วิญญาณวิญญัติในวิโมกข์ 8.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข16 กุมภาพันธ์ 2565

เนื้อหาในไฟล์

วิญญาณวิญญัติในวิโมกข์ 8 _พ่อครูว่า... หลักสำคัญคือจรณะ 15 วิชชา 8 วิชชาคือธาตุรู้ คือความรู้ คือความเฉลียวฉลาด ที่จะต้องแทรกเข้าไปรู้ ในรายละเอียดต่างๆ ที่เป็นที่มีที่เกิดได้ เพราะฉะนั้นถ้าผิดเพี้ยนไปตั้งแต่เบื้องต้น ไม่ยืนยันตั้งแต่ศีลเป็นหลัก เกี่ยวข้องกับคน สัตว์ โดยเฉพาะกับคนก็ย้ำแล้ว สัตว์เดรัจฉานก็ปล่อยไปตามยถากรรม แม้แต่เวไนยสัตว์ อเวไนยสัตว์ก็อย่าเพิ่งไปเสียเวลามาก เอาเวไนยสัตว์ ผู้ที่สอนกันได้พูดกันรู้เรื่อง เอาให้เป็นผู้ที่บรรลุธรรมให้ได้ แค่นี้ก็เหลือมือเต็มมือแล้ว ไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว ที่นี้ก็ต้องชัดเจนว่าสัตว์อย่างหนึ่งของอย่างหนึ่งไม่ว่าจะเป็นวัตถุจะเป็นพืช ที่ยังเป็นข้าวของยังไม่ใช่สัตว์ จึงเป็นศีลข้อที่ 2 ส่วนศีลข้อที่ 3 นั้น ยิ่งสัตว์หรือพืชมันไม่รู้เรื่องหรอก พืชหรือวัตถุ มันจะไปรู้เรื่องของรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสอะไร แม้แต่เป็นสัตว์มันก็ติดในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส แต่มันไม่รู้เรื่อง เวไนยสัตว์ถึงจะรู้เรื่อง ขนาดคนแล้วเป็นอเวไนยสัตว์ยังพูดกันไม่รู้เรื่องเลยว่า คุณติดในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสนะ อย่างมหาบัวนี่ติดในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ติดหมากพลู คือ รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสแท้ๆก็ไม่รู้ตัวว่า ติด แล้วมันจะไปสอนให้คนอื่นหลุดพ้นให้คนอื่นไม่ติด ก็ตัวเองยังไม่รู้ จะไปสอนได้อย่างไร เหตุไม่โทษอะไร โทษหลับตา หลับตาจากรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส เมื่อหลับตาก็ไม่ได้สัมผัสศึกษากับรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสจริงๆจังๆ แล้วจะรู้ได้อย่างไร ทั้งสายอาจารย์เสาร์อาจารย์มั่น มหาบัว อาจารย์เสาร์เป็นอาจารย์ของอาจารย์มั่น อาจารย์มั่นเป็นอาจารย์ของมหาบัว ไล่ลงมาตอนนี้ก็มีเยอะแยะ สายหลับตา อาตมาก็ไม่ได้ตีพวกสายหลับตา แต่พูดให้ฉุกคิดทบทวน แล้วก็เปลี่ยนแปลงแก้ไขเกิดปัญญาเกิดความรู้ที่จริงให้ได้

อ่านต่อ

ว่าเราได้ไปงมโข่งกับสิ่งที่ผิด แล้วจะพัฒนาตัวเองให้เจริญอย่างไรได้ จึงได้แต่ซ้ำซากหนาเพิ่มขึ้น สิ่งที่เราติดเข้าไปเป็นก้อน แท่ง แข็ง ขึ้นไปเรื่อยๆ หนักเข้าหลับตาเป็นพญานาคอย่างที่อธิบายไปแล้ว กลายเป็นพญานาค สู่แดนธรรม... วันนี้พ่อท่านเอาคำว่า วิญญัติกับวิญญาณ มาให้ศึกษา พ่อครูว่า... วิญญาณเป็นนามธรรม วิญญัติเป็นแค่รูปเป็นแค่การเคลื่อนที่ ถ้าเข้าใจการเคลื่อนที่กับความรู้สึกความรู้ธาตุรู้ การเคลื่อนที่ก็คือการเคลื่อนของกายกับวจี เห็นชัดๆอยู่แล้ว แม้มโนเคลื่อนที่ก็เคลื่อนเหมือนกัน แต่มันไม่ใช่ธาตุรู้ วิญญาณเป็นธาตุรู้ จะรู้สึกรู้จริงรู้รายละเอียดอะไรก็แล้วแต่ รู้เข้าไปในตัวรู้ ไม่ใช่ว่า เคลื่อน ถ้าแยกแยะการเคลื่อนกับการรู้มันต่างกัน ถ้าแยกอย่างนี้ไม่ได้ก็ไปงมโข่งอยู่กับ เคลื่อน สงบเพราะหยุดเคลื่อนไม่ใช่รู้กิเลส ทำให้กิเลสหมดไป วิญญาณคือธาตุรู้ยิ่งคล่องแคล่วว่องไว ไม่ใช่ไม่เคลื่อน ยิ่งทำงานได้แคล่วคล่องอย่างเป็น มุทุภูตธาตุ กายปาคุญญตา จิตปาคุญญตา ปาคุญญตา แปลว่าแคล่วคล่องว่องไว อย่างนี้แยกความต่าง สำคัญจริงๆคือความต่าง ถ้าแยกความต่างนี้ มันยิ่งละเอียดเป็นความต่างที่ยากที่จะรู้ ถ้าแยกความต่างนี้ไม่ออก ไม่มีทางที่จะเรียนรู้อะไรได้ เช่น เทวะ แปลว่า สอง แยกสองไม่ออก เทวะแปลว่าสภาพสอง เมื่อเป็นวิญญาณเมื่อเกิดมาเป็นคนจะต้องมีธาตุรู้กับสิ่งที่ถูกรู้ เรียกว่ารูปกับนาม แยกรูปแยกนามไม่ออก รูปเป็นสิ่งที่ถูกรู้ นามเป็นตัวที่ไปรู้รูปนั้น รูปีรูปานิ ปัสสติ รูปี รูปานิ เป็นสองคือสิ่งที่รู้กับสิ่งที่ถูกรู้ คุณอย่าสลับกัน รูปี เป็นผู้รู้ รูปานิเป็นสิ่งที่ถูกรู้ รูปานิ สิ่งที่รู้ก็ได้หรือ รูปี เป็นสิ่งที่รู้ กับรูปานิ คือสิ่งที่ถูกรู้ก็ได้สลับกันไปสลับกันมาก็ได้ อย่าสับสนสภาวะก็แล้วกัน เสร็จแล้วมันเกิดปัสสติการรู้การเห็นที่มีตาหูจมูกลิ้นกายด้วย รู้การเห็น ไม่ใช่รู้แต่เฉพาะอยู่ข้างในอันเดียว นี่ วิโมกข์ 8 ข้อที่ 1 รูปี รูปานิ ปัสสติ ข้อที่ 2 อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทา รูปานิ ปัสสติ อัชฌัตตัง แปลว่าภายใน พหิทา แปลว่าภายนอก อรูปสัญญี แปลว่าผู้กำหนดรู้ ถึงขั้นภายในถึงขั้นอรูป โดยที่ไล่ไปจากพหิทา รูปานิปัสสติ รู้รูปแต่ภายนอกไป เรียนรู้ไปตามลำดับ จากหยาบภายนอก จนหมดกิเลสภายนอกเหลือกิเลสภายในเป็นรูป จะมีสาม กาม รูป อรูป อันกลางก็รูป ต้องลดกิเลสในรูปก่อน สุดท้ายคืออรูป ท่านก็สั้นๆ ละไว้ในฐานที่เข้าใจรวมเป็นสูตรอยู่ในวิโมกข์ 8 มันก็ยากสำหรับคนที่ไม่มีรายละเอียดยังทำไม่ได้จนกระทั่งหมดกามภายนอกหรือภายในเป็นรูปก็ทำรูปต่อให้หมดไป กิเลสขั้นรูป แล้วเหลือแต่อรูป ก็ทำอรูปให้หมดไปอีกใน อัชฌัตตัง ในภายในหมดจดเป็น 3 เส้า กาม รูป อรูป ก็ครบ ส่วนวิโมกข์ข้อที่ 3 นั้น สุภันเตว อธิมุตโตโหติ พยัญชนะบาลีมีแค่นี้ สุภันเตวะหรือสุภะ อันเตวะ คือ อันตะ แปลว่าที่สุด ที่สุดของอันนั้น(เอวะ) อะไร อันที่เราจะต้องจัดการ ทำให้ดีที่สุด จะดีสุดได้ คุณต้องมีทิฏฐิสัมมา ยืนยันอันที่ 3 ยืนยันวิโมกข์ข้อที่ 3 ด้วยทิฏฐิที่ต่างกัน ถ้าหากทิฏฐิต่างกันก็คนละเรื่องคนละพวกแล้ว ถ้าหากทิฏฐิตรงกันก็จะเป็นอันเดียวกัน สิ่งที่น่าได้ น่ามี น่าเป็น เรียกว่า สุภะหรือดีแท้ มันจะทำตรงนี้แหละ เช่น สุภกิณหา เอาอาภัสราก่อน ใน วิญญาณฐีติ ข้อที่ 3 จะอ่านอาภัสรา โดยมีกายอย่างเดียวกัน แต่สัญญาต่างกัน อย่างธรรมกายนี่ กายของเขาใสๆๆๆ ลืมตาเขาก็ใส ๆๆๆหลับตาเขาก็ใสๆๆๆ เอาใสไปกำหนด ใสๆเขาเอาแต่อย่างใสๆๆๆ เขาก็ได้อาภัสราใสอย่างเดียว ไม่มีกิณหา ไม่แยกไม่ออก แยกความมืดความดำไม่ออกเลย ทิ้งความมืดความดำเอาแต่ใสๆๆ กลายเป็นกายอย่างเดียวกันเอาแต่ใส แต่สัญญาณมันคนละอย่าง คนนี้ก็กำหนดของตนเองคนนั้นก็กำหนดของตนเองแต่ก็โมเมเป็นสัมโภคกาย ใส ทั้งข้างนอกข้างใน ใสๆๆ มันก็เป็นความจริง สู่แดนธรรม... เคยฟังอาจารย์ของเขาบอกว่าโสดาบันก็ใสขนาดนี้ แต่อาจารย์บอกใสขนาดนี้ แต่ลูกศิษย์ก็ไม่รู้ว่าใสขนาดไหน แต่มีขีดให้รู้ว่า โสดาบันจะใสไม่เท่าสกิทาคามี พ่อครูว่า... วิโมกข์ 8 ข้อที่ 3 อาภัสรา ส่วนมาเป็นอันที่ 4 นี้ยากกว่าอันที่ 3 สุภกิณหา ยินดีในความมืด อันนี้ไม่ใช่พวกใสแล้วเป็นพวกมืด พวกที่ไม่รู้เรื่องความมืดหลับตาไปซึ่งต่างกันกับสายธรรมกายที่ลืมตา เรียกว่าพวกตาบอดตาใส คือ ถ้าคนตาบอด ตามันไม่ใสมันจะขุ่นก็รู้ว่าตาบอด แต่นี่เหมือนคนตาดีเลยนะ ตาใสบ้องก้องเลย แต่มันบอด มันไม่เห็น ก็เลยลวงคนเก่ง หลอกคนเก่ง พวกตาบอดตาใสหลอกคนได้เต็มบ้านเต็มเมืองเลย เห็นไหม…สัจธรรมมันเป็นอย่างนั้น เลยได้พวกมาก เพราะคนยุคนี้คนฉลาดน้อย แต่พวกมากเป็นสัญชัยเวลัฏฐบุตร พระสารีบุตรชวนมาหาพระพุทธเจ้าก็ไม่มา จะอยู่กับพวกมาก อยู่กับสัญชัยเวลัฏฐบุตร เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดจริงในยุคนี้เกิดจึงมีจริงมีธัมมชโย ชื่อจริงเขาชื่อ ไชยบูลย์ เดี๋ยวนี้เป็นสมีไปแล้ว แต่เขาก็ไม่ยอมรับหรอก พวกมากก็ว่ากันไป จนกระทั่งพระสังฆราช ท่านลงไปด้วยพระลิขิตถึง 4-5 แผ่นว่าปาราชิก เป็นสมี คนที่มันงมงายก็งมงายกันอยู่อย่างนั้นก็เชื่อว่าเป็นอาจารย์ผู้รู้ผู้ใหญ่ เดี๋ยวนี้ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร เก่งที่ปิดบังข่าวคราวได้ แต่ยังมีกิจกรรมกิจการอะไรกันอยู่ในที่เขา วัดธรรมกายเขายังมี ก็ปล่อยไป วิบากใครวิบากมัน 650216 พ่อครูเทศน์ทำวัตรเช้า พุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 46 วิญญาณกับวิญญัติ วันมาฆบูชา

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน