ความเข้าใจเรื่อง วิญญัติกับวิญญาณ สัมมากับมิจฉา.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข16 กุมภาพันธ์ 2565

เนื้อหาในไฟล์

ความเข้าใจเรื่อง วิญญัติกับวิญญาณ สัมมากับมิจฉา _พ่อครูว่า...วันนี้วันพุธที่ 16 กุมภาพันธ์ 2555 ที่บวรราชธานีอโศก วันนี้เป็นวันมาฆบูชา อาตมาจะพยายามเทศน์ให้ละเอียดพอสมควร ในประเด็นที่มันยังมีความเข้าใจไม่ชัดเจนกันอยู่ สำหรับผู้ที่ศึกษาธรรมะกระแสหลัก พระป่านั่งหลับตา ยังเข้าใจความสำคัญ จุดที่ถูกต้อง บัญญัติภาษาว่าวิญญาณกับ วิญญัติ เป็นต้น ทางกระแสหลัก ส่วนใหญ่พระป่า จะเข้าใจว่าวิญญาณคือ วิญญัติ ซึ่งมันต่างกัน วิญญัติ มันเป็นแค่ รูป เป็นอาการของรูปธรรม ไม่ใช่อาการขั้นนามธรรม วิญญาณ จึงเป็นอาการ ลิงคะ นิมิต ของนามธรรม แต่วิญญัติ มีกายวิญญัติ วจีวิญญัติ แม้จะมีคำว่า มโนวิญญัติ ก็ไม่ค่อยพูดถึงกันแต่จะพูดถึงก็ได้ การเคลื่อนไหวของจิตของมโน ไม่ใช่ความรู้สึกของ มโน วิญญาณเป็นความรู้เป็นความรู้สึก วิญญาณ เวทนา เป็นความรู้เป็นความรู้สึก อย่างพืช ยังไม่มีวิญญาณไม่มีเวทนา มีแต่กายสังขาร เคลื่อนได้เหมือนกัน พืชมีวิญญัติ มีการเคลื่อนปรุงแต่งตัวมันเองมีสัญญามีสังขาร นัยละเอียดพวกนี้ เป็นภาษาบาลี อาตมาแปลเป็นภาษาไทย ถ้าเข้าใจไม่ถูกเป็นสภาวะ กำหนดสภาวะ เรียกว่า ทำนิมิต สร้างนิมิต มันไม่ตรงกับสภาวะจริงๆเลย อาการอย่างไรมันต่างกันอย่างไร รายละเอียดพวกนี้ ค่อนข้างยาก ถ้าศึกษาไม่สัมมาทิฏฐิดีๆ มันกำหนดไม่ถูก โดยเฉพาะคำว่า สัญญา สัญญากำหนดคู่ คือ กาย กำหนดสภาวะคู่คือ กาย กำหนดไม่ได้ กำหนดไม่ถูก กำหนดไม่ตรงกับความจริง ก็ผิดไป เพราะฉะนั้นการกำหนดหรือสัญญากำหนดก็รู้ กาย ทางสายหลับตา ก็ไปกำหนดรู้ กายใน กายในกาย มันไม่มีกายนอก ที่จริงเรียกภาษาว่ากาย แต่ว่าไม่มีภายใน เป็นภาษา สิริมหามายา เอาคำว่ากาย ซึ่งมันไม่มีหรอก กายที่ไม่มีภายนอกด้วย สภาพไม่มีภายนอกไม่เรียกกาย ต้องมีภายนอก-ภายใน คู่

อ่านต่อ

จึงเรียกว่า กาย ไปหลงแต่ภายในเรียกว่า กาย พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้หลงกายแต่เพียงภายในเป็นคนพาล คนโง่ ในพระไตรปิฎก พาลบัณฑิตสูตร ล.16 ตายไปแล้วก็ยังมีกายอยู่ ตายไปแล้วไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายก็เป็นจิตสัมภเวสี สัมภเวสีกับวิญญาณฐิติที่มีกายกับสัญญา วิญญาณฐิติมีกายกับสัญญาเป็นคู่ตรวจสอบสุดท้ายเลยวิญญาณฐิติข้อที่ 7 ตรวจสอบ เขาไม่รู้ก็ไม่มีวันที่จะบรรลุอรหันต์ ก็อาตมาพยายาม ที่พูดนี้ด้วยเมตตาสงสารจริงๆว่า ที่ท่านก็พยายามกันเนาะอุตสาหะวิริยะพากเพียรเอาชีวิตมาทิ้งทางนี้ตั้งแต่ เยอะ บวชตั้งแต่เป็นเณร จนกระทั่งถึงเป็นพระจนกระทั่งถึงอายุมากจนกระทั่งมีตำแหน่งยศศักดิ์ ทางศาสนามากมาย เพราะฉะนั้นวิธีปฏิบัติที่มันไม่ถูกต้อง ที่อาตมาพูดย้ำซ้ำซากว่าอย่างนั้นมันเป็นลัทธิ เดียรถีย์ หลับตานั้น ไปอดทนต่อความลำบากยากเข็ญ ซึ่งเป็นความลำบากภายนอกปฏิบัติการ อย่างสายพระป่าสายบุกตะลุย ไปผจญภัยในป่าเขาถ้ำ ต่อสภาวะภายนอก แล้วก็หลงเรียกภาษาคำว่าธุดงค์ไปเรียกพระธุดงค์ หรือพระกรรมฐาน ธูตะ หรือ องค์ เป็นภาษาไทยคือธุดงค์ เลยเพี้ยนแต่เป็นออกป่าดง ทะลุดงไปเลย ธุดงคือธุตังคะ คือศีลเคร่ง หลักปฏิบัติที่สูงขึ้นเข้มข้นขึ้นเรียกว่า ธุดงค์ อยู่ในวรรณะ 9 ธุตังคะ ที่จริงพยัญชนะต่างๆที่พระพุทธเจ้าสอนบันทึกในพระไตรปิฎก ดี ยังไม่ผิดอะไรมากมาย ไม่เหมือนท่านพุทธทาสที่ตีทิ้งไป 60% ท่านรู้ได้แค่นั้นท่านเลยฉีกทิ้งไป 60% อาตมารู้ได้เกือบเต็มร้อย มีที่เขาแปลกันผิดเพี้ยนบ้าง จากบาลีมาเป็นไทย ก็เบี้ยวบาลีกันไปบ้าง อย่างนั้นอย่างนี้อาตมาไม่อ่านหรอกมันยืดยาด เพราะฉะนั้นผู้ที่เพี้ยนไป ไปกำหนดวิธีหลับตาก็ผิดแล้ว หลับตาผิดไปจากจรณะ 15 แล้ว เพราะจรณะ 15 ระบุไปว่าต้องมีศีลต้องมี อปัณณกปฏิปทา 3 ชัดๆกำหนดไว้ว่าหลับตาไม่ได้ สำรวมอินทรีย์ 6 ก็บอกว่าแล้วว่าต้องมีการรู้ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ 6 ไปอยู่ที่หนึ่งเดียวและปิดอีก 5 ทวารไม่สำรวมสังวรเลยมันก็ผิดไปทันที พูดไปเท่าไหร่ท่านก็ไม่รู้ เพราะอาตมาไม่ได้มีสำนักมีครูบาอาจารย์สืบทอดมา โผล่มาบอกว่าตัวเองรู้ดีมาจากชาติก่อนๆ มันก็ไม่มีใครรับรอง มาชาตินี้อาภัพ ไม่มีใครรับรอง แต่อาตมาก็ยืนยันว่าอาตมารู้มาเองเป็น สยังอภิญญา ตามหลักธรรมพระพุทธเจ้ามีอยู่แล้วรู้มาเองข้ามชาติ สยังอภิญญา ก็เข้าใจคำว่า สยังอภิญญา ไม่ได้ พอเราบอกเรารู้เองก็มายัดเยียด ประชดประชันเราว่าเป็นพระพุทธเจ้าหรือยังไงรู้ด้วยตัวเอง ก็บอกว่าไม่ใช่ สยังอภิญญา ไม่ใช่สยัมภู พากเพียรไปเป็นอภิภู ซึ่งเขาจับความแตกต่างรายละเอียดพวกนี้ไม่ได้ หลับตาเป็นพวกสะกดจิต มีแต่ข่ม มีแต่สมถะๆๆ มันไม่มีวิปัสสนาไม่มีการรู้การเห็นแล้วก็พิจารณาความแตกต่างระหว่างการรู้การเห็น กระทบสัมผัสตั้งแต่ภายนอก หยาบ กลาง ละเอียด เข้าไปถึงภายใน มีแต่สมถะก็กดข่ม หยุด นิ่ง เฉย หลับไม่รู้คู้ไม่เห็น ไม่มีรายละเอียดของอภิธรรมในจิต มีแต่เก่งหยุดๆๆๆ ปล่อยวาง ไม่เอาถ่าน แล้วก็หลงว่าตัวเองหลุดพ้นหรือว่างแล้ว วางแล้ว ซึ่งข้อแตกต่างของพุทธจริงๆนั้น ลืมตา ปฏิบัตินี่เริ่มแตกต่างแล้ว มีจรณะ 15 วิชชา 8 นี่แตกต่างแล้ว แล้วหลักธรรมที่จะบรรลุธรรมของพวกหลับตากับลืมตา พวกหลับตา ผลที่ได้ส่วนมากจะเป็นผู้ชาย ผู้หญิงจะไม่ค่อยได้ ผู้หญิงจะเป็นคนคอยติดตามศึกษา ตัวเองยังไม่ได้เกิดเป็นผู้ชาย เพราะฉะนั้นไม่พูดเลย ผู้หญิงบรรลุอรหันต์ ผู้หญิงเป็นโสดาบันสกิทาคามี ไม่พูดถึงเลยแต่ต้องพากเพียร มันจะมีความลำเอียงผู้หญิงผู้ชายอยู่เยอะ เพราะฉะนั้นความแตกต่างอันนี้ อาตมาจำเป็นที่จะต้องพยายาม อธิบายขยายความ ที่ละเอียดลออเข้าไปแล้วก็พาพวกเราพิสูจน์ จริง ในโลกนี้ผู้ชายน้อยลง ผู้หญิงจะมากขึ้น ผู้หญิงหนังเหนียวตายยากกว่าผู้ชายอีก แปลก ไม่ว่าชนชาติไหน แล้วผู้หญิงก็ทุกข์มาก อยากบรรลุธรรม ยิ่งมาเรียนศาสนาพุทธเรียนรู้อริยสัจ จึงรู้ว่าเป็นทางออกจะพ้นทุกข์ ก็มากัน คนมาศึกษาพุทธจึงเป็นผู้หญิงมากขึ้นๆ ผู้ชายไปตายในสนามรบเสียเยอะ ผู้ชายห่ามๆก็เลยตายไว ผู้หญิงก็ไม่ห่ามเท่าไหร่ ได้แต่เก่งปากไม่เก่งกายกรรมเก่งแต่วจีกรรม ผู้ชายเก่งกายกรรมก็เลยไปตายเยอะกว่า ผู้หญิงเก่งแต่ปากหอกก็เลยไม่ตายเยอะ ที่พูดนี้เป็นสัจจะเป็นธรรมชาติ ศีลต่างกัน สมาธิต่างกัน ปัญญาต่างกัน มีความรู้ความเห็นความเข้าใจต่างกันไปหมด หลับตาแล้วศีลจะสะอาดบริสุทธิ์เอง ฝ่ายหลับตาว่างั้น ฝ่ายลืมตาบอกว่าไปหลับตาจะมีศีลกันได้อย่างไร ศีลต้องลืมตาเกี่ยวข้องกับสัตว์ เกี่ยวข้องกับของ เกี่ยวกับรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ในศีล 3 ข้อแรก แต่นี่คุณหนี หลบไปอยู่ภายในสัตว์ก็ไม่เกี่ยวข้าวของคุณก็ไม่เกี่ยว ไม่ว่าจะเป็นข้าวของ พืชพันธุ์ธัญญาหาร คุณก็ไม่เกี่ยว คุณเอาแต่นั่งหลับตาเข้าไปอยู่ภายใน รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสภายนอกกามคุณ 5 คุณก็ไม่เกี่ยว คุณก็ไปทำแต่จิตในจิตของคุณอยู่เท่านั้น เห็นชัดเลยว่ามันไม่ใช่ มันผิดมันไม่มีศีล ไม่มีอปัณณกปฏิปทา 3 เพราะฉะนั้นในหลักเกณฑ์จรณะ 15 4ข้อแรกนี้ เขาไม่มี ไม่ได้ปฏิบัติรู้สีรู้สา ไม่ได้คำนึง นั่งหลับตาไป มีศรัทธาและเขาก็นึกว่ามีหิริโอตตัปปะก็ไม่ใช่ หิริ อย่างไร อาย โอตตัปปะอย่างไร เกรงกลัวอย่างไร พหูสูตเป็นอย่างไร นั่งหลับตา มีแต่หยุดรู้ รู้ฟุ้งซ่าน เป็นนิรมาณกายเป็นกาย เก๊กายหลอก สร้างกายขึ้นมาใหม่ ซึ่งแต่ละคนๆ เป็นกายของตนเองสร้าง สร้างขึ้นมาเองทั้งนั้น ต่างคนต่างของใครของมันอยู่ในภพ หลับตาอยู่ในสัมภเวสีของตนเอง เป็นนรกเป็นสวรรค์ เป็นดีเป็นชั่วเป็นอะไรก็แล้วแต่ ไปเป็นเรื่อง ไปเป็นนิยาย หรือเป็นโลกจินตา คิดเอาเองเต็มโลกเลย ต่างคนต่างหลับตาของใครของมัน แล้วทำมาพูดกันตรงกัน เรียกว่าสัมโภคกาย เรียกว่าอุปาทานหมู่ มาทำเป็นพูดตรงกันๆ มันไม่ตรงก็พยายามจะให้ตรงกันให้ได้ ใช่ๆๆ ก็มันนามธรรม เสร็จแล้วมันก็ไม่ถูกต้องสักอย่าง มันไม่เห็นจากของใครๆ เป็นอาทิสะ คือไม่เห็น ต่างคนต่างเห็นของแต่ละคนของใครของมัน เท่านั้นเอง แต่เอามาโมเมพูด เป็นอุปาทาน สัมโภคกาย เพราะฉะนั้น กายแต่ละกายที่หลับตามีกาย เนรมิตเองทั้งนั้น เป็นนิรมาณกาย แล้วโมเมเป็นสัมโภคกาย ก็เห็นของกันและกัน ซึ่งต่างคนต่างไม่เห็นของกันและกัน หลับตาก็เป็น กายสัมภเวสีก็ได้ เรียกว่ากาย 3 ก็ได้ เป็นพาล ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 59 ยังเป็นพาลชนยังเป็นคนโง่ คนไม่เดียงสา คนยังอ่อนปัญญา คนยังไม่มีปัญญายังเข้าใจไม่ได้ ยังไม่รู้ประสีประสาเหมือนเด็กๆไร้เดียงสา มันก็ต้องพากเพียรศึกษาขึ้นมา ให้มันได้สภาวะจริงๆกันขึ้นมา 650216 พ่อครูเทศน์ทำวัตรเช้า พุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 46 วิญญาณกับวิญญัติ วันมาฆบูชา

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน