สลายอุปาทานปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ด้วยจรณะ 15 วิชชา 8.docx
เนื้อหาในไฟล์
สลายอุปาทานปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ด้วยจรณะ 15 วิชชา 8 _พ่อครูว่า…วันนี้เป็นวันพฤหัสบดีที่ 17 กุมภาพันธ์ 2565 ที่บวรราชธานีอโศก วันนี้เราก็มาโอภาปราศรัยกันต่อเนื่องจรณะ 15 วิชชา 8 ซึ่งก็เป็นพุทธคุณของศาสนา ทุกวันนี้ไม่รู้เรื่องกันแล้วในศาสนาวงการใหญ่วงการพุทธ กระแสหลักไม่แล้ว กลายเป็น เดียรถีย์ 100% นั่งหลับนอนหลับ ถ้านั่งหลับได้ตลอดไม่นอนเลยก็ยิ่งนับถือกันเก่ง เนสัชชิ สุดท้ายแม้แต่ตายก็นั่งตายเก่งมาก ซึ่งไม่ใช่เรื่องเป็นธรรมชาติ ศาสนาพุทธเป็นเรื่องธรรมชาติแต่เรียนรู้กิเลสที่เกิดจากทุกอิริยาบถ อ่านอาการของกิเลสให้ออกเมื่อเราเกี่ยวข้องกับอะไร ผัสสะ กับอะไรต่างๆนานา ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ กับอะไรก็แล้วแต่ ตั้งแต่รูปธรรมถึงนามธรรม ตั้งแต่รูป อรูป รู้กิเลสมันเกิดเพราะเหตุตัวนี้สัมผัสตัวนี้ เกี่ยวข้องกับตัวนี้ กิเลสเกิด แม่ครัว ทำครัวอยู่ก็ทำไป เสร็จแล้วสัมผัสกับตะหลิว โกรธตะหลิว ขว้างตะหลิว ก็ให้มันรู้ไป ไปโกรธตะหลิว ใช้ตะหลิวแล้วไปโกรธมัน ใครเคยบ้าง โอ้! หลายคนโกรธตะหลิว เอ้า!จริงนะ ใช้มีดโกรธมีด จะบ้าเหรอนี่มันรู้เรื่องอะไรแล้วไปโกรธมีด ใช้ชามโกรธชาม ขว้างชาม อะไรอย่างนี้ ตลก คนเราไม่รู้ตัวเองว่าวิปลาสวิปริตอะไร ศาสนาพระพุทธเจ้าเป็นศาสนาที่จับธรรมชาติของชีวิต โดยเฉพาะเมื่อเป็นคน มีทวารทั้ง 6 ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วก็บ้าๆบอๆไปกลับ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ บ้าๆบอๆไปสารพัด จนกว่าจะมาเรียนรู้แล้วก็รู้ว่า โอ้ ตัวโง่ตัวกิเลสมันพาให้เป็นไปได้บ้าบ้าบอๆ จนจบเป็นอรหันต์ก็รู้ความจริงตามความเป็นจริง เห็นความจริงตามความเป็นจริงได้ยินเสียงจริงตามความเป็นจริง ได้กลิ่นจริงตามความเป็นจริง ได้กระทบรสทางลิ้นตามความเป็นจริงสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็งตามความเป็นจริง จิตใจ เป็นตัวกลาง ตัวหลัก
อ่านต่อ
ใหญ่ เป็นไปตามอุปาทาน เป็นไปตามตัณหา อุปาทาน เป็นตัวฝังรากของความยึดมั่นถือมั่นว่าต้องอย่างนี้ๆ เป็นอย่างนี้ แล้วมันก็จำปักหลักอยู่ตรงนั้น เสร็จแล้วก็เป็นตัวตั้ง เฮ้ย! อยากแล้วนะ ตามอุปาทานมันสั่ง อยากอย่างนี้แล้วนะ ตัวอยาก ก็เป็นขี้ข้า ไปตามแสวงหามาให้ (ภาษาอีสาน ขี้ข้า คือขี้ข่อย) กว่าจะมาเรียนรู้สัจธรรมพวกนี้ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้และก็รู้จนกระทั่ง ล้างตัวกิเลส ตัวโง่ออกไปหมด ถึงจะรู้ว่าโธ่เอ๋ยชีวิตเราเกิดมา ได้อัตภาพมา พัฒนามาจาก พีชนิยาม มาเป็นจิตนิยามแล้ว โง่ตั้งแต่เป็นสัตว์เซลล์เดียวจนเป็นสัตว์ไม่รู้กี่เซลล์จนกระทั่งมาเป็นคน มีเป็นล้านๆเซลล์เป็นคนแล้วก็ยังโง่อยู่นั่นแหละ ก็ต้องพยายามฉลาด ศาสดาเทวนิยมทั้งหลายแหล่ทั้งนั้นเลย นอกจากพุทธ ที่เป็นโลกุตระ แม้แต่ชาวพุทธที่ไม่เป็นโลกุตระก็ยังเป็นเทวนิยมอยู่นั่นเอง เทวนิยม ต่างกับโลกุตระอย่างไร โลกุตระนั้น คือ มีอัญญธาตุ มีธาตุรู้ที่รู้ทางออก จากความเป็นจิตเจตสิกรูปนิพพาน รู้จักจิตเจตสิก รู้และมีทางออกของจิตให้รูปนาม พ้น เป็นนิพพาน นิพพานคืออะไร นิพพานคือรู้จักต้นเหตุที่มันถ้าเกิด ถ้าเป็น มีภพ มีชาติๆๆ แล้วมันเดือดร้อนวุ่นวายอยู่กับอวิชชาจนกระทั่งถึงอุปาทาน อวิชชา ไม่รู้สังขาร ไม่รู้นามรูป ไม่รู้อายตนะ ไม่รู้ผัสสะ ไม่รู้เวทนา ไม่รู้ตัณหา ไม่รู้อุปาทาน ก็อยู่วนอยู่ตรงนี้ เสร็จแล้วก็ฝังรากเป็นภพเป็นชาติๆๆๆ วนเวียนเกิดเกิดแล้วตายไปตามวิบากสั่งสมวิบากไป รักกัน พยาบาทกัน ไปไม่รู้กี่นิยายต่อนิยาย แต่ละคนแต่ละคนมีนิยายแต่ละชาติ แต่ละชาติ นับไม่ถ้วน เมื่อยจริงๆ มารู้แล้วมันเมื่อย เพราะฉะนั้นจึงบอกว่าเกิดขึ้นมา ก็มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์นั้นที่ดับไป ศาสนาเทวนิยมไม่รู้สุขรู้ทุกข์แต่หลงสุขเป็นสุขนิยม ติดสุข แล้วไม่เรียนรู้ทุกข์ ไม่ฉุกคิดไม่ระแวงว่า สุขมันมีคู่หูคือทุกข์ แยกกันไม่ออกหรอก มันเป็นเทวะ เป็นคู่ คู่ที่แยกกันไม่ได้ ถ้าจะดับเทวะ ถ้าจะไม่มีสุขทุกข์ก็ต้องรู้จักเทวะอย่างดี รู้จักอารมณ์หรืออาการของสุข รู้จักอาการของทุกข์อย่างดี จนกระทั่งดับเหตุได้แล้ว ก็หมดสุขหมดทุกข์ ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ทำกิเลสออกจากจิต สะอาดบริสุทธิ์จนจิตเป็นอุเบกขา จิตบริสุทธิ์ไม่มีเหตุคือกิเลสอีกเลย ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา จิตนี้ จึงเป็นจิตที่เป็นปัญญาล้วนๆ ซึ่งเป็น อัญญธาตุ บริบูรณ์ เป็นปัญญาเป็นโลกุตระที่รู้จักสุข รู้จักทุกข์ รู้จักการออกจากสุข จากทุกข์ รู้แจ้งในจิตนิยามหรือว่า อัตตา อาตมัน หรือ ปรมาตมัน มันเป็นอย่างนี้เองมันเป็นเหตุปัจจัยสังขารกันอยู่ ถ้าเราไม่ อุปาทาน ไม่ยึดมันไว้ มันก็สลายกันไป ปรินิพพานเป็นปริโยสานไปได้เลย อาตมาว่าอาตมารู้ธรรมะพระพุทธเจ้าสมบูรณ์แบบอย่างนี้ แล้วก็ได้ฝึก ได้เรียน ได้ปฏิบัติมาจนทำได้ แล้วก็เลยมาเป็นโพธิสัตว์ต่อ อรหันต์ทำได้ทุกองค์ เพราะอรหันต์จะเป็นอรหันต์ต้องชัดเจนที่ว่า เราสามารถทำอุเบกขา ทำจิตให้บริสุทธิ์จากกิเลสได้จริงๆ แม้จะไม่เข้าใจพยัญชนะอย่างที่อาตมาพูด ไม่เข้าใจถึงธรรมนิยาม 5 ไม่เข้าใจอุตุพีชะ ก็แล้วแต่ ไม่เป็นไร แต่ทำจิตอุเบกขาได้จริงๆเลย ไม่มีกิเลสในจิตได้จริงๆเลย รู้แล้วก็อ่านจิตอ่านเวทนา อ่านการปรุงแต่ง สัญญาเป็นตัวกำหนดรู้การปรุงแต่ง อ่านฃรู้เมื่อสัมผัสมันปรุงแต่งกัน กิเลสเกิดๆ จากหยาบ เราก็เรียนรู้ด้วยปัญญา ปัญญานี้ไม่ต้องไปรบราฆ่าฟัน หรือจะใช้ภาษาว่า ฆ่า จะใช้ภาษาว่า เผา ด้วยฌานอะไรก็แล้วแต่ แต่มันเป็นพลังฤทธิ์ของปัญญา ซึ่งเป็นพลังงานไฟต่อจากฌาน หรือเป็นเพชฌฆาตมือสุดท้าย ที่อาตมาพูดไปนี้เป็นภาษาของอาตมา ไม่มีบันทึกไว้ในพระไตรปิฎกหรอก เพชฌฆาตมือสุดท้ายก็ไม่มี แต่อาตมายืนยันว่าอาตมาไม่ได้พูดผิด ขอยืนยันว่าไม่ได้พูดผิด ถูกต้องยืนยันว่าเป็นของจริง ที่พูดนี้เพราะมีสภาวะ ทำได้ จึงเอามาพูด คนหมดกิเลสเป็นอย่างไร อาตมาว่าอาตมาเป็นอรหันต์อาตมารู้ จึงเอามาพูดสาธยายอย่างสะดวกและเปิดเผยทุกอย่าง บอกตัวเองเป็นพระอรหันต์เป็นโพธิสัตว์ ทุกอย่างก็เลยสบาย ทุกวันนี้บรรยายธรรมะ ไม่ต้องไปยึกยัก ไม่ต้องไปมังกุ ไม่ต้องไปเก้อยากเลย สบายคล่อง สะดวกทุกอย่างเลย เพราะฉะนั้นการที่ไม่เปิดเผยตัวเองไม่เปิดเผยความจริง มันไม่โล่งโปร่ง มันไม่มีอะไรติดขัด มันไม่เป็น มันจะมีอะไรติดขัดอยู่ แต่นี่มันไม่มีอะไรติดขัดเลย สบม ธมด ปกต หห จจ มชยลล ไม่ต้องงงไม่แปลให้ฟังหรอก รู้คนเดียว ศาสนามันเสื่อมมากจริงๆในพุทธ ไม่ใช่แกล้งว่าแกล้งด่า แต่พูดความจริง จริงๆ ว่าท่านทั้งหลายเอ๋ย ชาวพุทธที่ท่านมีหน้าที่รักษาศาสนา มีหน้าที่ประกาศสอนอธิบาย มีหน้าที่จะสืบสานอะไรต่างๆ ฟังอาตมาบ้าง แล้วพยายามติดตามเรียนรู้ ว่าท่านยังผิดทาง ยังไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นพระป่าหรือพระบ้าน พระป่าก็กลายเป็นพญานาค พระบ้านก็กลายเป็นพญาครุฑ บินเหินหาวสูงลิ่วเลย ยิ่งสอนอภิธรรมนี้ เจ้าประคุณเอ้ย! แจกพระอภิธรรมไป เจตสิก 52 จิตอีก 121 ดวง อะไรอย่างนี้ อย่างละเอียด ท่องแค่ตัวหนังสือ พยัญชนะ จิต 121 ดวง ก็หัวผุแล้ว มันต้องโอ้โห! อุงๆอังๆยาวๆ แต่ละตัวนะต่อกันยาว โอ้โห! เก่งจริงๆ เรียนพญาครุฑนี่ เรียนอย่างพญาครุฑ เรียนนอกจากจะเรียนแต่พระอภิธรรมยังไม่พอ เรียนพระสูตรพระวินัยอีก ผู้เรียนพร้อมทั้งพระสูตรพระวินัย พระอภิธรรม อีก อย่างท่านมหาประยุทธ์นี้ยอดพญาครุฑเลย มองไม่เห็นส้นเล็บเลย ท่านบินสูงมาก โอ้ ไม่เห็นส้นเล็บพญาครุฑเลย บินสูงมาก มันก็เลยไม่มีใครจับติด มันมากเกิน มันไม่ลงมาตามลำดับ เอ้า..จะสอนโสดาบันขนาดไหน รู้จักโลกอย่างนี้นะ โลกหมายความว่าอะไร โลกหมายความว่าชีวิตของเราไปเกี่ยวเกาะ ไปเกี่ยวเกาะกับร้านเหล้า ไปเกี่ยวเกาะกับร้านบาร์ ไปเกี่ยวเกาะกับร้านอาหาร ไปเกี่ยวเกาะกับโรงน้ำชา ไปเกี่ยวเกาะกับสถานบันเทิง ไปเกี่ยวกับโรงเล่นพนันเล่นไพ่เล่นโป ไปเกี่ยวเกาะกับอะไรต่างๆ นานา ถ้าอย่างนั้นมันเสียเวลาไม่ได้เรื่องอะไร ไปเกี่ยวเกาะกับการแต่งหน้าแต่งตาประดิดประดอย โอ้ย! อะไรต่างๆนานา บางทีก็หวีผม สางแล้วสางอีก อะไรกันนักกันหนา ก็มาเรียนรู้ความจริงว่า ธรรมชาติที่เราจะอาศัยมันก็มีให้อาศัยพอสมควร ไม่ต้องไปหลงใหลอะไรมันมาก คนที่รู้จักสาระ ไล่ เก็บกวาดสิ่งไร้สาระที่มันพาไปปรุงแต่ง ไปหลงรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส หลง นัจจะ คีตะ วาทิตะ เลอะเทอะมากมาย เลิก หยุดได้ เข้าหาสาระแก่นสาร ชีวิตก็มีสาระแก่นสาร อย่างพวกเรานี่ ไม่ต้องสะสมอะไรมากมาย สาระแก่นสารเพียงพอชีวิตเบาง่ายๆ พวกนั้นที่เราเรียกว่าหมาหอบแดดยังน้อยไป พวกที่อยู่ในโลกวิ่งตะลอนๆ หมาหอบแดดยังน้อยไป นอกจากหมาหอบแดด มีบ้าหอบฟาง นั่นแหละ คนหนักกว่าหมาหอบแดด บ้าหอบฟาง สะสมไปเถอะ บ้าหอบฟางสะสม พอเราไม่สะสมแล้วมาอยู่กันอย่างสาธารณโภคีมันสุดยอดจริงๆ เป็นยอดเศรษฐกิจ สาธารณโภคีนั้นยังอีกช้าอีกนานมากที่โลกจะกระเตื้อง มันต้องคน คนต้องมีคุณธรรมทางจิตจริงๆ มีวรรณะ 9 จึงจะสามารถมาเป็น สาราณียธรรม6 ได้มาอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มสาธารณโภคีได้ ถ้าไม่มี วรรณะ 9 แล้วจิตเป็นพระพุทธพจน์ 7 ไม่มีทางเป็นไปได้ ถ้าไม่เป็นจริงเป็นไปไม่ได้ พวกเราเป็นไปได้ 40-50 ปีอาตมาพาทำเป็นไปได้เป็นไปโดยสงบอย่างเรียบร้อยสบาย ผู้ที่มีปฏิภาณปัญญาดีๆ โอ้โห! สังคมนี้สุดยอดเลย พอรู้ปั๊บ มันซาบซึ้งใจแล้วไม่ไปไหนเลย เป็นตายร้ายดีฝากผีฝากไข้ฝากชีวิตกันได้ พึ่งเกิด พึ่งแก่ พึ่งเจ็บ พึ่งตาย กันได้จริง นี่เป็นสุดยอดที่อาตมาว่า ยุคนี้เป็นยุคที่มันเสื่อมหนัก แต่อาตมาก็พามารู้สัจจะ สัจธรรมพระพุทธเจ้าเป็นโลกุตระนี้ได้ จนกระทั่งสามารถที่จะเอาตัวเข้ามา ประพฤติปฏิบัติ เด็กๆที่ได้มาอยู่มีกุศลมาก เขาเรียกด้วยภาษาโลกว่ามีบุญมากที่ได้มา รู้ตัวให้ดีเลย ว่าเราได้มาอยู่ที่นี่ได้ฝึกฝนเรียนรู้สัจธรรมจากที่นี่ ที่เป็นของพระพุทธเจ้าได้มากหรือน้อยก็แล้วแต่ ถ้าพวกเราหนูๆทั้งหลายนี้ รู้ได้มากแล้วจะไม่ไปไหนหรอก เห็นรุ่นพี่บางคนจบแล้วไม่ไปไหน อยู่ที่นี่เลย สบายมากชีวิต ดีไม่ดีจะต้องแต่งงานก็อยู่ในนี้แหละ มีลูกมีเต้าอย่างเจ้าปุณย์ เขาเอ็นดูกัน รู้กันทั้งหมู่บ้านเลย เป็นเด็กสาธารณะ รู้จักกันดีอะไรอย่างนี้ ซึ่งมันเป็นวิญญาณที่สัมพันธ์กันสนิทมากเลย มันหาที่ไหนไม่ได้ แต่คนยังเข้าไม่ถึงมองยังไม่ค่อยออก ซึ่งมันบังคับความรู้กันไม่ได้หรอกภูมิธรรมของคน นี่คือสุดยอดความประเสริฐของมนุษย์อาริยะ ถึงขั้นมีโพธิสัตว์ มีอรหันต์ มีอนาคามี มีสกิทาคามี มีโสดาบันจริงๆได้เหรอ? เขาไม่ค่อยเชื่อหรอกคนข้างนอก เพราะเขาไม่มีภูมิธรรมถึง คนที่มีภูมิธรรมเพราะรู้แล้วก็จะ อ๋อ.. แล้วมันจำกัดเหมือนกันนะ ผ่านมา 50 ปีแล้วเดี๋ยวนี้ก็ประกาศไปทั่ว ออกไปทางสื่อสาร ผ่านๆรู้ๆเหมือนกัน แต่ไม่สะดุดอะไรหรอก ไม่เห็นว่าสำคัญ ว่า พระรูปนี้มาพูดอะไรวะ เปิดๆ ฟังๆ ไม่รู้เรื่องก็ทิ้งเป็นอย่างนั้นเยอะ เขาไม่รู้หรอก เขาก็จะไปเอานี่แหละ โทรทัศน์ช่อง เดรัจฉานวิชชา น่าสงสาร หลอกกันดื้อๆ ซื่อๆ เสร็จแล้วก็เขียน subtitle เอาไว้ โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม แต่ก็ปล่อยให้หลอกกันไป ก็รู้นะว่ามันชอบกลอยู่ แต่ก็ปล่อยให้ออกไปอยู่ฝึกอย่างนั้น มันก็มอมเมากันไป เขาไม่กล้าตัดสิน ถ้าอาตมาอยู่ในวงการตัดสิน พวกนี้ไม่ได้ออกหรอก เพราะมันไปมอมเมาคน แต่นี่เขาไม่กล้าตัดสิน เขาไม่มีความรู้พอที่จะบอกว่า ห้ามเขาทำไม ก็เพราะมันมามอมเมาให้คนงมงาย โยมเมฆทิพย์ว่า...ตั้งใจปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้น เขาน่าสงสารจริงๆ พ่อครูว่า... ตีเข้าหาสาระเลย เรากำลังพูดพวกมอมเมา ที่พูดไม่ได้พูดด้วยปากเปล่า น่าสงสารจริงๆ เขาจะจมอยู่ในสังสารวัฏอีกนานเท่าไหร่ หมายความว่าอย่างนั้นน่าสงสาร น่าสงสารหมายความว่า เขาจะจมอยู่ในสังสารวัฏอีกนานเท่านาน เราก็มองเห็นว่าคนพวกนี้จะจมอยู่ในสังสารวัฏวนเวียนอยู่อีก กว่าเขาจะเกิดมีปฏิภาณปัญญาหรือว่า เฮ้ย! เราโง่อยู่นานเท่าไหร่นี่ โพธิรักษ์มาเทศน์อยู่เท่าไหร่ ไม่รู้จัก พอรู้จักแล้ว ตายๆๆ ละอายอย่างแรงกล้า เกรงกลัวอย่างแรงกล้า เคารพอย่างแรงกล้า รักอย่างแรงกล้า นับถืออย่างแรงกล้าเลย มันเป็นเรื่องจริงอย่างนั้นเลยตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส นี่ เขายังไม่มีหิริ โอตตัปปะ ดีไม่ดียังลบหลู่โพธิรักษ์เฉยเลย ก็ลบหลู่เฉยอยู่อย่างนั้น ก็เขายังไม่มีภูมิปัญญาพอที่จะรู้ความจริง 650217 พ่อครูเทศน์ทำวัตรเช้า พุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 46 พญานาคเดียรถีย์ลัทธิหลับตาทำลายศาสนาพุทธ