วิญญัติกับวิญญาณความเข้าใจของสายศรัทธาสายปัญญาและสายวิตักกะ.docx
เนื้อหาในไฟล์
วิญญัติกับวิญญาณความเข้าใจของสายศรัทธาสายปัญญาและสายวิตักกะ _พ่อครูว่า... มาเข้าสู่บัญญัติ 2 คำ วิญญาณกับวิญญัติ วิญญาณคือ ธาตุรู้ทั้งหมด รูปเวทนาสัญญาสังขาร วิญญาณเป็นหัวหน้า ถ้าไปอ่านหนังสือคนคืออะไรทำไมสำคัญนัก ก็จะรู้ดีว่าอาตมาแยกวิญญาณออกเป็นหัวหน้าของเวทนาสัญญาสังขาร แยกเป็นหัวหน้ากรม หัวหน้ากองเป็นอธิบดีไว้ เวทนา สัญญา สังขาร ทำงานเป็นเจตสิก มีหน้าที่คนละหน้าที่ ทำแล้วส่งให้วิญญาณ วิญญาณเป็นตัวนายตัวผู้รู้รู้ร่วม รู้ครบ เวทนาก็ทำหน้าที่หนึ่ง สัญญาก็ทำหน้าที่หนึ่ง สัญญาทำหน้าที่หนึ่ง สังขารทำหน้าที่อีกอย่างหนึ่ง แม้ที่สุด แยกไปเป็นเจตนาก็ไปทำอีกหน้าที่หนึ่ง เพราะฉะนั้นคนที่ยังไม่เข้าใจถึงนามธรรมต่างๆ แม้แต่รูปธรรมก็ยังสับสน ถึงยากมาก ที่จะบรรลุธรรม แต่เขาก็พยายามทำความหยุดที่เป็นสงบ สงบเฉพาะการเคลื่อนไหว ไม่ใช่ไม่สงบเพราะจิตเจตสิกหรือคือตัวกิเลส อกุศลเจตสิก ซึ่งใช้พยัญชนะเรียกแยกกัน ของพระพุทธเจ้านั้นจับอาการตัวนิมิตของอาการนั้นให้ได้ว่ามันเป็นกิเลส จับมั่นคั้นตายตัวตนของกิเลสได้ แล้วก็พยายามเห็นให้ได้ว่าตัวเองยังโง่ ตัวเองยังอ่อนเยาว์ตัวเองยังไม่ชัดเจนในความจริง เพราะฉะนั้นเอาความจริงที่ตัวเองเริ่มเข้าใจความจริง เอาความจริงนั้นมายืนยันกับตัวโง่ ขยายความให้เห็นถึงภาษาลักษณะสัจธรรมที่จัดการกัน จะใช้ศัพท์ภาษาที่แรงว่ากำจัดฆ่าทำลายก็ได้ แต่ว่ามันก็แรงๆ แต่อย่างสุภาพอย่างจริงๆแล้วไม่ได้ฆ่าแกง ไม่ได้มีทุบมีถองกันหรอก พลังงานวิเศษ พลังงานของปัญญา ซึ่งเป็น ฌาน จนกระทั่งถึงบุญนี่สุดยอดปัญญาเลย แต่ไม่เรียกปัญญา ประเดี๋ยวจะกลายเป็นสภาพสมบัติ ปัญญาเป็นสมบัติแต่ว่าบุญไม่ใช่เป็นสมบัติ เพราะฉะนั้น ปุญญะ ถึงเข้าใจยากเพราะมันมีหน้าที่เดียว เป็นหน้าที่เพชฌฆาตมือสุดท้าย ฌานเป็น
อ่านต่อ
เพชฌฆาตมือ 1 มือ 2 มือ 3 ส่วนมือ 4 มือสุดท้ายเป็นขั้นบุญก็ได้ หรือว่าบุญจะเป็นมือที่ 5 ก็ได้ เพราะฉะนั้นในพระอภิธรรมบางทีก็แยกเป็น 5 เป็นฌาน 5 ไม่ใช่แค่ฌาน 4 จัดการตัวนี้อย่างไรอย่างไร กิเลสก็ต้องตายเด็ดขาดตายไม่มีฟื้น ตายเป็น นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ตายเด็ดขาด นี่คือภาษาที่เอามาสื่อสภาวะ ผู้ใดปฏิบัติถูกปฏิบัติตรงปฏิบัติสำเร็จก็ได้สภาวะนั้น มีสภาวะนั้นขึ้นมาในตน เอาตั้งแต่โลก หยาบๆ ที่ใช้ภาษาว่าอบายมุข มุขคือหัวหน้าเลย หรือหยาบๆต่ำของใคร เราก็ต้องรู้ของเราเอง ไปติดในเรื่องอบายมุข 6 อบายมุข 4 ท่านก็มีตัวอย่างแยกแยะไว้ อย่างนั้นเป็นต้น เราก็รู้ว่าเราไปติดไปเลอะในวงวนวัฏฏะ โลกนั้น ไปวนเวียนเสพกับสิ่งนั้นสิ่งนี้แล้วเกิดสุขเกิดทุกข์ จนกระทั่ง ว่า ปัดโธ่เอ๊ย สิ่งเหล่านี้ไม่ต้องไปสัมผัสก็ได้ ไม่ต้องไปวนเวียนกับมันก็ได้ มันก็มีอยู่สำหรับคนที่ติดยึด ถ้าเกิดปัญญารู้ว่าเราไปเสพรสชาติ สุขๆทุกข์ๆ แยกกันไม่ออก อันนี้ก็ยาก พวกสุขนิยม ไม่เรียนทุกข์เลยนี่พูดกันอย่างไร อย่างไรก็ยาก แค่พยัญชนะ สุขทุกข์ก็ตัวหนึ่งก็พอรู้ แต่เข้าไปหาอารมณ์จริง เขาไม่รู้ แวบใด ที่มันไม่ได้ดั่งใจก็ทุกข์ หยาบบ้าง ขนาดหยาบๆเขาก็ยังไม่รู้เลย เสพสุขอย่างหยาบ เขาก็ยังไม่รู้ อาตมาก็ว่า พูดละเอียดหมดแล้วก็วน มาขยายความพวกนี้ไป เพราะฉะนั้นคำว่าวิญญาณ นี้แยกออกมาเป็น เวทนา สัญญา สังขาร ส่วนวิญญัติคือ การเคลื่อนที่ไปมา กายวิญญัติ ไม่มีความรู้สึก ไม่เกี่ยวข้องกับเวทนา สัญญา สังขาร ไม่เป็นวิญญาณ เพราะฉะนั้นคนไม่รู้ก็ไปนั่ง บอกว่าสงบหยุด หยุดอะไร หยุดการเคลื่อน กายสงบก็หยุดการเคลื่อนของร่าง นิ่งเฉยหยุดเข้าไป หยุด กายสังขารังปัสสัมภรัง คือปฏิบัติให้สงบทางกายสังขาร เขาก็หยุดกาย ให้หยุด ยังหยุดไม่ได้ก็ช้าลง ก้าวหนอ ย่างหนอ ก็ไปฝึกฝนอยู่แต่การเคลื่อน ไม่ได้มีการหยั่งรู้เข้าไปถึงตัวอาการของจิตเจตสิกต่างๆ มันยังไม่เข้าถึงปรมัตถ์ ไม่เข้าถึงจิตเจตสิกรูปนิพพาน มันไม่เป็นอภิธรรม มันไม่เข้าถึงจิต มันมีแต่การเคลื่อนภายนอก ทางกาย ทางวาจา มันไปเพียรข้างนอก เพราะฉะนั้นเขาก็ให้มันหยุดข้างนอกเฉยๆ สะกดเอาไว้ ระงับเอาไว้อย่าให้มันเคลื่อนเป็นวิญญัติ ปฏิบัติอยู่แค่ส่วนภาควิญญัติ เข้าไปไม่ถึงวิญญาณ เพราะฉะนั้นคำสองคำนี้ วิญญาณกับ วิญญัติ ถ้าไปเห็นความต่าง ลิงคะหรือเพศ ของมันให้ได้แล้วรู้ตัวเอง เราอย่าไปหลงแค่การเคลื่อน เราทำไม่เคลื่อนได้ ถือว่าบรรลุธรรม ก็บรรลุธรรมอย่างหนึ่ง บรรลุมี วสวัตตี มีอำนาจทางจิตที่จะทำให้มันไม่เคลื่อน ให้มันระงับให้มันไม่เคลื่อน มันไม่ไปตีหัวคนได้เก่ง ก็ทำการไม่ฆ่าสัตว์ได้ แต่ไม่ฆ่าสัตว์เพราะมันเกิด ญาณหรือปัญญา ไปรู้ว่าไปฆ่าเขามันไม่ดีนะ มันไม่เกิดเมตตา ไม่รู้ด้วยสติปัญญาว่า เขาก็ชีวิต เราก็ชีวิต หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ มีความเอ็นดูมีความกรุณาจริง มันก็ละเอียดเนาะ แต่ค่อยๆศึกษาไป โดยเรียนรู้ตามลำดับ เกี่ยวกับสัตว์ อาตมาก็พูดไปหมดแล้ว สัตว์สุขสันต์วันเกิด happy birthday สุขภาพแข็งแรงปลอดภัยห่างไกลโควิด จิตใจแจ่มใส ไม่ต้องไปเสียเวลา แม้แต่คน เวไนยสัตว์พวกหนึ่งสอนไม่ได้ พวกนี้เป็น ปทปรมะ พวกเนยยเน่าๆ ใต้โคลนตมใต้โคลนมันพูดกันไม่รู้เรื่อง แล้วก็คัดคนที่พอพูดกันรู้เรื่อง ก็คัดจากเนยยบุคคลนี่แหละที่พอได้ ยิ่งเป็นวิปจิตัญญู เป็นผู้ที่ได้รับแสงสว่างขึ้นมาสักวันสองวันสามวันก็บาน หรือยิ่งเป็นอุคติตัญญู พรึ่บ บานเอง ไม่ต้องรับแสงก็บานก่อนแสงหรือแสงนิดเดียวก็บานได้เลย มันก็เป็นบารมีหรือว่าเป็นตามกรรมวิบากตามสิ่งที่แต่ละคนได้สะสมมา ตามตระกูลศรัทธาหรือ เจโตกับตระกูลปัญญาหรือ พุทธิจริต มันมี 2 ตระกูลจริงๆ ก็เห็นใจตระกูลเจโต ส่วนผู้ที่เป็นปัญญาก็จะรู้เร็วรู้รอบ รู้ชัดรู้ครบก่อน ส่วนสายเจโตเขาเป็นอย่างนั้นจริงๆอสงไขยแสนมหากัปก็บรรลุได้ อย่างที่ท่านแจกไว้ ปัญญาธิกะ 20 อสงไขยกับเศษแสนมหากัปก็เป็นพระพุทธเจ้าได้แล้ว ส่วนสายศรัทธาต้อง 40 อสงไขยกับเศษแสนมหากัป ส่วนคนที่เพียร แล้ววกไปวนมา ไม่แม่นจะเป็นศรัทธาก็ไม่ใช่ปัญญาก็ไม่เอา กลับไปกลับมาก็เป็นวิริยาธิกะ ต้องใช้ความเพียรมาก ล่อเข้าไป 80 อสงไขยกับเศษแสนมหากัป ท่านก็ทำเป็นอัตราส่วนให้เข้าใจเอาไว้ ในผู้พากเพียรปฏิบัติ ต้องรู้ตัวเอง แม้เป็นสายศรัทธาก็ต้องรู้พากเพียรไป 40 ก็ 40 ดีหน่อย 39 ดีหน่อย 38 ดีหน่อย 35 30 กัป พากเพียรเอาได้ เก่งสุด ก็ 20 กัป มันไปชี้ไประบุเอา ไปเป็นโดยที่ตัวเองไม่มีรากฐานมันไม่มีมูลมาเลย อย่างสายปัญญานี้มูลมาแต่เดิมเป็นปัญญา ก็เลือกได้อย่างไรเป็นของใครของมันแต่ละตระกูลแต่ละพันธุ์ มันมีพันธุ์ของตนเอง พระพุทธเจ้าก็ตรัสรู้อธิบายเอาไว้หมดเรียบร้อย ประเทศไทย แยกตระกูลไว้เป็นสองตระกูลเหมือนกัน ตอนนี้ก็ตระกูลเจโต ตระกูลศรัทธาเป็นพระสังฆราช ไม่ได้เอาสายพุทธิ สายปัญญา จริงนะเอาตระกูลศรัทธา ตระกูล เจโต เป็นสังฆราชนั้นถูกแล้วไม่เอาสาย พุทธิ สายปัญญา ถูกแล้ว ซึ่งยังไม่เข้าเกณฑ์ที่ถูกต้องสัมมาทิฏฐิในสายปัญญานั้นก็เลยยังไม่ขึ้น สายพุทธิสายปัญญามันเลยเถิดฟุ้งซ่านเกิน อย่างไทยนี่ ยกตัวอย่าง พูดตรงๆอธิบายเป็นวิชาการ ไม่ใช่เป็นการลบหลู่ไม่ใช่ไปข่มเบ่ง อย่างสมเด็จช่วง ธัมมชโย เป็นสายเฟ้อเกิน สายฟุ้งสายปัญญา สายพุทธิ แต่มันเกินมันผิดมันมากมาย เอาสิ่งที่มันไม่ใช่ก็เอามาใช่ เอาขยะมารวมเป็นสัจจะไปหมด ทีนี้ เมืองไทยเป็นเมืองพุทธที่มีสมเด็จพระสมภารเจ้าชัดเจน ได้สมเด็จสังฆราชอันนี้มาก็ชัดเจนดีกว่าเอาสายเลอะเทอะมา สมเด็จช่วงอกหักไปเลย นี่ก็เสียไปแล้ว ที่จริงสมเด็จช่วงเป็นเบอร์หนึ่งเลยนะ เป็นอาวุโสลำดับ 1 เรียกโดยศัพท์ว่า อาวุโสที่จริงเป็นภันเต คือ ถึงผู้ที่อยู่ลำดับ 1 ที่จะขึ้นมาเป็นพระสังฆราช แต่เสร็จแล้ว เอาสมเด็จพระสังฆราชอัมพรนี้มาซะ นี่เป็นสัจจะลงตัวที่ถูกต้องที่สุด ตามฐานะกาละเทศะ ที่ตรงสภาพจริงลงตัว อันนี้ก็เป็นเครื่องยืนยันเป็นอจินไตยอันหนึ่งที่อาตมารู้ชัด เมืองไทยไม่ผิดเพี้ยน ตรง เป็นไปอย่างถูกต้อง ดี นี่อาตมาวิจารณ์สิ่งที่สูง สู่ฟังในวันมาฆบูชาวันนี้ ฟังดีๆ ไม่ได้ไปตั้งใจลบหลู่แต่เป็นวิชาการเป็นความรู้ที่ต้องศึกษาให้เข้าใจชัดๆ มันยืนยันพิสูจน์ถึงว่าประเทศไทยยังเป็นเมืองพุทธที่ยังมีความถูกต้อง ความลงตัว ความไม่ผิดฝาผิดตัว มันไม่ใช่ แต่มันถูกต้องอยู่ มันลงตัวอยู่ ยุคนี้ของเมืองไทย เป็นยุคที่ยืนยันความเป็นรูปธรรม ที่ลงตัวที่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นทางธรรมหรือทางโลก ยุคนี้ต้องเป็นเช่นนี้ อาตมาก็ขยายต่อไม่ออกแล้วว่าเป็นเช่นนี้คือเช่นใด แต่เป็นอย่างที่มีสภาวะจริงมีตัวบุคคลจริง มีสิ่งที่เกิดจริงเป็นจริงอย่างลงตัว ไอ้ที่ยังไม่ใช่ ต้องไม่ใช่ แม้แต่ในทางธรรมะทางศาสนา ใช่ ทางโลกทางนายกฯ ก็ใช่ ลงตัว ที่ภาษาไทยเราบอกว่า จะแข่งอะไรก็แข่งแต่แข่งบุญแข่งวาสนากันไม่ได้หรอก จริง… สู่แดนธรรม.. เป็นมาตั้งแต่สมัยสังคายนาหรือเปล่าครับ ว่าสายศรัทธา จึงมีคุณสมบัติในการรักษาศาสนาไว้ได้ คือพ่อท่านก็เคยบอกว่าทำไมพระมหากัสสปะได้มาเป็นประธานในการสังคายนาพระไตรปิฎก แม้แต่ในยุคปัจจุบันท่านสมเด็จพระสังฆราช ทำไมถึงต้องเป็นสายศรัทธา สายเจโต อันนี้มีส่วนจริงใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... ใช่ๆ สัจจะนี้ต้องลงตัวกันเลยทั้งรูปธรรมและนามธรรม สัจจะไม่ผิดเพี้ยน รูปธรรมนามธรรมต้องลงตัวอย่างถูกฝาถูกตัว อาตมาเก่งแค่นี้อธิบายได้แค่นี้ 650216 พ่อครูเทศน์ทำวัตรเช้า พุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 46 วิญญาณกับวิญญัติ วันมาฆบูชา