รู้รูปนามได้ก็รู้กายในการปฏิบัติ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.91 KB
วันที่แก้ไข26 กันยายน 2563

เนื้อหาในไฟล์

รู้รูปนามได้ก็รู้กายในการปฏิบัติ การปฏิบัติศีลในจรณะ 15 เป็นข้อแรก วิธีปฏิบัติก็จะต้องอยู่กับโลก แล้วก็ต้องสัมผัสสัมพันธ์มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วก็ต้องสังวร สำรวมอินทรีย์ เกี่ยวข้องกับสัตว์ทั้งหลายแหล่ เกี่ยวข้องกับมนุษย์ทั้งหลายแหล่ ก็สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา หลักธรรมของพระพุทธเจ้า ก็ต้องปฏิบัติ 3 ข้อนี้ 1. แต่ละคนมีศีลที่เหมาะสมกับตนเอง 2. มีการปฏิบัติที่ไม่ผิด ก็ต้องมีการสำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ ยิ่งคำว่าชาคริยานุโยคะ จะต้องทำตนเป็นผู้ตื่น ตื่นทั้งกาย ตื่นทั้งวาจา ตื่นกายกรรมมีสติควบคุมเต็ม มีความรู้ ทั้งเวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ เรียกว่ามีนาม 5 มันคือเป็นผู้ที่มี นาม ครบ ในการปฏิบัติธรรม แล้วก็ปฏิบัติกับรูป 28 ก็จะต้องเจอดินน้ำลมไฟมหาภูตรูป 4 แล้วก็จะต้องทำงาน ประสาทมีการสัมผัสเกี่ยวข้อง โคจระ โคจรออกไปเป็นอวจร เป็นกามาวจร ที่จะต้องเกี่ยวข้องกับตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นตัวกลาง โผฏฐัพพะ คือครบทุกทวารข้างนอก ทั้งตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทำงานร่วมกัน เป็นโคจระ มีปสาทรูป 5 โคจรรูป 5 หักไปหักมาเหลือ 4 เป็น 9 เป็นนัยยะคำสอนของพระพุทธเจ้า สัมผัสกันก็จะเกิดภาวะ 2 ขึ้น ภาวะ 2 มีลักษณะ 2 อย่างลักษณะหนึ่งเป็นอิตถีภาวะลักษณะหนึ่งเป็น ปุริสภาวะ เป็นบวกเป็นลบมี static กับ Dynamic อันหนึ่งเป็นลักษณะของ สังขิตตังจิตตัง อันหนึ่งเป็นสภาพวิกขิตตังจิตตัง อันหนึ่งเป็นลักษณะของนิวเคลียร์ฟิวชัน(สังขิตตังจิตตัง) อีกอันหนึ่งเป็นลักษณะของนิวเคลียร์ฟิชชัน(วิกขิตตังจิตตัง) มีจุดต่างกัน เราก็เข้าใจ เรียนรู้ให้เข้าใจสภาวะที่ว่าไว้ สังขิตตังจิตตัง อันหนึ่งเป็นสภาพวิกขิตตังจิตตัง ลักษณะของ 2 อย่างนี้ ถ้าหากปฏิบัติแบบแต่ละทีออกนอกรีต มันมีทฤษฎีผิดกับทฤษฎีถูก

อ่านต่อ

ของพระพุทธเจ้า ปฏิบัติทฤษฎีผิด ก็จะได้เป็น ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ อยู่ในภพ นั่งหลับตาสะกดจิตทำฌาน ซึ่งอยู่อย่างนั้นมันคนละโลกกับฌานของพระพุทธเจ้าเลย ฌาน ของพระพุทธเจ้านั้นมีชาคริยา ต้องฝืนต้องฝึก เป็นอนุโยคะ ให้เป็นคนชาคระ ชาคริยา คือคนตื่น ว่าไปตามไวยกรณ์ เมื่อเราสามารถทำให้เป็นคนตื่น ไม่ใช่เป็นคนหลับหรือนั่งหลับจมอยู่อย่างนั้น ลักษณะศาสนาพระพุทธเจ้าจะต้องมีชาคริยา ไม่ใช่ไปนั่งนิ่ง ดำดิ่งลงไป ปฏิบัติผิด ไม่มีตา หู จมูก ลิ้น กายให้สำรวม..มันผิด เกี่ยวกับการอุปโภคบริโภคที่เราต้องใช้ แล้วก็พิจารณาให้มันเหมาะควร เป็นอกุศลที่มันทุจริตก็ทำให้เป็นสุจริตให้เป็นกุศล จิตที่มีธาตุรู้ แล้วก็ปรุงแต่งร่วมเป็นสังขารต่างๆและจิตตัวนั้นแตกแยกเป็นเจตสิกต่างๆ แยกย่อย ไปกับตัวนั้นตัวนี้ ปรุงแต่งกับสิ่งต่างๆ ปรุงแต่งตั้งแต่เป็นรูปเป็นเวทนาเป็นสัญญากำหนดรู้ สัญญากำหนดรู้ว่าเวทนาเป็นอย่างไร ในเวทนาก็จะมีตัวจิตก็ไปรู้ว่าตัวจิตเป็นอะไรมีอะไรก็พิจารณาเข้าไปในสิ่งที่ถูกรู้ เรียกว่ากาย กายต้องมี 2 สภาพ มีรูปกับนาม กายต้องมีสิ่งที่ถูกรู้กับตัวผู้รู้ของแต่ละคน รู้เข้าไปในกาย เข้าไปเป็นกาย แล้วกายที่ควรพิจารณาเข้าไปหาจิตแล้ว ตัวต่อจากกายก็เป็นเวทนา ก็ไปพิจารณาเวทนาในเวทนา เรารู้จักองค์ประชุมเรียกว่ากาย กายคือองค์ประชุมของ เวทนา หรือองค์ประชุมของสัญญา องค์ประชุมของสังขาร เรียกว่ากาย นี่เอาพจนานุกรมบาลีไทยถือมา ใช้ประกอบในการอธิบายยืนยัน กาย เรียกว่าเป็นรูปนาม เป็นองค์ประกอบ 2 เป็นกองเป็นฝูงเป็นหมู่ เป็นประชุมกันอยู่ ประชุมของหมวดเจตสิกธรรมของวิญญาณ คือองค์ประชุมของ เวทนา สัญญา สังขาร เรียกว่ากาย เมื่อเป็นกายกรรมมีการกระทำ มีการเคลื่อนไหว มีการกระทบสัมผัส จะมีบทบาทเรื่องราวหน้าที่ มีการงานเกิดขึ้นเรียกว่า กายกรรม ออกมาครบทั้งรูปทั้งนาม มีตาหูจมูกลิ้นกายใจออกมาทำงานครบรูปนาม แต่เขาไปแปลความหมายตามพจนานุกรม กายกัมม(บาลี) ก็แปลว่ากายกรรม(สันสกฤต) จากบาลีมาเป็นภาษาสันสกฤต แล้วเขาแปลไปอีกว่า เป็นสิ่งที่พึงกระทำทางกาย ก็หมายความว่า รูป กับนาม ที่เราเป็นเจ้าของ เราเป็นเจ้าเรือน เป็นเจ้าของนาม กายคือนาม พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า กาย ตถาคตเรียกว่า จิต มโน วิญญาณ อาตมาพูดให้พวกเราฟังก็รู้สึกเข้าใจซาบซึ้งไปด้วย แต่ข้างนอกเขาทุกวันนี้ในศาสนาพุทธบอกว่ากายคือ จิต มโน วิญญาณ อธิบายไปในสำนักไหนก็ได้ อย่างสู่แดนธรรมนี้ผ่านสำนักต่างๆใช่ไหม เคยบวชเคยปฏิบัติกับสำนักต่างๆมา เพราะฉะนั้นคำว่าบทบาทของรูปนามออกมาพร้อมกันหมดเลย เป็นองค์ประชุม เวทนา สัญญา สังขาร กายกรรม ก็คือ การกระทำที่เกิดการรู้รูปนาม นาม มีเวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ คำว่าผัสสะ มันกำหนดชัดเจนอยู่ เขาเรียนรู้รูปนาม เขาไม่ได้เรียนรู้นาม 5 แต่เขาไปเรียนนาม จิตเจตสิก 52 จิต 89 121 อย่างพิสดารไปโน่น เขาไม่ได้มาเรียนรู้นาม 5 มันเพลินไปเลย พระพุทธเจ้าไม่ใช่ให้เรียนรู้อันโน้นมันเป็นอภิธรรมเลย พุทธเจ้าไม่ได้สอน แต่สาวกท่านเป็นคนทำ สาวกรวบรวมพยัญชนะเอาไว้ตนเอง ท่านไม่ได้สอนท่านสอนเรื่องนาม 5 รูป 28 แต่พวกที่เรียนอภิธรรมไม่ได้เรียนอย่างนี้ ถ้าคุณไม่รู้จักนาม 5 ไม่รู้จัก เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ เมื่อเกิดเจตนาจึงมีสัมผัส แล้วถึงจะทำงานกับจิตเรียกว่ามนสิการทำใจในใจ จัดการใจ จัดการใจนั่นแหละมาเกี่ยวข้องกับชีวิตทั้งหมดเรียกว่ารูป 28 เริ่มตั้งแต่ดินน้ำไฟลม มหาภูตรูปสรุปไว้หมดแล้ว คือสิ่งที่มีในโลกเป็นดินน้ำไฟลมแล้วก็มีเราที่มีประสาท ทั้ง 6 ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วมาทำงานกระทบสัมผัสใจเป็นตัวกลางเป็นตัวรู้ ก็จะมีตาหูจมูกลิ้นกายกับรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ สัมผัสทางภายนอก เพื่อให้ใจเป็นตัวกำหนดรู้ แล้วมันก็ร่วมอยู่กันหมดทั้ง 5 ทวาร ตา หู จมูก ลิ้น กาย รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ใจอยู่ร่วมกับ 5 คู่นี้ ท่านก็เลยเรียกสิ่งนี้ว่ามันมีอยู่ 9 เพราะมันมีใจร่วมอยู่ในโน้น อยู่ซ้อนอยู่กับผัสสะ ซ้อนอยู่กับกาย กับโผฏฐัพพะ เห็นความเป็นของพระพุทธเจ้าไหม พวกเรียนอภิธรรมจะงงว่าทำไมมีอยู่ 5 คู่เป็น10และทำไมบอกว่ามีแค่ 9 ซึ่งมันซ้อนอยู่ที่กายหรือ โผฏฐัพพะ ตาหูจมูกลิ้นกายแล้วก็มีโผฏฐัพพะ กายมันมีทั้งนอกและใน กายมันมีทั้งรูปและนาม เพราะฉะนั้นความผิดเพี้ยนความเสื่อมไปในความรู้เสื่อมไปจนถึงทุกวันนี้ศาสนาพุทธโดยเฉพาะคำว่ากาย มันไม่มีนามแล้ว มันมีแต่มหาภูตรูป มันไม่มีความรู้สึกเลย เพราะฉะนั้นโผฏฐัพพะจะต้องมี การสัมผัสจะต้องมีคู่ อันเดียวจะไม่มีการสัมผัส มันดูอะไรไม่ได้ จะดูอะไรได้ต้องมีสัมผัส เพราะฉะนั้นมิจฉาทิฏฐิที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ในพรหมชาลสูตร พระสูตรแรกเลย ที่บอกว่า ในยุคพระพุทธเจ้าก็เห็นความเสื่อมเป็นเดียรถีย์ คนทุกวันนี้ชาวพุทธเมืองไทยก็เป็นเดียรถีย์ไปหมดแล้ว เรียนรู้โผฏฐัพพะไม่เป็น เรียนรู้กายไม่เป็น ไม่มีกายไม่มีโผฏฐัพพะ ไปนั่งหลับตาอยู่ในป่าเขาถ้ำหมดแล้ว มันไม่ตื่นทั้งกาย วจี มโน มันก็ไปตื่นอยู่ข้างใน ตื่นอยู่ในหลับ ตื่นอยู่ในหลบ ตื่นอยู่ในรู ตื่นอยู่ในถ้ำ นั่นแหละที่พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า เป็นผู้ที่ไกลจากวิเวกไกลจากความสงบ เพราะไปข้องอยู่ในถ้ำ สำนวนที่ว่าข้องอยู่ในถ้ำนี้ไปหลบอยู่ในรู ไม่ออกมาข้างนอก อันนี้มันไกลจากวิเวก คำว่า วิเวก คือ ความสงัด สงบในเบื้องต้น (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย)

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน