พญานาคเดียรถีย์ลัทธิหลับตาทำลายศาสนาพุทธ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์18 KB
วันที่แก้ไข17 กุมภาพันธ์ 2565

เนื้อหาในไฟล์

พญานาคเดียรถีย์ลัทธิหลับตาทำลายศาสนาพุทธ _พ่อครูว่า... มาสาธยายเรื่องพญานาคกันให้สิ้นสงสัยกันที แค่พญานาคหรือไม่ใช่พญานาค ก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นผู้มาพร้อมบวชอยู่ในศาสนาพุทธ จริงๆนะไม่ได้ไปใส่ความ เขาไม่รู้ว่าเขามาปลอมบวชแล้วมาทำลายศาสนาเป็นโจรร้าย _(144) “พญานาค”นั้น มีจริง? หรือไม่มีจริง? ทีนี้มาสาธยายเรื่อง“พญานาค”ให้สิ้นสงสัยกันดูทีรึ! พญานาค“มีจริง” หรือพญานาค“ไม่มีจริง”ก็จะได้รู้จักรู้แจ้งรู้จริงเรื่องของความเป็น“พญานาค” หรือ“นาค”ที่เกี่ยวข้องในศาสนาพุทธกันชัดๆ แจ้งๆกันได้บ้าง ติดตาม ไตร่ตรองไปให้แตกฉานกันดีๆ “นาค”นี้คำบาลีหมายถึง “งู” หรือ“งูใหญ่” หรืออื่นๆอีก แต่เราหมายเอา“งู”เป็นสำคัญมาใช้เทียบเคียงสาธยาย “งู”คือ สัตว์ที่อยู่ในท่า“นอน” จึงมีสัญญลักษณ์“การนอน-การหลับ”นี่แหละ นั่นก็คือ พุ่งเข้าไปที่“ลัทธิหลับตา” หรือหมายถึงคนที่มี“มิจฉาทิฏฐิ”เอาแต่“หลับตา”ปฏิบัติกันนั้นแล บาลีคือ “นาค” ไทยก็คือ “งู” ผู้หลงผิดที่เอาแต่“หลับตาปฏิบัติ”จึงยกให้เป็น“พญางู”ในภาษาไทย ทับศัพท์บาลีก็คือ “พญานาค” ซึ่งหมายถึงเดียรถีย์ หรือเทฺวนิยม ที่เขายังหลงใหลการปฏิบัติ“หลับตา” อันไม่ใช่วิธีปฏิบัติแบบพุทธ หรือแม้“วิธีปฏิบิติ”ที่แค่“หลับตาปฏิบัติ”นี้ก็เถอะ ก็ยังมี“ความรู้”กันแบบเดียรถีย์หรือเป็น“เทฺวนิยม”กันอยู่ ยังห่างไกล“วิธีปฏิบัติแบบพุทธ”ที่“สัมมาทิฏฐิ”กันอยู่หลาย“ปีแสง” พ่อครูว่า...ฌานของพุทธ เป็นสิ่งที่พูดกันรู้เรื่องตั้งแต่เด็กจนถึงคนแก่ แต่พวกหลับตาปฏิบัติฌาน พูดกันไม่รู้เรื่องหรอก พูดกับเขาไม่รู้เรื่อง พูดมา 50 ปีก็กระเตื้องขึ้นได้มานิดนึง พูดกันแล้วเขาก็หาว่ามาทำลายศาสนาพุทธ ทั้งๆที่เขาเป็นตัวทำลายศาสนาพุทธเป็นโจรร้ายทำลายศาสนา ได้นรกอเวจีอยู่เขาก็ไม่รู้เรื่อง มัน

อ่านต่อ

สุดสงสารจริงๆ มันสุดสาครสินสมุทรจริงๆ นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สู่แดนธรรม.. อุปมาของงูกับนกเหยี่ยวหรืออินทรีย์ นาคชอบหลบซ่อนในรูไม่สู้ในที่สว่าง ความสามารถของงูมันมองได้แต่ข้างหน้า ไม่สามารถมองข้างหลังได้ แปลว่า ถ้าผู้ปฏิบัติที่ดิ่งเพ่งอะไรสักอย่างจะมองไม่รอบ แต่ถ้าเป็นนกอินทรีย์ จะมองได้รอบถ้วนและมองได้ไกลมาก นกกะปูด จะกินงู มันฉลาดจะเอาปีกบังตาไว้ งูมองไม่เห็นตานก ก็นึกว่านกไม่อยู่ก็เลยเลื้อยหนีไป งูก็เลยตามไปจิกงูได้ นกเปรียบเสมือนแสงสว่าง งูเปรียบเสมือนความมืด พ่อครูว่า... ใช่ ปฏิบัติหลับตานั้นก็มีแต่ความมืด ซึ่งมันจะเกิดความมีแสงสว่าง เกิดความรู้ มันจะรู้โลกรู้อัตตา ไม่ได้เลยจริงๆ เพราะฉะนั้นเขาจะมิจฉาทิฏฐิ กว่าจะได้สัมมาทิฏฐิก็คงจะอยู่ไปอีกหลายปีแสง เป็นล้านปีแสงก็ไม่รู้ ใช้เวลานานในการเดินทาง “วิธีแบบพุทธ”นั้น ต้องเป็น“จรณะ 15 วิชชา 8” พุทธคุณข้อ 1 มีวิชชา มีความรู้มีปัญญาเข้าร่วมในการปฏิบัติตั้งแต่มีปัญญาไปกับศีล มีปัญญาไปกับ อปัณณกปฏิปทา 3 มีปัญญาไปกับ สัทธรรม 7 ตัวปัญญาคือฌาน ตัวฌานก็คือปัญญา มีฌานที่ไหนปัญญาที่นั่น ฌานที่ไม่มีปัญญาไม่มี และปัญญาที่ไม่มีฌานก็ไม่มี ปัญญาที่ไม่มีฌานนี่แหละ จะเข้าใจยากกว่า ฌานที่ไม่มีปัญญา ปัญญาความรู้อีกชนิดหนึ่ง ที่จะต้องเป็น ฌาน ฌาน คือการเผากิเลสได้ ฌาน ไม่ใช่การเพ่งเข้าไปให้นิ่งให้ดับให้สนิทให้ไม่รู้เรื่อง ไม่ใช่ คนละโลกเลยคนละฟากโลกเลย ดาวคนละดวงเลย คนละข้างเลย ข้างหนึ่งอยู่ประเทศไทยอีกข้างหนึ่งอยู่อเมริกาเลยคนละโลกเลย เมืองไทยเจอพระอาทิตย์สว่างจ้า อเมริกามืดตึ๊ดตื๋อเลย ตรงกันข้ามกัน เที่ยงคืนเลย เมืองไทยเที่ยงวัน เพราะฉะนั้นเราคนไทยเจอแสงสว่าง อเมริกานี้สุดมืดเลย ไทยสว่างจ้า แต่อเมริกามืดสนิท สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาเลย มืด เขาจะยังไม่โผล่ไม่รู้เรื่องไม่เข้าใจ จะยังสร้างอำนาจบาตรใหญ่ จะต้องหรูหรา จะต้องเบ่งทุกอย่างเลย แม้แต่ราคาของธนบัตรเขาจะต้องยิ่งใหญ่ ทั้งๆที่เป็นเศษกระดาษเต็มไปหมด ถ้าเอาดอลลาร์ทั้งหมดในโลกไปคืน แล้วเอาค่าราคาตามที่คุณตีราคาให้ (เมืองไทยก็ 30 บาท)มาคืน ก็ว่าไปตามเขา แล้วให้เอาสมบัติที่อเมริกามี เอามาแลกคืนเอากระดาษขึ้นไป เอาอะไรมาตีราคาเท่าที่ควรจะเป็นคืน นี้ หมดประเทศอเมริกาหมดไม่เหลือ ดอลลาร์ที่เขาพิมพ์กระดาษเปื้อนสีออกมาทั่วโลกขณะนี้ อาตมาพูดนี้ไม่ใช่พูดเล่นแต่เป็นเรื่องจริงเป็นจริง แล้วเขาต้องสร้างตรงนี้เป็นอำนาจใหญ่ในโลก เศษกระดาษนี้เป็นฤทธิ์แรง เพราะฉะนั้นเรื่องสมบัติต่างๆนานาก็คือการลวงหลอกด้วยการเอากระดาษมาตีราคาแล้วไปแลกออกมาเป็นสมบัติของตัว ทำได้เขาทำได้ เป็นผู้ที่เก่งชิบหายเลย เอาเปรียบเอารัดคน ใช้อำนาจบาตรใหญ่เอาเปรียบเอารัดคน ชั้นหนึ่งเลย ตะวันออกกลางยังเอาน้ำมันมาแลกธนบัตรไป แล้วเงินเขาก็ไม่ต้องอะไรมากเหมือนอเมริกา ที่ปั่นสร้างให้มันมีตัวลวง อัตราราคาลวงๆๆ ขึ้นมา แล้วคนก็จำนน เพราะเขามีอำนาจบาตรใหญ่ในเรื่องการสร้างอาวุธ แล้วก็เก่งในทางสร้างวิศวกรรม แม้แต่เครื่องมือเทคโนโลยี เขาก็ได้คนชนิดนั้นไป ตระกูลของเขาก็ได้คนชนิดที่สร้างเทคโนโลยีเก่ง ก็เลยยิ่งใช้เทคโนโลยีนี้เป็นเครื่องมือในการเอาเปรียบเอารัดมนุษยชาติทั้งโลก การเอาเปรียบเอารัดเป็นความเลว การเอาเปรียบเอารัดได้มากๆแล้วก็หลงว่าตัวเองเฉลียวฉลาดยิ่งใหญ่ มันก็งมงายไม่รู้เรื่องว่าตัวเองนี้กลายเป็นคนไร้ราคา เป็นคนไม่มีคุณค่าเป็นคนที่ได้แต่เอาเปรียบคนอื่นอยู่ ข่มคนอื่นเขา ซึ่งเขาจะเข้าใจยากในเรื่องโลกุตรธรรมเหล่านี้ เขาจะหลงโลกีย์ทั้งนั้นว่าเขายอดเลิศจริงๆ ฟังไม่รู้เรื่องหรอกที่อาตมาพูด เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวว่าเขาจะมาแวะมาแว้งอาตมา เพราะเขาไม่รู้เรื่องหรอก มันพูดพาดพิงถึงเรา มันด่าเราหรือเปล่าก็ไม่รู้ เขาไม่รู้หรอกว่าเราด่าเขา จริง จะว่าโง่ก็สุดโง่เลย เพราะฉะนั้นลัทธิเลียนแบบ เกาหลีเหนือเลียนแบบ นึกว่าอำนาจนี้คืออาวุธ เกาหลีเหนือก็เลยสร้างอาวุธไว้สำหรับป้องกันตัว เพราะว่าประเทศเขาเป็นประเทศเล็ก เป็นประเทศหัวเดียวกระเทียมลีบ ก็เลยสร้างอาวุธสร้างเขี้ยวเล็บ ที่อื่นๆก็พลอยตามไป เมืองไทยไม่ต้องสร้างอาวุธเลย เจริญมาก “คนดีสร้างอาหาร คนชั่วช้าสามานย์สร้างอาวุธ” ตอบตีหัวเข้าบ้านเลย จรณะ 15 วิชชา 8 มันไขทุกอย่างเลย ปฏิบัติสัมมาทิฏฐิได้มรรคได้ผล ล้างอาสวะสิ้น หมดสิ้นอาสวะนั้น เป็นเรื่องของจิตนิยาม เป็นเรื่องของจิตวิญญาณ เป็นเรื่องของพระเจ้า เป็นเรื่องของการล้มล้างพระเจ้า เลิกเลย สลายเป็นดินน้ำไฟลมไปเลย พระเจ้าคือพระจิตวิญญาณ แล้วของเขาไม่รู้เรื่องพระเจ้า พระเจ้าของเขาก็เลยหลงเป็นอำนาจเหมือนกับลัทธิที่มีอำนาจในโลก ยกให้เลยทั้งๆที่ไม่รู้จักเลยว่าพระเจ้าอยู่ไหน ไหนพระเจ้า ไม่เคยรู้จักอัตภาพของพระเจ้า สมมุติไปอย่างนั้นแหละ ซึ่งมันต้องมาศึกษา พระเจ้าก็ต้องอยู่ในตัวจิตวิญญาณ แล้วในคนมีวิญญาณไหม ก็มี ก็ศึกษาวิญญาณในตัวคนศึกษาให้ทะลุเลยว่า แล้ววิญญาณจริงๆมันเป็นอย่างไร อ๋อ! วิญญาณจริงๆเป็นธาตุสังขาร เป็นธาตุที่มีรูปนาม ศึกษาได้อย่างนี้เองหรือ แยกรูปแยกนาม ศึกษาในอายตนะ ผัสสะ เวทนา รู้ตัวเหตุคือตัณหา อุปทาน โอ้โห! ปัญญามันรู้ไอ้ 2 ตัวนี้มันมานั่งมายึดมาถืออยู่ พระพุทธเจ้าบอกว่าเรารู้หน้าเธอแล้วมาร หักยอดเรือนที่เธอสร้างไว้ในจิตวิญญาณหมดแล้ว หักยอดเรือนเธอได้แล้ว มาร มารรู้ว่าพระพุทธเจ้ารู้จักหน้าตา รู้จักรูปร่าง รู้จักตัวจริงของไอ้เจ้าตัวปลอม มารมันคือตัวปลอม มันตัวหลอก ไอ้ตัวหลอก ก็เลยจำนนหายไปเลย เหลือแต่ความจริง พระพุทธเจ้าก็เลยเป็นผู้ที่ยืนหยัดความจริง ความหลอกหมดเลย ความปลอมหายไปหมดเลย เพราะพระพุทธเจ้าเห็นหน้าความหลอกความปลอมหมดเลย ความหลอกความปลอมถูกพระพุทธเจ้ารู้พวกมัน พวกที่หลอกพวกปลอมเหล่านี้ พระพุทธเจ้าเห็นแล้วมันหายไปเลย ปัญญาจะมีพลังมีฤทธิ์อำนาจขจัดความหลอกขจัดความเท็จขจัดความไม่จริงหายไปหมดเลย เหลือแต่ความจริง เพราะฉะนั้นอาตมาถึงยืนยันพูดว่าอาตมาพูดความไม่จริงไม่เป็น คุณฟังขึ้นไหม ฟังเข้าใจไหม อาตมาพูดไม่เป็นพูดความไม่จริงไม่เป็น พูดออกมามีแต่ความจริง ซึ่งยากเหมือนกันที่คนจะเข้าใจเพราะว่าคนจะเข้าใจว่าคนมันก็ต้องมีหลอกมีเท็จ แต่นี่ พูดเท็จไม่เป็นเลย มันจะมากไปไหมนะ ซึ่งมันก็น่าเห็นใจคนเขาเหมือนกัน สู่แดนธรรม.. เป็นคนมีวาจาสิทธิ์พูดอย่างไรก็มีความศักดิ์สิทธิ์เช่นนั้น แม้จะพูดเล่นๆแต่ที่สุดก็ดึงกลับเข้ามาสู่สาระที่เป็นความศักดิ์สิทธิ์อีก พ่อครูว่า... ซึ่ง ที่อาตมากำลังพูดกันกำลังสาธยายมันตรงกันข้ามกับที่เขารู้กัน 180องศาเลย “วิธีแบบพุทธ”นั้น ต้องเป็น“จรณะ 15 วิชชา 8” ซึ่งมันตรงกันข้ามกัน 180 องศากับ“วิธีปฏิบัติ”ที่เป็น “จรณะ 15 วิชชา 8”เลยทีเดียว แม้แต่ผู้ที่มาเรียนรู้ทางด้านพยายามรู้ความรู้ให้กว้าง พวกหลับตานั้นแคบสนิท แต่นี่เขาก็พยายามมารู้ความกว้างเขาก็ ฟ่ามกระจาย พวกสายปริยัติสายพระบ้านสายดร.สายเปรียญรู้พวกนี้ ซึ่ง อาตมาน่าสังเวชใจน่าสงสาร ไปเรียนพุทธศาสนาจากมหาวิทยาลัยของเทวนิยม โอ้ย! มันน่าละอายจริงๆ น่าละอายอย่างไม่รู้จะน่าละอาย เป็นพุทธศาสนิกชน แต่ไปเรียนรู้กับสำนักของเทวนิยม แล้วผู้ที่รู้ เป็นผู้รู้จักเทวนิยม เป็นอเทวะแล้ว อเทวะไม่มีนิยมนะเพราะว่านิยมแปลว่าความเที่ยง เทวนิยม อเทวนิยม ไม่มี มีแต่ อเทวะจะแปลว่าไม่มีเทวะแล้ว ไม่เอาเทวะแล้ว หรือไม่หลงเทวะ เราไม่มีแล้ว แล้วก็รู้กลางๆเลยว่าทั้งมีและไม่มี เราก็ไม่หลงเข้าไปติดยึดเป้ อนุปคัมมะ เป็นผู้ที่มีพลังสูงเป็น อภิภุยยะ รู้จักสภาพที่มี 2 พอสัมผัสกันก็เป็นอายตนะ แล้วก็สูงส่งถึง อภิภายตนะ 8 รู้การแจก อภิภายตนะถึง 8 ประการ สู่แดนธรรม.. พ่อท่าน สู้ สู้ พ่อครูว่า... ทุกวันนี้เขาไอที แต่อาตมานี่ไอถี่ เขาแค่ไอที จะไปสู้อาตมาได้อย่างไร อาตมาสู้ไอถี่ เขาไอคนละทีสองที แต่อาตมาไอถี่ สู่แดนธรรม.. เล่าเรื่องจงอางหวงไข่ เขามีวิธีล่อจับงู คืองูไม่กล้าสู้แสงสว่างแจ้ง เครื่องมือจับงูจงอางไม่ยากหรอก เขาทำเครื่องมือเหมือนถุงกาแฟยาวๆ สีดำๆ ยาวสักเมตร ไปเคาะให้งูเห็น งูมันก็วิ่งเข้าไปเลย งูจงอาง พ่อครูว่า... พวกสัตว์หลับชอบที่มืด คนเราฉลาดนะ จับงูจงอางเอาถุงกาแฟไปถุงเดียว พญานาคคือพวกหลับตา พวกหลับไม่รู้คู้ไม่เห็น และก็เป็นพวกที่อวิชชา _ดังนั้น คนผู้เอาวิธี“หลับตา”มาใส่ในศาสนาพุทธจึงเป็น“ของปลอม” คนที่เอา“ของปลอม”มาใช้ในศาสนาพุทธ จึงเป็นคนผิด ถ้ายังขืนยืนยันใช้“ของปลอม”อยู่ก็เป็น“โจร”อยู่ “พญานาค”จึงคือ“โจร” ผู้เข้ามาปล้นศาสนาพุทธที่แท้ ทุกวันนี้ในวงการศาสนาพุทธก็ยังพากันหลงยึดมั่นถือมั่น“หลับตาปฏิบัติ”กันว่า เป็น“วิธีสำคัญ” เป็นวิธีหลักในการปฏิบัติเพื่อบรรลุฌาน บรรลุสมาธิ บรรลุนิพพานกันทีเดียว ซึ่งมัน“ผิด”อย่างยิ่งใหญ่จริงๆ แต่ก็ยังหลงยืนยันยืนหยัดการปฏิบัติ“หลับตา”เป็นหลักที่จะทำให้เกิดบรรลุมรรคผลกันจริงๆจังๆกันอยู่ จึงยังเป็น“โจร”กัน เป็น“พญานาค”แท้ๆ เมื่อยึดมั่นถือมั่นกันอยู่ เป็นกันมีกันเอาจริงเอาจังกันอยู่ ยังไม่เกิด“ปัญญา”เลิกละได้ ฉะนี้แหละคือ “พญานาค” พ่อครูว่า...พญานาคมีจริงไหม ก็มีจริง แล้วลัทธินอนลัทธิหลับมีจริงไหม ก็มีจริง ไม่โงไม่เงย จมอยู่อย่างนั้น ถามเด็กๆว่า พญานาคมีจริงไหม? ด.ช.ป่องเอี้ยมว่า...มีจริง พ่อครูว่า... แล้วพญานาคคืออะไร? ด.ช.ป่องเอี้ยมว่า...คือนั่งหลับตา _“พญานาค”จึงชื่อว่า “มีจริง” แต่“พญานาค”คือ ผู้ปฏิบัติไม่ถูกไม่จริงในศาสนาพุทธ ใครว่า “พญานาค”นั้น“มีจริง”หรือ“ไม่มีจริง”กันบ้างเอ่ย? มันก็เหมือน“คำโกหก”และ“คนโกหก”นั่นแหละ “คำโกหก”นั้น“ไม่จริง” แต่“คนโกหก”ก็“มีจริง” ชัดมั้ย? พ่อครูว่า...คนก็ต้องอยู่กับความจริง ส่วนคนจะปฏิเสธไม่รับ มันไม่จริงเราก็ไม่รับ เพราะฉะนั้นผู้ที่จะรู้ความจริงสูงสุดแล้ว ก็จะรู้ความจริงว่า วิญญาณ ตกลงที่สุดแห่งที่สุดของวิญญาณมีจริงหรือไม่มีจริง ... สู่แดนธรรม.. ถ้าตอบว่าที่สุดก็ต้องตอบว่าไม่มีครับ พ่อครูว่า... ไม่มี เพราะทำให้เป็นดินน้ำไฟลมไปได้ ศาสนาพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วค้นพบว่ามันไม่มีจริง มันเป็นอนัตตา มันไม่ใช่ตัวตนจริง มันเป็นตัวหลอก เพราะฉะนั้นผู้ที่รู้ความจริงก็รู้ แต่เราจำนนตรงที่ว่า เรายังมีตัวนี้แล้ว เรายังไม่ตรัสรู้ทยังไม่รู้ว่าเราจะทำให้มันไม่มีจริงได้อย่างไร วิญญาณหรือ อัตตาของเรา ทำให้มันสลายก็ต้องมาเรียนรู้ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ เรียนรู้ตามแล้วก็ทำให้หลุดออกไปจากโลก จากอัตตา ตั้งแต่โลกหยาบ โอฬาริกอัตตา หยาบๆ มาถึง มโนมยอัตตา โลกกลางๆ จนกระทั่งถึง อรูปอัตตา ก็ดับหมดโลกกับอัตตา จบมีแต่ความรู้ที่เรียกว่าธรรมะ เป็นธรรมาธิปไตย รู้จักโลก โลกาธิปไตย รู้จักอัตตา อัตตาธิปไตย รู้จักอำนาจทางโลกทางประชาธิปไตย รู้จักธรรมะที่เป็นโลกุตรธรรมสมบูรณ์แบบ ก็จัดการโลก จัดการอัตตตาได้หมดเลย เป็นอธิปไตยของธรรมะยิ่งใหญ่ ความรู้ของธรรมะขั้นโลกุตรธรรม ก็ดับโลก ดับอัตตาได้ รู้จักโลกสมุทัย ทำโลกนิโรธได้ อัตตาก็ทำอนัตตาได้ ผู้ที่ตรัสรู้ ผู้ที่รู้เป็นพระอรหันต์ขึ้นไป โดยเฉพาะอรหันต์ขั้นโพธิสัตว์ก็รู้แตกฉาน โดยเฉพาะอาตมานี้ รู้แตกฉาน ก็พูดชัดๆ ที่อาตมาพูดไปเมื่อกี้นี้อาตมาพูดความจริงนะ อาตมาพูดความจริง อาตมาบอกว่าตนเองเป็นผู้รู้แตกฉานนี้อาตมาพูดจริง พวกที่หมั่นไส้คงจะอาเจียนเป็นโลหิตร้อนพุ่งออกจากปาก สู่แดนธรรม..พ่อท่านมาทำผิดจากที่เขายึดถือกัน พ่อครู...อาตมาไม่ได้คุยตัว อาตมาบอกความจริง ไม่ได้คุยโม้พูดความจริงของการพูด พูดความจริงในสิ่งที่เป็นความจริง จริงๆ ไม่ได้คุยโม้คุยอวดอะไรอย่างนั้น อาตมาพูดความไม่จริงไม่เป็น ที่พูดไปนี่ไม่ได้แก้ตัว มีแต่ความจริงทั้งนั้นเลย แก้ตัวไม่เป็นหรอก อาตมาพูดอย่างไรก็มีแต่ความจริง คนไม่รู้ความจริงก็หาว่าอาตมาพูดแก้ตัว

_(145) ตำนานต่างๆของ“พญานาค”เท่าที่อาตมาพอรู้ มาพูดถึง“ตำนานพญานาค”กันเท่าที่อาตมาพอรู้นะ 1. นาค คือ งู ที่มีภาวะ สื่อแสดงท่านอน-ท่าหลับ เป็นลักษณะสำคัญ ดังนั้น ลัทธิยึดท่า หลับ”คือ “หลับตา”ปฏิบัติจึง“มีจริง” ซึ่งเป็นลัทธิหลับตา ก็คือ ศาสนาหรือลัทธิเดียรถีย์ ที่เป็นลัทธินอกพุทธนั่นแหละ ยังมีมาก ครองโลกอยู่ด้วยซ้ำ 2. นาค มาปลอมบวช ในศาสนาพุทธหมายความว่า ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาที่มีการ“หลับตา”ปฏิบัติ ผู้นำการ “หลับตา”ปฏิบัติมาใส่ลงไปในศาสนาพุทธ จึงเป็นคนผิด คนปลอม ที่เอา“ของปลอม”เข้ามาในศาสนาพุทธ ก็ได้บาปแน่ เพราะพุทธที่“สัมมาทิฏฐิ”นั้นจะมีหลักปฏิบัติแท้ๆคือจรณะ 15 วิชชา 8 ซึ่งมี“อปัณณกปฏิปทา ๓”ยืนยันการเป็นศาสนาพุทธที่แท้จริงถูกต้อง มีหลักธรรมชัดเจนอยู่โต้งๆ ถ้าการปฏิบัติใดไม่มี“อปัณณกปฏิปทา 3”การปฏิบัตินั้นก็“ผิด”ไปจากศาสนาาพุทธ ก็ชัดแจ้งแดงแจ๋อย่างนี้ หรือถ้าผู้ใดยืนยันยึดมั่นถือมั่น ว่า “การหลับตาปฏิบัติ”นี่แหละเป็น“ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด (อปัณณกปฏิปทา)”ของศาสนาพุทธ ผู้นั้นก็คือ “มิจฉาทิฏฐิ”ตัวแท้ ซึ่งมีความคิดปฏิปักษ์ต่อศาสนาพุทธอยู่โทนโท่ แท้ๆ ชัดๆ “อปัณณกปฏิปทา 3 (ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิดของพุทธ)”ก็คือ การปฏิบัติที่มี“ศีล”เป็นหัวข้อแต่ละข้อ ให้ปฏิบัติ แล้วจะต้อง “สำรวมอินทรีย์ 6-โภชเนมัตตัญญุตา-ชาคริยานุโยคะ” อันเป็น“ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิดของพุทธ ๓ ข้อ”ที่มียืนยันอยู่อ้างอิงได้ใน“พุทธคุณ 9”ของพระพุทธเจ้า”แท้ๆชัดๆ ใครจะบังอาจปฏิเสธ พ่อครู...ผู้ที่มาศึกษาก็ไม่กระไร แต่ผู้ที่ศึกษาศาสนาพุทธที่สุด แม้แต่ผู้ที่ศึกษาพุทธ ศาสนาจากมหาวิทยาลัยเทวนิยม ฟังแล้วน่าอายไหม จบด็อกเตอร์ศาสนาพุทธจากมหาวิทยาลัยทางเทวนิยม ให้ Doctor ฝรั่งเขาสอน แล้วแบกปริญญาเอกมา ปริญญาเอกทางพุทธศาสนานะจ๊ะ ดูแล้วก็น่าสังเวชใจ มันหลงกลับ เอาฝามาเป็นก้น เอาก้นมาเป็นฝา เอาฝาหม้อไปปิดก้นหม้อ ฟังแล้วตลกไหม พูดแล้วมันก็สุด มันมีภาวะสองเสมอ คนเกิดมาจะต้องอยู่กับสิ่งอื่น มีตัวคุณกับสิ่งอื่น แม้ว่าคุณนอนหลับหลับตาอยู่ในภพชาติ พอลืมตาก็เต็มสภาพ สติเต็มร้อย คุณก็รู้ตาหูจมูกลิ้นกายใจถึงจะเต็มคนเต็มครบ หลับตามันไม่ใช่เต็มคนเต็มครบ มันครึ่งผีครึ่งคน เป็นสัมภเวสี เป็นจิตวิญญาณไม่เต็มเต็ง นอนหลับก็เหมือนกัน นอนหลับก็คือวิญญาณไม่เต็มเต็ง ต้องลืมตาถึงจะมีวิญญาณฐีติวิญญาณเต็มๆ วิญญาณบริบูรณ์ ถ้าไม่เช่นนั้นมันไม่เป็นวิญญาณสมบูรณ์แบบ นอนหลับฝันเป็นสัมภเวสี รู้จักสัมภเวสีกับวิญญาณไหม ต่างกัน เด็กๆฟังชัดไหม วิญญาณกับสัมภเวสีนี่มันต่างกัน นอนหลับนี้วิญญาณก็อยู่ในภพ เป็นสัมภเวสีล่องลอยไม่รู้เรื่องเต็ม มันมีแต่สัญญาความจำฟุ้งไป จากความจำเก่าบ้างคิดใหม่บ้างผสมไป พระพุทธเจ้าก็พยายามรวบรวมสิ่งที่เป็นสัญญาในอดีตมีได้ 18 ฟุ้งซ่านคิดอะไรบ้าๆบอๆอีก 44 ซึ่งเป็นรายละเอียดที่อาตมายังไม่บังอาจจะเอามาอธิบายได้เท่าไหร่ มันละเอียดสุดเลย ถ้ารู้จักทิฏฐิ 62 จะค่อยๆกระจายความเข้าใจเป็นฐานให้ก่อน ทีหลังก็จะอธิบายได้ เพราะฉะนั้นถ้าไม่ลืมตาไม่ตื่นขึ้นมา ชาคริยา แล้วก็ปฏิบัติให้ตื่นรู้ ไม่ใช่ไปรู้หลับ รู้ในตื่น _อปัณณกปฏิปทาข้อ[1] “สำรวมอินทรีย์ 6” ที่มีตา, หู,จมูก,ลิ้น,กาย,ใจ“สัมผัส”เห็นรูปทางตา,ได้ยินเสียงทางหู,ได้กลิ่นทางจมูก,ได้รสทางลิ้น,ได้กระทบกายภายนอก-ภายใน,ได้สัมผัสกันเองของใจกับในใจขั้นรูป-ขั้นอรูป ซึ่งมี “ภาวะ 2”คือ“มี“ภายนอก”ด้วย มีภายใน”ด้วยอยู่ตลอดการปฏิบัติ อปัณณกปฏิปทาข้อ[2] “โภชเนมัตตัญญุตา” ผู้ปฏิบัติต้องเรียนรู้ขณะกินขณะใช้นั้นๆ อย่าให้มีกิเลสมันเกิดในจิต ถ้ากิเลสเกิดก็กำจัดกิเลสนั้นๆ อปัณณกปฏิปทาข้อ[3] “ชาคริยานุโยคะ” ผู้ปฏิบัติต้องทำความมีสติตื่นรู้อยู่กับการปฏิบัติทั้งภายนอก-ภายในนั้นๆอยู่เสมอ และมี“ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์”ไปตลอด แต่ผู้หลงผิดก็มืดบอดจริงๆ ไป“หลับตา”ปฏิบัติกัน การหลับตาปฏิบัติ มันก็ตรงกันข้ามกับ“อปัณณกปฏิปทา 3” มันผิด“วิธีปฏิบัติของพุทธ” แม้ภาษา“อปัณณกปฏิปทา” ก็ยืนยันอยู่โต้งๆ ชัดๆอีกปานฉะนี้ ก็ยังไม่ยอมรับความผิดนี้ สู่แดนธรรม.. พวกเพื่อนๆสายหลับตาเขาบอกว่า มันเยอะแยะมากมาย เมื่อยรู้มาก สู้ไปนั่งหลับตาปฏิบัติไม่ได้ พ่อครูว่า... รู้ให้น้อยลงอย่าไปรับรู้ให้มากนั่นแหละคือโง่ นี่พูดตรงๆ ไม่ได้เบี้ยวบาลีไม่ได้เบี้ยวไทย พูดตรงๆ ภาวะเป็นอย่างนั้น สู่แดนธรรม... เขาบอกว่ารู้มากก็ไปไหนไม่ได้เหมือนกัน พ่อครูว่า... มันก็ต้องรู้มากจนเราเลือกเอาสาระได้ ไม่ใช่รู้สะเปะสะปะ แต่ก็รู้ความจริงตามความเป็นจริงไม่สะเปะสะปะหรอก _3. ผู้นำวิธี“หลับตา”มาใช้ในศาสนาพุทธจึงเป็น“นาค” หรือ“งู”ปลอมเข้ามาเผยแผ่ลัทธิวิชาของเดียรถีย์ ในพุทธ พ่อครู...มีปฏิภาณรู้เหมือนกันว่าไม่ต้องไม่พยายามนอนหลับ ก็เลยไปนั่ง ไปนั่งหลับ ก็คือเนสัชชิ เป็นการปฏิบัติของสายพระป่า เจ้าของลัทธิเนสัชชิคือ พระมหากัสสปะ เมื่อ“ปลอมตัว”เข้ามาอยู่ในศาสนาพุทธแล้วก็พยายามที่จะไม่ทำตนเป็น“งู” ก็ยังพยายามไม่ให้แสดงหลับ ไม่ให้แสดงนอน เดี๋ยวจะจับได้ว่า เป็นเดียรถีย์คือ“งู” จนที่สุดนาคที่ปลอมเข้ามาบวชในศาสนาพุทธก็ต้องเผย“ธาตุแท้”ออกมาจนได้ คือ ตอนมาขอบวชนั้นปลอมตัวเป็นคน แต่เผลอนอน เผลอหลับให้จับได้ นั่นคือ ร่างที่ปลอมเป็นคนมานั้นมันกลับคืนไปเป็นงู ตอนเผลอนอนหลับอยู่ในกุฏิ หางโผล่ออกมานอกประตู มีผู้พบเห็นก็จับได้ว่าเป็น“นาค”ปลอมตัวเข้ามาบวช จึงจับสึก ไล่ออกไป แต่นาคก็อ้อนวอนขอให้เห็นใจ คนผู้รักศาสนาพุทธ ศรัทธาศาสนาพุทธ อยากเป็นพุทธ จึงขอให้เรียกผู้ที่จะได้บวชเป็น“ภิกษุ”ในศาสนาพุทธ โดยใช้คำว่า “นาค”เป็นอนุสรณ์ จึงมีคำว่า “นาค”เรียกผู้เตรียมบวชก่อนเป็นภิกษุ จริงๆแล้วลัทธิ“หลับตา”ปฏิบัติเป็นลัทธิ“เดียรถีย์” ดังนั้น ผู้ปลอมตัวเข้ามาบวช แต่เป็น“เดียรถีย์”ผู้นั้น“จิตยังไม่มี“ความยินดี”ถึง“รากเหง้า”ของจิต ยังไม่มี“ฉันทะเป็นมูลกา”(ข้อที่ 1 ของ“มูลสูตร 10” พระไตรปิฎก เล่ม 24 ข้อ 58)จริงๆ “จิตจริงลึกๆ”ยังติดยึดอยู่กับ“ลัทธิเดียรถีย์เดิม”อยู่แท้ ก็ยากที่จะ“ทำใจในใจ(มนสิการ)”ให้เป็น“โลกุตระ”ได้สำเร็จผล ผู้ที่ยัง“ไม่มีฉันทะ”ถึงรากถึงเหง้าของจิต(มูลกา)จริง จึงไม่มีหวังที่จะปฏิบัติธรรมของพุทธบรรรลุ“โลกุตระ” ประเด็นต้องมี“ฉันทะเป็นรากเหง้าของจิต”นี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก ไม่ใช่เรื่องสามัญ แต่สำคัญลึกล้ำใหญ่ยิ่งแท้ทีเดียว ก็ขนาดผู้มี“ฉันทะ”ในพุทธโลกุตระชนิดเต็มใจแท้ๆก็ยังยากเลย ที่จะ“สัมมาทิฏฐิ” จึงจะปฏิบัติบรรลุ“โลกุตรธรรม” 650217 พ่อครูเทศน์ทำวัตรเช้า พุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 46 พญานาคเดียรถีย์ลัทธิหลับตาทำลายศาสนาพุทธ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน