อนูปวาโท อนูปฆาโต คืออย่าพูดให้ตนและคนอื่นเสียหาย.docx
เนื้อหาในไฟล์
อนูปวาโท อนูปฆาโต คืออย่าพูดให้ตนและคนอื่นเสียหาย อาตมายังไม่ได้มีโรคพยาธิอะไรที่จะต้องทรมานทรกรรมนัก ไอก็เหนื่อยเท่านั้น แม้แต่เจ็บคอเจ็บอะไรก็ไม่เจ็บ ไอแล้วถ้ามันแรงก็เหนื่อย ถ้าไม่แรงมันก็ไอธรรมดา แล้วมันก็ห้ามไม่ได้ มันจะไอ มันบังคับไม่ได้แล้ว สรีระมันต้องไอ ถ้าไม่ไอมันก็แก้เหตุปัจจัย จะว่าชัดๆก็คือเสลดมันจะเข้าไปอุดตัน มันไปทำความระคายลำคอ มันก็ต้องใช้พลังงานที่จะขจัดอันนี้ออกไป มันเป็นธรรมชาติที่จะต้องแก้ไขสรีระของตนเองเท่านั้น ก็ทำ มันก็ไม่ถึงขั้นทรมานอะไร อาตมาบรรยายมานี้ 2 ชั่วโมงยังไม่ถึงดี ไอบ้างหรือยัง… ยังไม่ไอเลยหรือ ก็ดีเห็นมั้ย มันก็ยังได้อยู่ มันก็ไม่กะไร พอเป็นไป มันเป็นวิบากของอาตมา ที่อาตมาปากจัด ไปเที่ยวได้ว่าคนตำหนิคนมาก มันก็เป็นอย่างนี้แหละ มันก็เลยจะต้องมีวิบากบ้าง เป็นวิปากทุกข์ มันก็เป็นธรรมชาติ อาตมาไม่มีปัญหาอะไร ทำให้คนอื่นเขาไม่สบายใจ ไม่ชอบใจ ถูกว่าถูกด่า มันก็มีผลสะท้อนมาทำให้อาตมาเกิดวิบากบ้าง ขนาดพระพุทธเจ้าไปยินดีในคนหาปลา วิบากนั้นท่านเร็ว ท่านรู้ท่านเข้าใจ จึงทำให้ท่านปวดหัวอะไรอย่างนี้ แต่ของอาตมานี้มันก็ยังหยาบ ชัดๆอยู่แล้วไม่มีปัญหาอะไร ไปกระทบเขา แรง แต่มันก็ต้องกระทบ พระพุทธเจ้าท่านสอนเรื่อง อย่าพูดกระทบตนกระทบท่าน อันนี้อาตมาก็รู้สึกว่าไม่น่าจะแปลว่า ไม่พูดกระทบตนกระทบท่าน น่าจะแปลว่า อย่าพูดให้ตนเสื่อม อย่าพูดให้ผู้อื่นเสื่อม มันน่าจะหมายความอย่างนั้น คำพูดของเราพูดออกไปแล้วอย่าทำให้คนอื่นเสื่อม อย่าให้ตนเองเสื่อม พูดไม่กระทบ พูดดีก็ต้องกระทบคน คนดี พูดชั่วก็ต้องกระทบคนชั่ว เลี่ยงไม่ได้ แม้แต่คนไม่ดีไม่ชั่วก็ได้ชั่วคราวนะ คนไม่ดีไม่ชั่ว มันก็กระทบคนไม่ดีไม่ชั่วอยู่ดี เพราะมันพูดไปแล้วมันก็คือพฤติกรรมของคน พฤติกรรมของค
อ่านต่อ
นมันก็มีแบ่งอย่างหยาบๆ ก็มี ดีชั่วกับไม่ดีไม่ชั่ว มันก็ต้องกระทบ เพราะฉะนั้นก็ไม่น่าจะต้องไปแปลคำอันนี้ว่าเป็นการพูดที่อย่าไปพูดกระทบตนกระทบท่าน พูดยังไงว่าไม่ให้กระทบใคร ไม่มีใครเป็นอย่างที่เราพูดเลย ไม่กระทบใครเลยพูดอะไรพูดไปทำไม พูดกระทบฟ้า กระทบดิน กระทบกับหมา ไปกระทบแมวแล้วมันได้เรื่องอะไรล่ะ อย่ากระทบคนนะ อาตมาจำนนจริงๆว่า สาธุ ทำด้วยไม่ได้ แปลอย่างนั้น อย่ากระทบตนกระทบท่าน อาตมาทำด้วยไม่ได้ อาตมาต้องอย่าไปทำให้คนอื่นเสื่อม กระทบให้คนอื่นเสื่อม ให้คนอื่นเสียหายอะไรอย่างนี้ ก็ว่าไป เพราะฉะนั้นที่อาตมาพูดนี้ไปกระทบ ไม่ได้เป็นการกระทบให้เกิดทรมานทรกรรมอะไร แต่ให้รู้ว่าอะไรควรปฏิบัติประพฤติ ที่มันไม่ดี ก็คือตำหนิส่วนเสีย มันทำให้ไม่ดี มันทำให้เสื่อม มันทำให้ไม่เจริญนะ ส่วนดีกระทบก็ไม่มีปัญหาอะไร คนที่ทำดีถูกต้องแล้วก็ชมเชย พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้สรรเสริญการชมเชย แต่ท่านสรรเสริญคำตำหนิ คำสรรเสริญท่านบอกว่าคำสรรเสริญเป็นั้นไม่ได้มีความดีอะไรให้คนละหน่ายคลาย เป็นความชั่วชนิดหนึ่ง เป็นความต่ำทราม ท่านตรัสถึงขนาดนั้น ฟังแล้วคำสอนพระพุทธเจ้านี่ อาตมาเลยรอด เพราะไม่มีใครมาสรรเสริญอาตมา อาตมาทำอะไรเลยไม่มีความต่ำทราม เพราะฉะนั้นมีแต่คำตำหนิ คำตำหนิเป็นความเจริญ มีแต่ความเจริญ ที่เป็นสัจจะนะ อาตมาไม่ได้เล่นลิ้นอะไรไม่ได้พูดเล่นคารมอะไรหรือเล่นโวหารอะไร แต่มันเป็นสัจจะ เพราะฉะนั้นมาฟังธรรมที่อาตมาค่อยๆอธิบาย เอาคำแต่ละคำมาขยายความ มาคลี่คลายออก มันจึงเป็นสิ่งที่เห็นความลึกซึ้ง ความซับซ้อน บางทีเราเคยเข้าใจอย่างนี้ พ่อท่านมาพูดอย่างนี้ มันเข้าท่ากว่านะ คุณก็ได้รับความรู้เพิ่มเติมขึ้นอีก แต่ก่อนนี้ยังกำหนดผิด จริงด้วยอันนี้มีมุมเหลี่ยม มีประเด็น มีมิติ มีนัยยะที่สำคัญลึกซึ้งขึ้นไปอีก อันนี้ก็เป็นอานิสงส์ในการฟังธรรม พยัญชนะมันมี 2 เท่านั้น มีบวกมีลบ มีดีมีชั่ว มีถูกมีผิด 2 มันก็เลยชี้ความถูกความผิด ความเจริญ 2 ขึ้นไปเรื่อยๆ ทีละคู่ๆๆ ขึ้นไป เป็นอภิภายตนะ หรือเป็น อนุปคัมมะ ขึ้นไปเรื่อยๆทีละคู่ มีอภิภู มีการเรียนรู้ทีละคู่ อันไหนดีอันไหนชั่ว บางทีก็กลับกัน เจริญมุมนี้ เจริญมุมนี้ อยู่ในเหตุปัจจัยอยู่ใน กาละ เทศะ ฐานะ กาละนี้ เทศะนี้ ฐานะนี้ อย่างนี้ถูก กาละ เทศะ ฐานะ อย่างนี้ถูกมันไม่เที่ยง มันขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย เราเข้าใจอันนี้ได้ เราก็ไม่ยึดมั่นถือมั่น ถ้าเราเข้าใจอันนี้ไม่ได้นะ ว่าความไม่เที่ยง อะไรไม่เที่ยง อย่าไปยึดมั่นถือมั่นว่าอะไรตายตัวหมด ถ้ามี 2 ไม่มีอะไรเที่ยง มี 1 ยังชะลอ แต่ยังไม่จริง จะเที่ยงจริงๆต้อง 0 มี 0 เท่านั้นเที่ยง นอกนั้น 1 ก็อาศัยชะลอ ไม่ขบไม่ขัดไม่แย้งอะไรกัน พอมี 2 ขึ้นมาเราก็มีปฏิภาณปัญญารู้ว่า เมื่อไหร่ กาละอันไหนมันดีมันควร เทศะไหน ฐานะอันไหนมันดีมันควร ก็เอาอันนั้น เป็นมหาปเทส 4 จบเลย อย่างนี้เป็นต้น สุดท้ายทุกอย่างพระพุทธเจ้าทั้งห้ามทั้งอนุญาตเอาไว้แล้ว มีครบ แต่ตาม กาละ เทศะ ฐานะ มันไม่ได้อยู่เท่าเดิม กาละนี้ เทศะนี้ฐานะนี้ เทศะ คือต่างภูมิประเทศ แต่ก่อนนี้ภูมิประเทศสมัยพระพุทธเจ้ามันไม่เหมือนกับตอนนี้แล้ว ยิ่งคนทุกวันนี้ฉลาดแกมโกงมากกว่าสมัยพระพุทธเจ้า โอ้โห ไม่รู้กี่ต่อ คนละฐานะแล้ว เพราะฉะนั้นจะไปเอามาตรการมาตรวัดของพระพุทธเจ้ามาจับกับยุคนี้ มันจับไม่อยู่หรอก จับไม่มั่นคั้นไม่ตายหรอกในยุคนี้ มันสุดดิ้นเลย ขนาดรูรอดที่หมามันรอดเขายังออกไปได้เลย หนีออกไปได้เลย ที่จริงรูรอดหมารอดนี้แสบนะ มันไม่น่าจะปล่อยให้รอดออกไปได้นะ ทำไมประเทศไทยปล่อยให้ออกไปได้ แสบนะ มัน หมายถึงสิ่งหนึ่ง มันหมายง่ายๆว่า คนไปนี้ไปทางหมารอด ลึกเข้าไปกว่านั้นอีก ทำไมประเทศคุณแม้ช่องให้หมารอดเข้ามา หรือให้คนโง่ออก เข้า เอาละมันจะมากไป ไม่ต้องไปกล่าวอย่างนั้นก็ได้ สรุปแล้ว อาตมาบรรยายธรรมะมาทุกวันนี้จนกระทั่ง โอ้โห พยายามที่จะเปิดมุมที่เป็นมุมที่ละเอียดลึกซึ้ง จากฐานเดิมนั่นแหละ แต่มีใหม่ขึ้นมาบ้าง ให้ได้อานิสงส์ในการฟังธรรมที่ลึกซึ้ง ทุกวันนี้อานิสงส์ 5 ประการ ก็ยังมีต่ออยู่ ยังไม่หมด ตามอานิสงส์ 5 ประการที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส เพราะมันยังมีสิ่งใหม่ ที่ได้ฟังใหม่ แล้วเอามายืนยันให้รู้ใหม่ เป็นไหม เคยฟังแล้วไม่ได้รับฟังสิ่งใหม่ มันวนอยู่ที่เก่าแสดงว่า ทำไมคนอื่นเขารับรู้ได้ของใหม่ เรายังรับไม่ได้ก็เป็นธรรมชาติ อาตมาเคยอธิบายแล้วกำชับเรื่องนี้ไว้ในหนังสือ คนคืออะไรทำไมสำคัญนัก อยู่แล้วว่า อ่านแล้วมันไม่เข้าใจ มันวน คุณก็อย่าเพิ่งไปข้าม อ่านใหม่พยายามทวนแล้วทวนอีก ยิ่งคุณปฏิบัติคุณก็จะรู้ว่า ที่มันยังไม่รู้เพราะว่าภูมิมันยังไม่เพิ่มขึ้น นี่เป็นสัจจะของมัน ถ้าเราเริ่มเข้าใจเพิ่มเติมขึ้น มีของใหม่ เข้าใจเพิ่มเติมขึ้น คำว่าของใหม่นี้ เราจะมีปฏิภาณรู้เองว่า ไอ้ที่ใหม่นี้มันคือใหม่ดีหรือใหม่ไม่ดี ใหม่ที่ลึกซึ้งหรือใหม่ที่ไม่ลึกซึ้ง ปฏิภาณมันรู้นะ ในคน มันเข้าใจอยู่นะ อันนี้ฟังแล้วใหม่ เข้าท่านะ ไม่ใช่ใหม่ไปในทางต่ำหรือไปในทางเสื่อม ไปในทางที่ไม่ดี มันจะมีปฏิภาณเลือกว่าดีหรือไม่ดีในคนเจริญหรือว่าคนไม่เจริญ คนไม่เจริญก็ไปเข้าใจสิ่งที่ดีว่าไม่เจริญ ไปเข้าใจสิ่งที่ทุจริตไม่เจริญ นั่นก็เป็นเรื่องจริงของแต่ละบุคคล เพราะฉะนั้นเมื่อเห็นใหม่ มีสิ่งใหม่ แล้วทำให้เข้าใจเพิ่มขึ้น ไอ้ใหม่นี้ ไม่ใช่ ใหม่แล้วอะไรวะ ไม่ใช่ แต่เข้าใจเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นท่านถึงตีเปลาะลงไปว่าทำให้ทิฏฐิตรง คลายความสงสัยเสียได้ก่อน เข้าใจแล้วไอ้ที่มันข้องใจอยู่ก็คลายไป หมดไป ทิฏฐิก็ถูก เพราะเป็นทิฏฐิ ทิฏฐิไม่ใช่อยู่คงที่ ความเห็นความเข้าใจเป็นทิฏฐิที่ว่ามันถึงไม่อยู่กับที่ มันถึงเจริญขึ้นเป็นสัมมาๆๆ ขึ้นเรื่อยๆเจริญขึ้นเรื่อยๆ จากทิฏฐิตรงขึ้น จิตจึงผ่องใส จิตจึงเลื่อมใส จิตจึงสะอาดประภัสสรขึ้นไปตามลำดับ จิตก็ประภัสสร ภัสสรนี้ เป็นลูกสะใภ้ของคนที่นั่งอยู่ตรงนี้ 660410 พ่อครูเทศน์ภาคค่ำ เรื่อง กาย งานปลุกเสกฯ#45 ราชธานีอโศก