12 ภาคผนวก ก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย.docx
เนื้อหาในไฟล์
3489158 -962526 0 0 ภาคผนวก 3200400 -938463 0 0 4603898 -967563 ภาคผนวก ก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. โปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม 1.1 กิจกรรม ตามโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ดังตารางต่อไปนี้ กิจกรรมใน วันที่ 1 ของค่าย เวลา กิจกรรม 08 . 00 - 10 . 00 น. ผู้วิจัยนัดกลุ่ม ตัวอย่าง เพื่อแนะนำตัวเองและชี้แจงวัตถุประสงค์ของการวิจัย รายละเอียดของกิจกรรม ขอความร่วมมือในการเข้าร่วมโครงการวิจัย การพิทักษ์สิทธิ์กลุ่มตัวอย่าง ผู้เข้าร่วมลงนามยินดีเข้าร่วมโครงการวิจัย 10 . 00 - 10 . 30 น. ชม “ VDO คนค้นคน” แนะนำองค์กรและองค์ความรู้แพทย์วิถีธรรม 10 . 30 - 12 . 00 น. บรรยายเทคนิค "การรับประทานอาหารปรับสมดุล" โดย ดร. ใจเพชร กล้าจน 12 . 00 - 14 . 3 0 น. รับประทานอาหารปรับสมดุลมื้อหลักฝึกเคี้ยวอาหารให้ละเอียด 15 . 00 - 17 . 00 น. บรรยายและสาธิตเทคนิค “การเดินเร็ว” 17 . 00 - 20 . 30 น. รับประทานอาหารสุขภาพมื้อเย็น ทำธุระ-ภารกิจส่วนตัว พักผ่อน 21 . 00 น. ปิดไฟ งดใช้เสียง กิจกรรมใน วันที่ 2 ของค่าย เวลา กิจกรรม 03.45 - 04.30 น. เสียงปลุกเสียงปลง และบทเพลงสาระ 04 . 30 - 05 . 30 น. สวดมนต์ และ ทบทวนธรรม 05.30 - 07.30 น. ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง ประเมินค่าดัชนีมวลกาย และวัดความดันโลหิต ก่อนการทดลอง ( Pre - test ) แจกหนังสือและคู่มือ ลดน้ำหนัก ตามหลักการแพทย์ วิถีธรรม 07 . 30 - 08 . 30 น. เดินเร็ว 30- 50 นาที (รวมอบอุ่นร่างกายก่อนและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ หลังเดินเร็ว) 08 . 30 - 09 . 30 น. รับประทานอาหารเช้า พักผ่อน 09 . 30 - 11 . 30 น. กิจกรรมรวม
อ่านต่อ
กลุ่มลงฐานงาน 11 . 30 - 12 . 00 น. สาธิต"การสวนล้างลำไส้ใหญ่ด้วยตนเองโดยใช้สมุนไพรที่ถูกกัน" โดยจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม 1 2 .00 - 14.00 น. รับประทานอาหารปรับสมดุลมื้อหลักฝึกเคี้ยวอาหารให้ละเอียด 14.00 - 15.00 น. สัมภาษณ์ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ผู้ที่ดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม ( โดยตัวแบบที่เป็นวีดีทัศน์ ) 15.00 - 1 8 .00 น. บรรยาย "ธรรมะเพื่อละบาป บำเพ็ญกุศล ทำจิตใจให้ผ่องใส คบมิตรดีสหายดีสร้างสังคมสิ่งแวดล้อมที่ดี" เพื่อการขัดเกลากิเลส โดย ดร. ใจเพชร กล้าจน 1 8 .00 - 1 9 .00 น. รับประทานอาหารสุขภาพมื้อเย็น ทำธุระ-ภารกิจส่วนตัว พักผ่อน 21.00 น. ปิดไฟ งดใช้เสียง กิจกรรมใน วันที่ 3 ของค่าย เวลา กิจกรรม 03.45 - 04.30 น. เสียงปลุกเสียงปลง และบทเพลงสาระ 04 . 30 - 05 . 30 น. สวดมนต์ และ ทบทวนธรรม 05 . 30 - 06 . 30 น. เดินเร็ว 30- 50 นาที (รวมอบอุ่นร่างกายก่อนและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ หลังเดินเร็ว) 06 . 30 - 08 . 30 น. กิจกรรมรวมกลุ่มลงฐาน 08 . 30 - 09 . 30 น. รับประทานอาหารเช้า พักผ่อน 09 . 30 - 12 . 00 น. สาธิตและฝึกปรุงอาหารปรับสมดุลร้อนเย็นตามภาวะร่างกาย สูตร 2 น้องพุทธ โดยจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมที่มีประสบการณ์ 1 2 .00 - 14.00 น. รับประทานอาหารปรับสมดุลมื้อหลักฝึกเคี้ยวอาหารให้ละเอียด รับฟังประสบการณ์การลดน้ำหนักจากจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม 14.00 - 1 8 .00 น. บรรยาย "ธรรมะเพื่อละบาป บำเพ็ญกุศล ทำจิตใจให้ผ่องใส คบมิตรดีสหายดีสร้างสังคมสิ่งแวดล้อมที่ดี" เพื่อการขัดเกลากิเลส โดย ดร. ใจเพชร กล้าจน 18.00 - 19.00 น. รับประทานอาหารสุขภาพมื้อเย็น ทำธุระ-ภารกิจส่วนตัว พักผ่อน ผู้เข้าร่วมโครงการฝึกสวนล้างลำไส้ใหญ่ด้วยตนเองโดยใช้สมุนไพรที่ถูกกัน โดยมีจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมที่มีประสบการณ์เป็นพี่เลี้ยง 21.00 น. ปิดไฟ งดใช้เสียง กิจกรรมใน วันที่ 4 - 8 ของค่าย เวลา กิจกรรม 03.45 - 04.30 น. เสียงปลุกเสียงปลง และบทเพลงสาระ 04 . 30 - 05 . 30 น. สวดมนต์ และ ทบทวนธรรม 05 . 30 - 06 . 30 น. เดินเร็ว 30- 50 นาที (รวมอบอุ่นร่างกายก่อนและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ หลังเดินเร็ว) 06 . 30 – 08 . 30 น. กิจกรรมรวมกลุ่มลงฐาน 08 . 30 - 09 . 30 น. รับประทานอาหารเช้า พักผ่อน 10 . 00 - 12 . 00 น. ผู้เข้าร่วมโครงการปรุงอาหารปรับสมดุลร้อนเย็นตามภาวะร่างกาย สูตร 2 น้องพุทธ โดยมีจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมเป็นพี่เลี้ยง 1 2 .00 - 14.00 น. รับประทานอาหารปรับสมดุลมื้อหลักฝึกเคี้ยวอาหารให้ละเอียด รับฟังประสบการณ์การลดน้ำหนักจากจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม (ต่อ) 14.00 - 1 8 .00 น. บรรยาย "ธรรมะเพื่อละบาป บำเพ็ญกุศล ทำจิตใจให้ผ่องใส คบมิตรดีสหายดีสร้างสังคมสิ่งแวดล้อมที่ดี" เพื่อการขัดเกลากิเลส โดย ดร. ใจเพชร กล้าจน 18.00 - 19 . 0 0 น. รับประทานอาหารสุขภาพมื้อเย็น ทำธุระ-ภารกิจส่วนตัว พักผ่อน เวลา กิจกรรม 1 9 .00 - 21 .00 น. กิจกรรมสนทนากลุ่มย่อย แลกเปลี่ยนประสบการณ์การลดน้ำหนักและสิ่งที่ได้เรียนรู้และฝึกปฏิบัติตามโปรแกรม โดยผู้วิจัย จิตอาสาแพทย์วิถีธรรมและผู้เข้าร่วมโครงการวิจัย ผู้เข้าร่วมโครงการฝึกสวนล้างลำไส้ใหญ่ด้วยตนเองโดยใช้สมุนไพรที่ถูกกัน โดยมีจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมที่มีประสบการณ์เป็นพี่เลี้ยง 21.00 น. ปิดไฟ งดใช้เสียง กิจกรรมใน วันที่ 9 ของค่าย เวลา กิจกรรม 03.45 - 04.30 น. เสียงปลุกเสียงปลง และบทเพลงสาระ 04 . 30 - 05 . 30 น. สวดมนต์ และ ทบทวนธรรม 05 . 30 – 09 . 00 น. กลุ่ม ตัวอย่าง ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง ประเมินค่าดัชนีมวลกาย และ วัดความดันโลหิตหลังการทดลอง ( Post - test ) และกล่าวขอบคุณที่ให้ ความร่วมมือในการเข้าร่วมกิจกรรม 09 . 00 – 10 . 00 น. รับประทานอาหารเช้า 10 . 00 – 15 . 00 น. บรรยายสรุปและปิดกิจกรรมค่ายโดย ดร. ใจเพชร กล้าจน พร้อมกับการ รับประทานอาหารกลางวัน 15.00 น. ผู้เข้าร่วมโครงการเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ 1.2 รายละเอียดของ โปรแกรมสุขภาพ ตามหลักการแพทย์ วิถีธรรม ประกอบด้วยการฝึกปฏิบัติตามโปรแกรมฯ 6 ด้าน คือ 1.2.1 การรับ ประทานสมุนไพร ปรับสมดุล การ นำสมุนไพรมาใช้แล้วมีผล ให้ ร่างกายมี สุขภาพดี ขึ้น คือ การ รับประทาน สมุนไพรที่ ถูก สมดุลร้อนเย็นกับชีวิต ของเราในขณะนั้น กลไกของร่างกาย จะ ทำหน้าที่ ดูดดึงสารและพลังงานของสมุนไพรดังกล่าว ไปดับพิษร้อนเย็นไม่สมดุล ในร่างกาย และหล่อเลี้ยงชีวิต ทำให้ชีวิตมีพลังมากขึ้น จากการที่สารและพลังของสมุนไพรที่สมดุลร้อนเย็นไปหล่อเลี้ยงชีวิต และจากการที่ไม่ต้องเสียพลัง ในการ ขับพิษที่ดับได้แล้ว ทำให้ ชีวิตมีพลังมากขึ้น กลไกของร่างกาย จึงสามารถผลักดันพิษ ความไม่สมดุล ร้อนเย็นที่ยังตกค้างอยู่ ออกจากร่างกายได้ดียิ่งขึ้น ทำให้โรคภัยไข้เจ็บลดน้อยลง แข็งแรง และอายุยืน กรณีที่มีภาวะร้อนเกิน โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนส่วนใหญ่ที่รับประทานอาหารให้พลังงานสูง มีความเครียด กังวล หรือใจร้อน มักจะมีภาวะร้อนเกิน แนะนำให้ ดื่มน้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็นหรือคลอโรฟิลล์สดจากธรรมชาติ โดยมี วิธีทำ คือ 1. ใช้สมุนไพรฤทธิ์เย็น เช่น ใบย่านางเขียว 5 - 20 ใบ ใบเตย 1 - 3 ใบบัวบกครึ่ง - 1 กำมือ หญ้าปักกิ่ง 1 - 5 ต้น ใบอ่อมแซบ (เบญจรงค์) ครึ่ง - 1 กำมือ ผักบุ้งครึ่ง - 1 กำมือ ใบเสลดพังพอนครึ่ง- กำมือ หยวกกล้วยครึ่ง - 1 คืบ และว่านกาบหอย 3 - 5 ใบ เป็นต้น จะใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างรวมกันก็ได้ 2. โขลกให้ละเอียดหรือขยี้หรือปั่น ผสมกับน้ำเปล่า 1 - 3 แก้ว กรอง ผ่านกระชอน นำ น้ำที่ได้มาดื่ม ครั้งละประมาณ ครึ่ง- 1 แก้ว วันละ 1 - 3 ครั้ง ก่อนอาหารหรือตอนท้องว่าง หรือดื่มแทนน้ำตอนที่รู้สึกกระหายน้ำ ปริมาณการดื่มและความเข้มข้นของสมุนไพร อาจมากหรือน้อยกว่านี้ก็ สามารถ ปรับ ได้ ตามความรู้สึกสุขสบายเบากายมีกำลัง 3. กรณี ร่างกาย มีภาวะร้อนเกินและเย็นเกินเกิดขึ้นพร้อมกัน ให้กดน้ำร้อนใส่น้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็น หรือนำไปต้มให้เดือดก่อนดื่ม หรืออาจนำสมุนไพรฤทธิ์ร้อนมาผสมก่อนดื่มก็ได้ เช่น นำน้ำต้มขมิ้น ขิง ข่า ตะไคร้ กระเพรา โหระพา กระเทียม กระชาย มะตูม เป็นต้น กรณีมีภาวะเย็นเกิน ดื่มสมุนไพรฤทธิ์ร้อน ปริมาณสมุนไพรฤทธิ์ร้อนที่เหมาะสมเฉลี่ยประมาณ 1 - 3 ข้อนิ้วมือ อาจปรับปริมาณมากหรือน้อยกว่านี้ได้ ตามความรู้สึกสุขสบายเบากายมีกำลังของแต่ละคน 1 . 2 . 2 การรับประทานอาหารปรับสมดุล การ ปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหารที่มีผล ให้ ร่างกายมี สุขภาพดี ขึ้น คือ การ รับประทานอาหารที่ ถูก สมดุล ความ ร้อน และความ เย็นกับชีวิต ในขณะนั้น กลไก การทำงาน ของร่างกายจะดูดดึงสารและพลังงานของอาหารดังกล่าว ไปดับพิษร้อนเย็น ที่ ไม่สมดุลและหล่อเลี้ยงชีวิต ทำให้ชีวิตมีพลังมากขึ้น จากการที่สารและพลังของอาหารที่ ถูก สมดุล ความ ร้อน และความ เย็น นั้น ไปหล่อเลี้ยงชีวิต และจากการที่ ร่างกาย ไม่ต้องเสียพลัง ในการ ขับพิษที่ดับได้แล้ว ชีวิต ก็จะ มีพลังมากขึ้น กลไก การทำงาน ของร่างกายจึงสามารถผลักดันพิษร้อนเย็นที่ไม่สมดุลที่ยังตกค้างอยู่ออกจากร่างกายได้ดียิ่งขึ้น ทำให้โรคภัยไข้เจ็บลดน้อยลง แข็งแรง และอายุยืน วิธีปฏิบัติคือ 1 ) ควรรับประทานอาหารไร้สารพิษดีที่สุด หรือลดพิษจากเคมีให้ได้มากที่สุดด้วยวิธีต่าง ๆ การแพทย์วิถีธรรมใช้การลดพิษจากเคมี ด้วยน้ำซาวข้าว หรือถ่าน 1 - 5 ก้อน ขนาดครึ่ง- 1 กำมือ หรือเกลือ 1 - 3 ช้อนแกง ผสมกับน้ำซาวข้าวหรือน้ำเปล่า 5 - 10 ลิตร แช่พืช ผัก ผลไม้ สมุนไพร หรือธัญพืชประมาณ 10 - 20 นาทีขึ้นไป ลดหรืองดเนื้อสัตว์หรือผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ 2 ) ใช้โปรตีนจากถั่วแทน เนื้อสัตว์ (สำหรับผู้ที่ยังไม่สามารถงดเนื้อสัตว์ได้ ควรลดหรืองดเนื้อสัตว์ใหญ่ หันมารับประทานสัตว์เล็กแทน จนเหลือรับประทานปลา และไข่ เป็นลำดับ) 3 ) เพิ่มการรับประทานผัก ผลไม้ที่ไม่หวานจัด ปรุงรสไม่จัดจนเกินไป 4 ) สำหรับองค์ประกอบของสภาพร่างกาย อากาศ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยโดยรวมในปัจจุบัน ควรปรุงรสอยู่ในระดับประมาณ 10 - 30 % ของที่เคยปรุง โดยทั่วไป คือ รับประทานเกลือประมาณ 1 ช้อนชาต่อคนต่อวัน , น้ำตาล ไม่เกิน 5 ช้อนชาต่อคนต่อวัน , พริก (พริกชี้ฟ้า) ไม่เกิน - 3 เม็ดต่อคนต่อวัน และน้ำมันพืช - 4 ช้อนชาต่อคนต่อสัปดาห์ โดยสามารถปรับลดหรือเพิ่มตามสภาพร่างกาย ณ เวลานั้น เท่าที่รู้สึกสุขสบายเบากาย มีกำลัง 5 ) ใช้เกลือปรุงอาหารเป็นหลักดีที่สุด ถ้าต้องการใส่เครื่องปรุงอื่น ๆ เช่น ซีอิ้ว เต้าเจี้ยว กะปิ น้ำปลา ปลาร้า เป็นต้น ควรใส่เพียงเล็กน้อย 6 ) กรณีชีวิตมีภาวะร้อนเกินและอากาศร้อน ควรใช้ไฟกลาง ๆ นาน แค่พอสุก ไม่ควร อุ่นซ้ำแล้วซ้ำอีก ในการปรุงอาหารหรือหุงต้มข้าวหรือถั่ว ส่วนกรณีชีวิตมีภาวะเย็นเกินและอากาศหนาวเย็น ควรใช้ไฟแรง ตั้งไฟนาน อุ่นซ้ำแล้วซ้ำอีกได้ ในการปรุงอาหารหรือหุงต้มข้าวหรือถั่ว เพราะความแรงของไฟมีผลต่อคุณสมบัติของอาหาร ใช้ไฟแรงมากขึ้น อาหารก็มีฤทธิ์ร้อนมากขึ้นไปตามลำดับ ควรปรับใช้ความแรงของไฟในสัดส่วนที่ผู้รับประทานรู้สึกสุขสบายเบากาย มีกำลัง 7 ) การใช้ฟืนหรือถ่านในการปรุงอาหาร จะทำให้อาหารอยู่ในสภาพที่ชีวิตสามารถนำไปใช้สังเคราะห์เป็นพลังชีวิตได้สูงสุด รองลงมาคือแก๊ส รองลงมาคือหม้อหุงข้าวไฟฟ้า กระทะไฟฟ้า เครื่องปิ้งย่างไฟฟ้า แย่ที่สุดคือไมโครเวฟหรือเครื่องมือที่มีพลังคลื่นแม่เหล็กที่แรงเกิน เพราะมีคลื่นแม่เหล็กที่แรงเกินทำให้อาหารอยู่ในสภาพที่เป็นพิษต่อพลังชีวิต จึงไม่ควรใช้หรืออาจใช้เมื่อมีความจำเป็นในบางครั้ง ในกรณีของผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน โดยส่วนใหญ่ที่มีพฤติกรรมการรับประทานอาหารให้พลังงานสูง มักจะมีภาวะร่างกายแบบร้อนเกิน ดังนั้นการปรับสมดุลด้วยการรับประทานอาหารจึงจำเป็นต้องมีการเรียนรู้เรื่อง การฝึกรับประทานอาหารตามลำดับ โดยใน กรณีที่ ร่างกาย มีภาวะร้อนเกิน จะ มีเทคนิคการรับประทานอาหารตามลำดับ ดังต่อไปนี้ ลำดับที่ 1 ดื่มน้ำสมุนไพรปรับสมดุล เช่น น้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็นต่าง ๆ เป็นต้น ลำดับที่ 2 รับประทานผลไม้ฤทธิ์เย็น เช่น กล้วยน้ำว้า แก้วมังกร กระท้อน พุทรา สับปะรด แตงโม แตงไทย แคนตาลูป ส้มโอ ชมพู่ มังคุด มะม่วงดิบ มะขามดิบ มะละกอดิบ มะละกอห่าม เป็นต้น ค วรงดหรือลดผลไม้ฤทธิ์ร้อน เช่น ทุเรียน ขนุนสุก เงาะ ลำไย ลิ้นจี่ ส้มเขียวหวาน กล้วยไข่ กล้วยหอม กล้วยเล็บมือนาง มะไฟ มะเฟือง มะปราง มะตูม มะม่วงสุก ลูกยอ สละ องุ่น ฝรั่ง น้อยหน่า กระทกรก (เสาวรส) ละมุด มะขามหวานสุก (ร้อนเล็กน้อย) ระกำ (ร้อนเล็กน้อย) มะละกอสุก (ร้อนเล็กน้อย) ผลไม้ทุกชนิดที่ผ่านความร้อน เช่น ตากแห้ง อบ นึ่ง ปิ้ง ย่าง หรือ ต้ม เป็นต้น ลำดับที่ 3 รับประทานผักฤทธิ์เย็นสด เช่น ผักบุ้ง อ่อมแซบ (เบญจรงค์) ชายา (ไชยา) วอเตอร์เคส แตงกวา กวางตุ้ง ผักกาดขาว ผักกาดหอม (สลัด) ถั่วงอก สายบัว บัวบก มะเขือ ทูน (ตูน) ใบมะยม ฮว่านง็อก เป็นต้น ควรงดหรือลดผักฤทธิ์ร้อน ได้แก่ ผัก ที่มี รสเผ็ด กลิ่นฉุน เครื่องเทศ ทุกชนิด เช่น ขิง ข่า (ข่าแก่ร้อนมาก) ตะไคร้ ขมิ้น โหระพา พริก พริกไทย (ร้อนมาก) กุ้ยช่าย (ผักแป้น ร้อนมาก) เป็นต้น และพืชที่ไม่มีรสเผ็ดแต่มีฤทธิ์ร้อน เช่น สะตอ ลูกเนียง ชะอม คะน้า กะหล่ำปลี แครอท บีทรูท ถั่วฝักยาว ถั่วพู ลูกตำลึง กระเฉด กระถิน ผักกาดเขียวปลี ใบยอ ผักโขม ใบปอ ผักแขยง ยอดเสาวรส ฟักทองแก่ หน่อไม้ เม็ดบัว สาหร่าย ไข่น้ำ รากบัว โสมจีน โสมเกาหลี แปะตำปึง (ร้อนเล็กน้อย) เป็นต้น ลำดับที่ 4 รับประทานข้าวจ้าวพร้อมกับข้าว โดยรับประทานข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือเป็นปกติก็ จะ ยิ่งดี ควรงดหรือลดคาร์โบไฮเดรทที่มีฤทธิ์ร้อนมาก เช่น เผือก มัน กลอย ข้าวเหนียว ข้าวแดง ข้าวดำ (ข้าวก่ำ ข้าวนิล) ข้าวอาร์ซี ข้าวสาลี ข้าวบาเลย์ และควรละหรืองด คาร์โบไฮเดรทที่มีฤทธิ์ร้อนมากแต่ขาดวิตามิน ได้แก่ อาหาร ที่รส หวานจัด ขนมปัง ขนมกรุบกรอบ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมจีน (ข้าวปุ้น) เป็นต้น ส่วน กับข้าว ควรใช้ผักฤทธิ์เย็นเป็นหลักในการปรุง คือ ผักฤทธิ์เย็นที่ ได้ กล่าวมา แล้ว ข้างต้น รวมถึงผักฤทธิ์เย็นอื่น ๆ อีกหลายชนิด เช่น ฟัก แฟง แตงต่าง ๆ บวบ ผักปลัง ผักหวานป่า ผักหวานบ้าน ก้านตรง หยวกกล้วย ปลีกล้วย ก้านกล้วย กล้วยดิบ ยอดฟักข้าว ยอดฟักแม้ว ใบหรือยอดตำลึง ยอดหรือดอกฟักทอง ดอกสลิด (ดอกขจร) ดอกแค กะหล่ำดอก บร็อคโคลี่ หัวไชเท้า (ผักกาดหัว) ฟักทองอ่อน ยอดขุนศึก (อีสึก) มังกรหยก ข้าวโพด ข้าวโพดอ่อน ขนุนดิบ มะรุม เป็นต้น ลำดับที่ 5 รับประทานโปรตีนฤทธิ์เย็น ได้แก่ ต้มถั่วหรือธัญพืชฤทธิ์เย็นเป็นหลัก เช่น ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วขาว ลูกเดือย ถั่วลันเตา ถั่วโชเล่ย์ขาว หรือเห็ดฤทธิ์เย็น (บางวัน) เช่น เห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรม เห็ดลม (เห็ดบด) เห็ดขอนขาว เห็ดหูหนู เป็นต้น โดยใน แต่ละวันควรทานโปรตีนฤทธิ์เย็นหมุนเวียนชนิดไปเรื่อย ๆ ควรงดหรือลดการรับประทานโปรตีนฤทธิ์ร้อน เช่น เนื้อ สัตว์ นม ไข่ ถั่วลิสง ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วทุกชนิดที่ ผ่านการ ทอด เห็ดหอม เห็ดหลินจือ เห็ดโคน (เห็ดปลวก) เห็ดก่อ เห็ดไค เห็ดขม เห็ดผึ้ง เป็นต้น รวมถึงโปรตีน จาก ทั้งพืชและสัตว์ที่ นำ มาหมักดอง และ ควรงดหรือลดการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง เช่น น้ำมันพืช น้ำมันสัตว์ เนื้อมะพร้าว กะทิ รำข้าว จมูกข้าว งา ลูกก่อ เมล็ดกระบก เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง เมล็ดอัลมอลล์ เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ เป็นต้น ลำดับที่ 6 รับประทานน้ำแกงจืด หรือน้ำอุ่น หรือถ้าจะทานน้ำธรรมดาให้อมไว้นาน ๆ แล้วค่อยกลืนลงไป จะทำให้ไม่เสียระบบย่อย เหตุที่ต้องรับประทาน อาหารตามลำดับ โดยเริ่มจาก สมุนไพร ผลไม้ ผักก่อน ตามด้วย ข้าวและกับ ข้าว เพราะสมุนไพร ผลไม้ ผักเป็นอาหารที่มีฤทธิ์เย็นและเป็นด่าง เมื่อรับประทานเข้าไปก่อน ฤทธิ์เย็นและด่างจะเข้าไปคุ้มครองร่างกาย และ เนื่องจาก สมุนไพร ผลไม้ ผักเป็นอาหารที่ย่อยง่าย ดูดซึมง่ายกว่าข้าวและกับ ข้าว เมื่อ รับประทาน เข้าไป ก่อน ร่างกายสามารถดูดซึมเข้าไปใช้เป็นพลังชีวิตได้ทันที เมื่อชีวิตได้พลังทันทีก็จะสามารถหลั่งน้ำย่อย เอ็นไซม์ออกมาย่อย อาหาร ที่ย่อยยาก คือ ข้าวพร้อมกับ ข้าว และโปรตีน ไขมัน ซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดและความร้อนได้ ดี จะทำให้อาหารที่ย่อยยากกลายเป็นอาหารที่ย่อยง่าย กรดและความร้อน ก็ จะไม่ทำร้ายร่างกายเรา เพราะมี ความ เย็นและด่างเข้าไปคุ้มครองไว้ก่อนแล้ว เมื่อรับประทานอาหารตามลำดับจะ ทำให้รู้สึกเบาสบายตามเนื้อตัว นี่คือจุดสำคัญ จุดหนึ่งที่ผู้ต้องการลดน้ำหนักจะได้ฝึกและเรียนรู้ตามโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม แต่ถ้าหากรับประทานอาหารกลับลำดับกัน เช่น กินข้าวพร้อมกับ ข้าว ก่อนซึ่งข้าวและกับมีฤทธิ์เป็นกรดและความร้อน และเป็นสิ่งที่ย่อยยากกว่าสมุนไพร ผลไม้ ผัก การรับประทานสิ่งที่ย่อยยากเข้าไปก่อน จะเป็นการ ขัด ขวางกา ร ย่อยสิ่งที่ รับประทาน ตามลงไป ทีหลัง ดังนั้น หาก รับประทานสมุนไพร ผลไม้ ผักหลังข้าวและกับ ข้าว ร่างกายก็จะได้รับพลัง ชีวิต ช้า ลง ระบบย่อยอาหารจะเสีย กรดและความร้อนจะทำลายร่างกายไปส่วนหนึ่ง กว่าความเย็นและด่างของสมุนไพร ผัก ผลไม้จะเข้ามาแก้ไขร่างกายก็แย่ไปส่วนหนึ่งแล้ว ดังนั้นจึง ควร ฝึกรับประทานอาหารให้ถูกต้องตามลำดับ (ใจเพชร กล้าจน. 2560 : พฤษภาคม 10 ) กรณี ร่างกาย มีภาวะร้อนเกินและเย็นเกินเกิดขึ้นพร้อมกัน ก็ใช้สมุนไพร ผัก ผลไม้ ข้าวและกับข้าว และถั่ว ทั้งฤทธิ์ร้อนและเย็นผสมกัน ในปริมาณ ที่รู้สึกสุขสบาย กรณี ร่างกายมี ภาวะเย็นเกิน ควร ลดหรืองดสิ่งที่มีฤทธิ์เย็น แล้วเพิ่มสิ่งที่มีฤทธิ์ร้อน ในสัดส่วนปริมาณที่เมื่อรับประทานแล้วรู้สึกสุขสบาย เบากายและมีกำลังที่สุด ตามแต่สภาพร่างกายของ แต่ละ คน ณ เวลา ขณะนั้น และควร เคี้ยวอาหาร (ย่ำยีมาร) ให้ละเอียดก่อนกลืน รับประทาน ในปริมาณที่พอดีอิ่มสบายเบากายมีกำลังเต็มที่สุด และกลืนลงคอให้ได้ คือ ฝึกรับประทานอาหารสุขภาพให้รู้สึกว่ามีรสดี อร่อยกว่าอาหารที่เป็นพิษให้ได้ ถ้าชีวิตได้รับสารหรือพลังงานที่ไม่สมดุลร้อนเย็น กลไก การทำงาน ของร่างกายจะพยายามผลักออก และไม่สั่งให้เนื้อเยื่อหลั่งน้ำย่อยออกมาย่อย จึงเกิดอาการท้องอืด ไม่สบายไม่เบากาย ไม่มีกำลัง อ่อนเพลีย หนักตัว ตรงกันข้ามถ้า หาก ชีวิตได้รับสารหรือพลังงานที่สมดุลร้อนเย็น กลไก การทำงาน ของร่างกายจะสั่งให้เนื้อเยื่อหลั่งน้ำย่อยออกมาย่อยสิ่งที่สมดุลร้อนเย็น แล้วดูดไปเป็นพลังของชีวิต ทำให้ท้องไม่อืด เกิดสภาพสบายเบากายมีกำลัง จุดสำคัญอีกจุดหนึ่งที่ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักจะได้ฝึกและเรียนรู้ตามโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม คือ การ เคี้ยวอาหาร (ย่ำยีมาร) ให้ละเอียดก่อนกลืน ซึ่งเป็น หัวใจของการรับประทานอาหารปรับสมดุล คือ 1 . การทานอาหารตามลำดับดังที่กล่าวมาแล้ว 2 . การเคี้ยวให้ละเอียดเป็นน้ำก่อนกลืน หรือตามหลักการแพทย์วิถีธรรม เรียกว่า การเคี้ยวแบบย่ำยีมาร จะทำให้คุณค่าของการรับประทานอาหารปรับสมดุล มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รายละเอียดของการเคี้ยวแบบย่ำยีมาร คือ 2 .1 เรียนรู้คุณค่าของการเคี้ยวและให้เวลากับการเคี้ยวมากขึ้น ในค่ายสุขภาพ วิถีธรรมจะฝึกเคี้ยวอาหารมื้อเที่ยง พร้อมเพรียง กันประมาณ 3 ชั่วโมง 2 . 2 เทคนิคการเคี้ยว อาหารให้ ละเอียด คือ ทำคำข้าวให้พอเหมาะ ไม่ใหญ่เกินไป ไม่เล็กเกินไป 2 .3 เคี้ยวให้ละเอียดอย่างน้อย 30 ครั้งต่อคำ เมื่อน้ำย่อยออกมาทำให้อยากกลืน จะพยายามไม่กลืน ใช้เพดานและลิ้นกั๊กไว้แล้วตลบออกมาเคี้ยวต่อไป เมื่ออยากกลืนจะพยายาม ไม่กลืน ใช้เพดานและลิ้นกั๊กไว้แล้วตลบออกมาเคี้ยวๆๆต่อไปให้ละเอียด ทำอย่างนี้จนละเอียดดีแล้ว โดยใช้ลิ้นตรวจดูว่าละเอียดที่สุดแล้ว ดีที่สุดแล้ว เท่าที่เป็นไปได้ ณ เวลานั้นแล้ว จากนั้นให้ตรวจใจ ไปจนถึงความไม่ชอบไม่ชังแล้วค่อยกลืน ถ้ามีความชอบชัง ให้ใช้วิธีการทำใจล้างความชอบความชัง ให้หมดแล้วค่อยกลืน คือ ตรวจดูว่าเคี้ยวไปจนทำใจได้ว่าไม่กลืนก็ไม่ทุกข์ ทำใจได้เลยว่าไม่กลืน ก็สบายดี ทำใจได้เลยว่าไม่กลืนก็ไม่ทุกข์อะไร ทำใจได้เลยว่าไม่กลืนก็ไม่ลำบากอะไร นี้แปลว่าไม่มีความชอบแล้วล้างความชอบได้แล้ว จากนั้นมาตรวจดูความชังเมื่อเคี้ยวละเอียดมากที่สุดแล้ว กลืนลงไปก็สบายดี กลืนก็ไม่ทุกข์อะไร กลืนก็ไม่ลำบากอะไร นี่แปลว่าไม่มีความชังแล้วล้างความชัง ได้แล้ว สรุปว่า ต้องทำใจให้ได้ว่ากลืนก็สบายดีไม่กลืนก็สบายดี ไม่มีทุกข์อะไร นี่คือ การกินอาหาร ที่ล้างความชอบชังในทุกคำข้าว นี้เรียกว่าบรรลุธรรมทุกคำข้าว สิ่งที่ได้จากการเคี้ยวอาหารให้ละเอียด คือ ยิ่งเคี้ยวละเอียดเท่าไหร่จะได้ประโยชน์จากอาหารมากเท่านั้น ๆ 2.3. 1 ได้พลังปรมณูจากอาหารที่เคี้ยวละเอียด เพราะวัตถุที่เล็กที่สุดเกาะเกี่ยวกันด้วยพลังที่แรงที่สุด จะได้พลังที่แรงที่สุด 2.3. 2 ทำลายความชอบความชังได้ จะได้พลังชีวิตกลับมาทำให้สุขภาพแข็งแรง และที่สำคัญหากทำร่วมกับหมู่มิตรดีสหายดีจะทำให้เกิดการเหนี่ยวนำกันทำให้เรามีความสามารถเพิ่มขึ้นในการพากเพียรทำสิ่งที่ทำได้ยากให้ประสบความสำเร็จ (ใจเพชร กล้าจน. 2560 : พฤษภาคม 10 ) ตรงกับแนวคิดที่ว่า การเคี้ยวอาหารมากขึ้น ละเอียดมากขึ้น และเคี้ยวช้าลง ช่วยลดน้ำหนักได้ จากงานวิจัยหนึ่งพบว่า การเคี้ยวอาหารแต่ละครั้งเผาผลาญพลังงานประมาณ 1 - 2 แคลอรีหากเคี้ยว เร็วกลืนเร็วแคลอรี่ที่เผาผลาญจะน้อยลงไปด้วย ดูเหมือนการเคี้ยวจะใช้พลังงานเพียงน้อยนิด แต่เมื่อ สะสมกันทุกวัน วันละหลาย ๆ มื้อ คำนวณได้ว่า อาจเทียบเท่ากับการเดินเร็ว 2 ไมล์ต่อชั่วโมง เดือนละ 3 ครั้ง ๆ ละ 20 นาที ( Paphangkorakit J . , et al . 2013 : 1 - 4 ) และยังมีงานวิจัยชิ้นอื่น ๆ ของต่างประเทศที่พบว่า เด็กที่กินอาหารเร็ว (ซึ่งอาจหมายถึง เคี้ยวน้อย หรือเคี้ยวเร็วด้วยก็ได้) มีแนวโน้มกินอาหารในปริมาณที่มากขึ้น และมีโอกาสเกิดโรคอ้วนมากกว่าเด็กที่กินอาหารช้า ๆ นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาที่ พบว่า การเคี้ยวอาหารให้มากขึ้น (มากกว่า 30 ครั้งต่อคำ) จะทำให้ความอยากอาหารลดลงได้เร็วขึ้น คล้ายกับที่ปู่ย่าตายายเคยสอนให้เราเคี้ยวเยอะ ๆ อาหารจะได้ย่อยดีและจะได้อิ่มเร็ว นอกจากทราบว่าการเคี้ยวมีผลต่อระบบย่อยอาหารแล้ว ยังทราบว่าหน้าที่ของฟันของมนุษย์เหมาะสำหรับการบดเคี้ยวธัญพืช และในปากของเราเต็มไปด้วยต่อมน้ำลาย ต่อมใหญ่ 6 ต่อม ต่อมเล็ก ๆ อีกนับพันต่อม สำหรับผลิตน้ำย่อยพิเศษ เป็นน้ำย่อยสำหรับแป้งอย่างเดียว ฉะนั้นในทุกครั้งที่เราเคี้ยว ร่างกายจะผลิตน้ำลายออกมาอัตโนมัติแล้วย่อยแป้ง แป้งย่อยที่ปาก ยิ่งเคี้ยวมากเท่าไหร่จะสามารถย่อยแป้งได้ดีเท่านั้น ในคนอ้วนถ้ายังติดกินแป้งในปริมาณที่มากอยู่ ก็ควรเคี้ยว ให้มาก ๆ เพราะน้ำย่อยที่เหมาะสำหรับการย่อยแป้งเป็นด่าง เรียกว่า ไทยาลิน ( Ptyalin ) อยู่ที่ปาก อยู่ที่น้ำลาย แล้วน้ำลายให้สารตัวหนึ่ง เป็นสารที่ทำให้การต้านทานโรคในร่างกายเราแข็งแรง ดังนั้น การเคี้ยวมาก ๆ จะกระตุ้นต่อมน้ำลาย แล้วทำให้ลดการสะสมแป้งในร่างกายและสุขภาพจะแข็งแรงขึ้น ซึ่งจะต่างจากฟันของสุนัขหรือเสือ เพราะทั้งสองเป็นสัตว์กินเนื้อ จะไม่มีต่อมน้ำลาย เวลากินอาหารสัตว์เหล่านั้นไม่จำเป็นต้องเคี้ยวอาหาร จะกลืนทั้งก้อนเข้าไปได้เลย ไปถึงกระเพาะจะมีน้ำย่อยที่เป็นกรดเกลือที่เข้มข้นมาก เรียกว่า ไฮโดรคลอริกแอซิด มาย่อยสลายได้หมด เพราะเป็นน้ำย่อยที่เข้มข้นกว่าน้ำย่อยในสัตว์กินพืชหลายเท่า หรือแม้แต่งูก็จะกลืนสัตว์ที่เป็นอาหารไปทั้งตัวเลย เพราะไม่มีวิธีฉีกออกมาเป็นชิ้น ๆ มันต้องขยายเพดานปากแล้วกลืนไปทั้งตัวจากนั้นอาศัยกรดแรง ๆ ในกระเพาะมาย่อยสลาย แต่ในมนุษย์ไม่มีกรดนั้นเมื่อกินเนื้อสัตว์จะไม่ย่อย (ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์. 2558 : 399-400) แนวคิดนี้สอดคล้องกับ สวี่ รุ่ยอวิ๋น ( 2555 : 15) ที่กล่าวว่า กระบวนการย่อย เริ่มต้นที่ปาก เมื่ออาหารเข้าสู่ปาก น้ำลายก็เริ่มหลั่งออกมา ในน้ำลายมีเอนไซม์ช่วยกระตุ้นกระบวนการย่อย แม้แต่ผู้ที่เป็นโรคฟันและไม่สามารถเคี้ยวอาหารได้ ก็ต้องบดอาหารให้ละเอียดก่อน เวลากินก็ต้องอมอาหารไว้ในปากครู่หนึ่งแล้วค่อยกลืน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาอาหารไม่ย่อย นอกจากนั้น ควรกินอาหารด้วยความสำนึกในบุญคุณ เวลากินอาหาร เราควรทำจิตใจให้เบิกบาน มีสำนึกในบุญคุณ และควรแสดงความขอบคุณก่อนกินอาหาร โดยนึกถึงผู้ที่ให้อาหารแก่เรา ขอบคุณชาวนา ขอบคุณคนขายอาหารที่ทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อย ขอบคุณอาหารที่กิน ต้องกินด้วยความสำนึกในบุญคุณ อวยพรให้แก่
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive