ขบถศาสน@.docx

โฟลเดอร์ประวัติชีวิตและผลงาน พ่อครูสมณะโพธิรักษ์
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์19 KB
วันที่แก้ไข10 เมษายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

ชีวิตพ่อครูภาค ๒ ขบถศาสนา ลำดับเหตุการณ์สำคัญๆ และข้อเท็จจริงในคดีสันติอโศก ๖ สิงหาคม ๒๕๑๘ ขอลาออกจากการปกครองของมหาเถรสมาคม ซึ่งเป็นการประกาศนานาสังวาสทั้งวาจาและลายลักษณ์อักษร เนื่องจากพระโพธิรักษ์ประพฤติปฏิบัติไม่เหมือนพระภิกษุสงฆ์ทั่วไปหลายประการ และไม่ยอมสังกัดวัดที่ตนบวช ทางเจ้าคณะผู้ปกครองได้ตักเตือนห้ามปรามจนพระโพธิรักษ์เกิดความไม่พอใจ และในที่สุด ได้ออกแถลงการณ์ประกาศ เมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๑๘ ไม่ยอมอยู่ภายใต้การปกครองของคณะสงฆ์ไทยทุกระดับจนถึงมหาเถรสมาคมและสมเด็จพระสังฆราช และไม่ยอมอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕… ... ใช้รูปเจ้าคณะกทม. จากสรุปข้อเท็จจริง ในเอกสารคดีอาญา ของศาลแขวงพระนครเหนือ ข้อเท็จจริงมีว่า จำเลยหรือพ่อท่านได้ร่วมปฏิบัติธรรมกับคณะสงฆ์ธรรมยุต และคณะสงฆ์มหานิกาย พร้อมทั้งอุบาสกอุบาสิกาที่ธรรมสถาน แดนอโศก ต.ทุ่งลูกนก อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม โดยคณะของจำเลยได้ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด เช่น ฉันอาหารมังสวิรัติ วันละหนึ่งมื้อเท่านั้น ละเว้นบุหรี่ หมาก-พลู ยานัตถ์ ไม่นอนกลางวัน ไม่ใช้ย่ามและร่ม ไม่ใช้น้ำหอม กระจกเงา ไม้เท้า ละเว้นการรับเงินและทอง หรือเครื่องตกแต่งประดับประดา ไม่ปลุกเสก ไม่ทำน้ำมนต์เป็นต้น เพื่อให้สอดคล้องกับจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล (ทรงสอนไว้มากในพระไตรปิฏก เล่ม ๙ ข้อ ๑๐๓-๑๒๑ และข้ออื่นๆ) อันถือเสมือนธรรมนูญของพุทธศาสนา ผลจากการที่จำเลยและคณะยืนยันในหลักการของพระพุทธศาสนา ด้วยการประพฤติปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และยังพยายามเผยแพร่ความรู้ ความถูกต้องเหล่านี้ออกไป จึงก่อให้เกิดกระแสการต่อต้านของพระสงฆ์บางกลุ่มบางพวก เพราะประพฤติปฏิบัติแตกต่างกันอย่างเด่นชัด ทั้งขณะนั้นมีประชาชนเลื่อมใสศรัทธาจำเลยและคณะเพิ่มขึ้น กระแสการ

อ่านต่อ

ต่อต้านขัดขวางของบุคคล และคณะบุคคลต่างๆ ก็เพิ่มมากขึ้น เช่น เมื่อมีบุคลเลื่อมใสจะเข้าบวชกับคระสงฆ์ของจำเลย ก็มีการพยายามกีดกันไม่ให้พระอุปัชฌาย์ ซึ่งได้รับแต่งตั้งจากมหาเถรสมาคมบวชให้ และสำหรับผู้ที่ได้บวชโดยอุปัชฌาย์ของมหาเถรสมาคมแล้ว เมื่อมาปฏิบัติธรรมกับคณะสงฆ์ของจำเลย ก็ถูกกีดกันไม่ให้เข้าสอบนักธรรมตรี-โท-เอก จากการบีบคั้นและกลั่นแกล้งดังกล่าวของพระทางฝ่ายปกครองหลายครั้งต่อหลายครั้งด้วยกัน และบางครั้งคณะสงฆ์ฝ่ายปกครองพยายามให้จำเลย และคณะปฏิบัติผิดไปจากพระธรรมวินัย โดยยกเอากฎระเบียบที่ได้บัญญัติขึ้นภายหลัง ซึ่งขัดกับพระธรรมวินัย จำเลยและคณะได้พยายามอนุโลม โน้มน้อมให้จนถึงที่สุดแล้ว แต่สงฆ์ฝ่ายปกครอง ยังพยายามกีดกันขัดขวางการปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ตามความเชื่อถือ และครัทธาของจำเลยและคณะ ทั้งยังขู่จะปลดพระอุปัชฌาย์ผู้บวชให้จำเลยในคณะมหานิกายอีกด้วย ฉะนั้น ในวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๑๘ ซึ่งได้มีการประชุมพระสังฆาธิการและพระบวชใหม่ จำนวนประมาณ ๑๘๐ รูป ที่วัดหนองกระทุ่ม ต.ทุ่งลูกนก อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ซึ่งพระภิกษุดังกล่าวนั้น รวมทั้งจำเลยและคณะจำนวน ๒๑ รูป จำเลยและคณะ จึงได้ประกาศความเป็นนานาสังสาส ทั้งด้วยวาจาต่างหาก และทั้งเป็นลายลักษณ์อักษร โดยออกแถลงการณ์ประกาศลาออก ไม่ขออยู่ใต้การปกครองของมหาเถรสมาคม และเรียกคณะสงฆ์ของตนเองว่า คณะสงฆ์ชาวอโศก ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๓๒ ธรรมยุติมหานิกายจับมือกันทำสังฆกรรมคว่ำบาตรสันติอโศก ทั้ง ๆที่ ธรรมยุติ-มหานิกาย เป็นนานาสังวาสกัน จะร่วม สังฆกรรมกันไม่ได้ แต่งานนี้กลับมาทำสังฆกรรมร่วมกัน เพื่อพิพากษา คณะสงฆ์ชาวอโศก โดยลับหลังอย่างผิดพระธรรมวินัย ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๓๒ ที่ผ่านมา ทางมหาเถรสมาคมได้จัดให้มีการประชุมเกี่ยวกับเรื่องนี้ขึ้นที่พุทธมณฑล ซึ่งการประชุมในวันนั้นประกอบด้วยเจ้าคณะภาคและเจ้าคณะจังหวัดทั่วประเทศรวม ๑๕๑ รูป โดยมีสมเด็จพระธีรญาณมุนี วัดปทุมคงคา เป็นประธานการประชุม การประชุมครั้งนี้เสร็จสิ้นลงเมื่อเวลา ๑๖.๐๐ น. มติของคณะสงฆ์ในวันนั้นเป็นมติเอกฉันท์ได้ชี้ขาดกรณีสันติอโศกว่า “สันติอโศก” โดยมี “พระโพธิรักษ์” เป็นหัวหน้า ได้ประพฤติส่อเจตนทำลายพระพุทธศาสนาให้วิปริต คือทำวิปริตจากพระธรรมวินัย และทำพระธรรมวินัยให้วิปริต ซึ่งเป็นอันตรายใหญ่หลวงต่อพระพุทธศาสนา กลุ่มบุคคลนี้กำเริบเสิบสานพอที่จะประกาศแข็งข้อไม่นำพาต่อพระราชกำหนดกฎหมายของบ้านเมือง โดยมีการประกาศไม่ขึ้นต่อการปกครองของคณะสงฆ์ ซึ่งตั้งขึ้นและปฏิบัติตามกฎหมายบ้านเมือง โดยประกาศเมื่อวันที่ ๖ ส.ค. ๒๕๑๘ ที่วัดหนองกระทุ่ม ต.ทุ่งลูกนก อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ความผิดดังกล่าวมาแล้ว ที่ประชุมจึงลงมติให้มหาเถรสมาคม และทางราชการดำเนินการ ๔ ประการ คือ ๑.ให้มหาเถรสมาคมใช้อำนาจตาม ม.๗ แห่งพรบ.คณะสงฆ์สั่งให้พระโพธิรักษ์สึก ฐานละเมิดพระธรรมวินัย ดังความผิดที่ปรากฏมาข้างต้น ๒.บุคคลอื่นที่เป็นบริวาร ซึ่งพระโพธิรักษ์ทำให้เหมือนพระ ให้ประกาศว่าไม่ใช่พระภิกษุ หากใครที่ประสงค์จะเป็นพระถูกต้องให้มาแสดงตัวกับเจ้าคณะจังหวัดได้ ๓.ให้ประกาศให้สาธารณชนทราบว่า สันติอโศกไม่ใช่พระเหมือนที่พระพุทธเจ้าประกาศมาแล้วกรณีพระเทวทัต ๔.ให้กรมการศาสนาแจ้งพระทั่วประเทศทราบ และห้ามคบหาให้ความร่วมมือแก่พระโพธิรักษ์และคณะ

๑ มิถุนายน ๒๕๓๒ ปิด น.ส.พ. ถ้าฉบับใดเชียร์สันติอโศก จากปัญหากรณีสันติอโศกที่หลายฝ่ายต่างเป็นห่วงใยว่า จะเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้น ระหว่างประชาชนในประเทศ เนื่องจากมีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง ที่กรมตำรวจ พล.ต.ต.วีระ วิสุทธกุล ผบก.สันติบาล.ชี้แจงว่า เมื่อเช้าวันเดียวกัน(๑ มิ.ย.๓๒) ตนได้เข้าพบ พล.ต.อ.ประมาณ อดิเรกสาร รมว.มหาดไทย ที่บ้านพัก ซึ่งรมว.มหาดไทย ได้ฝากมาให้ขอความร่วมมือกับหนังสือพิมพ์ เกี่ยวกับปัญหาสันติอโศก ที่มีการเขียนบทความสนับสนุนสันติอโศก รวมทั้งการเขียนการ์ตูนล้อเลียนพระของมหาเถรสาคม ซึ่งหากไม่เชื่อฟังอาจจะมีการพิจารณาเสนอปิดหนังสือพิมพ์ เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างคนในชาติ..........ใช้รูปการ์ตูนว่าพระในยุคนั้น

บริการรถตู้ จากเฉลิม อยู่บำรุง ค่ำ รายการข่าวทีวี รมต.เฉลิม อยู่บำรุง กล่าวหาความผิดของพ่อท่านทางก.ม.และธรรมวินัย พร้อมกับขึงขังขู่ว่า ตนมีหน่วยเฉพาะกิจที่สามารถจะจับกุมสาวกที่บวชไม่ถูกต้องทั้ง ๗๙ รูปทันที ไม่ยาก จะเอา”รถตู้”มาขนไป

๖ มิถุนายน ๒๕๓๒ การทำปกาสนียกรรมครั้งที่ ๒ ในประวัติศาสตร์พุทธศาสนา ที่พุทธมณฑล เมื่อเช้าวันที่ ๖ มิ.ย. นี้ ได้มีการประชุมพระสังฆาธิการระดับเจ้าอาวาส และพระภิกษุสามเณรของวัดในกทม.กว่า ๕,๐๐๐ รูป ประชุมสงฆ์กล่าวโทษโพธิรักษ์ร้ายแรง ๗ กระทง ถึงจะมีความดีอย่างใดก็ลบล้างไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมขัดแย้งกับธรรมเนียมประเพณี เช่น ไม่กราบพระพุทธรูป ไม่สวดมนต์ ไม่กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล เป็นต้น ปกาศนียกรรมหรือประกาศจองเวรจองกรรม??? การทำปกาศนียกรรม คือการประกาศข้อเท็จจริงให้พุทธบริษัททราบโดยทั่วกัน ไม่ใช่การกล่าวร้าย ใส่ความ และการปกาสนียกรรมนี้ มีพระพุทธเจ้าทรงมอบหมายให้พระสารีบุตรกระทำเพียงครั้งเดียว และการปกาศนียกรรมในครั้งพุทธกาลนั้น เป็นเพียงประกาศว่า ...พระเทวทัตเดิมปฏิบัติอย่างหนึ่ง ต่อมาได้ปฏิบัติอีกอย่างหนึ่ง สิ่งใดที่พระเทวทัตได้ปฏิบัติไปนั้น ไม่ถือว่าเป็นการปฏิบัติของคณะสงฆ์ของพระพุทธองค์ ซึ่งเป็นเพียงประกาศแจ้งให้ทราบว่าบัดนี้พระเทวทัตไม่เกี่ยวข้องกับคณะสงฆ์ของพระพุทธองค์แล้ว มิใช่การกล่าวหาใส่ความ เช่นไม่กราบพระพุทธรูป ไม่สวดมนต์

ยึดทีวีถล่มทั้งภาคเช้า-ภาคเย็นวันละ ๒ เวลา ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง กล่าวว่า ตนได้สั่งให้ทีวีช่อง ๓ และช่อง ๙ มาบันทึกเท็ปศาสนกิจที่สำคัญ เพื่อนำไปถ่ายทอดให้ประชาชนได้รับรู้ และได้เสนอเท็ปการประชุมการปกาศนียกรรมให้ประชาชนได้รับรู้ ทั้งภาคเย็นและภาคเช้าของวันที่ ๗, ๘ ทางสถานีโทรทัศน์ดังกล่าว

๙ มิถุนายน ๒๕๓๒ “ยอมเปลี่ยนรูปแบบ เพื่อลดกระแสรุนแรง ที่ตามเอาเรื่องเอาราว เมื่อบ่ายวันที่ ๙ มิ.ย. นายชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ เลขานุการ รมว.ศึกษาฯ เข้าพบพระโพธิรักษ์ ที่สันติอโศก ปิดห้องประชุมสงฆ์คุยกันเป็นเวลาประมาณ ๓ ชั่วโมง ต่อจากนั้นพระโพธิรักษ์และนายชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ ได้ร่วมกันแถลงโดยมีพระสันติอโศก และญาติธรรมนั่งฟังเป็นจำนวนมาก นายชัยภักดิ์ กล่าวว่า ข้อตกลงที่เราได้เจรจากันด้วยความเข้าใจทั้งสองฝ่าย พระโพธิรักษ์และพระที่ท่านบวชให้ทุกองค์ได้ยอมเสียสละ โดยเห็นแก่ประโยชน์สุขของประชาชนและพระศาสนา ท่านยินยอมที่จะเปลี่ยนรูปแบบการแต่งกายจากที่ครองอยู่ เป็นอีกรูปแบบ นั่นคือ สวมเสื้อกระบอกแขนยาว ครองผ้าและนุ่งผ้านุ่ง โดยจะไม่ให้เหมือนพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา และจะไม่เรียกตัวเองว่า เป็นคณะสงฆ์ในพุทธศาสนา ทั้งนี้จะเรียกตัวเองว่า “สมณพราหมณ์ชาวอโศก” นายชัยภักดิ์ กล่าวอีกว่า ได้ติดต่อกับพระเถระชั้นผู้ใหญ่ ประกอบด้วย พระธรรมวโรดม พระธรรมดิลก พระพุทธโฆษาจารย์ และผู้ใหญ่ในกระทรวงอีกสองท่าน ซึ่งทั้งหมดมีความเห็นว่า เมื่อพระโพธิรักษ์ไม่ได้เป็นพระสงฆ์แล้ว ก็ตรงกับเจตนารมณ์ที่มีอยู่ ดีกว่าการใช้กำลังกัน เพราะเกรงว่าจะมีมือที่สามมาทำให้เกิดความวุ่นวาย สำหรับพระที่พระโพธิรักษ์บวชให้ ก็ต้องทำบัตรประชาชนใหม่ ส่วนทางสันติอโศกจะออกใบสุทธิบัตรให้ใหม่ก็เป็นเรื่องของสันติอโศก ส่วนที่ปฏิบัติธรรมตามคำสั่งสอนของพระโพธิรักษ์ ก็ไม่มีอะไรขัดต่อกฎหมาย สามารถปฏิบัติธรรมต่อไปได้ พระโพธิรักษ์ กล่าวว่า ขอฝากไปยังพระสงฆ์สันติอโศกและบรรดาญาติธรรมที่อยู่ต่างจังหวัดทั่วประเทศ อาจจะตั้งตัวไม่ติด ตกใจและเสียใจกันบ้าง “ขอให้ทุกคนใจเย็นๆ การที่อาตมาทำนี้ก็เพื่อความสงบสุขของประเทศ ทุกคนคงรู้ว่าเหตุการณ์นี้มันรุนแรง นายชัยภักดิ์พยายามขอให้อาตมาสึก อาตมาเห็นว่าถึงคราวที่อาตมาต้องตกลงใจเพื่อยุติความขัดแย้ง ต่อไปอาตมาก็จะทำงานพระศาสนาอย่างเดิม คิดว่าคงจะไม่ผิดกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญ เราสามารถเอาเอาคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเอาพระธรรมมาปฏิบัติได้ เพียงแต่เราไม่ได้ใช้คำว่าพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาเท่านั้น ” และพาดหัวข่าวของ น.ส.พ.ในวันรุ่งขึ้น เดลิมิเล่อร์ โพธิรักษ์พร้อมสาวกยกธงขาว ยอมถอดจีวร เปลี่ยนโฉมใหม่ ไทยรัฐ โพธิรักษ์ยอมแพ้ ตัดใจถอดจีวร พร้อม ๗๙ สาวก

๑๐ มิถุนายน ๒๕๓๒ รุกฆาต ให้ถึงที่สุดแห่งใจ… พระโพธิรักษ์ต้องสึกสถานเดียว! เวลา ๑๔.๐๐ น. มหาเถรสมาคมได้เปิดประชุมด่วนเป็นวาระพิเศษ ที่ตำหนักเพชร นายชัยภักดิ์ ได้ชี้แจงกับผู้สื่อข่าวว่า ตนได้นำข้อตกลงที่ทำไว้กับพระโพธิรักษ์ ไปชี้แจงในที่ประชุมมหาเถรสมาคมแล้ว แต่ที่ประชุมไม่ยอมรับข้อตกลงที่ตนเองทำไว้กับพระโพธิรักษ์ เพราะเห็นว่ายังไม่ถือว่าสึก จนกว่าจะมีการกล่าวคำว่าสึกเสียก่อน และมีมติให้สึกภายใน ๗ วัน นับตั้งแต่วันที่ ๑๐ มิ.ย.เป็นต้นไป เวลา ๒๑.๐๐ น. นายชัยภักดิ์พร้อมด้วยนายเสนาะ พ่วงภิญโญ เดินทางไปถึงสันติอโศก โดยก่อนหน้านั้นพระโพธิรักษ์ได้เปลื้องจีวรแต่งกายด้วยรูปแบบใหม่เรียบร้อยแล้ว โดยพระโพธิรักษ์เดินนำขึ้นไปชั้นบนและเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนรับฟังการโต้ตอบกันด้วย นายเสนาะ พ่วงภิญโญ ได้ยื่นหนังสือ แจ้งคำสั่งของมหาเถรสมาคมถึงพระรัก โพธิรักขิโต ให้สละสมณเพศภายใน ๗ วัน

๑๘ มิถุนาย ๒๕๓๒ “ไม่ขอตอบใดๆ”….เป็นคำตอบ สุดท้าย!

เวลา ๑๒.๑๐ น. หลังจากที่โพธิรักษ์เสร็จการปฏิบัติธรรมและรับประทานอาหารกลางวันแล้ว ในทันทีที่นายเสนาะ พบกับโพธิรักษ์ ก็กล่าวว่า ตนพร้อมคณะมาตามคำสั่งของมหาเถรสมาคม ให้มาสอบถามว่าโพธิรักษ์จะสละสมณเพศหรือยัง โพธิรักษ์ซึ่งมีสีหน้าเป็นปกติตอบว่า “ไม่ขอตอบใดๆ” ซึ่งหากพิจารณาเนื้อหาของคำตอบของพ่อท่านแล้ว เป็นคำตอบที่ลงตัวและลึกซึ้งสุด เนื่องจากหากตอบว่าสึกแล้ว ก็ย่อมเป็นการไม่ตรงกับความจริง และเป็นบาป แต่หากกล่าวว่ายังก็จะถูกมองว่า ท่านเป็นฝ่ายที่ดื้อดึงเป็นต้นเหตุที่ทำให้ปัญหาไม่รู้จบ หรือทำเป็นนั่งไม่รู้ไม่ชี้แบบพระเตมีย์ใบ้ ก็ไม่ให้เกียรติ กับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่ยกโขยงกันมา ไม่ขอตอบใด ๆ จึงเป็นการเปิดทางให้อีกฝ่ายเอาไปตีความอย่างใดก็ได้ ไม่ดึงดันอะไร แต่จุดยืนของเราก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง แจ้งตร.จับอีกครั้ง หลังเดินทางออกมาจากสันติอโศก นายเสนาะ พ่วงภิญโญ รักษาการอธิบดีกรมการศาสนาและคณะได้เดินทางไปยัง สน.ลาดพร้าว เพื่อแจ้งความกับพนักงานสอบสวนตามขั้นตอน ที่จะสึกโพธิรักษ์

๑๙ มิถุนายน จับขังเดี่ยว เพื่อเผด็จ “สึก” จากพระ! เวลา ๑๑.๐๐ น. พ.ต.ท.อภิรักษ์ หงษ์ทอง สวป.สน.ลาดพร้าว ได้เดินทางมาสันติอโศก เพื่อรับสมณะโพธิรักษ์ พร้อมกับ พ.ต.ท.รุ่งโรจน์ เรืองฤทธิ์ และปัจฉาสมณะอีก ๒ รูป เวลา ๑๘.๔๐ น. พล.ต.ต.วิโรจน์ กล่าวว่า ทางตำรวจจะนิมนต์สมณะโพธิรักษ์ไปไว้ที่ห้องประชุมกองร้อย โรงเรียนพลตำรวจฯบางเขน เวลา ๒๓.๐๐ น. พระโพธิรักษ์ยอมเปลี่ยนรูปแบบการแต่งกาย พล.ต.ท.มนัส เปิดเผยว่า ไม่เป็นการจับสึก แต่เพื่อให้พ้นข้อหาการแต่งกายเลียนแบบพระ ผู้สื่อข่าวสัมภาษณ์นายกรัฐมนตรี กรณีห้ามสื่อมวลชนแพร่ภาพข่าววานนี้ นายกฯตอบว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับศาสนา ถ้าภาพออกไปมันยิ่งไม่ดีจะไม่น่าดู ฉะนั้นต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๓๒ ปล่อยตัวกลางดึก เมื่อขอประกันครั้งที่ ๓ ที่ทำเนียบรัฐบาล ผศ.สัมพันธ์ หุ่นพยนต์ ประธานสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน ได้มอบหมายให้นายการวิก มามีชัย ฝ่ายช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย นำหนังสือยื่นต่อนายกฯ คัดค้านคำสั่งรัฐบาลที่ห้ามโทรทัศน์, วิทยุ เสนอข่าวกรณีสันติอโศก และเรียกร้องให้กรมตำรวจพิจารณาให้มีประกันตัวสมณะโพธิรักษ์โดยเร็ว พล.ต.จำลอง ศรีเมือง กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ยังไม่ได้ไปเยี่ยมสมณะโพธิรักษ์ ก็ทราบว่าเขาไม่ให้เยี่ยม ไม่ให้ประกันตัวมิใช่หรือ? บอกแล้ว่ายุคนี้เป็นยุคเงียบ ยุคปิดก็จำเป็นต้องเงียบ เวลา ๒๒.๓๐ น. พล.ต.ต.วิโรจน์ เปาอินทร์ หัวหน้าพนักงานสอบสวนได้เดินทางมาแจ้งให้ โพธิรักษ์ทราบว่า ขณะนี้ พล.ต.อ.เภา สารสิน อ.ตร.ได้ลงนามให้ประกันตัวโพธิรักษ์แล้ว ๑๒ สิงหาคม ๒๕๓๒ ทนายแมกไซไซ ทองใบ ทองเปาด์ เสนอแนวทางต่อสู้คดี เมื่อทนายทองใบ ได้ถามพ่อท่านว่าจะสู้คดีอย่างไหน? ลักษณะการสู้คดีมี ๒ แบบ ๑. สู้คดีเพื่อชนะ ๒. สู้คดีไปตามความจริง พ่อท่านตอบ : “พอใจที่จะสู้ไปตามความจริง เพราะความจริงมีอยู่แล้ว จะแพ้ก็แพ้ จะติดคุกก็ติด” ทนายทองใบ : “ถ้าอย่างนั้นง่าย ผมเองก็อยากจะให้เป็นอย่างนั้น” พ่อท่านพอใจที่ทนายทองใบก็เห็นด้วย ทนายคนอื่นๆแนะนำให้ฟ้องกลับ แต่ทนายทองใบไม่แนะนำอย่างนั้น บอกเราเป็นผู้มีศีลมีธรรม ฟ้องกลับไม่ดี ให้พวกเราอดทน อดกลั้นเอาไว้ พ่อท่านพอใจอีกที่ทนายทองใบเห็นสอดคล้อง คณะทนายความที่อาสาเข้ามาร่วมช่วยเหลือคดีนี้มี ๕๐ท่าน โดย ทนายทองใบ ทองเปาด์ เป็นหัวหน้าคณะ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๓๒ ขึ้นศาลนัดแรก และครั้งแรกในชีวิต วันแรก และครั้งแรกในชีวิตที่พ่อท่านขึ้นศาลแขวงพระนครเหนือ พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องพ่อท่านเพียงรูปเดียว คดีพ่อท่าน เริ่มสืบพยานโจทก์ ตั้งแต่วันที่ ๑ กันยายน ๒๕๓๒ ถึงวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๓๘ ใช้เวลา ๖ ปีเศษ คดีจึงได้เสร็จการพิจารณา วันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๓๘ ศาลแขวงพระนครเหนือ พิพากษาว่า “ จำเลย(พ่อท่าน)มีความผิดตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ มาตรา ๒๗,๔๒ โดยจำเลยยังไม่ได้สละสมณเพศ เพราะไม่ยอมเปล่งวาจาลาสิกขาต่อผู้อื่น นอกจากนี้จำเลยก็ตอบคำถามค้านของโจทก์รับว่า ปัจจุบันจำเลยยังไม่ได้สึก จำเลยยังคงปฏิบัติกิจของสงฆ์ตามฐานะที่เป็นภิกษุของพระพุทธเจ้า ซึ่งรวมทั้งการบิณฑบาต การแสดงธรรม การเรียกตนเองว่า “อาตมา” อันเป็นการแสดงตนต่อผู้อื่นว่า จำเลยยังคงเป็นพระภิกษุ ให้ลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด ๖ เดือน แต่จำเลยไม่เคยได้รับโทษถึงจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด ๒ปี .......” วันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๓๙ จำเลยยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ วันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๓๙ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่า จำเลย(หรือพ่อท่าน) กระทำความผิดโดยฝ่าฝืนไม่สละสมณเพศ หรือไม่สึกภายใน ๗ วัน นับแต่วันที่ได้รับทราบคำวินิจฉัย ดั่งที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยไว้ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

สิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติธรรม ย่อมนำไปสู่สิ่งที่ดีที่สุด (Every things happen for the best) ๑.ทนาย ชำนาญ พิเชษฐพันธ์ เนติบัณฑิตอังกฤษ ในคณะทนายอาสาที่ช่วยว่าความในคดีสันติอโศก ได้พบสัจธรรมในคำพิพากษานี้ ๒ประการด้วยกัน ก.ในธรรมวินัยของศาสนาพุทธ ไม่มีใครสั่งให้พระแท้ ๆ พระจริง ๆ สละสมฌะเพศได้ ถ้าไม่ได้กระทำความผิดร้ายแรง เช่นปาราชิก๔ แม้จะบังคับให้ไปทำบัตรประชาชน แม้จะเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย แม้จะไม่ให้เรียกตัวเองว่า พระ แต่ศาลก็ยังมองว่า เป็นพระอยู่ดี หรือแม้จะบังคับให้เปล่งวาจาสึก แต่ถ้าใจไม่ได้ยินดีที่จะสึก ก็ยังเป็นพระอยู่ดี ข.ไม่ควรติดอยู่กับคำว่า “แพ้” หรือ “ชนะ” แต่ ควรอยู่กับผลที่แท้จริง หรือความจริงที่เป็นสัจธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อศาล ๒ศาล ยืนยันเหมือนกันแล้วว่า พ่อท่านมีความผิด เพราะยังเป็นพระอยู่ ยังไม่ได้สละสมณเพศ คำพิพากษาของศาลทั้ง ๒ ซึ่งเป็นองค์กรของรัฐ ย่อมผูกพันให้ทุกคนต้องปฏิบัติตาม เมื่อศาลพิพากษาว่า พ่อท่านยังเป็นพระอยู่ เราก็ต้องปฏิบัติตาม สำหรับตัวผมแล้ว ยืนยันที่จะเรียก พ่อท่านว่าพระ ตามคำพิพากษาของศาลทั้งสอง ส่วนใครจะเรียกพ่อท่านว่าอย่างไรนั้น คงเป็นสิทธิของแต่ละบุคคล สิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติธรรม ย่อมนำไปสู่สิ่งที่ดีที่สุด เรื่องที่๒. การที่เรามีความจำเป็นต้องออกจากวัดอโศการาม ทำให้ต้องเกิดรูปแบบของนักบวชหญิงที่เรียกว่า “สิกขมาตุ” นี่ก็ถือว่าเป็น accident Good luck สิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติธรรม ย่อมนำไปสู่สิ่งที่ดีที่สุด เรื่องที่๓. การที่เราถูกบีบให้ออกจากรุปแบบความเป็น “พระ” จึงทำให้ต้องมาเรียกตัวเองว่า “สมณะ”หรือ สมณพราหมณ์ กลับทำให้สอดคล้องกับพระไตรปิฎกอย่างยิ่ง เพราะพระพุทธเจ้าให้ภิกษุทั้งหลายปฏิญญาณตนว่า “เราเป็นสมณะ!” และเป็นลุกศิษย์ของสมณโคดม การไม่โกณคิ้ว การไม่ใช้จีวรสีเหลือง ล้วนทำให้ถูกต้องตรงตามพระวินัยบัญญัติทั้งสิ้น และความสำคัญของสมณพราหมณ์นั้น ท่านจะไม่สามารถเป็นผู้มี “สัมมาทิฐิ๑๐”ได้เลย หากท่านไม่เชื่อว่ามี สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ถึงขั้นเป็นอาริยชน ผู้สามารถ รู้แจ้งโลกมนุษย์ปุถุชน ในการชาตินี้ กับโลกที่เป็นโลกุตระได้ด้วยตนเอง และสามารถ ให้ผู้อื่นรู้ตามได้ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญจ โลกัง ปรัญจ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) " สิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติธรรม ย่อมนำไปสู่สิ่งที่ดีที่สุด ๔. แพ้ก็แพ้ชะตาทราม แต่ดวงใจไม่เคยแพ้ ยังคงเป็นใจดวงงามและมั่นคง พ่อครูอรรถาธิบายการแต่งเพลงผู้แพ้เอาไว้ ว่า “เพลงผู้แพ้นั้น ไม่ได้แพ้ทางจิต แต่แพ้ชะตาทราม ส่วนดวงใจทรงความมั่นคงนะ ฟังเพลงนี้ให้ดี ซ่อนความชนะเอาไว้ในเพลง แพ้ก็แพ้ข้างนอก ๆ ใตรๆ ก็คงเห็นว่าอาตมาแพ้ แต่อาตมาไม่ได้แพ้ อาตมาคืบหน้า-ก้าวหน้า-พัฒนาไปตลอดเวลา ยิ่งใจอาตมาไม่ต้องพูดเลย ยิ่งไม่ได้แพ้เลย ไม่มีโกรธ –ไม่มีเกลียด –ไม่มีอาฆาต-ไม่มีพยาบาท-ไม่มีโศกเศร้า ไม่มีเลย! แพ้ก็แพ้ชะตาทราม ดวงใจทรงความมั่นคง อาตมามีใจอย่างไรก็มั่นคงอย่างนั้น สร้างสรรค์ทำอะไร ๆ ได้อยู่ตลอดเวลา...” ถ้าจะถามว่าชาวอโศกยุคใดที่เจริญรุ่งเรืองที่สุด ก็ตอบได้เลยว่า ในยุคที่พ่อครูเป็นจำเลยศาสนานี่แหละ ทำให้มีเวลาเคี่ยวใน จึงได้ลงหลักปักฐานได้แน่นได้ลึก มีหมอดูที่เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของชาวอโศก เขาบอกว่า ช่วงที่พ่อครูมีคดี เป็นช่วงที่ดวงตก แต่กิจกรรม กิจการ ปํญญาญาณของพ่อครูมีแต่พัฒนา ก้าวหน้าอยู่ตลอดเวลา จึงเป็นคนเหนือดวงโดยแท้!

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน