สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม_กถาวัตถุ) ตอน เศรษฐศาสตร์บุญนิยม กถาวัตถุ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข12 มิถุนายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(พุทธเศรษฐศาสตร์_กถาวัตถุ) ตอน เศรษฐศาสตร์บุญนิยม กถาวัตถุ พ่อครูว่า ...ศาสนาพุทธนี้เป็นยอด จะหาว่าอาตมาชมเชย ยกย่องศาสนาพุทธ ว่าเป็นยอด สังคมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ก็ตาม อาตมามีภูมิรู้ แล้วเข้าใจอย่างนี้จริงๆ เศรษฐกิจหรือเศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจ หมายความว่า ความรู้ในการเข้าใจจัดการ ถึงขั้นบริหารเลย ให้เกิดความเป็นอยู่ของสังคม ที่มีกินมีใช้ กันอยู่ดีเจริญดี เสฏฐะ (เศรษฐะ) แปลว่า ความเจริญ ความสรรเสริญ การวัดสังคม ว่าพัฒนาเป็นอยู่ดีหรือไม่ดี วัดกันด้วยเศรษฐกิจนี้ดี ถูกต้อง สังคมที่มีความเป็นอยู่ที่ดี อาตมาเอาธรรมะของพระพุทธเจ้า มาให้เรียนกัน แล้วเอาไปประพฤติ ก็รวมตัวกันเป็นสังคมกลุ่ม ที่ประพฤติแบบนี้ แบบที่ความหมาย พุทธศาสนา ตามที่อาตมาเข้าใจ ให้พวกเราเข้าใจและประพฤติตาม จนเกิดสังคมแบบชาวอโศก เป็นชุมชนหมู่บ้าน ที่มีความเป็นอยู่สุขดี จนถึงขั้น สูงสุด ถึงสาธารณโภคี เศรษฐกิจบุญนิยม คือการใช้หลักตัดกิเลส บุญคือการชำระกิเลส บุญนิยมคือลัทธิตัดกิเลส ตามความหมายของการตัดกิเลส ที่อาตมาเข้าใจ และที่พวกเราประพฤติ จนเป็นจริง อาตมาทำงานมา 40 กว่าปีแล้ว เกิดผลอย่างที่อาตมานึกไม่ถึง ชาวอโศกจะมีเศรษฐกิจบุญนิยมได้ ลดกิเลสแล้วเกิดเศรษฐกิจแบบนี้ ไม่รู้ว่า นักเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ จะมาวัดค่าอย่างไร ในชาวอโศก ว่า โต 6 โต 7 โต 8 โต 10 จะวัดอย่างไร หรือตกกระป๋อง -5 -8 เศรษฐกิจติดลบ เพราะพากันมาจนหมดเลย แล้วจะเอา GDPเอามาวัด จะวัดอย่างไร นักเศรษฐศาสตร์ที่เก่ง น่าจะมาศึกษาดูบ้าง อาตมายืนยันว่า เป็นเศรษฐศาสตร์ของพุทธ เหมือนกันกับที่ในหลวงตรัสว่า เศรษฐกิจพอเพียง คำว่าเศรษฐกิจพอเพียง เป็นคำเดียวกันกับคำว่า สันโดษ หรือมักน้อย 1. เรื่องที่ชักนำให้มักน้อย กล้าจน (อัปปิจฉกถา) .

อ่านต่อ

2. เรื่องที่ชักนำให้สันโดษ ใจพอ (สันตุฏฐิกถา) 3. เรื่องที่ชักนำให้สงัดจากกิเลส (ปวิเวกกถา) . 4. เรื่องที่ชักนำไม่ให้คลุกคลีกับหมู่กิเลส (อสังสัคคกถา) . 5. เรื่องที่ชักนำให้ปรารภความเพียร (วิริยารัมภกถา) . 6. เรื่องที่ชักนำให้บริสุทธิ์ในศีล (สีลกถา) 7. เรื่องที่ชักนำให้จิตตั้งมั่นในสมาธิ (สมาธิกถา) . 8. เรื่องที่ชักนำให้เกิดปัญญา (ปัญญากถา) 9. เรื่องที่ชักนำให้หลุดพ้นจากกิเลส (วิมุติกถา) 10. เรื่องที่ชักนำให้เกิดความรู้แจ้ง เห็นจริง ในความหลุดพ้นจากกิเลส (วิมุตติญาณทัสสนกถา) (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 69)

เศรษฐกิจแบบบุญนิยม หรือแบบศาสนาพุทธ ซึ่งอาตมาขอยืนยัน ที่ในหลวงตรัสว่า เศรษฐกิจพอเพียง คืออันนี้แหละ ซึ่งจ่าหัวไว้แต่ต้นเลยว่า เป็นเศรษฐกิจที่ตรงกันข้ามกับทุนนิยม คนละขั้วเลย เดินทางกันคนละทิศเลย อาตมาก็รู้อยู่ เห็นใจนักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลาย ว่าเขาเองยังไม่รู้ความจริงนั้น เพราะมันตรงกันข้าม กับที่เขาเรียนมา เขาเรียนมาเเต่เศรษฐกิจทุนนิยม แล้วก็วัดค่าจีดีพี ว่าจะต้องร่ำรวยมีรายได้เป็นหลัก เอารายได้ ที่ได้กำไรได้มากเป็นหลัก แต่ในหลวงเราตรัสว่า เอาแบบคนจนนะลูกเอย นักเศรษฐกิจ ก็หูหักไปหมด ในหลวงท่านตรัส ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ลึกเข้าไปอีก แล้วท่านก็ตรัสว่า นักเศรษฐศาสตร์ คงจะบอกว่าเราพูดอะไร ซึ่งอาตมานั้น พูดเน้นหนักแรง ต่างกับสมัยที่เป็นโฆษก ตอนทำงานโทรทัศน์ ก็พูดหวาน พูดให้คนชอบใจชื่นใจ แต่พอออกมา ทำงานทางศาสนา ไม่พูดประเหลาะคนเลย ไม่เหมือนตอนทำงานเป็นโฆษก แต่นี่ไม่ไว้ท่าเลย ตั้งแต่แสดงธรรมมา จนถึงทุกวันนี้ ยิ่งอายุยาวนาน ยิ่งไม่ไว้ท่า มีอะไรก็พูดผ่าเลย ก็เข้าใจอยู่ว่า อาตมาจริงจังต่อการพูด การอธิบายการบอกกล่าว อยากให้ประทับใจลงไป ก็ขออภัย ที่ต้องพูดต้องแสดงแบบนี้ ทั้งท่าทางลีลา สุ้มเสียงสำเนียง ภาษาคำพูด ที่เน้น มันก็อย่างที่แสดง ต้องขออภัย เศรษฐกิจ ของพระพุทธเจ้าที่ยก กถาวัตถุ 10 มาอธิบาย ท่านขึ้นต้นว่า อัปปิจฉะ แปลเป็นไทยว่า มักน้อย ความหมายของมักน้อย คือชอบมีน้อยๆ ไม่ชอบมีมากหรอก จิตใจของใครที่เป็นจิตเจริญ กถา คือคำพูด กถาวัตถุ ก็คือ เวลาจะพูดอะไร ก็ควรพูดมาเพื่อให้เป็นคนมักน้อย ลดละกิเลส จนจิตสงบ ไม่ใช่จิตสงบเพราะ สะกดจิตเอาไว้ให้จิตนิ่ง คำว่าสงบของพระพุทธศาสนา สงบนี้เป็นสัมมาสมาธิของพุทธ มันเป็นความสงบจากทุกข์ คือทุกข์ตาย ทุกมันลดลงๆๆ หรือหมดสิ้นทุกข์จากจิต เพราะดับ กำจัดเหตุแห่งทุกข์ได้จริง เมื่อกำจัดเหตุลดลงได้จริง จิตก็ผ่องใส จิตแคล่วคล่อง เป็นมุทุภูเต ทำงานได้แคล่วคล่องเร็วไว กัมมนิเย ไม่ใช่ว่า จิตสงบนั้นจะไม่คิดไม่นึก ไม่ใช่เลย ตรงกันข้าม จิตสงบของพุทธนั้นยิ่ง มุทุภูเต ฐีเต อเนญชัปปัตเต ยิ่งจะทำให้กาย วจี มโนแคล่วคล่องว่องไว ไม่ใช่ จิตสงบคือนั่งสมาธิ แล้วทำจิตให้สงบนิ่ง ไม่คิดไม่นึก จิตจดจ่อกับกสิณ ไม่ใช่เลย แต่จิต นั้น มีลักษณะของฌาน ที่เป็นสมาธิพุทธแท้ 1. ปริสุทเธ (จิตบริสุทธิ์ไม่มีอุปกิเลสเครื่องยียวน) 2. ปริโยทาเต (ผ่องแผ้ว อย่างแข็งแรงอยู่กับผัสสะ) 3. มุทุภูเต (แววไวด้วยจิตหัวอ่อน - ดัดง่าย แก้ไขไว) 4. กัมมนิเย (ควรแก่การงานอันไม่โทษ ไม่มีกิเลส) 5. ฐิเต (จิตถึงความตั้งมั่น) 6. อาเนญชัปปัตเต (จิตตั้งมั่นไม่หวั่นไหว) (พตปฎ.เล่ม 9 ข้อ 131)

ตรงกันข้ามกับที่ครูบาอาจารย์ ระดับใหญ่ของศาสนาพุทธสอนกันเลย สมาธินั้น เขาเข้าใจว่า บริสุทธิ์ตั้งมั่นเหมือนกัน แต่ปริโยทาเตเขาไม่เข้าใจ ว่ายิ่งคล่องแคล่ว แต่ลืมตา สามารถกระทบสัมผัส เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่ อย่างลืมตา แคล่วคล่อง เพราะไม่มีกิเลส หรืออุปกิเลสก็ไม่มี จิตจึงแคล่วคล่อง มุทุภูเต จิตแววไว มุทุภูติ เป็นลักษณะทั้งเจโตและปัญญา เวทนาสัญญาสังขารแคล่วคล่องมันอุเบกขา เฉย แต่เฉยที่วิเศษ ปราดเปรียว ไม่ใช่นิโรธแบบ ดับสัญญา ดับเวทนา ไม่ใช่เช่นนั้นเลย อาตมามีความรู้ธรรมะ ตรงกันข้ามกับหมู่ใหญ่ กระแสหลักที่เข้าใจกัน อาตมาจึงทำงานได้ยาก เพราะหัวเดียวกระเทียมลีบๆ ก็เข้าใจเห็นแจ้งว่า ศาสนาพุทธทุกวันนี้ผ่านมา 2600 ปีแล้ว ครึ่งของศาสนาพุทธเลยมาแล้ว มันเสื่อม ตามที่พระพุทธเจ้าพยากรณ์ไว้ใน อาณิสูตร ว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นโลกุตระ ที่อาตมาบรรยายทุกวันนี้ เป็นโลกุตระ แต่ทางศาสนาพุทธทุกวันนี้ ไม่เข้าใจโลกุตระแล้ว เขาออกนอกทางไปใหญ่แล้ว มีแต่ไปปฏิบัติ ตามที่มีคน sms มาว่า

600113_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เศรษฐศาสตร์บุญนิยม https://youtu.be/2EEMW0pKIpY

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน