สื่อธรรมะพ่อครู(วรรณะ 9) ตอน สังคมแห่งวรรณะ 9.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(วรรณะ 9) ตอน สังคมแห่งวรรณะ 9 คุณสู่แดนธรรม… ขอเปลี่ยนบรรยายกาศสู่เรื่องง่ายๆ ผมจะขอเล่านิทานก้อม สั้นๆ...สมัยหนึ่งพ่อท่านบิณฑบาตอยู่ใกล้กับศีรษะอโศก ชาวบ้านเอาข้าวมาใส่บาตร ข้าวร่วง ไก่มาแย่งจิกกินข้าว ผมก็ถามว่าพ่อท่านก็สอนว่าจิตวิญญาณเป็นประธานสิ่งทั้งปวง คนเราเกิดมาแต่ก่อนอาจเคยเป็นเดรัจฉาน ชาตินี้ถ้าไก่มันจิกตีกัน แล้วชาติก่อนมันเคยเป็นคน แล้วความรู้สึกของคนทำไมหายไป ทำไมสมองไก่ทำให้ลืมความเป็นคนหมดเลย พ่อท่านก็ตอบว่าเหมือนน้ำในคลอง หากคลองคดก็ทำให้น้ำไหลคด พ่อท่านก็พูดถึงสมมุติสัจจะที่สำคัญ พ่อท่านจะเน้นเรื่องสมมุติสัจจะมากกว่าปรมัตถสัจจะครับ พ่อครูว่า.. สมมุติสัจจะอย่างหนึ่ง หมายถึง ความจริงที่รู้ร่วมกันสมมุติกันภายนอก คนอื่น แต่ปรมัตถสัจจะคือเรารู้ของเราคนเดียว สูงสุดหรือนอกรีตก็ได้ เป็นเรื่องส่วนตัว เป็นเรื่องจิตในจิตเท่านั้น แต่สมมุติต้องร่วมกับสังคม เมื่อเราต้องมีชีวิตร่วมกันคนอื่น ก็ต้องสมานกันให้ดี อาตมาประสบความสำเร็จ ที่พาทำตามธรรมะพุทธเจ้า ทำให้เกิดสาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7 สาราณียะคือระลึกถึงกัน คนไหนเจ็บป่วยหายไปก็ระลึกถึงกัน เป็นปิยกรณะ เป็นมิตรที่ fraternity มีความรักยังปรารถนาดีต่อกันและกัน เคารพกัน คุรุกรณะ ในวัยในคุณวุฒิ สมมุติ เราอยู่ได้ด้วยสังคหะ การแบ่งกินแบ่งใช้ช่วยเหลือการอนุเคราะห์กัน ไม่มีวิวาทกัน อาตมาทำงานมา 30 40 ปีพวกเราไม่วิวาทกันถึงขั้นบาดเจ็บ จะ 50 ปีแล้วไม่มีการวิวาทกันถึงขนาดนั้น มีนิดๆหน่อยๆปากหอกกันบ้างแต่มีน้อย error ถือว่าสมบูรณ์แล้ว มีความสามัคคีกันดี อยู่กันอย่างเป็นปึกแผ่น มีเอกีภาวะ พวกชาวอโศกอยู่ร่วมกันนี้ คนอื่นเขาเห็นแล้วกลัวเพราะเป็นปึกแผ่นกันดี ที่อื่นหาไม่ได้ ตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอน แม้แต่วรรณะ 9 เ
อ่านต่อ
ป็นคนเลี้ยงง่าย มาถึงตอนกินข้าวก็เอาอาหารใส่รางเลื่อนไปเหมือนให้หมูกิน แล้วก็ตักอย่างระวังอย่าตักมากเกินคนอื่นเขาจะไม่ได้ กินง่ายไปง่ายมาง่ายนะง่ายนอนง่ายอยู่ง่ายไม่ได้เรื่องมาก สุภระ สุโปสะ อาตมาสอนทุกวัน พาทำให้เจริญ วันแล้ววันเล่า จะ 50 ปีแล้วคุณก็มาฟังกัน ขยัน เป็นไปอย่างอัตโนมัติ ไม่รู้สึกว่าลำบาก ยังมากันหลายสิบคนเป็นร้อย บางทีก็ไม่ถึงร้อย
สรุปแล้วอาตมาทำงานศาสนาพุทธ ที่ทำได้เพราะพาทำแบบไม่สะสม อปจยะ เป็นคนจน อัปปิจฉะ กล้าจน มักน้อย เป็นคนมีแต่น้อยมีความสันโดษ สันตุฏฐิ มีใจพอ พวกเราถ้าไม่มีใจพอจะแย่งกันตายเลย เป็นคนสัลเลขะ เป็นคนขัดเกลากายวาจาใจของตนเอง ธูตะ มีศีลเคร่งขึ้นได้ มีอธิศีล อธิจิตอธิปัญญา อธิมุติไปตามลำดับ มีอาการที่น่าเลื่อมใส ปาสาทิกะ แม้แต่เด็กต้องพวกเราก็มีอาการน่าเลื่อมใส อปจยะ ไม่สะสม เป็นเรื่องจริงหลายอัฐมาทำได้สำเร็จเป็นเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ เป็นคนมักน้อยเป็นคนไม่สะสม ยิ่งข้อสุดท้าย ขยันเสมอ วิริยารัมภะ ไม่มีความขี้เกียจไม่มีอบายมุข วรรณะ 9 คือ the classes เป็นคนชั้นสูง ทำสำเร็จแล้วพวกเราสำเร็จมีสาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7 อาตมาสรุปธรรมะ พระพุทธเจ้า อาตมาทำมาในชาตินี้จึงบอกว่าประสบผลสำเร็จ มันคงจะได้มากกว่านี้ไม่เท่าไหร่ จะได้เพิ่มกว่านี้ก็มีอัตราการก้าวหน้าบ้าง แต่ก็คงจะมี แก่นแกนเท่านี้ นอกนั้นก็ขยายไป จะขยายอัตราการก้าวหน้าก็ยังดูไม่ออก ก็คิดว่า คงจะไม่ก้าวหน้ามากกว่านี้ แม้แต่คนศาสนาอื่นคนต่างประเทศ ก็คงจะมีการมาเห็นดีเห็นด้วยไม่มากเพราะเป็นโลกุตรธรรมเป็นธรรมะที่เข้าใจยาก เป็นเรื่อง คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ผยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) ที่พูดนี้เป็นธรรมบททั้งนั้น อาตมานั่งอิงตามพระไตรปิฎกมหาเถรสมาคมก็เลยไม่กล้ามาแย้ง เดี๋ยวหมอจะไม่รับเย็บ แล้วปากจัดด้วยนะ610726_รายการสำมะปี๋ซีวิต บ้านราชฯ ตอน 1