโพธิสัตว์บ้างหรือเปล่า ...เป็นโพธิสัตว์ในระดับ โพธิสัตว์ 9 ระดับ 1.โสดาบันโพธิสัตว์ 2.สกิทาคามีโพธิสัตว์ 3.อนาคามีโพธิสัตว์ 4.อรหันต์โพธิสัตว์ 5.อนุโพธิสัตว์ 6.อนิยตโพธิสัตว์ 7.นิยตโพธิสัตว์ 8.มหาโพธิสัตว์ 9.พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โพธิสัตว์โสดาบันก็คือ บรรลุโสดาบัน นิยามข้อต้นของโพธิสัตว์คือความเป็นผู้ปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วมีการบรรลุธรรม มีผลเป็นโลกุตรธรรม บรรลุโลกุตรธรรม ผู้บรรลุธรรมในระดับหนึ่งคือโสดาบัน ผู้นั้นมีโพธิมีความตรัสรู้ ตรัสรู้คือเป็นผู้เกิดความรู้ ตามคำตรัสของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สรุปความสำคัญเรียกว่าความตรัสรู้หรือคำตรัสรู้ ความตรัสรู้ของพระสั

อ่านต่อ

มมาสัมพุทธเจ้า คือความรู้เท่าที่ท่านมีแล้วก็เอามาตรัสสอน คำว่าตรัสก็คือพูด ให้คนอื่นเอาไปปฏิบัติตามและบรรลุตามได้ บรรลุแล้วเราก็จะมีปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิเป็นลำดับ รู้ทั้งภายนอกและภายในรู้ธรรมะ 2 เทว รู้รูปรู้นาม รู้โลกียะหรือโลกุตระรู้จิตเจตสิก เช่นสังโยชน์ 10 พระโพธิสัตว์จะต้องมี 3 ข้อแรกบรรลุ 3 ข้อแรก สักกายะทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ผู้สามารถปฏิบัติ 3 ข้อนี้ได้เรียกเป็นโสดาบัน สักกายทิฏฐิคือ ความรู้ความเห็นความเข้าใจ ตอนแรกก็เข้าใจรู้เป็นบัญญัติเหตุผลต่างๆ ความหมายที่รู้ สักกะคือตน กายคือสภาพสอง รูปกับนามหรือภายนอกกับภายใน หรือกายต้องมีจิต คำว่า กาย สำคัญมาก คำว่ากาย ในความหมายของพระพุทธเจ้ามาใช้ปฏิบัติธรรม ต้องเป็นคู่ กายนี่ต้องมีคู่ และคู่ที่ว่าไม่ใช่สองอย่างเฉพาะอุตุนิยาม พลังงานบวก พลังงานลบ พลังงานทั้งหลายเท่านั้น พลังงานบวกลบยังไม่เป็นชีวะ แต่ก็เป็นคู่ เป็น 2 ในนิวเคลียสมีพลังงานบวกลบปรุงแต่งกันได้ มาเป็นชีวะก็มี 2 เหมือนกัน อุตุนิยามก็มี 2 เหมือนกัน ชีวะมีธาตุรู้มีสัญญากับสังขาร สัมผัสอะไรมันก็รู้ว่าเป็นตน สัมผัสแล้วอันนี้เป็นธาตุอาหารที่จะเอามาใช้ในสรีระ มาปรุงแต่งเป็นตัวตนของมัน ถ้าหากอันนี้มันไม่ใช่มันเป็นพิษภัยมันก็ไม่เอา และมันก็ป้องกันได้เท่าที่มันป้องกันได้ ป้องกันไม่ได้พิษภัยก็กินตัวมันตาย แต่มันไม่ไปทำร้ายใคร มันมีแต่ตัวตนของมันรักษาตัวตนสร้างตัวตนไปรอดก็ไปสร้าง ไปไม่รอดก็ศูนย์ มันไม่เป็นพิษภัยกับใคร คนเป็นจิตนิยาม จิตนิยามตั้งแต่เริ่มเป็นสัตว์เซลล์เดียว อวิชชาพูดกันไม่ไหวยาวนานมาก กว่าจะพัฒนาเซลล์มากขึ้นและพัฒนาระบบอวัยวะ การรับรู้ อีกมากมาย ถ้าจะพูดไปก็เหมือนกับสัทธรรมปุณฑริกสูตร ที่ขยายความเป็นธรรมทั้งหลายอะไรมากมาย ปุณฑริกคือดอกบัว มารวมไว้เป็นหนึ่ง รวมไว้คือมากมายที่เป็นสัทธรรมของพระพุทธเจ้า และพระพุทธเจ้าที่แตกแยกกันไปอีกหลายองค์อย่างในมหายาน คนที่ศึกษาพระพุทธเจ้าหลายพระองค์นี้จบยากจบไม่ลง ศึกษาว่าพระพุทธเจ้าหลายพระองค์ก็หลายพระองค์ความคิดมันมากหลากหลายเหลือเกิน อาตมาไม่เคยอ่านสัทธรรมปุณฑริกสูตร ความหมายของโพธิสัตว์ที่อาตมาหมายถึงนี้ผู้ที่มีความรู้ของพุทธเจ้าโพธิญาณแล้วเอามาใช้กับมนุษยชาติ มนุษยชาติก็สามารถเรียนรู้ปฏิบัติตามความรู้นั้นได้แล้วก็จบ อาตมาก็ต่อ ว่าผู้บรรลุได้ ผู้ที่เป็นอรหันต์แล้ว 1. รู้จักถ้าจิตของตนเองแล้ว สามารถที่จะทำให้จิตใจตัวเองเป็น 1 เป็น 0 ได้ ถ้าทำให้เป็น 1 ก็พ้นทุกข์ถ้าทำให้เป็น 0 ก็ปรินิพพาน ทำลายธาตุจิตนิยาม สลาย ไม่มาจับตัวกันอีก ไม่มาเป็นธาตุจิตวิญญาณอีกแล้ว แต่ธาตุจิตวิญญาณเรากลายเป็นอุตุ วัตถุหรือจะเหลือเชื้อพีชะบ้าง แต่มาจับตัวประกอบเป็นจิตนิยามไม่ได้อีกแล้ว ในโสดาบันมี 1 ไม่ใช่ตัวเรา 2 มีตัวเรา ในตัวเราคือจิตวิญญาณเราสัมผัสสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับสิ่งนั้น ตั้งแต่อบายภูมิ สิ่งที่เราผูกพันติดยึดจนกระทั่งติดเป็นรสชาติ เราก็ศึกษาอันนี้ อบายภูมิคือเป็นเรื่องต่ำสุดที่เรามี เราควรเลิกได้แล้ว การเรียนรู้จะต้องสัมผัสของจริง สมมุติว่าคุณติดการพนันติดเหล้าติดสิ่งเสพติด เมื่อคุณสัมผัสใจของคุณก็เป็นทาส หลงใหลติดยึดทนไม่ได้ต้องเสพสุขกับมัน สัมผัสแล้วเมื่อไหร่มันก็ทนไม่ได้ ต้องเสพต้องสุข อดทนได้ชั่วคราว มีวิธีฝึกสะกดจิต Meditation กดข่ม วิกขัมภนปหาน กดข่มทนไม่เอาได้ มันก็ทนได้ ฝึกไปจนกระทั่งฝึกร้อยชาติพันชาติเลยมันก็ต้องทนได้ ทนได้จนกระทั่งนึกว่าตนเองบรรลุไม่วนเวียนไปเสพอีก จิตไม่ได้ล้างกิเลส ไม่ได้อ่านกิเลสจริงว่าเป็นอย่างไร มีสังกัปปะ 7 มีธาตุรู้ มโนปวิจาร 18 แยกธาตุโลกีย์ แล้วมีวิธีจัดการในสังกัปปะ 7 ดึงแยก ธาตุกิเลสออกจากจิตได้ ตั้งแต่อารมณ์ 1 อารมณ์ 2 อารมณ์ 1 คืออารมณ์เฉยๆ อีกอารมณ์หนึ่งคืออารมณ์มีรสมีชาติมีสุขมีทุกข์ คุณแยกแยะอาการได้ก็ลดอาการมีสุขมีทุกข์มีรสมีชาติลดลงไป คุณจะลดลงไปได้ก็ต้องรู้อาการ ซ้อนในเวทนา มันก็เป็นจิต จิตนั้นแยกย่อยเรียกเจตสิก มันเป็นอกุศลเจตสิกเป็นตัวกิเลสเลย ก็ทำให้กิเลสที่เป็นอกุศลเจตสิกมันดับ การเรียนรู้นี้จะต้องรู้ในระบบของปฏิจจสมุปบาททั้งหมด ตั้งแต่ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา ภพชาติ ล้างจิตที่เป็นกิเลสก็หมดเวทนาเท็จ มันไม่มีอาการตัวกิเลสอีกเลย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส คุณสามารถเรียนรู้นามรูปได้ต้องรู้ใน 4 อย่างนี้ อาการ ลิงค นิมิต อุเทส คุณแยกแยะอาการจิตได้ กำหนดหมายว่าอาการนี้คือจิตสะอาด อาการจิตนี้คืออาการจิตมีกิเลส ทำให้อาการกิเลสมันดับก็ทำให้จิตมีอุเบกขาฐาน จิตไม่ทุกข์ไม่สุข ไม่บวกไม่ลบ กลางๆเฉยๆว่างๆ ต้องรู้ด้วย ปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิติ ศาสนาพุทธจะต้องมีผัสสะ-จริง ปฏิบัติในปัจจุบันธรรมนั้น ของจริงมีพร้อมไม่ใช่ไปนั่งคิดเอา คิดเอาแล้วมันก็เพ้อว่าสูญว่าง แต่สูญอย่างสมถะกับวิปัสสนานั้นเขาแยกไม่ได้จริงเลย เขาไม่ได้สัมผัสมันก็ศูนย์ง่าย แล้วมันจะเปรียบเทียบได้อย่างไร คุณสะกดจิตไว้ได้มันก็สูญก็ได้ คุณจะสะกดจิตคุณก็ 000 ไปเรื่อย ได้วิกขัมภนปหาน แต่เวลาสัมผัสจริง คุณสะกดจิตได้ meditation ได้เก่ง เก่งจนคุณไม่รู้ว่าเกิด 1 ชาติ 2 ชาติ 3 ชาติ 4 ชาติ 5 ชาติ จนชาติแต่ละชาติก็วนเวียนเป็นกัปป์ เอากี่ปีก็แล้วแต่สมมุติ เป็น แสนชาติล้านชาติเป็นกัปป์ก็ได้ สมมุติว่าชีวิตเรามี 100 ปีเป็น 1 กัปป์ หากปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าสอนได้ถูกต้อง หาคนล้างกิเลสได้จริงก็จะปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ คุณปฏิบัติถูกต้องเลย ปรินิพพานได้จริง 100 ปีคุณไม่มาเกิดได้ แต่ถ้าคุณปฏิบัติแต่ไม่ได้จริง 100 ปี คุณก็มาเกิดอีก กดข่มได้ 100 ปีคุณก็มาเกิด ส่วนมากคุณจะไม่รู้ตัวเมื่อเกิดมาอีก เพราะคนที่ทำได้ยังไม่เก่งได้แค่ร้อยปี คุณก็จะหลงไปกับโลกีย์ไปอีก จนไปเจอกับสัตบุรุษคุณก็จะได้วิธีปฏิบัติอีก ที่เคยได้ 100 ปีมันก็จะขึ้นมาให้คุณรู้ว่า อ๋อ แล้วก็จะทำอีกได้อีก พอได้อีก ก็ถ้าสมมุติว่า เป็นทางที่ถูกต้อง สัมมาทิฏฐิ คุณก็ได้อีก 100 ปี อีก 200 ปีคุณก็สะกดไว้ได้ แต่เกินกว่า 200 ปีคุณก็ยังกลับคืนได้ ทำอย่างนี้ไปจนเกิด สามเส้าเป็น 300 ปี แล้วจาก 300 ปีอีกสามเส้าคุณก็ไม่เกิด เกิดมาอีก 9 ยกกำลังอีก ก็จะนานกว่านั้น นานไปอีกจนกระทั่ง ถ้าคุณยังไม่รู้ที่จบอย่าง 0 ที่แท้จริง คุณพักยาวไปเรื่อย สัทธรรมปุณฑริกสูตรคุณก็จะยาวไปเรื่อยๆจนนำมาพูดกันไม่รู้เรื่องเพราะมันเยอะามันมากเหลือเกิน พูดกันจนกระทั่งแม้ว่ามันจะมีจบนะ อย่างพระอวโลกิเตศวรมีจบ แต่มันไม่เคยจบ ก็เท่ากับว่ารู้ที่สุดแต่ไม่รู้ที่สุด คุณรู้ที่สุดของอันหนึ่ง แต่คุณไม่รู้ที่สุดของอันที่ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะฉะนั้นถ้าอย่างนี้คุณไม่มีปรินิพพานเป็นปริโยสาน เหมือนกับพระอวโลกิเตศวรท่านรู้จักตรงนี้หรือเปล่าไม่รู้ อาตมาไม่รู้ แต่แน่นอนการศึกษารู้จักตัวจบรู้จักจิตเจตสิกท่านเรียกว่าเป็นพุทธ ถ้าไม่เรียกว่าพุทธก็เป็นเทวนิยมนานเป็นล้านชาติ นานมากกว่าพุทธศาสนาด้วย พระพุทธศาสนานั้นมีที่จบ แต่เทวนิยมนั้นไม่มีที่จบเป็นนิรันดร ยิ่งเทวนิยมผสมกับพระพุทธเจ้า ก็กลายเป็นสัทธรรมปุณฑริกสูตร ไปไม่รู้กี่กัปป์ต่อกี่กัปป์ ซ้อนๆๆ ถ้าคุณจะเอาความรู้แบบนั้นคุณไม่มีที่จบ แต่คุณว่าคุณลดได้แต่มันไม่จบ คุณมีจบและไม่มีที่จบ คุณจบได้แต่คุณไม่จบจริง ตามของพุทธศาสนาที่อาตมากำลังพูดนี้จบได้จริง มีที่จบและจบได้ จึงจบได้ด้วย หมดความไม่รู้อย่างไม่มีเศษเหลือ มีสอุปาทิเสสนิพพานกับอนุปาทิเสสนิพพาน จึงชัดเจนอย่างอาตมา สอุปาทิเสสนิพพาน คือนิพพานได้แต่ไม่ยอมจบ ต่อเมื่อทำปรินิพพานเป็นปริโยสานก็จึงจะจบ เทวนิยมมี 2 นี้อาตมาซาบซึ้ง ในโลกนี้มีเทวะกับอเทวะเท่านั้น อเทวะคือล้างเทวะได้สูญได้ นิพพานของพระพุทธเจ้านั้นดับเทวะได้ให้เป็น 0 จบเรื่องนี้ตายแหงแก๋ ด้วยฝีมือเรา

อาตมาพยายามสร้างพลังงานสัมประสิทธิ์ให้สังขารร่างกายเรามันหมุนเวียนมีอายุวัฒนะ ยืนยาวต่อไปได้เรื่อย ๆ ติดตามให้ดีอย่าเพิ่งตาย จะได้รู้ว่าอาตมาจะอยู่กี่ปีอายุเท่าไหร่ ถ้าอยู่ถึงร้อยก็ฉลองได้ดีเลย 620325_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 45

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน