วิญญัติ วิญญาณ ในปฏิจจสมุปบาท ชาติ 5.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข16 กุมภาพันธ์ 2565

เนื้อหาในไฟล์

วิญญัติ วิญญาณ ในปฏิจจสมุปบาท ชาติ 5 _พ่อครูว่า... เข้ามาสู่ วิญญาณกับวิญญัติ วิญญาณคือธาตุ วิญญัติคือรูป รูปะรูปัง เป็นอาการเคลื่อนของนามธรรม วิญญัติ แม้แต่กายกับวาจา เราก็ยังไม่ถือเป็นมโน เน้นมาสู่กายกับวาจา แต่ที่จริง กายกรรมกับวจีกรรมมันขาดนามธรรมไม่ได้หรอก เคลื่อนไหวทางกายกรรมก็มีนามธรรมมาเกี่ยว เคลื่อนไหวทั้งวจีกรรมก็มีนามธรรมมาเกี่ยว แต่แยกให้ชัดเจนว่า 1 นั้น กายก็ส่วนหนึ่ง วจีก็ส่วนหนึ่ง แบ่งเป็น 3 กาย วจี มโน ถ้าแยก กาย วจี มโน ไม่ได้ก็สับสนตายเลยเรียนธรรมะพระเจ้าไม่ได้ ต้องแยก กาย วจี ภายนอก มโน ก็ต้องควบคุม กาย วจี อยู่ตลอด มโน จะต้องเป็นภายในหมดเลย มนายตนะ ธรรมายตนะ มโนหรือจิตวิญญาณ เกี่ยวพันกันหมดต้องเป็นสอง สภาพ 2 ที่แยกไม่ได้เรียกว่า เทวะ แยกมาเป็นกายก็เป็นรูปเป็นนามเป็นสภาพ 2 การเรียนรู้การแยก 2 ออกไปแต่ละอย่างก็เป็นหนึ่ง กับหนึ่ง แล้วรู้ว่า 1 กับ 1 มันต่างกันนะ อันหนึ่งเป็นรูป อันหนึ่งเป็นนาม หนึ่งเป็นภายนอกหนึ่งเป็นภายในเป็นต้น 1 ชีวะ 1 ไม่มีชีวะ นี่เป็นกายแล้วนี่ไม่เป็นกาย โดยเฉพาะกายนี่ คำใหญ่ ถ้ายืนยันว่ายังมี กายอยู่ จะต้องมีจิตอยู่ในกายนั้น ถ้าไม่มีจิตไม่มีเจตสิกไม่มีธาตุรู้เข้าไปร่วมด้วยเลย สิ่งนั้นก็ไม่ใช่กายแล้ว ตัวที่ไม่ใช่กายแล้วนี่แหละคือตัวหมดเวทนา หมดวิญญาณ ไม่ใช่กายแล้วไม่มีเวทนาไม่มีความรู้สึกไม่เป็นธาตุรู้องค์รวมแล้ว แต่สามารถมีธาตุรู้ได้ เป็นธาตุรู้ขั้นพืช มีสังขารกับมีสัญญา ตัวกำหนดรู้เรียกว่าสัญญา ปรุงแต่งกันอยู่เรียกว่าสังขาร เช่น พืชมันกำหนดรู้ในตัวมันเอง แล้วมันก็ปรุงแต่งตัวมันเองอยู่ เช่น กระเทียมหัวใหญ่งามแท้ ทั้งหอม กระเทียมพืชพันธุ์ธัญญาหารของเรา เราก็ดูตามรูปร่าง นี่ก็ภาษาจีนเขาเรียกหัวไชเท้าหรือภาษาไทยเรียกหัวผักกาด

อ่านต่อ

หัวมันกับผักกาดต่างกัน คนแยกออก ก็แยกความต่าง ลิงคะ การแยกความต่างนี่แหละ เป็นเรื่องใหญ่ที่สุดเลย แยกรูปแยกนาม แยกกายแยกจิต แยกเทวะ อเทวะ แยกสุขแยกทุกข์ แยกสภาพ 2 ออกได้ แต่เราก็ไม่ได้ไปลบหลู่ดูถูก รังเกียจสภาพ 2 เพราะมันต้องมีสภาพ 2 อยู่ตลอดหมดเลยก็อาศัยสภาพ 2 นี่แหละอยู่ในโลก สุดแห่งที่สุด ของสภาพ 2 ก็คือความมีกับความไม่มี เราก็เป็นได้ทั้งสองเป็นมีก็ได้ไม่มีก็ได้ เมื่อไหร่เราจะมีก็ไปมี เมื่อไหร่เราจะไม่มีก็ไม่มี อาตมายังไม่เก่ง ตอนนี้พยายามจะมีอร่อย โดยเฉพาะการกินอาหาร เพราะว่าจะต้องให้ธาตุขันธ์มันกินด้วยอร่อยจะกินได้เยอะ จะกินได้เร็วด้วย แต่อันนี้โอ้โห 3 ชั่วโมง เจ้าประคุณ กว่าจะกินเสร็จอย่างกับเข้าสนามรบ พูดเรื่องนี้มานานแล้วฟังแล้วก็ซ้ำซากแต่ไม่ได้แกล้ง รู้อยู่ว่ามันไม่ได้เสแสร้ง พูดไปแล้วเหมือนไม่มีเลย รสชาติรู้ตามเขาได้ทุกอย่างแต่อัสสาทะความอร่อยไม่มี พยายามฟื้นมันขึ้นมาอยู่ ให้มันมาช่วยหน่อย ช่วยเรา เราจะได้เร็วขึ้นจะได้รู้สึกว่าไม่ต้องเข้าสู่สนามรบอะไร อย่างทรมานทรกรรมอะไรนัก อธิบายสภาวะหยิบมาอธิบายสู่พวกเราฟัง โดยที่อาตมาไม่ต้องไปแกล้งเสแสร้ง แต่มันเป็นจริง เชื่อว่าสักวันคงเป็นได้ เสร็จแล้วก็ต้องมาล้างมันอีกนะ ที่จริงอาตมาเป็นโพธิสัตว์นะ ถ้าตายโดยไม่มีสิ่งนี้ก็ไม่มีปัญหาอะไร สบาย โดยไม่ติดไม่ยึดไม่เหลือค้างอะไรเลย รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ไม่ติดค้างอะไรเลย มันก็สบาย แต่มันจำเป็นจะต้องมามีเพื่อจะสอน เพื่อที่จะยืนยัน เพื่อจะอธิบาย กลับไปกลับมาจากความมีกับความไม่มี ตกลงมันไปจบที่ความยึดกับไม่ยึด อุปาทาน คำว่าอุปาทานนี่แหละ เป็นตัวหลักมากเลยในปฏิจจสมุปบาท อวิชชา สังขาร วิญญาณบวชนามรูป อายตนะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ตัณหา อุปาทาน ภพ สามเส้า ตัณหาคือความเคลื่อน อุปาทานคือความนิ่งหยุด ถ้าไม่รู้มันก็ปรุงแต่งกันอยู่ ความเคลื่อนกับความยึด ปรุงแต่งกันอยู่ มันก็สมบูรณ์แบบเป็น ภพ อยู่เป็นตัวที่ 3 เป็นภพเป็นชาติ ชาติคือตัวเกิด ภพเป็นแดนเกิด ชาติเป็นตัวสภาวะนามธรรมเกิด ภพเป็นสภาวะแดนเกิด พื้นที่สถานะให้มันเกิด ถ้ามีอยู่มันก็ โศก ปริเทว ทุกข โทมนัสอุปายาสะ ถ้าหากดับชาติได้ ผู้นี้รู้จักความเกิดความดับ

ชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ เป็น 5 สภาวะ ความเกิด 5 ประการ ชาติคือความเกิดที่เป็นภาษารวม สัญชาติคือมันเกิดขึ้นมาก็จำที่มันเคยเกิดได้ จำได้ก็เป็นของเก่า เป็นไปตามอัตโนมัติด้วยสัญชาตญาณ เกิดมาที่จำได้ก็ทำได้เลย คนหรือสัตว์เกิดมาก็มีสัญชาตญาณ สัตว์เดรัจฉานเลี้ยงลูกด้วยนม เมื่อเกิดออกมาก็หานมแม่ดูดเป็นธรรมชาติ เป็นสัญชาตญาณ โอกกันติ คือพลังงานที่หยั่งลง เป็นการเกิดหยั่งลง เพิ่มขึ้นมาใหม่ในปัจจุบัน ถ้าไม่มีการเลือกหรือไม่มีตัวแยกได้ว่า อะไรที่สะสมลงมาเกิดมา แยกเอาที่ดี อย่าไปเอาที่ไม่ดี แยกเอาที่เป็นโลกุตระอย่าไปเอาโลกียะ คุณแยกไม่ออก คุณก็รับเละไป ยิ่งไม่มีโลกุตระเลยคุณก็ได้แต่โลกียะ ยิ่งไม่รู้ดีเลยรู้แต่ชั่วคุณก็ได้ หยั่งลงแต่ชั่วๆๆ ต้องแยกให้ออกว่ามีดีมีชั่ว อย่าเอาชั่วเอาแต่ดี จนกระทั่งมีภูมิธรรมขั้นโลกุตระ รู้โลกุตระ เลิกโลกียะ มาเอาแต่โลกุตระ นี่ ใช้พยัญชนะดูความต่างระหว่างสิ่งสองสิ่ง ผู้ที่แยกโลกียะโลกุตระ เลิกโลกียะได้เอาแต่โลกุตระนั่นคือเริ่มมี นิพพัตติ คือรู้จักกันเกิดโลกุตระแล้วทำให้การเกิดโลกุตระ แต่มันไม่เก่งก็มีโลกียะอยู่ ทำให้เก่ง ทำให้โลกุตระเจริญงอกงามไพบูลย์ขึ้นเรื่อยๆ จนที่สุดเรียกว่า อภินิพพัตติ ตัวที่ 5 เป็นการเกิดที่สูงสุด อภินิพพัตติ ที่พูดเป็นภาษาไปอาการกิเลสคืออย่างไรนี้ให้รู้อาการจิตเรา เช่นกิเลสมันเกิดหรือกิเลสมันจางคลาย หรือว่ากิเลสมันดับ เราก็ต้องรู้ว่าอาการกิเลสคืออย่างไร ตัวตนของกิเลสคืออย่างไร เช่น กามคุณ 5 มันเป็นอาการอย่างไร กระทบทางตา เอาละ..ดูด กระทบทางหูก็ดูดเอาแต่ที่ชอบๆ กระทบทางจมูกลิ้นกาย ดูดเอาที่ชอบ คุณก็เต็มไปด้วย กาม คุณไม่รู้หรือรู้แต่มันชอบ คุณก็เป็นตัวกาม เก่งที่สุดเขาเรียกว่ากามเทพ เทวฺะเจ้าของกาม มีลูกศรที่ทำด้วยเกสรดอกไม้หรือหยาดน้ำผึ้ง มันเป็นภาษา คนจะหลงหยาดน้ำผึ้ง เกสรดอกไม้ที่มันหอม คนก็หลงเหล่านี้ก็คือกามนั่นเอง หอมหวาน กามเทพ เพราะฉะนั้นเราอย่าไปหลงติดยึดพวกนี้ มันมีรูปตามความเป็นจริง มันก็เป็นรูปของมัน มันมีกลิ่นตามความเป็นจริง มันก็เป็นกลิ่นของมัน มันจะเป็นเสียงก็ตามมันก็เป็นเสียงของมัน มันเป็นรส แตะทางลิ้นมันก็เป็นตามที่มันเป็น สัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็งอย่างไรมันก็เป็นตามที่มันเป็น เราก็รู้ความจริงตามความเป็นจริงว่ามันเป็นอย่างนี้พอ ถ้าไปเอียง ดูด เอียงผลักไปเอียงผลัก คุณมีดูดมีผลักคุณมีอย่างมากก็ยิ่งเป็น กาม เป็นปฏิฆะ มากเท่าที่คุณมีจิตเป็นจริงคุณก็เป็นจริงๆ คุณเข้าใจแล้วคุณเอาออกเรียกว่า เนกขัมมะทำออก อย่าให้มันดูดอย่าให้มันผลักมาก แต่มันมีอยู่ในโลกนี้แหละ เราก็อาศัยมัน รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสก็อาศัยมันทั้งนั้น สักแต่ว่าอาศัย เพื่อยังขันธ์ยังชีพไปเท่านั้น ในนามธรรมในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสเราไม่ดูดเราไม่ผลัก ก็ต้องเข้าใจอาการที่ไม่ดูดและไม่ผลัก เป็นกลางๆ เรียกว่าอุเบกขาหรือไม่บำเรอสุข ไม่บำเรอทุกข์ ไม่เป็นสุขไม่เป็นทุกข์ ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ กลางๆ ภาษาเรียกว่ากลางๆ กลางๆก็คือ ความบริสุทธิ์จากผลักหรือดูด กลางๆก็คือความบริสุทธิ์ไม่มีผลักไม่มีดูดไม่ไปเอียงข้างนั้นข้างนี้ รู้ครบทุกอย่างเรียกว่าผู้เป็นกลาง มัชฌิมาหรือ อนุปคัมมะ เป็นผู้ที่มีพลังมีอิทธิพล มีอิทธิพล มีอำนาจควบคุมให้มีหรือไม่มีได้อยู่เหนือมันได้ อนุปคัมมะ เป็นผู้ที่เป็นกลาง รู้สองอย่างมีสองอย่าง ยังไม่ตายยังไม่ดับธาตุรู้ ยังไม่แยกธาตุรู้เป็นดินน้ำไฟลมมันก็รู้ความจริงของสองหรือเทวะนี้ตลอดเวลาแล้วเราก็ไม่ไปเข้าข้างไหน ไม่เกิดข้างไหน จะอาศัยมี อาศัยไม่มี ได้ เป็นผู้ที่มีอิทธิพล มีพลังงานอยู่เหนือ วสวัตตีหรืออภิภุยยะ มีพลังเหนือมัน อยู่เหนือมันได้ นี่เอา อภิภายนตะ 8 มาขยายความเพิ่มเติมวันมาฆบูชา นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สู่แดนธรรม.. พ่อครูพูดวันนี้ให้รู้จักความเคลื่อน จากสิ่งหนึ่งไปสู่สิ่งหนึ่งก็คือความเคลื่อน สมัยผมไปอยู่กับพระป่า ท่านจะไม่ให้จิตเคลื่อนออกมา ให้หยุดคิด การเข้าฌานคือเพ่งไม่ให้มันเคลื่อนให้มันสงบ ถ้ามันเคลื่อนก็หยุดมัน ในองค์ฌาน 1 ท่านบอกว่า ถ้ามีวิตกวิจารคือหวั่นไหวคือเคลื่อน ผมก็คิดว่าถ้าไปคุยกับตัวเองก็ คือ การเคลื่อน พ่อครูว่า... จมอยู่กับการเคลื่อนมีแต่ วิญญัติ ไม่เข้าถึงวิญญาณมีแต่งมงายอยู่กับการเคลื่อนทางรูปธรรม ไม่เข้าถึงจิตเจตสิกรูปนิพพานยังไม่เข้าถึงวิญญาณ วิตกวิจาร เป็นฌานที่ 1 วิตกคือธาตุดำริ วิจาร คือถ้าพิจารณาแล้ว วิตกคือดำริขึ้นมาแยกแยะเอากิเลสออกมาให้ได้ จากธาตุแท้กับธาตุที่มีกิเลสแยกให้ออก แล้วก็รู้ให้เท่าทัน ไอ้เจ้ากิเลสมันจะไม่รอหน้าปัญญาเลย พลังปัญญานี้เจอกิเลสแล้ว เจอปัญญามันก็รีบไปเลย กิเลสมันกลัวปัญญา ปัญญามีฤทธิ์มีสิ่งวิเศษมีอิทธิฤทธิ์มีพลังวิเศษ อันนี้เป็นสัจจะใช้ภาษาสื่อเท่านี้แล้วมันมีจริงๆ ถ้าหากธาตุปัญญาเกิดจริงแล้ว กิเลสเห็นหน้าปัญญา รีบหายตัวไปทันทีเลย ไม่รอหน้าเลย สู่แดนธรรม.. พ่อครูว่า... มันต้องรู้ความเป็น 2 และเลือกเอาความเป็น 1 ให้ได้สำเร็จ ภาษาก็คงมีได้แค่นี้ ว่า ต้องเป็น 1 อย่างนี้ถึงจะถูกต้อง เป็น 2 มันยังไม่หยุด มันยังเคลื่อน เพราะฉะนั้นอยากหยุดก็ต้องเลือกเอาความเป็น 1 แต่ถ้าให้เป็น 2 คุณก็ปรุงแต่งเป็น2เป็น3เป็น4เป็น5 ก็รู้ความจริงของความเคลื่อนกับความหยุด สู่แดนธรรม.. แสดงว่าเราศึกษาเรื่องของความเคลื่อนมากกว่า พ่อครูว่า... อันนั้นเป็นเรื่อง Dynamic เป็นเรื่องที่มันอยู่ในโลก มันต้องรู้แล้วก็จัดการให้มันได้ ไม่ให้เคลื่อนได้ เคลื่อนได้ หรือพยัญชนะอีกอย่างคือ ให้มันมีก็ได้ให้มันไม่มีก็ได้ สูงขึ้นไปคนนั้นก็ใช้คำว่ามีและไม่มี สู่แดนธรรม.. แม้แต่คำว่า เจริญธรรม เจริญคือเคลื่อน พ่อครูว่า... ธรรมะคือทรงไว้แล้วหยุด สู่แดนธรรม.. แต่ถ้ามันยังไม่ถึงที่สุดก็ต้องเคลื่อนต่อไป พ่อครูว่า... ก็ต้องให้มันมีต่อและควบคุมการมีและควบคุมการไม่มีได้เป็นที่สุด ผู้ที่สามารถควบคุมการมีและไม่มีได้เป็นที่สุด ยังมีอำนาจมีพลัง วสสัตตี จะให้มีก็ได้ไม่มีก็ได้ สรุปลงไปอีก จะให้ตายก็ได้ ให้ยังไม่ตายก็ได้ เรียกว่า อมตะบุคคล ความจบที่ใช้พยัญชนะว่า อมตะบุคคล ฝ่ายเทวนิยมเขาแปลว่าไม่ตายนิรันดรเลย อมตะบุคคลคือ บุคคลที่ไม่ตายนิรันดร แต่ของพุทธนั้นอมตะบุคคลคือ ให้ตายก็ได้ ไม่ให้ตายก็ได้ แต่เทวนิยม ไม่เข้าใจรายละเอียดทั้งหมดครบเขาก็จะเป็นหนึ่งเดียว อมตะคือไม่ตาย เอาพยัญชนะ อ แปลว่าไม่ มตะ แปลว่าตาย อมตะแปลว่าไม่ตาย เขาเข้าใจอันเดียวอย่างนั้น แต่ของพระพุทธเจ้า อมตะบุคคลคือผู้ที่รู้ความเป็นความตายทำความเป็นความตายได้ จะทำความตายก็ได้และตายอย่างปรินิพพานเป็นปริโยสาน ตายอย่างแยกธาตุจิตออกไปเลยแล้วจบกันเลย เรียกว่า จบสูงสุดแล้ว แยกธาตุไปเป็น ดินน้ำไฟลม แยกแล้วแยกเลย เอามารวมตัวกันอีกไม่ได้แล้ว อัตภาพหายไปแล้ว อัตตาหายไป ตายตอนแยกก็ดีแล้วนี่แหละคือความจบแห่งที่สุดของที่สุดของจิตวิญญาณ ถึงพิสูจน์ได้ว่า วิญญาณไม่ใช่ของพระเจ้า ที่มีอยู่ยังไม่รู้จักตาย เป็นธาตุรู้ที่ไม่รู้จักจบ แต่ของพระพุทธเจ้า ศาสนาพุทธทำลายธาตุรู้ที่เป็นนิรันดรนี้ได้ หมดสูญเป็นดินน้ำไฟลม เพราะฉะนั้นตายแล้วไม่ต้องไปอยู่กับพระเจ้า พระเจ้าก็เด๋อเลยว่าพวกนี้ขบถ พวกขบถ พวกนี้คือ พวกมีอิสรเสรีภาพสมบูรณ์ ไม่เป็นทาสของพระเจ้า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ในอนาคตที่เทวนิยมมีมากในโลก คนที่เป็นเทวนิยมยังไม่รู้แบบพุทธ ยังไม่รู้สมบูรณ์แบบจนกระทั่งทำลายวิญญาณได้ ทำลายพระเจ้าได้ พระเจ้าของเขาไม่มีใครทำลายได้แต่ ศาสนาพุทธทำลายพระเจ้าได้ อันนี้แหละอนาคตจะเป็นเรื่องพอสมควร เป็นแต่เพียงว่าตอนนี้ ไม่มีใครจะไปรู้สึกไปรุกรานความเป็นพระเจ้าของเขา ที่จริงเราไม่ได้ไปรุกราน แต่เรารู้ความจริง ถ้าคุณจะไปยึดความมีไปตลอดนิรันดร์ คุณก็ยึดของคุณเท่านั้นยึดเข้าไปและคุณก็มี ผู้ที่มายึดแล้ววางเลยแล้วทำให้สลายเป็นดินน้ำไฟลมได้ เมื่อสลายเป็นดินน้ำไฟลมได้แล้ว วิญญาณพระเจ้าจะมาจัดการกับดินน้ำไฟลมโดยที่ตัวเองหลงว่าตัวเองเป็นผู้สร้างดินน้ำไฟลม ทำไม่ได้หรอก เป็นแต่เพียงโวหารภาษาว่าพระเจ้าสร้างดินน้ำไฟลมพระเจ้าสร้างทุกสิ่งทุกอย่าง เราก็ยืนยันว่าแล้วพระเจ้าสร้างซาตานทำไม เขาว่าไม่ได้สร้าง แล้วทำไมซาตานมันยิ่งใหญ่อย่างไรพระเจ้าทำไมไม่จัดการซาตานให้หมดเลยเสีย ก็บอกว่าจัดการไม่ได้เพราะไม่รู้จักซาตาน แท้จริงแล้วซาตานก็คือตัวเองนั่นแหละ 650216 พ่อครูเทศน์ทำวัตรเช้า พุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 46 วิญญาณกับวิญญัติ วันมาฆบูชา

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน