นั่งหลับตาปฏิบัติไม่ใช่ทางปฏิบัติของศาสนาพุทธ.docx
เนื้อหาในไฟล์
นั่งหลับตาปฏิบัติไม่ใช่ทางปฏิบัติของศาสนาพุทธ พ่อครูว่า…วันนี้วันอังคารที่ 9 มิถุนายน 2563 ที่บวรราชธานีอโศก เท่าที่อาตมาอธิบายมาแล้วอาตมาก็ว่าเข้าใจได้เพียงพอ ตั้งแต่ศีลสมาธิปัญญา เราเข้าใจคำว่าศีลคืออะไร แล้วศาสนาพุทธนี้จะต้องปฏิบัติศีล สมาธิปัญญา เป็นการศึกษา 3 ไม่มีการศึกษาอื่นในศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธมีการศึกษา 3 อย่างนี้ แล้วอย่าไปตัดของท่านทิ้งนะ ทุกวันนี้เขาตัดทิ้งหมด พวกที่สอนสมาธิ เขาก็ไปนั่งสมาธิ พวกชอบปัญญา ก็ไปอ่านไปตีความๆ แล้วก็ท่องจำด้วย อ่านตีความท่องจำก็อย่างหนึ่ง ได้ความรู้ทางตรรกะทางพยัญชนะทางภาษา ศาสนาพุทธก็เหลือ 2 อย่างนี้ ใหญ่ๆ แต่พวกที่ไปนั่งหลับตาสมาธินั้น มันฝืนจากความเป็นคนที่เป็นสัตว์โขลง แต่ว่านั่งสมาธิไปเข้าใจอย่างเดียรถีย์ต้องหนีปลีกเดี่ยวไปอยู่ผู้เดียวเลย ไปผู้เดียวมาผู้เดียว โง่ผู้เดียว ก็เลยโง่อยู่ผู้เดียวไม่รู้เรื่องอะไรกับเขา ส่วนพวกหลงบัญญัติภาษาก็เอาแต่ภาษา สอบเปรียญ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 เอาปริญญาตรีโทเอกเลย แล้วก็นึกว่าได้แล้วสำเร็จแล้ว มันเพี้ยนไป อาตมาพูดได้โดยมั่นใจว่าอาตมาพูดถูกด้วยนะไม่ได้ไปใส่ความไม่ได้ไปหาเรื่องเขา แน่ใจมั่นใจด้วยว่า อาตมาพูดถูกเป็นความจริงตามที่อาตมาพูด เพราะศาสนาพุทธทุกวันนี้มันเพี้ยนมันผิดไปไกล ออกไปจากความถูกต้องออกไปจากความจริงของสารัตถะที่เป็นพุทธ มันไกลออกไปเลย อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ไกลจากวิเวกเป็นผู้ไกลจากวิเวก เป็นผู้หยั่งลงสู่ความหลง สำนวนของพระพุทธเจ้าแปลเป็นไทยมันผิดเพี้ยนไปได้เพราะมันลึกซึ้ง ซึ่งมันห่างไกลจากสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส คิดแล้วมันสยองเลย ขนลุกขนพอง เราจะมาหาสาระของศาสนา แต่มาเห็นที่เรียนกันมันไม่มีสาระของศาสนาเลย ผู้รู้จะสยอง ผู้ไม่รู้ก็แน่นอนไม่สยองสยดอะไรหรอก พระพุทธเจ้าท่าน
อ่านต่อ
ตรัสว่า นรชนผู้ข้องอยู่ในถ้ำ เป็นผู้มีกิเลสมากปิดบังไว้แล้ว นรชนเมื่อตั้งอยู่ก็จมลงในที่หลง นรชนเช่นนั้นย่อมอยู่ไกลจากวิเวก ก็เพราะ กามทั้งหลายในโลก ไม่เป็นของอันนรชน ละได้โดยง่าย ประโยคสุดท้ายบอกว่า ก็เพราะกามทั้งหลายในโลก ไม่เป็นอันของนรชนทั้งหลายละได้โดยง่าย พระพุทธเจ้าท่านตรัสอันนี้ไว้ เท่ากับท่านดัก ดักว่า ศาสนาพุทธเมื่อยาวไปมันจะเสื่อม เสื่อมไปจนกระทั่งสุดท้ายทิ้งกาม ไม่ปฏิบัติเรื่องกาม ลืมไปเลย แต่มันไม่ได้หมดกาม ไม่รู้จักกาม หลงไปปฏิบัติธรรมแต่ในภพ ไม่เอากามภพ ไปเอาภวภพ รูปภพอรูปภพ ไม่รู้จักเบื้องต้น คือตาหูจมูกลิ้นกาย ไม่เอา นี่แหละมันก็เลยหลุดกลายเป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ ไม่ได้ออกมาเห็นโลกเห็นตะวันเขาเลย ไม่มีจักษุ ปัญญา ญาณ วิชชา อาโลก ไม่เป็นผู้ตื่น เป็นผู้หลับใหล ไม่ชาคริยา ไม่ชาคระ ไม่ตื่นเป็นผู้หลับ หลับประเภทที่เรียกว่า คนขี้เซาคือคนหลับ หลับโดยไม่ค่อยรู้สึก เอาน้ำสาดยังไม่รู้สึกเลย เขาต้องเอาไม้ขีดไปจุดไฟ เสร็จแล้วเอาแท่งถ่านไปจิ้มขี้ฟัน เพื่อให้มีที่ยึด ไปติดตรงไหนก็แล้วแต่แล้วก็จุดไฟ ไฟก็ค่อยๆไหม้ ใครเคยเล่นเคยทำบ้าง ยกมือ...เขาเรียกไฟเย็น ศาสนาพุทธผิดเพี้ยนไปจนเข้าใจผิดบอกว่าศีลนั้นควบคุมกายวาจาเท่านั้น อยากควบคุมจิตใจก็ไปนั่งหลับตาแยกไปเลยนี่คือความผิดเพี้ยน ซึ่งไม่ใช่ ศีลสมาธิปัญญานี้อยู่ด้วยกัน เกิดด้วยกันแยกกันไม่ได้ ปฏิบัติศีล สัมผัสตาหูจมูกลิ้นกาย แล้วมีใจร่วมรู้ไปตลอด และมีปัญญาเป็นยาดำแทรกอยู่ตลอด อยู่ร่วมไปตลอดกาลนาน เราต้องรู้ว่าเรามีศีลอยู่หรือไม่ ผู้ที่จะมีศีลจะต้องมีสติ มีความรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา รู้ตัวอยู่ตลอดเวลาว่า ตาหูจมูกลิ้นกายเรากระทบกับอะไร ตาเรากระทบบักลอย(บวบเหลี่ยม) ยาวสวย อาตมาเกิดมาตั้งแต่เด็กจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ จริงๆไม่ได้พูดเล่นยังไม่เคยเจอ บักลอย งามใหญ่ขนาดนี้ เท่าที่เคยเจอมีแต่ลูกเล็กๆ แต่นี่ลูกเดียวแกงเต็มหม้อเลย พูดไปก็อาหาร อาตมาเอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาขยายความอธิบายต่างๆนานา บอกแล้วว่าเท่าที่อาตมาอธิบายไปแล้วนี้ผู้ที่เข้าใจแล้วจะเอาจุดไหนสำคัญจุดไหนไปทำให้ครบ คู่ รูปนาม