13 บทที่ 5.docx

โฟลเดอร์word
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์154 KB
วันที่แก้ไข28 เมษายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยครั้งนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ( Qualitative Research) โดยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก ( In- D ept h Interview) เพื่อศึกษารูปแบบการปฏิบัติและผลการสวนล้างลำไส้ใหญ่ตามหลักการแพทย์วิถีธรรมที่มีผลต่อสุขภาพ ของผู้ผ่านการเข้าค่ายสุขภาพแพทย์วิถีธรรม ประชากร ที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ ผู้เข้าค่ายสุขภาพแพทย์วิถีธรรม เลือกผู้ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์เข้าเป็นกลุ่มตัวอย่าง ได้จำนวนกลุ่มตัวอย่างที่เข้าเงื่อนไขจำนวน 23 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามแบบกึ่งมีโครงสร้าง ประกอบด้วย 3 ส่วน ดังนี้ ( 1) ข้อมูลทั่วไป ( 2) ข้อมูลสุขภาพ ( 3) ข้อมูลการสวนล้างลำไส้ใหญ่ โดยผ่านการตรวจสอบความตรงตาม เนื้อหา เนื้อหา ( Content Validity Index ) โดยนำเสนอต่อผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน ได้ค่า CVI = 0.82 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) ในการอธิบายลักษณะส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) ค่าต่ำสุด (Minimum) และค่าสูงสุด (Maximum) นำข้อมูลจากการวิเคราะห์ สังเคราะห์ จัดหมวดหมู่เรียบร้อยแล้วคัดเลือกคำพูดจริงจากการถอดเทป ที่สอดคล้องกับข้อสรุปร่วมกับการศึกษางานทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และสรุปภาวะสุขภาพที่เป็นอาการที่บ่งบอกอย่างชัดเจนว่า มีอาการอะไรบ้างที่ผู้ให้ข้อมูลทำสวนล้างลำไส้ใหญ่แล้วมีอ าการดีขึ้น ทุเลา หรือแย่ลง ร่วมกับการ นำเสนอในรูปแบบของตารางที่สามารถเห็นได้อย่างชัดเจน ซึ่งมี การ สรุปผลการวิจัย การอภิปรายผลและข้อเสนอแนะของการวิจัย ดังรายละเอียดต่อไปนี้ สรุปผลการเก็บรวบรวมข้อมูล 1 . สรุป ข้อมูล ทั่วไป จากการเก็บรวบรวมข้อมูลในกลุ

อ่านต่อ

่มตัวอย่างทั้งหมด 23 ราย โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกและนำมาวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ สรุปข้อมูลทั่วไปได้ดังต่อไปนี้ กลุ่มตัวอย่างมีอายุสูงสุด 70 ปี ต่ำสุด 30 ปี เฉลี่ย 51.35 ปี ค่า S . D . 9.95 ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีการศึกษาส่วนใหญ่อยู่ในระดับปริญญาตรี/มากกว่าปริญญาตรี มีอาชีพส่วนใหญ่คือรับราชการ/พนักงานของรัฐ มีรายได้เฉลี่ย 21 , 347.83 บาท/เดือน ค่า S . D . 14 , 546.50 มีภูมิลำเนาส่วนใหญ่อยู่ภาคอีสาน มีประสบการณ์การทำสวนล้างลำไส้ใหญ่อย่างต่อเนื่องโดยเฉลี่ย 5 ปี S . D . 4.73 2 . สรุป รูปแบบการสวนล้างลำไส้ใหญ่ของผู ้เข้าค่ายสุขภาพแพทย์วิถีธรรม ตารางที่ 9 จำนวน ร้อยละของ รูปแบบการปฏิบัติการสวนล้างลำไส้ใหญ่ รูปแบบการปฏิบัติการสวนล้างลำไส้ใหญ่ จำนวน (คน) ร้อยละ 1. มี การประเมินภาวะร้อนเย็นก่อนการสวนล้างลำไส้ใหญ่ 21 91.30 2. จำนวนครั้ง และ เวลาที่ทำ วันละ 1 ครั้ง 12 52.17 ตอน เช้า 11 91.67 3. ชนิดของน้ำที่ใช้น้ำปัสสาวะ 20 48.78 4. ท่าที่ทำท่านอน 12 42.86 5. ระดับความสูงของขวดน้ำ 2 ศอก ( ประมาณ 80- 100 ซม.) 21 91.30 6. ปริมาณน้ำที่ใช้ต่อครั้งการทำ 1 , 500 ซีซี 13 56.51 7. ปริมาณน้ำที่ทนได้ต่อการใส่น้ำในแต่ละครั้ง 1 , 000 - 1 , 500 ซีซี 9 39.13 8. ความลึกของการใส่ปลายสาย 6 นิ้วฟุต 10 43.47 9. วัสดุที่ใช้ในการหล่อลื่น จุ่มน้ำที่ใช้ทำสวนล้างลำไส้ใหญ่ 15 65.22 10. ระยะเวลาที่กลั้นได้ 3 - 5 นาที 8 34.78 11. กิจกรรมที่ทำขณะทำสวนล้างลำไส้ใหญ่ คือ นวดคลึงท้อง 12 16.22 จากการเก็บรวบรวมข้อมูลรูปแบบการปฏิบัติการสวนล้างลำไส้ใหญ่ของผู้เข้าค่ายสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถ ีธรรม พบว่า รูปแบบการปฏิบัติการสวนล้างลำไส้ใหญ่ด้วยตนเองของกลุ่มตัวอย่างของผู้เข้าค่ายสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม มีรูปแบบที่ปรับ ใช้ให้เหมาะสมกับสภาวะของตนเองในภาพรวม สรุปได้ ดังนี้ กลุ่มตัวอย่าง มีการประเมินภาวะร้อนเย็นก่อนการทำสวนล้างลำไส้ใหญ่ ทำ วันละ 1 ครั้งใน ตอนเช้า ใช้น้ำปัสสาวะ ในการสวนล้างลำไส้ใหญ่ ทำใน ท่านอน แขวนขวดสูงจากระดับก้นประมาณ 2 ศอก หรือประมาณ 80 - 100 เซนติเมตร ใช้ 1 ขวด หรือประมาณ 1 , 500 ซีซี สามารถ ทนได้ต่อการใส่น้ำในแต่ละครั้ง 1,000 - 1,500 ซีซี ส่วนใหญ่จะใส่ ปลายสายสวนเข้าทวารหนัก ลึก 6 นิ้วฟุต โดยก่อนใส่สายจะหล่อลื่น ปลายสายด้วยการ จุ่ม กับ น้ำที่ใช้ทำสวนล้างลำไส้ใหญ่ ระยะเวลาที่กลั้นได้ต่อการใส่น้ำในแต่ละครั้ง 3 - 5 นาที โดยมี กิจกรรมขณะทำสวนล้างลำไส้ใหญ่ คือ นวดคลึงท้อง ทั้งนี้กลุ่มตัวอย่างมีเหตุผล ที่ ตัดสินใจทำ การสวนล้างลำไส้ใหญ่ เนื่องจากม ีความเจ็บป่วย ไม่มีทางเลือกอื่น มีความศรัทธาในตัวผู้นำของแพ ทย์ วิถีธรรม คือ ใจเพชร กล้าจน (หมอเขียว) และ อยากลองว่าทำแล้วจะเป็นอย่างไร 3 . สรุป ผลของสุขภาพจากการสวนล้างลำไส้ใหญ่ด้วยตนเองตามหลักการแพทย์วิถีธรรม 3. 1 กลุ่มอาการไม่สุขสบายหรือโรคที่สามารถใช้สวนล้างลำไส้ใหญ่เพียงอย่างเดียว ตารางที่ 1 0 สภาวะและ ระดับอาการไม่สุขสบาย ก่อน-หลังการ ทำสวนล้างลำไส้ใหญ่ เพียงอย่างเดียว อาการไม่สุขสบาย จำนวน ระดับ คะแนน ความเจ็บปวด / ความไม่สุขสบายที่มี ก่อน หลัง หาย ทุเลา 1. ปวดศีรษะ 5 ราย 5-7 คะแนน 0 คะแนน - 2. ไข้ 4 ราย ไข้ปานกลาง หายไข้ - 3. ท้องผูก 3 ราย ไม่ถ่าย 1-7 วัน ถ่ายสะดวก - 4 . มึนเวียนศีรษะ 2 ราย 5 คะแนน 0 คะแนน - 5 . ท้องเสีย 2 ราย ถ่ายเป็นน้ำ 3-4 ครั้ง หยุดถ่าย - 6 . ปวดท้องจากท้องเสีย 2 ราย 4-5 คะแนน 0 คะแนน - อาการไม่สุขสบายต่าง ๆ ที่ กลุ่มตัวอย่างได้เลือกใช้วิธีการสวนล้างลำไส้ใหญ่เพื่อเป็นการรักษาอาการไม่สุขสบายเหล่านั้น พบว่า สามารถรักษาอาการไม่สุขสบายนั้น ๆ ได้ทันทีหลังจากทำสวนล้างลำไส้ใหญ่ เพียงอย่างเดียว ได้แก่ อาการ ปวดศีรษะ เป็น ไข้ ท้องผูก มึนเวียนศีรษะท้องเสีย ปวดท้องจากท้องเสีย เป็นต้น 3 . 2 กลุ่มอาการไม่สุขสบายหรือโรคที่ใช้การสวนล้างลำไส้ใหญ่ร่วมกับเทคนิคอื่น ๆ ตามหลักการแพทย์วิถีธรรม กลุ่มอาการไม่สุขสบายหรือโรคที่ใช้การสวนล้างลำไส้ใหญ่ร่วมกับเทคนิคอื่น ๆ ตามหลักการแพทย์วิถีธรรมแล้วสามารถหายได้ ได้แก่ ความดันโลหิตสูง ริดสีดวงทวาร ปวดบวมจากแมลงสัตว์กัดต่อย ออกร้อนตามตัวและมีแผลร้อนในในปาก จากการรับเคมีบำบัด อ้วน มึนศีรษะ จากการรับเคมีบำบัด ซีสต์ที่เต้านม เป็นต้น 3.3 สรุปความรู้สึกหลังทำสวนล้างลำไส้ใหญ่ตามหลักการแพทย์วิถีธรรม หลังทำการสวนล้างลำไส้ใหญ่แล้วส่วนใหญ่มีความสุขสบาย ไม่เคยเกิดภาวะแทรกซ้อน หรืออาการไม่สุขสบาย ใด ๆ โดยมีอาการ สบาย เบาตัว โปร่ง โล่ง มีกำลัง เป็นต้น 3.4 สรุป อาการไม่สุขสบาย หรือ ภาวะแทรกซ้อนหลังจากทำสวนล้างลำไส้ใหญ่ตามหลักการแพทย์วิถีธรรม หลังทำการสวนล้างลำไส้ใหญ่แล้วบางส่วนเคยเกิดอาการไม่สุขสบาย อาการไม่สุขสบาย ดังกล่าว ได้แก่ อาการแสบ ทวารหนัก เนื่องจากใช้น้ำปัสสาวะที่เก็บไว้หลายวัน เสียดท้อง แน่นท้อง กรณีที่ ใส่น้ำมาก ๆ ปวดศีรษะ กรณีที่ น้ำออกไม่หมด รู้สึกเบาตัวโหวงเหวง ท้องอืด เนื่องจากไม่ผสมน้ำอุ่น หน่วงท้อง กรณีที่ น้ำออกไม่หมด โดยทุกราย สามารถแก้ไขอาการไม่สุขสบายนั้นได้ด้วยตนเอง ทั้งหมด ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงแต่อย่างใด และเมื่อแก้ไขที่สาเหตุแล้ว ไม่เกิดอาการไม่สุขสบายอีก อภิปราย ผล อภิปราย ในประเด็นของ รูปแบบของการสวนล้างลำไส้ใหญ่ด้วยตนเองตามหลักการแพทย์ วิถีธรรม และ ผลของการสวนล้างลำไส้ใหญ่ด้วยตนเองตามหลักการแพทย์วิถีธรรมที่มีต่อสุขภาพ โดยแบ่งกลุ่มอาการและโรคดังต่อไปนี้ 1 . รูปแบบของการสวนล้างลำไส้ใหญ่ด้วยตนเองตามหลักการแพทย์วิถีธรรม มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้ 1.1 การประเมินภาวะร้อนเย็นก่อนสวนล้างลำไส้ใหญ่ ส่วนใหญ่มีการประเมินภาวะร้อนเย็นก่อนทำสวนล้างลำไส้ใหญ่ เนื่องจากหลักสมดุลร้อนเย็นตามหลักการแพทย์วิถีธรรม หากบุคคลนั้นมีภาวะร้อนเกิน และใช้น้ำสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อนหรือใช้น้ำสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อนและฤทธิ์เย็นผสมกัน จะทำให้บุคคลนั้นเกิดอาการไม่สุขสบาย ไม่เบากาย ไม่มีกำลัง หรือจะทำให้เกิดอาการหนักตัวและเพลียได้ (ใจเพชร กล้าจน . 25 60 : 1) โดยบางรายมีภาวะเย็นเกินจะผสมด้วยน้ำอุ่นลงในน้ำที่ใช้สวนล้างลำไส้ใหญ่ เพื่อลดอาการท้องอืด นอกจากนี้ พระพุทธเจ้า ได้ ตรัสว่า “ เป็นผู้มีอาพาธน้อย มีทุกข์น้อย ประกอบด้วยเตโชธาตุอันมีวิบากเสมอกัน ไม่เย็นนัก ไม่ร้อนนัก เป็นอย่างกลาง ๆ ควรแก่ ความเพียรฯ ” (พระไตรปิฎก เล่มที่ 11 ข้อที่ 293) ซึ่ง หมายถึง ว่า การปรับสมดุลร้อน-เย็น จะทำให้มี ความ เจ็บป่วย น้อย มี ความ ทุกข์น้อย ส่งผลให้ มีสุขภาพ ร่างกายที่แข็งแรง สอดคล้องกับการปรับสมดุลร ้อนเย็นตามหลักแพทย์ทางเลือก คือ หากหยิน-หยางไม่สมดุลจะทำให้ฝ่ายหนึ่งเพิ่มขึ้นและอีกฝ่ายอ่อนแอลง จะทำให้เกิดโรคจากฝ่ายที่เพิ่มขึ้นได้ (โครงการพัฒนาเทคนิคการทำยาสมุนไพร โครงการศึกษาการแพทย์ตะวันออก และมูลนิธิสาธารณสุขกับการพัฒนา . 2541 : 163-176) สอดคล้องกับการปรับสมดุล ดิน (เย็น) น้ำ (เย็น) ลม (เย็น) ไฟ (ร้อน) ตามหลักการแพทย์แผนไทย “การแพทย์แผนไทยมีการตรวจวินิจฉัยโรค และการบำบัดโรคด้ วยแนวคิดพื้นฐานเรื่องธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม และไฟ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นร่างกายของคน การเสียสมดุลของธาตุทั้ง 4 จากอิทธิพลการเปลี่ยนแปลงตามวัย กาลเวลา ฤดูกาล ภูมิประเทศ และพฤติกรรมของคน ต่างเป็นสาเห ตุของการเกิดโรค” (เฉลิม เกิดมณี . 2547 : 2) สอดคล้องกับนักวิทยาศาสตร์ทางฟิสิกส์เคมีชีวะที่พบว่า โมเลกุล ส่วนมากจะเสียสภาพโครงสร้าง เมื่ออุณหภูมิสูงกว่า 50 องศาเซลเซียส และโมเลกุลน้อยชนิดที่คงสภาพอยู่ได้ที่จุดเดือด ของน้ำ กระบวนการต่าง ๆ ในสิ่งมีชีวิตจึงมักเกิดขึ้นได้ดีที่สุดที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส อุณหภูมิของร่างกาย จึง ได้รับการควบคุมให้อยู่ในช่วงนี้ อุณหภูมิมีผลอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงของสสารและพลังงานทั้งของสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อโครงสร้างและโครงรูปของโมเลกุล ได้แก่ ความเป็นกรดด่าง ปริมาณเกลือแร่ในน้ำ และอุณหภูมิ เมื่อมีผลต่อโครงสร้างและโครงรูปของโมเลกุล ก็เท่ากับมีผลต่อหน้าที่และการทำงานของชีวโมเลกุล ทำให้การทำงานในหน้าที่ของตนเอง ทำ ได้ไม่เต็มที่หรือไม่ได้ตามปกติ (พิชิต โตสุโขวงศ์. 2535 : 38-41 ) ก็จะส่งผลให้เกิดโรคต่าง ๆ ตามมาตามอวัยวะที่เสียหน้าที่นั้น ๆ 1.2 จำนวนครั้งและเวลาที่ทำสวนล้างลำไส้ใหญ่ ส่วนใหญ่ ทำ วัน ละ 1 ครั้ง โดยทำในตอนเช้า เพื่อป้องกันอาการเจ็บป่วยที่จะเกิดขึ้น จากการรับพิษในแต่ละวัน รองลงมาทำ วันละ 2 ครั้ง โดยทำในตอนเช้าและตอนเย็น เนื่องจากมีอาการเจ็บป่วย ด้วยโรคร้ายแรง เช่น มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก มะเร็งตับอ่อน เพื่อขับพิษออกจากร่างกายให้ได้มากที่สุด เนื่องจากลำไส้ใหญ่เป็นอวัยวะที่สามารถขับพิษออกจากร่างกายได้มากที่สุด โดยร่างกายจะส่งมากำจัดที่ตับและตับจะส่งมายังลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่ เพื่อ ขับออก ซึ่งการขับออกทางอุจจาระ นอกจากจะสวนล้างเอาอุจจาระ ที่มีพิษสะสมอยู่ ออกจากลำไส้ใหญ่ ได้มากกว่าการขับถ่ายปกติแล้ว ยังสามารถกำจัด พิษของ น้ำที่เป็นพิษ ที่เกิดจากร่างกายส่งพิษมากำจัดที่ตับ พิษส่วนหนึ่งจากตับจะถูกส่งไปที่ลำไส้เล็ก และส่งต่อไปยังลำไส้ใหญ่ และพิษอีกส่วนจะส่งไปยังลำไส้ใหญ่โดยตรงทางท่อน้ำดี และ พิษอีกอย่างหนึ่งก็คือ พิษของพลังงานความร้อนที่เป็นของเสียจากทุกส่วนของร่างกายจะถูกส่งมาที่ลำไส้ใหญ่เพ ื่อขับออก (ใจเพชร กล้าจน . 2553 : 47 ) นอกจากนี้ยังส ามารถล้างแบคทีเรียที่เป็นโทษต่อร่างกาย และสารพิษต่าง ๆ ให้ออกไปจากร่างกาย ป้องกันการสะสม ของสารพิษในระยะยาว ซึ่งนำมาสู่การเกิดโรคต่าง ๆ ได้ 1.3 ชนิดของน้ำที่ ใช้ทำสวนล้างลำไส้ใหญ่ ส่วนใหญ่ใช้น้ำปัสสาวะ เนื่องจากเป็นสิ่งที่สามารถหาได้ง่าย ใกล้ตัว และไม่มีโทษ ซึ่งโดยธรรมชาติเป็นน้ำสะอาดปราศจากเชื้อ และมีสารประกอบ พิเศษมากมายที่มีประโ ยชน์ทางการแพทย์ (ใจเพชร กล้าจน . 2553 : 36 ) ซึ่งสารในปัสสาวะประกอบด้วย กรดอมิโนที่จำเป ็นต่อร่างกาย เอนไซม์ และฮอร์โมน ต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย มาร์ธา (Martha M, Christy. 2000 : 116-117) ซึ่งลำไส้ใหญ่สามารถดูดซึมสารต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกายได้ จำนวนสารที่พบในน้ำปัสสาวะสามารถดูดซึมทางลำไส้ได้ดีกว่าการดื่ม กิน โคเอน (Coen van der K roon. 1921 : 48) 1.4 ท่าที่ทำส วนล้างลำไส้ใหญ่ ส่วนใหญ่ใช้ท่านอน ตะแคงขวา เพื่อให้น้ำเข้าได้มากขึ้นตามแรงโน้มถ่วงของโลก ตามสรีรวิทยาของลำไส้ใหญ่ ซึ่งจะทอดจาก ลำไส้ใหญ่ส่วนปลายด้านซ้าย (Sigmoid C olon และ Descending C olon) ไปทางด้านขวา โดยให้ลำไส้ใหญ่ส่วนปลายอยู่ด้านบน น้ำจะสามารถเข้าไปได้ลึกกว่าท่า นั่งและท่ายืน 1.5 ระดับความสูง ของขวดน้ำที่ใช้ทำสวนล้างลำไส้ใหญ่ ส่วนใหญ่แขวนขวดสูงจากระดับก้นประมาณ 2 ศอก หรือประมาณ 80 - 100 เซนติเมตร เนื่องจากในระดับนี้เป็นระดับที่การไหลของน้ำอยู่ในระดับที่พอดีไม่เร็วนักไม่ช้านัก ถ้าต่ำกว่าระดับนี้น้ำจะไหลย้อนได้ ถ้าสูงกว่านี้น้ำจะไหลเร็วและทำให้เกิดอาการปวดถ่ายเร็วเกินไป เนื่องจากบริเวณลำไส้ตรง เป็นส่วนที่รับน้ำจากปลายสาย หากปล่อยน้ำเร็วลำไส้บริเวณนี้จะยืดขยายออกเร็ว ซึ่งจะไปกระตุ้นระบบประสาท Parasympathetic ให้สั่งการมายังไขสันหลังบริเวณกระเบนเหน็บ (Sacrum) ทำให้หูรูดด้านใน (Internal A nal A phincter) ซึ่งอยู่นอกอำนาจจิตใจคลายตัว ส่งผลให้เกิดอาการอยากถ่าย (รำแพน พรเทพเกษมสันต์. 2549 : 189 ) รองลงมาคือสุดแขน หรือประมาณ 120 เซนติเมตร มักจะใช้ในกรณีที่มีเวลาน้อยยกให้สูงขึ้นเพื่อให้ น้ำไหลได้เร็วขึ้น 1.6 ปริมาณน้ำ ที่ใช้ต่อครั้งการทำสวนล้างลำไส้ใหญ่ ส่วนใหญ่ใช้ 1 ขวด หรือประมาณ 1 , 500 ซีซี ซึ่งสอดคล้องกับละเอียด ไชยวัฒน์ และคณะ ที่ศึกษา ถึง วิธีการสวนล้างอุจจาระทางทวารหนักในผู้ป่วยเด็กของสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ถึงปริมาณที่ใช้สวนล้างทางทวารหนักในเด็กที่ป่วยด้วยอาการท้องอืดจากท้องผูกเรื้อรัง ลำไส้อักเสบอย่างรุนแรง หรือเพื่อเตรียมลำไส้ใหญ่สำหรับการผ่าตัด สามารถใช้ปริมาณน้ำเกลือได้ถึง 5,500 ซีซี และหรือกรณีเทียบตามน้ำหนักตัวในเด็กอายุไม่เกิน 3 ปีที่มีน้ำหนักมากกว่า 10 กก.สามารถใช้ปริมาณน้ำเกลือสวนล้างสูงถึง 450-500 ซีซี/กก./ครั้ง ทุกรายมีอาการดีขึ้นและไม่มีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นจากการศึกษาครั้งนี้ 1. 7 ปริมาณน้ำที่ทนได้ ต่อการใส่น้ำในแต่ละครั้ง ที่ เข้าสู่ลำไส้ใหญ่ กลุ่มตัวอย่างสามารถกลั้นได้แตกต่างกันส่วนใหญ่สามารถใส่ได้ 1,000 - 1,500 ซีซี ซึ่งตามปกติสรีรวิทยาของลำไส้ใหญ่ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3-5 เซนติเมตร มีความยาว 150 เซนติเมตร จะมีความสามารถในการจุน้ำได้ 1,000-3,000 ซีซี ซึ่งลำไส้ใหญ่ยังสามารถยืดขยายได้ถึง 6-9 เซนติเมตร ( Radiology Masterclass. 2018) จึงสามารถรับน้ำได้เ พิ่มขึ้นถึง 4,200- 9,000 ซีซี 1. 8 ความลึกของการใส่ปลายสาย ส่วนใหญ่จะใส่ลึก 6 นิ้วฟุต รองลงมาใส่ลึก 3 นิ้วฟุต Rectum เป็นลำไส้ใหญ่ส่วนตรง ยาวประมาณ 6 นิ้ว ฟุต เป็น ส่วน ที่ ต่อจาก Sigmoid C olon ตั้งอยู่ในแนวกลางลำตัว เป็นส่วนที่พองโตได้มากกว่าส่วนอื่น ๆ (ผาสุก มหรรฆานุเคราะห์. 2555 : 267). 1.9 วัสดุที่ใช้ในการหล่อลื่น ส่วนใหญ่จุ่มน้ำที่ใช้ทำสวนล้างลำไส้ใหญ่ เพียงเพื่อไม่ให้สายแห้งและ เพื่อให้ สามารถใส่ได้สะดวก การเบ่งเพียงเล็กน้อยจะช่วยให้ใส่ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น 1.10 ระยะเวลาที่กลั้นได้ต่อการใส่น้ำในแต่ละครั้ง ส่วนใหญ่ 3 – 5 นาที เนื่องจากเมื่อมี น้ำเข้าไปในลำไส้ใหญ่แล้วลำไส้ใหญ่จะขยายตัวและจะไปกระตุ้นประสาท อัตโนมัติ ชนิด P arasympathetic จากไขสันหลังระดับ S acrum ถ้าระบบประสาทนี้ถูกกระตุ้น จะทำให้หูรูด ด้าน ในคลายตัว ส่งผลให้รู้สึกอยากถ่าย 1.11 กิจกรรมอื่นขณะทำสวนล้างลำไส้ใหญ่ ส่วนใหญ่นวดคลึงท้อง ซึ่งการสวนล้างลำไส้ใหญ่จะเป็นการกระตุ้นให้กล้ามเนื้อลำไส้ได้ทำงาน ส่งผลให้ระบบขับถ่ายทำงานได้เป็นปกติ ( ใจเพชร กล้าจน. 2553) สามารถขับถ่ายได้เองแล้ว การนวดคลึงท้อง ยังเป็นการช่วยกระตุ้นให้ลำไส้ใหญ่ เคลื่อนตัว ส่งผลให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ตามปกต ิ สอดคล้องกับ งานวิจัยของ วาสนา บุตรปัญญาและ คนอื่น ๆ. ( 2555) ที่ศึกษาเรื่อง ผลของโปรแกรมป้องกันอาการท้องผูกสำหรับผู้ป่วยระบบประสาท เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมป้องกันอาการท้องผูกต่ออัตราการเกิดท้องผูกและความรุนแรงของอาการท้องผูก โดยให้ข้อมูลการส่งเสริมการขับถ่ายอุจจาระ ส่งเสริมการเคลื่อนไหวร่างกายและการนวดหน้าท้อง ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มทดลองมีอัตราการเกิดอาการท้องผูก และมีระดับความรุนแรงของการเกิดอาการท้องผูกน้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 2 . ผลการสวนล้างลำไส้ใหญ่ตามหลักการแพทย์วิถีธรรมที่มีผลต่อสุขภาพ 2.1 อาการไม่สุขสบายที่ใช้การสวนล้างลำไส้ใหญ่เพียงอย่างเดียว การสวนล้างลำไส้ใหญ่ตามหลักการแพทย์วิถีธรรมส่งผลต่อภาวะสุขภาพหรือช่วยบรรเทาความไม่สุขสบายให้หาย หรือทุเลาลง ได้ อาจแบ่งการอภิปรายเป็นกลุ่มอาการ ดังนี้ กลุ่มอาการปวด ได้แก่ ปวดศีรษะ มึนเวียนศีรษะ ปวดประจำเดือน ปวดท้องจากท้องเสีย ปวดท้องแพทย์หาสาเหตุไม่ได้ ปวดกระเพาะ แน่นอึดอัดท้อง ปวดกล้ามเนื้อ ปวดเมื่อยจากการทำงาน ปวดหลัง ปวดฟัน ปวดกระดูก ปวดริดสีดวงทวาร กลุ่มอาการที่มีความร้อน ชัดเจน ได้แก่ ไข้ แผลร้อนในในปาก อาการผื่นคัน ตามร่างกาย ความดันโลหิตสูง สามารถอภิปราย โดยรวม ได้ดังนี้ ร่างกายเมื่อมีสารพิษหรือมีพิษร้อนหรือเย็นหรือกล้ามเนื้อทำงานมากผิดปกติเกิดขึ้นก็จะพยายามเกร็งตัว บีบเอาพิษเหล่านั้นออก ซึ่งเป็นปฏิกิริยาการตอบสนองแบบไม่รู้ตัวและควบคุมไม่ได้ ที่เราเรียกว่า รีเฟล็กซ์ ( Reflex) เมื่อกล้ามเนื้อหดเกร็งมากเกินไป หรือกล้ามเนื้อขาดเลือดมาเลี้ยงจะเกิดอาการปวดกล้ามเนื้อ เรียกว่า Muscle P ain เชื่อว่าเกิดจากมีการคั่งของสารเคมีที่เรียกว่า P Factor ซึ่งอาจเป็น K ประจุบวก เป็นสาเหตุให้เกิดอาการเจ็บปวดได้ อาการ เจ็บปวดจะทำให้เกิดการเกร็งของกล้ามเนื้อ (Muscle S pasm) ทำให้กล้ามเนื้อขาดเลือดมาเลี้ยงมากยิ่งขึ้น ทำให้รู้สึกปวดมากขึ้นไปอีก (กนกวรรณ ติลกสกุลชัย และชัยเลิศ พิชิตพรชัย. 2552 : 882-884) ในกรณีที่กล้ามเนื้อหดเกร็ง (Muscle S pasm) จะทำให้เกิดอาการปวดรุนแรงขึ้น เนื่องจากการหดเกร็งไปกดหลอดเลือดทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อนั้น ๆ ลดลง และการหดเกร็งของกล้ามเนื้อจะเพิ่มอัตรา เมตาบอลิซึ่มของกล้ามเนื้อ ทำให้เกิดการขาดเลือดมาเลี้ยง (Ischemia) ขาดออกซิเจน มีการสะสม Acid Metabolites ต่าง ๆ เช่น กรดแลคติก อยู่เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมี Bradykinin และ Polypeptides อื่น ๆ เกิดขึ้นจากมีการทำลายเซลล์กล้ามเนื้อ ทำให้ปวดได้มาก (ราตรี สุดทรวง และ วีระชัย สิงหนิยม . 2550 : 209) และการที่ลำไส้ใหญ่เป็นช่องทางการ ระบายพิษ มากที่สุด มีอุจจาระที่หมักหมมคั่งค้างอยู่และเต็มไปด้วยสารพิษที่ถูกส่งมากำจัดทางลำไส้ใหญ่ แต่ไม่ได้ขับออก ร่างกายจึงไม่สามารถระบายพิษที่ตกค้างตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายออกได้ กล้ามเนื้อบริเวณที่ได้รับความเจ็บปวดจึงไม่สามารถระบายมายังลำไส้ใหญ่ได้ เมื่อทำสวนล้างลำไส้ใหญ่แล้วทั้งอุจจาระ พิษจากพลังงานความร้อนที่เป็นของเสียจากทุกอวัยวะในร่างกายส่วนใหญ่ส่งมาระบายที่ลำไส้ใหญ่ และพิษจากน้ำที่เกิดจากทุกอวัยวะในร่างกายส่งสิ่งที่เป็นพิษมากำจัดออกที่ลำไส้ใหญ่ผ่านตับและลำไส้เล็ก อาการเจ็บปวดเหล่านั้นจึงทุเลาเบาบางล งถึงหายจากอาการไม่สุขสบายนั้นในที่สุด เนื่องจากร่างกายได้รับพิษร้อนเกินหรือเย็นเกิน ทำให้เสียโครงสร้างโครงรูปของเซลล์ ซึ่งเป็นหน่วยย่อยของอวัยวะ เซลล์จะทำหน้าที่ผิดปกติซึ่งก็เท่ากับอวัยวะนั้นทำงานผิดปกติ อาจทำหน้าที่มากไปหรือน้อยไปหรือทำหน้าที่ผิดเพี้ยนไปจากปกติ ประกอบกับระบบประสาทไขสันหลังกระตุ้นให้เกิดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อหรือที่เรียกว่า Reflex เพื่อหนีพิษหรือขับพิษ การเกร็งตัวของกล้ามเนื้อก็จะรุนแรงมากขึ้นตามความรุนแรงของพิษ หรือสิ่งระคาย หรือสิ่งที่ไม่สบายนั้น ๆ จุดใดที่อ่อนแอและมีพิษมากก็จะเกิดอาการก่อน แล้วค่อยลุกลามไปจุดอื่น ๆ ซึ่ง ถ้าหากเรามีการระบาย พิษร้อนหรือเย็นเกินนี้ ออก พร้อมกับการไม่เพิ่มพิษร้อนหรือเย็นเกินนั้นเข้าไป เซลล์เม็ดเลือดขาวและเซลล์ต่าง ๆ ก็จะมีโครงสร้างโครงรูปตามปกติ ทำหน้าที่ได้ตามปกติตามกระบวนการฟาโกไซโตสิสและ Reflex ต่าง ๆ ของกล้ามเนื้อก็จะขับพิษออกได้และไม่รับพิษเพิ่ม กล้ามเนื้อก็จะคลายตัวเพราะไม่ต้องบีบเกร็งตัวเพื่อขับพิษออก เลือดลมก็จะไหลเวียนสะดวก สารอาหารและพลังงานที่เป็นประโยชน์ก็จะสามารถเข้าไปหล่อเลี้ยงเซลล์ได้ และของเสียระบายออกจากเซลล์ได้ ซึ่งสามารถอธิบายร่วมกับหลัก สมดุลร้อนเย็นได้ (ใจเพชร กล้าจน . 2554 : 65 -69 ) ดังนี้ ในกรณีที่พิษสะสมที่ศีรษะก็จะเกิดอาการ ปวดศีรษะ มึนเวียนศีรษะ ในกรณีที่พิษสะสมที่กล้ามเนื้อ ก็จะเกิดอาการปวดกล้ามเนื้อ ในกรณีที่พิษหรืออันตรายระคายเคืองผิวหนัง ก็จะเกิดผื่นคัน ในกรณีที่พิษหรืออันตรายทำลายเซลล์ ก็จะเกิดการเปื่อยพุพอง ในกรณีที่พิษร้อนเกินเผาน้ำให้แห้ง ก็จะเกิดการเกรียมไหม้ ถ้าร่างกายส่งเลือดส่งน้ำเหลืองไปกำจัดพิษบริเวณนั้น ก็จะเกิดอาการบวมแดง ในกรณีที่ร่างกายผลิตพลังงานเพื่อต่อสู้พิษหรือขับพิษ ก็จะเกิดอาการร้อนหรือเป็นไข้ ถ้าเป็น พิษเย็นเกินทำร้าย จะเกิดอาการ ชา ซีด บริเวณนั้นจะเหี่ยว เพราะร่างกายจะเคลื่อนน้ำออกจากบริเวณนั้น เพื่อลดความเย็น ในกรณีที่เรามีวิธีการระบายสิ่งที่เป็นพิษร้อนหรือเย็นเกินนั้นออก พร้อมกับการไม่เพิ่มสิ่งที่เป็นพิษร้อนหรือเย็นเกินนั้นเข้าไป ส่วนเพอร็อกซิโซมของเซลล์จะมีสมรรถภาพในการสลายพิษ และเซลล์ก็จะมีกำลังมากขึ้นในการเกร็งตัว ขั บพิษดังกล่าวออกไปจากร่างกาย เมื่อพิษถูกกำจัดออกจากร่างกายจนทุเลาเบาบางลงหรือหมดไป พร้อมกับการไม่เพิ่มพิษร้อนหรือเย็นเกินนั้นเข้าไป กล้ามเนื้อก็จะคลายตัว เพราะไม่มีพิษจะต้องบีบออก ทำให้เลือดลมไหลเวียนสะดวก เซลล์ทุกเซลล์ก็แข็งแรง รวมถึงเซลล์เม็ดเลือดขาว WBC. (White Blood Cell) ด้วย เพราะไม่มีพิษร้อนหรือเย็นทำลาย จึงสามารถโอบและหลั่งน้ำย่อย เอนไซม์ มาสลายเซลล์มะเร็งได้ ในกระบวนการฟาโกไซโตสีส กล้ามเนื้อที่แข็งแรงก็จะเกิดกลไก Reflex เกร็งตัวขับเอาเซลล์มะเร็งที่สลายโดยเม็ดเลือดขาว ออกจากร่างกายทางหู ตา จมูก ปาก ผิวหนัง ปัสสาวะ อุจจาระ หรืออวัยวะระบายพิษตามปกติของร่างกาย ก็จะทำให้เซลล์มะเร็งทุเลาเบาบางหรือหายไป ในกรณีที่มีการติดเชื้อ เกิดจากเมื่อร่างกายได้รับพิษร้อนหรือเย็นเกินก็จะเกิดกระบวนการ ฟาโกไซโตสีส จะเกิดพร้อมกันกับ Reflex เพื่อกำจัดพิษออกจากร่างกาย เมื่อกระบวนการดังกล่าวเสียหายก็จะไม่สามารถกำจัดหรือต้านทานเชื้อโรคซึ่งมีอยู่ทั่วไปเป็นธรรมดา เชื้อโรคก็จะกินเซลล์ของร่างกายเราเป็นอาหาร จึงเกิดการติดเชื้อต่าง ๆ ในร่างกาย แต่ถ้าระบายพิษร้อนหรือเย็นเกินออกไป พร้อมกับไม่เพิ่มพิษร้อนหรือเย็นเกินนั้นเข้าไป เม็ดเลือดขาวก็จะแข็งแรงเพราะไม่ถูกพิษร้อนหรือเย็นเกินทำลาย เม็ดเลือดขาวที่แข็งแรงก็จะทำลายเชื้อโรคได้ดี ทำให้การติดเชื้อทุเลาหรือหายไป ในกรณีที่เกิดความดันโลหิตสูง เกิดจากก ารมีพิษร้อนหรือเย็นเกิน ส่วนใหญ่ เกิดจาก พิษร้อนเกิน แต่พิษเย็นเกินจนถึงขั้นตีกลับก็สามารถทำให้เกิดความดันโลหิตสูงได้ โดยเฉพาะพิษดังกล่าวมีมากในระบบไหลเวียนโลหิต ทำให้หัวใจบีบเกร็งตัวอย่างแรงโดยอัตโนมัติ เพื่อขับพิษดังกล่าวออกไปจากร่างกาย จึงเกิดภาวะความดันโลหิตสูงขึ้น ดังนั้น ถ้าเรามีวิธีระบายพิษร้อนหรือเย็นเกินนั้นออก พร้อมกับการไม่เพิ่มพิษร้อนหรือเย็นเกินนั้นเข้าไป กล้ามเนื้อหัวใจก็จะคลายตัว เพราะไม่ต้องบีบเกร็งตัวขับพิษออก ภาวะความดันโลหิตสูงก็จะทุเลาหรือหายไป ในกรณีที่เป็นหวัด ไอ จาม เกิดจากภาวะร้อนหรือเย็นเกินระคายบริเวณ ปอด หลอดลม หรือเยื่อบุจมูก ร่างกายจะส่งน้ำไปดับความระคาย จึงเกิดน้ำมูกหรือเสลด ถ้ากล้ามเนื้อเกร็งตัวอย่างแรงเพื่อขับน้ำมูก เสลด หรือพิษร้อนเย็นก็จะเกิดอาการไอ จาม ดังนั้น ถ้าเรามีวิธีระบายพิษร้อนหรือเย็นเกินนั้นออก พร้อมกับการไม่เพิ่มพิษร้อนหรือเย็นเกินนั้นเข้าไป ร่างกายก็ไม่ต้องส่งน้ำเพื่อไปดับความ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน

word1.ปก.docx
19 พฤษภาคม 2565
wordภาคผนวก.docx
6 กันยายน 2564
word01 ปก พริ้วลมบุญ.docx
15 พฤศจิกายน 2563