ความจนอย่างจบกิจคือความเป็นคนมีวรรณะ 9.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์14 KB
วันที่แก้ไข10 เมษายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

ความจนอย่างจบกิจคือความเป็นคนมีวรรณะ 9 อาตมาพูดว่าในความเป็นมนุษย์กับในความเป็นสังคม พูดมาตั้งเท่าไหร่แล้วไม่รู้ว่า พระพุทธเจ้านี้เกิดมาไม่ได้ศึกษาอะไร เอ้า ทวน ท่านศึกษาความเป็นคนกับความเป็นสังคม พูดแล้วพูดอีก พูดอีกพูดแล้วไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง มันสูงสุดจริงๆนะ ในการศึกษาความเป็นคนและรู้จักว่า คนคืออะไรทำไมสำคัญนัก คนคืออะไร แล้วก็รู้ไปถึงจิต เจตสิกของคน แยกกายแยกจิต จนทำกายทำจิตให้ไปนิพพานได้ สรุปง่ายๆ นี่สุดยอดเลย เพราะฉะนั้นเมื่อคนกับสังคมมันจะเป็นเช่นนี้ ก็เพราะว่าคนเป็นต้นเหตุ คนไม่รู้จักตัวเอง คนไม่รู้จักกิเลส แล้วก็ไม่ลดกิเลสจริงๆ ถ้าคนเรียนรู้กิเลส ลดกิเลสจริงๆ สังคมที่มีคนที่ลดกิเลส ก็เกิดเป็นสังคมที่เจริญๆ จากสังคมกลุ่มเล็กก็เป็นกลุ่มใหญ่ กลุ่มกว้างออกไป อย่างพวกเรานี้เป็นสังคมกลุ่มเล็ก แล้วก็ค่อยๆเป็นหมู่ใหญ่ขึ้นไป โดยเฉพาะที่มีพื้นฐานของศาสนาพุทธมาแต่เดิมแล้ว จึงหวังได้ว่า เมืองไทยต่อไปจากนี้ จะเจริญ มันเสื่อมมา 2,500 ปี ไม่มีโลกุตรธรรม ไม่มีสังคมโลกุตระแบบนี้ สังคมโลกุตระแบบนี้คือสังคมสาราณียธรรม 6 เป็นสุดยอด เพราะสังคมสาราณียธรรม 6 นี้มีคุณธรรมของพุทธพจน์ 7 สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ จริง จึงอยู่กันอย่างเห็นได้ สัมผัสได้ว่า มีวรรณะ 9 มีความเป็นอยู่อย่างสุภระ เลี้ยงง่าย เลี้ยงคืออย่างไร คือ อยู่อย่างนี้นะ กินอย่างนี้นะ ใช้อย่างนี้นะ ถ้าเลี้ยงหมูก็อยู่อย่างนี้นะ กั้นคอกไว้ กินอย่างนี้นะ เช้าเอามาเทใส่ไว้ให้ เลี้ยงง่าย ส่วนไก่ก็ปล่อยมัน มันไปจิกกินหาเองบ้าง หว่านเมล็ดถั่วงาข้าวให้มันกินบ้าง ไม่ให้มันเลยมันก็หากินเอง สำหรับไก่ เลี้ยงหมูก็ต้องกั้นคอกมันไว้ หรือไม่กั้นคอกก็ได้อยู่ในบ้านมันก็หากินเอง ใส่รางให้มันกิน

อ่านต่อ

เองบ้าง เลี้ยงง่าย พวกเราง่ายกว่าหมูอีก ง่ายกว่าไก่อีก เพราะไปหยิบหากินเอง แล้วมีที่มีทางด้วย ไม่เละเทะเหมือนกับหมู เลี้ยงง่ายมีระเบียบเรียบร้อย สุภระ บำรุงง่ายคือ ทำให้เป็นอาริยะ ทำให้เจริญง่าย สุโปสะ เจริญอะไร ก็เจริญอาริยธรรม เจริญโลกุตระง่าย ข้างนอกเขาไม่ได้ง่ายนะที่จะเจริญโลกุตระ แม้เจริญธรรมะโลกียะก็ยังยากเลย แต่ของเรานี้ สบม ทมด ปกต หห จจ ปกต หห จจ มชยลล ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ข้างหน้าไม่แปล แปลแต่ข้างหลัง มชยลล ทำได้จริง เป็นคนมักน้อย ท่านแปลศัพท์ อัปปิจฉะว่ามักน้อย อาตมาแปลให้ชัดว่า กล้าจน มีน้อยๆได้ กล้าที่จะมีน้อยๆ จนไปถึงข้อที่ 4 ใจพอ แต่เขาไปแปลเพี้ยนเบี้ยวบาลีว่า พึงพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ เปิดช่องให้พวกเศรษฐีทั้งหลายหรือกฎุมพีทั้งหลาย ใครมันไม่พึงพอใจในสมบัติที่มันมีอยู่ วะ ไปถามคุณธนินท์ ไปถามคุณเจริญว่าพึงพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ไหม มันไม่กินกันเลยความใจพอ ไปแปลความสันโดษว่าพึงพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ มันมีใจพอสัมผัสกับ อัปปิจฉะ ไม่มีน้อยๆก็พอไม่ต้องไปมากมากมันตรงกันข้าม มหัปปิจฉะ มักมาก มักคือชอบ มักน้อยคือชอบที่จะมีน้อยๆ ภาษาอีสาน มักคือ ชอบหรือรักเลย... เพลงโบราณฮักเจ้าเด้ขาเป๋ลืมเบิ่ง ฮักเจ้าแล้วขาแป้วลืมเห็น สันตุฏฐิใจพอ อาตมาแปลให้ตรงความหมายเลยคือ มีใจรู้จักพอสันโดษหรือ สันตุฏฐิ มีแค่นี้ก็พอ อย่างพวกเราคุณสมบัติพวกนี้เป็นได้จริงมีจริงด้วย และมีได้มากกว่านี้ เรามีความอุตสาหะขยันหมั่นเพียร มีสมรรถนะความสามารถได้มากกว่านี้ แต่เราเอาแค่นี้ เหลือ นี่ มาแจกจ่ายไป เอาไปแบ่งกัน เราเอาแค่นี้ พอใช้พอกินพออยู่ มันยืนยันสัจจะ มันยืนยันสภาวะธรรมจริง พูดอย่างไรทำได้อย่างนั้น ยถาวาที ตถาการี ยถาการี ตถาวาที ไม่ใช่พวกขี้โม้แหลก พูดอย่างไรทำได้อย่างนั้นจริงๆ ไม่ค้านไม่แย้ง ไม่ได้ตระบัดสัตย์อะไร เป็นผู้ที่ขัดเกลา สัลเลขะ เป็นผู้ที่ขัดเกลากายวาจาใจได้ กายบางทีบกพร่องก็ขัดเกลา วจีบางทีบกพร่องก็ขัดเกลา มโนก็ขัดเกลา มีหลักเกณฑ์ประพฤติปฏิบัติให้เจริญสูงขึ้นเรื่อยๆหรือ ธูตะหรือธุดงค์ ก็ไปแปลว่า ธุดงค์คือพวกหลับตา ออกป่า ออกดง ไปใหญ่เลยเบี้ยวบาลีเพี้ยนบาลีไป ทั่วทีปเลย นี่แหละคือความผิดพลาด เพราะฉะนั้นไปแปลว่าธุดงค์คือออกป่าออกดงนี้หมดท่าเลยนะ น่าเกลียดจริงๆเลย ธุตังคะ บาลีเขาไม่มีด.เด็ก เมื่อมาเป็น ด.เด็ก ก็ทะลุดงเลยบ้าไปเลย ทำไมมันมักง่ายจังเลย ธูตะ แปลว่าบุกดง เลยออกไปออกป่าเข้ารกเข้าพงกันใหญ่เลย นี่คือความไม่ฉลาดที่แปลโดยภาษาไทยชัดๆว่าโง่ มันก็โง่กันไป ศาสนาพุทธ เพี้ยนผิดกันไปหมด ข้อ 7 เมื่อสามารถขัดเกลาได้ มีข้อปฏิบัติที่เจริญไปตามลำดับๆให้สูงขึ้นเรื่อยๆ มันก็มีอาการที่เจริญน่าเลื่อมใสขึ้นไปๆ กายกรรมก็ยิ่งเหมาะสมยิ่งดีไปเรื่อยๆเป็น กัมมัญญตา ไปได้เรื่อยๆๆๆ น่าเลื่อมใสขึ้น ทัังกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมเป็นประธานอยู่ดี สูงสุด 2 ข้อสุดท้ายเป็นคนไม่สะสม เป็นคนขยันเสมอ วิริยารัมภะ ไปด้วยพยัญชนะสวยๆว่า ปรารภความเพียร ท่านประยุทธ์ ปยุตโตหรือสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ท่านแปลว่า ระดมความเพียร พยัญชนะว่า วิริยารัมภะ ขยันเสมอ ขยันอยู่เป็นอัตโนมัติ ขยันอยู่ ปรารภ คือรู้จักพักรู้จักเพียร แล้วไม่สะสม 2 คำนี้สุดยอดเลยนะ ขยัน สร้างสรรค์ ทำโดยไม่สะสม โดยเฉพาะไม่ต้องสะสมเลย ไม่มีสักบาท ทำแล้วเอาเข้ากองกลางหมดเลย มันพิสูจน์ความไม่สะสมเป็นตัวเป็นตนไม่มีตัวตนของตนเลยไม่มีของตน เอาเป็นของส่วนกลาง แล้วเราก็บริหารของส่วนกลางกันอุดมสมบูรณ์ ไม่แย่ง ไม่ชิง ไม่มุบมิบ ไม่ทะเลาะวิวาทกันเลย เราพิสูจน์สังคมที่อยู่กันอย่างไม่สะสมแล้วเข้ากองกลาง แบ่งกันกินแบ่งกันใช้ เจือจาน สังคหะเกื้อกูลแจกจ่ายกัน ผู้นั้นผู้นี้เก็บไปได้มากก็เอามาเข้ากองกลาง เอาไปแจกกันก่อน นี่มันเป็นเครื่องยืนยันสัจจะว่า สังคมนี้เป็นสังคมที่มีพฤติกรรม ตรงกันกับคำสอน พระพุทธเจ้าท่านสอนอย่างไรทำได้อย่างนั้น เป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์ ทำอย่างนี้แล้วจะเป็นอย่างนี้ได้ แล้วสบาย สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล และเพิ่มพูนเสียสละ จริงนะ ทุกคนมาทำอย่างอิสรเสรี อาตมายิ่งพูดไปแล้วมันยิ่งตรง ลงตัวในสิ่งที่เท่ๆ ไม่ใช่อวดเท่โง่ๆ ทำเท่โง่ๆ ไม่ได้เป็นอย่างนั้นนะ ไม่ได้มีโทษสมบัติ แต่มีคุณสมบัตินะ ไม่ใช่ทำเท่โง่ๆแต่มันเท่จริงๆ ไม่ได้ทำเท่นะ แต่มันเป็นเท่ด้วยความจริง มันเท่ด้วยความจริง ทำเท่โง่ๆ เราไม่ได้โง่ เราไม่ได้ทำ แต่มันเท่ด้วยความประพฤติที่ถูกต้องตามธรรม เราประพฤติถูกต้องตามธรรม มันจึงมีท่าทาง ไม่ต้องแอ็ค ไม่ต้องดราม่า ไม่ต้องเสแสร้ง มันเป็นความจริงอย่างไร เท่จริงๆ นี่พูดขยายความในคำเดียวกัน พยัญชนะเดียวกัน ทำเท่ กับ เท่ไม่ต้องทำ มันเท่จริงๆเอง อย่างนี้เป็นสุดยอดเลย คนมาจน ไม่มีมหาวิทยาลัยใดๆในโลกสอน ไม่มีใครกล่าว คนกล่าวว่าพากันมาจน บริหารกันด้วยแบบคนจน มีในประเทศไทยประเทศเดียว คนที่กล่าวจริงๆคือในหลวงรัชกาลที่ 9 ของประเทศไทย แล้วท่านก็ไม่ได้ขยายความอะไรมากเท่าไหร่ จึงตกเป็นภาระของโพธิรักษ์ที่ต้องขยายความ แล้วพาคนมาปฏิบัติยืนยันว่า มาเป็นคนจน บริหารกันแบบคนจน แล้วให้สำเร็จจบกิจในความเป็นคนจน ลองถามดูซิ ใครว่าตัวเองได้เป็นคนจนสำเร็จลงแล้วบ้างยกมือซิ _สู่แดนธรรม... มีเสียงปรึกษากันว่าจริงหรือไม่จริง แค่ไหน พ่อครูว่า... จะเอากรอบไหน เราสามารถรวยได้ถึง 100 ล้าน เราไม่เอาเราแค่ 10 ล้าน เราสามารถเป็นคนจนลงได้ ถ้าเราทำมากได้เกิน 10 ล้าน เรากระจายแจกจ่ายอย่างไม่หวงแหน ให้ฟรีได้ หรือไม่ให้ฟรีก็ลดลงไป ไม่ใช่ไปเอาดอก ผลประโยชน์เพิ่มขึ้นอีก มีกรอบไปตามลำดับ สมรรถนะเราทำได้ถึง 1 ล้าน เกิน 1 ล้านเราก็กระจายได้ สมรรถนะเราทำได้ถึง 1 ล้านหรือ 5 ล้าน แต่ถ้าเกิน 1 ล้าน เราก็มีใจพอ ตีกรอบความพอ แล้วก็อยู่ได้ไหม อยู่ได้ ล้านหนึ่งก็เหลือแหล่แล้ว คนอยู่ได้แค่ 5 แสน เดือนละ 5 แสนบาท โอ้โห เกินนี้เหลือแหล่แล้ว ก็สะพัดให้ผู้อื่นออกไป แบ่งแจกจ่ายเลย ลดลงมา นี่คือการทำให้เศรษฐกิจเจริญ ทำให้คนก็เจริญ สังคมก็เจริญ สมรรถนะความสามารถ มีมากเกินกว่า ที่เราเอาไว้ใช้ 1. เราสะสม กำหนดไว้มีของตน 2.เราทำการสะพัดออก นี่เป็นหลักเศรษฐศาสตร์ทั้งนั้น และคนจะต้องเจริญแบบนี้ ถ้าไปบอกว่าจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยการจะให้คนรวย ทุกคนจะรวยมีแต่รวยพร้อมๆกันอย่างมั่งคั่งสมบูรณ์ รวยกันทั้งนั้น ไอ้หวังตายแน่ ตายแน่ไอ้หวัง ไม่มีหวังหรอก มันขี้โม้แหลก มันเป็นโทษสมบัติทั้งสิ้น แต่ทำให้คนจนได้นี่ วิเศษด้วย ประเสริฐด้วย แล้วเจริญจริงด้วย เจริญคืออะไร ไม่ทำความชั่ว เจริญคือ หมดสุขหมดทุกข์ที่จะไปแย่งให้มันได้มากและเป็นสุข แต่มีน้อยก็สุข ไม่มีเลยยังสุขเลย สรุปลงไป นี่คือสัจธรรมของพระพุทธเจ้า ที่เอามาประกาศ ให้ศึกษาเป็นโลกุตรธรรม ในเมืองไทยมีพระเจ้าแผ่นดินทรงมีพระปัญญาธิคุณ รู้เรื่องนี้ดี แต่ท่านก็ทำเท่าที่กรอบขอบเขตของท่าน ท่านก็รู้ท่านก็ทำเท่าที่ท่านทำได้ แต่อาตมาพาทำได้สำเร็จจนกระทั่งเป็นรูปธรรม สำเร็จถึงขั้นเป็นวัฒนธรรม เป็นพฤติกรรมที่มีจริง เป็นคนมีวรรณะ 9 เป็นคนมีสารานียธรรม 6 ยืนยันตามสัจจะ จึงเป็นเศรษฐศาสตร์หรือรัฐศาสตร์ ซึ่งมันคล้ายกัน เศรษฐศาสตร์เป็นลักษณะของความรู้ รัฐศาสตร์คือลักษณะของการให้เรียนรู้และบริหาร แล้วก็ทำให้เกิดคุณภาพของเศรษฐศาสตร์อันนี้เศรษฐกิจอันนี้ พวกคุณก็เรียนรู้ง่าย สุโปสะ ศึกษาง่าย ปฏิบัติตนง่ายบริหารให้มันเกิดสังคม มีพฤติกรรมอย่างนี้ขึ้นได้ง่าย เป็นรัฐศาสตร์ การเมืองหรือการทำงานกับพลเมือง อาตมาก็ทำงานกับพลเมือง ตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้า ตามทฤษฎีโลกุตระ ตามทฤษฎีที่อาตมารู้ว่า มันไม่ผิดกฎหมาย ไม่ขัดแย้งกับกฎหมาย ของโลกด้วย อย่าว่าแต่ของไทยเลยที่อาตมาพาทำ คุณไปปฏิบัติประพฤติอย่างนี้อยู่ในสังคม แม้ในคอมมิวนิสต์ ไม่มีใครเขามาว่าหรอก คอมมิวนิสต์นี่ พวกเรามาจนอย่างนี้เขาจะจนแบบสาธารณโภคีด้วย เขาอยากให้เป็นสาธารณโภคีให้เป็นกองกลางที่ทุกคนเข้ากองกลางทั้งหมดให้มาก เขาว่าหมดไม่ได้เหมือนเรา แต่เขาว่าให้มาก มากสู้อโศกได้หรือ หมดเลย นอกนั้นก็ปล่อยให้อิสระของแต่ละคนที่เขาจะต้องมีมากบ้าง แต่เขารู้แล้วอย่างชัดเจนเลยว่า ถ้ามาหมดเนื้อหมดตัว มาเป็นคนจนนี้สูงสุด มีปัญญารู้แล้วว่าความจนดีที่สุด มาเป็นคนจนดีที่สุด เสียภาษีให้สังคมมากที่สุดหรือ 100% สูงสุดแล้ว เพราะฉะนั้นเป็นอิสระนะ ไม่ใช่คอมมิวนิสต์ ไม่ได้บังคับด้วยกฎหมาย แต่เรียนรู้ด้วยทฤษฎีของพระพุทธเจ้าแล้วปฏิบัติให้จิตเกิดปัญญาอันยิ่ง เต็มใจจน ตั้งใจจน จนสำเร็จ จน จนสุขสำราญเบิกบานใจ มันสุดยอดของทฤษฎีเศรษฐศาสตร์แล้ว คอมมิวนิสต์ก็ไม่มีเรียน ประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยไหนก็ไม่มีเรียน มีเรียนในมหาวิทยาลัยของพระพุทธเจ้าหรือมหาวิทยาลัยอโศกที่สอนอยู่ แล้วประพฤติจริง ปฏิบัติจริง เป็นทฤษฎีจริง แล้วก็ปฏิบัติ พิสูจน์ได้เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่พูดพล่อย ไม่ใช่ไสยศาสตร์ ไม่ใช่เทวศาสตร์ ชัดเจนหมด ไม่ใช่ศาสตร์ลับลึกลับ ไสยศาสตร์ ไม่ใช่เทวศาสตร์ที่มีแต่จินตนาการ เป็นเทวะ เป็นพระเจ้าอะไร ไม่ใช่ เป็น Phenomenology เป็นปรากฏการณ์ศาสตร์ มีปรากฏการณ์จริง ยืนยันจริง ไม่ใช่ epistemology หรือไม่ใช่ไสยศาสตร์ นี่คือสัจจะที่สุดยอด อาตมาถึง จริงๆแล้วอาตมาก็ไม่เคยมีจิตที่ คิดว่า ทำไมตนเองต้องต่ำต้อยจังเลย ไม่ได้เคยไปเรียนเมืองนอกกับเขาหนอชีวิต ไม่เคยคิดน้อยใจ คิดแต่ว่า เออ เราก็ไม่ได้ไปเรียนเมืองนอกกับเขา ดีไม่ดีเรียนเมืองไทยยังไม่จบปริญญาตรีสักใบ โอ้ โพธิรักษ์เอ๋ยทำไมถึงได้มีข้อด้อยถึงขนาดนี้ แต่ทุกวันนี้อาตมาเข้าใจแล้วว่าข้อเด่นของอาตมาคืออะไร เพราะคนที่ไม่ต้องเรียนไปสำนักโลกๆที่เขาสอน คุณมีธรรมะ คุณมีความรู้ความสามารถของคุณอยู่แล้ว ในตัวเองมาแล้ว แล้วก็สามารถมีความรู้กับความจริงนี้สูงส่งด้วย ความรู้นี้ทำได้สำเร็จด้วย ไม่ใช่รู้เป็นตรรกศาสตร์เท่านั้น หรือเป็นปรัชญาเท่านั้น แต่เป็นปรากฏการณ์วิทยา เป็น Phenomenology เอามาปฏิบัติประพฤติให้เกิดปรากฏการณ์จริงได้ เพราะฉะนั้นอาตมาจึงพูดให้ชัดอีกก็คือ มันไม่มีมหาวิทยาลัยที่จะสอนความรู้แบบอาตมาสอนนี้ได้ เพราะอาตมาเรียนมาจากพระพุทธเจ้าแล้ว มีความรู้นั้นติดตัวมาตั้งแต่ชาติปางก่อนมาถึงชาติปางนี้ ก็เอามาประกาศจริงๆ ว่าอาตมามีความรู้นี้มาโดยไม่มีครูบาอาจารย์ในชาตินี้ คนเขาหมั่นไส้ก็หาว่าไป แต่อาตมาก็ไม่เป็นไร เขาหมั่นไส้ก็ทุกข์ของเขา อาตมาก็สงสารไป เพราะว่าเขาหมั่นไส้ เขาทำของเขาเอง เขาก็ทุกข์ของเขา แต่คนที่เขาเห็นว่า แปลกนะคนนี้กล้าพูดเช่นนี้ ไหนมาฟังซิ ฟังแล้วก็ดีนะ ดีก็ทำตาม ทำตามก็ยิ่งดี ทำได้สำเร็จก็ดี เอาชีวิตมาทิ้งกับทางนี้เลย ใครเขาจะมาว่าคุณโง่ ใครเขาจะมาว่าคุณเป็นคนอะไร ถูกโพธิรักษ์หลอก มีสมรรถนะ มีความรู้ความสามารถอยู่ทางโลกเขาดีๆ ดันมาทำตัวมอซอ มาอยู่อย่างจนๆ มาอยู่อย่างผู้รับใช้ มาอยู่อย่างคนสิ้นไร้ไม้ตอก _สู่แดนธรรม... พ่อท่านเคยตอบปัญหานี้ให้พวกมหาเปรียญธรรม เถรสมาคม ที่บอกว่า เขาดูถูกชาวอโศกที่เป็นคนโง่ที่ถูกหลอก แต่พ่อท่านบอกเขาว่า อาตมาหลอกได้แต่คนฉลาดเท่านั้น พ่อครูว่า... ก็เคยพูดไปแล้ว จริง อาตมาหลอกคนโง่ไม่ได้หรอกคนโง่ไม่มา ที่อาตมาพูด อาตมาอธิบายคนโง่เข้าใจไม่ได้ คนโง่ไม่เข้าใจ จะไม่เห็นว่าเป็นความจริงความประเสริฐ เขาก็ไม่มาไม่เชื่อ เพราะฉะนั้นคนมาได้มีแต่คนฉลาดเท่านั้น นี่มันจริงนะไม่ได้พูดเล่นลิ้นอะไร มันจริง เพราะฉะนั้นก็พิสูจน์กันไป ต้องใช้เวลา อาตมายังเคยนึกถึงว่า อีก 100 ปี คำสอนของอาตมาที่พูดอยู่นี้ รวมทั้งที่อาตมาอธิบายความจริงๆก็เป็นคำสอนความรู้ของพระพุทธเจ้า แต่อาตมาเอามาทำงานสืบทอด ขยายความเป็นภาษาสมัยใหม่ให้ร่วมสมัย ให้คนยุคนี้รู้ตามที่พระพุทธเจ้าท่านอนุญาตหรือสอนไว้ ว่าให้มาอธิบายแบบภาษาสมัยใหม่ ท่านใช้คำว่าภาษาถิ่น ให้อธิบายตามภาษาถิ่น ในพระไตรปิฎกแปลไว้ว่าอย่างนั้น นี่แหละคือภาษาสมัยนี้ ภาษาของคนที่พูดกันรู้เรื่อง อย่างพวกเราพูดภาษาที่อาตมาพูดนี่แหละก็เข้าใจ ภาษาสมัยนี้อย่างนี้แล้วรู้เรื่อง ดีไม่ดีก็เอาสแลงของทางโลกสมัยนี้ยุคนี้มาประกอบเสียด้วยซ้ำมาขยายความก็เข้าใจ ประกอบ English นิดหน่อย บางครั้งบางคราวมีภาษาจีนนิดๆ ภาษาจีนรู้น้อย ภาษาอังกฤษยังรู้มากกว่าภาษาจีน แต่ภาษาอีสานแถมมากหน่อยเพราะรู้มากหน่อย แต่ก็พูดใช้ภาษากลาง ภาษาไทยกลาง อธิบายกันไปมา 50 กว่าปีแล้ว ก็ยังเห็นว่าดี พวกเรายังเข้าใจสิ่งที่ลึกซึ้งละเอียด ยังกระจายขยายความ อาตมาว่ายังขยายความไปได้อีก ให้มันละเอียดลึกซึ้งไปได้อีก ความลึกซึ้งที่อาตมารู้สึกว่ามันมากมายมหาศาล มันไม่จบง่ายๆ แล้วก็อยากจะให้รู้กัน ดีไหม… ดี แล้วพวกคุณก็ยินดีที่จะรับฟัง มีอานิสงส์ในการฟังธรรม 5 ประการ มันมากขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นก็ยิ่งเป็นประโยชน์ ยิ่งเป็นการพิสูจน์ธรรมะพระพุทธเจ้า 660410 พ่อครูเทศน์ภาคค่ำ เรื่อง กาย งานปลุกเสกฯ#45 ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน