แยกกายแยกจิตได้ในนิยาม 5.docx
เนื้อหาในไฟล์
แยกกายแยกจิตได้ในนิยาม 5 สู่แดนธรรม...ผมเคยศึกษาปฏิบัติอยู่ในสำนักในเมืองไทย มีทางเลือก 2 อย่างจะบวชเป็นวัดป่าหรือวัดบ้าน คนอยู่ในบ้านก็เลือกบวชเป็นพระบ้าน เพราะมีญาติ ส่วนผมอยู่ตามไร่นาก็เลยได้บวชกับพระวัดป่า ท่านก็เลยสอนเรื่องกาย เท่าที่ฟังครูบาอาจารย์สอน ก็เอาให้ร่างกายนี้พิจารณาให้มันน่าเบื่อหน่ายเป็นอสุภะ พ่อครูว่า...แบบนั้นเป็นการพิจารณาร่างผิวหนังโครงกระดูก ที่หยาบๆ ส่วนหยาบข้างนอกเท่านั้น แยกไป มันเสื่อมจากความครบ กายต้องมีใจด้วย แต่มันเสื่อมจากใจ ไปหาเปลือกข้างนอก เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าถึงได้สอนให้อุปัชฌาย์สอนสัทธิวิหาริก สอนให้แยกกายแยกจิตให้เป็น ไม่อย่างนั้นปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้าไม่ได้ ลึกซึ้งมาก ถ้าแยกกายแยกจิตเป็นแล้ว ก็จะสามารถแยกได้ถึงขั้นว่าเป็นอุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม แล้วก็กรรมนิยาม ธรรมนิยามได้ โดยเฉพาะเป็นอุตุ พีชะ จิต ให้แยกให้ได้ ถ้าแยกไม่ได้ก็ปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้าไม่ได้ ไม่มีทางบรรลุธรรม แยกให้เป็นอุตุ ให้เข้าใจความหมายของคำว่า อุตุ โดยท่านให้เริ่มแยกจากผม ขน เล็บ ฟัน หนัง อาตมาก็ถนัดเอาคำว่า นขา ที่แปลว่าเล็บ ผมมันเล็กไป ฟันมันก็เข้าไปแยกยาก ไม่เห็นข้างในฟัน ผิวหนังก็ละเอียดเกินไป พิจารณาอะไรเป็นกายอะไรไม่ใช่กาย อะไรเป็นพืช พืชนั้นไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณ มีแต่สัญญากับสังขาร เป็นธาตุพืชเป็นธาตุชีวะ แต่ไม่ใช่ธาตุจิต ลดสถานะของธาตุรู้มาเป็นแค่มีสัญญากับสังขาร ไม่เจ็บไม่ปวด ไม่รักไม่ชัง ไม่มีวิบาก ไม่จองเวรจองกรรม ไม่ดูดไม่ดึง มีแต่ตายแล้วก็สูญไป หายไปเป็นดิน น้ำ ไฟ ลม ปรุงแต่งมาเป็นพืชตายแล้วก็สูญไป แต่ถ้าพลังงานนั้นมันมีความร้อน แสง เสียง แม่เหล็กไฟฟ้า พลังงานทางฟิสิกส์ มันมีในตัวของมัน แล้วมันก็ควบคุมตัวมันเองได้ รู้จักกำหนดรู้เรียกว่าสัญญา
อ่านต่อ
ให้เป็นมังคุด ให้เป็นฟักทอง ให้เป็นใบไม้ชนิดต่างๆได้ เป็นพืชชนิดต่างๆ มันก็กำหนดตัวมันเองได้ มันก็ทำตามหน้าที่ของมัน ตามตระกูลของมัน พระอรหันต์สามารถทำจิตให้เป็นพืช ยังมีชีวะ ชีวิตินทรีย์ กายก็ยังไม่แตก ยังไม่กายสเภทา ในอัตภาพ จะมีภาวะดูดเป็นตัวตนของเรา ตัวตนของกู เป็นตัวฉัน ซึ่ง อวิชชาปฏิบัติไม่สามารถเรียนรู้เป็นธาตุ 2 เรียกว่าเทวะ ศาสนาพุทธตีเทวดาแตกเป็น 2 ก็สามารถแยกกายแยกเวทนา มีตัวถูกรู้กับตัวรู้ อันนี้ตัวรู้เป็นตัวประธานเป็น Subject, Object ก็รู้ อาการของสิ่งที่ถูกรู้ก็แยก เป็นรูป ตั้งแต่เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นขันธ์ 5 ในอุปธิมี 3 1. กิเลส 2. ขันธ์ 5 3.อภิสังขาร ผู้ที่เรียนรู้อุปธิ 3 แยกกิเลสในขันธ์ 5 กิเลสในรูป เวทนา สัญญาสังขาร วิญญาณ โดยอภิสังขาร โดยการจัดการ โดยการจัดการ แยก กิเลสออกจากรูป ก็จัดการทำลายกิเลส แยกกิเลสออกจากเวทนาได้ ก็ทำลาย ตัวบทบาทที่จะทำจริงๆคือกันอภิสังขาร คำสัญญา สัญญากำหนดรู้ในสังขารที่มันปรุงแต่ง สังขารคือการรวมปรุงแต่งกันอยู่ระหว่างสองธาตุคือธาตุของรูปกับนาม แยกในนามออก การจะแยกนามได้เราก็จะต้องศึกษาเข้าไปหานามทั้งห้า 1.จะต้องมีการ ผัสสะ จึงจะเกิดสภาวะ ให้เรียนรู้สภาวะที่จะให้เรียนรู้ก็คือเวทนา ผัสสะแล้วเกิดเวทนา แล้วเราก็ต้อง เรียนรู้ สัญญา ทำงานกำหนดหมายให้ลึกเข้าไป กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม รู้เข้าไปในเวทนาลึกเข้าไป ในจิตมันทรงอยู่อย่างไร ธรรมอยู่อย่างไร มันทรงอยู่ในสภาพ จิตคือสภาพรวมไว้ เวทนาคือสภาพแตกย่อยออกมา เมื่อแยกย่อยเป็นเวทนาก็รู้สึก จิตเรียกว่าธาตุรู้ เวทนาท่านเรียกว่ารู้สึกมันรู้ มันรู้สึกชอบรู้สึกชัง รู้สึกสุขรู้สึกทุกข์ พอสามารถอ่าน อาการ ลิงค นิมิต ตามอุเทสที่อาตมาอธิบายขยายให้ฟัง แล้วเอาก็ไปปฏิบัติ รู้อาการ อาการ คือ สิ่งที่มันเป็นสภาพมันเป็นอาการ อาการ ก็มี กิริยา มีความเคลื่อนไหว ถ้ามันอยู่นิ่งๆคุณก็รู้ได้ ถ้าคุณเก่ง อาการนิ่งซึ่งมันรู้ยาก ถ้ามันไหว ไหวแรงก็รู้ง่าย เราจึงเรียนรู้ด้วยความฉลาดต้องดูอาการไหวมันเรียนรู้ง่าย ถึงต้องมีผัสสะ ยิ่งภาษาอย่างแรงไม่ต้องไปยับยั้ง แล้วธรรมดา ธรรมชาติสามัญกระทบแรงกระทบเบาเราก็เรียนรู้อาการที่มันเป็นจาก ผัสสะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็มีผัสสะ แต่มันลึก เอาข้างนอกหยาบๆนี้ก่อน กระทบทางกาย ทางตาหูนี่สำคัญมาก จมูกลิ้นกาย ก็รองมา ตาก็นอกกว่า ลิ้นก็ข้างในกว่า รูปก็หยาบ เสียงก็หยาบรองมา พระพุทธเจ้าท่านแจกแจงแยกแยะไว้ ก็สอนกันมาอย่างสัมมาทิฏฐิ ผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิก็เอามาอธิบายกันได้สืบทอดกันมา อย่างเช่นอาตมาอธิบายละเอียด ยิ่งกว่าสำนักไหน พูดไปแล้วเหมือนจะไปข่ม แต่ถ้ามีคุณก็ไปเรียนกับองค์ไหนมาล่ะ ก็ต้องไปเรียนมาแล้ว มหาบัวก็อธิบายแบบปึ๊งๆๆ สู่แดนธรรม..หากมีผู้อธิบายก่อนก็ได้ว่าไก่ตัวพี่ พ่อครูว่า..อย่างอาจารย์สุจินต์ คุณฟังแล้วก็ต้องบอกว่าอย่างอาจารย์สุจินต์หรือว่าอย่างสมเด็จพุทธโฆษาจารย์มันตรงกับจุดที่คุณเจตนาคุณแสวงหา คุณก็ไป เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้มันจะต้องมีรากฐานของตัวเองด้วย อาตมามาทำงานศาสนาตั้งแต่ปี 2513 ทุกคนก็แสวงหาอาจารย์ต่างๆ ใครๆก็เคยไปสำนักต่างๆมาทั้งนั้น คนต้องการมังคุดก็มาหามังคุด แล้วมังคุดอันไหนจะเป็นมังคุดตัวจริง ก็ต้องแสวงหาก็ต้องเปรียบเทียบจนกว่าเราจะเจอมังคุดตัวจริง จนว่าเอ้อ..เจอแล้วมังคุดตัวจริง พุทธจริงๆ ตัวเราก็ต้องมีธาตุรู้มีตัวกำหนดเอา คนที่เรียนรู้ ศาสนาพุทธมีลำดับอันน่าอัศจรรย์ หากใครใช้คีย์อันนี้เป็นกุญแจไข จะรู้ว่า อันไหนเป็นธรรมะพระพุทธเจ้าที่เหมือนมหาสมุทร ลาดลุ่มลึกลงไปโดยลำดับอันน่าอัศจรรย์ ธรรมวินัยนี้ก็มีการศึกษาปฏิบัติไปตามลำดับไม่ใช่บรรลุอรหัตตผลโดยตรง ปึ๊งเลย แต่มันมีลำดับอย่างนี้เป็นต้น แล้วอาตมาก็ทำลำดับมา แล้วก็มาขยายลำดับ ในศาสนาพุทธสอนกันในเมืองไทยก็มีสำนักเรานี้แหละอธิบายพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ขยายความกัน แล้วก็ศึกษาฝึกฝนปฏิบัติจนสามารถที่จะเข้าใจ แม้จะเข้าใจไม่ละเอียดพอ แต่ก็เข้าใจมาเรื่อยๆ พระโสดาบันเป็นอย่างนี้นะ ใช้ศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 เป็นองค์ประกอบธรรมะต่างๆ แล้วก็พอเข้าใจ ใช้ศีล 5 ได้อย่างนี้ ศีล 8 ก็ละเอียดขึ้น ศีล 10 ไม่ใช้เงินทอง เราเห็นเงินทอง จิตเราจะรู้เลยว่าไม่ต้องมีก้ได้ สลายด้วย แล้วเราไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับเงินทองเลยได้ มีปัจจัยสำคัญ เข้าใจว่าชีวิตไม่ตองอาศัยแฟชั่นในเครื่องกินใช้เลย ในโทรทัศน์ชวนกันไปกินเที่ยวสารพัด ชี้ชวนให้ซื้อหาแสวงหาก็ถูกโลกจูงไป พวกเราแต่ก่อนก็ดู โฆษณาชี้ชวน พอเราปฏิบัติธรรมเรียนรู้สาระขึ้นมา ก็เห็นว่าพวกนี้ แล้วจะไปดูถูกเขา มันไร้สาระ แต่ก็จะเห็นว่าแต่ก่อนพวกเราเองก็ไร้สาระอย่างนี้ แต่เดี๋ยวนี้เราชัดเจนว่านี่เป็นสาระอันไหนไม่เป็นสาระ เลือกเฟ้นคัดเฟ้นขึ้นมาในสาระของชีวิตเรื่อยๆ มีปัจจัย 4 เป็นองค์ประกอบเครื่องประกอบนิดหน่อยเรียกว่าบริขาร ซึ่งไม่ได้มากมายอะไรเลยในชีวิต แล้วเราก็ทำงานได้ครบถ้วนไหม ได้ครบถ้วน คุณทำไม่หมด ทำไม่ทัน ทำไม่ไหวด้วย เรารู้จักสาระก็พากันมาทำสาระ อาตมาเน้นสาระเน้นเข้าไปสู่ของเก่า แล้วมันจะใหม่เสมอ มันจะทันสมัยใหม่เสมอ อาตมาเน้นเข้าไปหาอะไรเอ่ย? คนตอบว่า..โลกุตระ คนตอบว่า สามอาชีพกู้ชาติ คนตอบว่า วิมุติ นิพพาน วิชชาจรณสัมปันโน พ่อครูว่า...อาหาร โดยเฉพาะเน้นเข้าไปหาพืชพันธุ์ธัญญาหาร ขณะนี้พืชพันธุ์ธัญญาหาร จะเป็น 1 ในโลกเป็นของสำคัญที่สุดเลย สำคัญกว่าอาวุธฆ่าคน สำคัญกว่าน้ำมัน สำคัญกว่าธนบัตร สำคัญกว่าทองคำ สำคัญกว่าเพชร นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สู่แดนธรรม…คนนึกว่าอรหันต์ตายแล้วสูญเกิดไม่ได้อีก พ่อครูว่า...นั่นคือการยืนยันว่า ความรู้เหล่านี้เสื่อมไปจากศาสนาพุทธแล้ว คำว่าอรหันต์ตายแล้วเกิดได้ คำว่าเกิดคือมีชีวิต คนเป็นอรหันต์แล้วยังไม่ตาย จะไม่ให้ท่านเกิดได้อย่างไร มารถึงมาอาราธนาพระพุทธเจ้าว่าตายได้แล้ว เหมือนกันกับบรรลุอรหันต์แล้วต้องตายเลยสิ อ้างว่าอรหันต์ตายใน 7 วัน ก็เอาพระราชบิดามาเป็นการอ้าง จริงๆแล้วเลข 7 พระนางสิริมหามายาก็ 7 วัน ทำไมต้องเลข 7 เลข 7 เป็นเลขเกิดเลขตาย อาตมาปาง 7 รวมไว้เป็นเทวะเป็นคำสองลักษณะ เกิด ตาย ซึ่งมันเป็นความรู้และความดับ ผู้ทำดับได้ แล้วก็ต้องรู้ว่าดับคืออะไร คือนิโรธ ดับ ถ้าจะดับ นิโรธ คุณอย่าไปดับตัวนิโรธ พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ดับตัวอื่น แต่ให้ดับตัวเหตุสำคัญ แล้วมันจะตาย ไม่มีเหตุปัจจัยมันก็สูญ ท่านให้ดับเหตุ ดับเหตุ ทุกอย่างดับ เหตุนี่มันไม่ใช่ตัวตรงเป็นอีกอันหนึ่ง แต่ไม่แยกกัน เหตุไม่แยกจากผล พระพุทธเจ้าฉลาดจะฆ่าคุณแต่ไม่ฆ่าคุณหรอก แต่ไปฆ่าชีวิตินทรีย์ พอชีวิตทรีย์คุณหายตายไปคุณก็ไม่เหลือแล้ว ตัดเสบียงอาหาร มันจึงเหลือสิ่งที่เหลือ สิ่งที่ร้ายหมดไป เมื่อคุณเกิดเป็นมนุสโส คือผู้มีจิตสูง จิตดี มีมาร เทวดา มนุษย์ หรือพรหม มนุษย์คือมีเทวะที่สูง แต่มารคือมีเทวะที่ต่ำ เทวะคือธาตุ 2 ทำให้ธาตุ 2 นี้เจริญเป็นจิตสูงทำได้ แล้วจะรู้ว่าจิตสูงทำได้ต้องรู้จิตจริงคืออะไร สิ่งที่เป็นอาคันตุกะจรต้องล้างออกไปมันมาแฝงในจิต ทำให้จิตสะอาดก็เป็นมนุสโส จิตสะอาดปราศกิเลส สัตว์ประเสริฐต้องทำตัวเองให้มีจิตสูงประเสริฐ คือสะอาดจากตัวโง่อวิชชา สะอาดจากกิเลส ต้องทำให้กิเลสหมดจากจิต ไม่มีถาวรนิรันดรเลย ศาสนาพระพุทธเจ้าจึงเกิด ผู้บรรลุแล้วเป็นอมตะบุคคล แล้วมีสิทธิจะไปคลุกกับกิเลส อย่างไรกิเลสก็ทำอะไรเราไม่ได้ ไม่ซึมซับ กิเลสห่างด้วย อย่างอาตมานี่กิเลสหยาบๆเข้ามาไม่ได้เลย ไม่มีบารมีจะได้ยินเสียงด้วย ไม่มีบารมีจะรู้ว่าพุทธะเกิดแล้วหรือ เขาจะไม่รู้พุทธะเลย เขาจะรู้แต่เดียรถีย์ฟังไม่รู้เรื่องว่าพุทธะคืออะไร เขาฟังออกแต่ภาษาผี ในวงการศาสนาพุทธ อาตมาเห็นภาพที่เขาถ่ายในวงการธรรมะ ชีวิตเขาก็พยายามแสวงหา ดูแล้วสำนักนี้ก็เข้าทรง สำนักนี้ก็พาคนไปบูชาต้นกล้วยออกปลีข้างๆ สำนักนี้ก็ไปเห็นปลาไหลเผือก ไปกราบปลาไหลเผือกกัน สำนักนี้ก็ไปกราบต้นตะเคียนใต้ท้องน้ำ พระก็ไปเอาสายสิญจน์ไปคล้อง ไล่วิญญาณออกจากต้นตะเคียน อย่างนี้ไม่ใช่ลูกศิษย์ของศาสนาพุทธหรอก เขาแยกกายแยกจิตกัน แยกกายต้องนั่งหลับตาแล้วก็ถอดจิต ออกไปให้ได้ จิตของเขาก็จะเป็นอีกอัน แล้วเขาจะเห็นกายเขานั่งอยู่ นี่คือเขาสอนเรื่องถอดจิตถอดกาย มันเป็นอุปาทานเขาเห็นแต่ก็คืออุปาทานจริง กายที่เขาเห็นคือนิรมาณกาย เนรมิตขึ้นมาจากจิตเขาเองใครไม่เห็นได้ด้วยหรอก อาทิสมาณกาย แต่คนโง่ด้วยกันจะบอกว่าใช่ เราก็ทำได้มีสัมโภคกายร่วมกัน พูดกันรู้เรื่องแต่ต่างคนต่างทำ ไม่เห็นของกัน อาทิสมาณกาย ต่างคนต่างเนรมิตกายตนเองทั้งนั้น แล้วเขาก็จมในเรื่องนี้ นั่งหลับตาถอดจิตถอดกาย บอกว่าท่านให้พิจารณาผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เมื่อใดเป็นกาย อันไหนไม่เป็นกาย เล็บที่ตัดออกจากตัวเราเป็นอุตุไปแล้ว เล็บที่ติดกับเราไม่มีเวทนาไม่ใช่กาย ตัดออกไปได้ไม่เจ็บไม่ปวดมันไม่ใช่กาย ไม่ได้เป็นชีวะเมื่อตัดขาดไปแล้วเป็นวัตถุแล้วเป็นอุตุนิยาม แต่เล็บที่ไม่ได้ตัดออกไปมีชีวะมีน้ำเลี้ยงอาหารเลี้ยง เล็บที่ยาวออกไปไม่รู้สึกเจ็บปวดคือพืช ตัดได้หรือฟันภายนอกกรอออกได้ไม่เจ็บปวดไม่ทุกข์ไม่สุขอะไร ผู้ที่สามารถทำจิตให้อยู่ในฐานของพีชะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัสกับภายนอกสัมผัสกับพืชกับสัตว์ดินน้ำไฟลม สัมผัสแล้วก็รู้ความจริงตามความเป็นจริงเห็นหมด ไม่รักไม่ชัง ไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่ผลักไม่ดูด ดูอะไรสมควรที่จะสัมพันธ์กันเกี่ยวข้องกันก็สัมพันธ์กันอย่างมีประโยชน์ เช่น คนกับคนสัมผัสอะไรที่ควรจะเป็นประโยชน์แก่กันและกันก็ทำ คนสัมผัสกับพืชมีอะไรจะช่วยเหลือกันก็ช่วย พืชไม่เป็นพิษภัยไม่มีพยาบาทไม่มีรักไม่มีชังไม่มีดูดไม่มีผลักทำลายกันได้ ในที่สุดอาศัยกันได้ เอามาเป็นอาหาร เอามาเป็นกวฬิงการาหาร เสร็จแล้วเราก็ อาศัยซึ่งกันและกัน มนุษย์จึงเป็นผู้รู้ มนุสโส อยู่กับสัตว์ตั้งแต่จิตนิยาม อยู่กับพืช และดินน้ำไฟลมซึ่งอยู่อาศัยกันและกันอย่างมีประโยชน์แก่กันและกัน ช่วยเหลือดินน้ำไฟลม ช่วยเหลือพืชพันธุ์ธัญญาหาร ช่วยสัตว์ แต่แค่เราจะช่วยสัตว์ที่เขาเรียกกันว่าคน มนุษย์ ก็ช่วยกันอย่างหนักหนาสาหัสแล้วเพราะว่ามันอวิชชากันเหลือเกิน มันจะต้องเป็นเจ้าเป็นนาย สมบัติทั้งหลายในโลกจะต้องมาเป็นของกูคนเดียว จะต้องเป็นอำนาจบาตรใหญ่ จะต้องเป็นเจ้าโลก เป็นผู้ยิ่งใหญ่อะไรต่างๆนานา แล้วจะต้องได้รับคำชมเชย คนฉลาดที่จะได้รับคำชมเชย เราก็ดูตัวอย่างสิ อย่างเช่นผู้ที่จะไปเป็นใหญ่เป็นผู้ที่มีอำนาจมียศศักดิ์อย่างเช่นอเมริกาประธานาธิบดีเขามีอำนาจ มีความยิ่งใหญ่ มียศศักดิ์ จะต้องได้รับคำชมเชย คุณว่าโดนัลด์ทรัมป์ เขาแสดงออกอย่างเป็นผู้ฉลาดผู้มีอำนาจ เป็นผู้จัดการ นั่นแหละเขาเป็นเจ้ากี้เจ้าการอยู่ในโลก แต่เขายังไม่รู้ตัวเองเลย พวกคุณจะเข้าใจง่าย โดนัลด์ทรัมป์อาจจะเป็นประธานาธิบดีสมัย 2 เป็นได้ เพราะคนอเมริกันโง่ พูดถึงเรื่องความเป็นประชาธิปไตยนี่ อเมริกานี้สุดโง่ ไม่รู้จักประชาธิปไตยและไม่รู้เรื่องการเมือง การเมืองเขาใช้ไม่ได้ ตอนนี้เป็นการจลาจลทั่วประเทศ ดีไม่ดีก็จะแตกเหมือนกับรัสเซีย เรามองแต่ละชาติแต่ละประเทศ ประเทศที่เขาเข้าใจว่าอิสระคือการเป็นตัวกูของกู เพราะฉะนั้นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่เป็นแบบสหรัฐ รัฐต่างๆต่างให้อิสรเสรีภาพแต่ละรัฐ ซ้อนบริหาร เขาก็ว่าเขาเก่ง จริง ที่มองในแง่มุมนึงเหมือนเก่ง แต่มองอีกแง่มุมหนึ่งก็คือคนอวดดี พอดีสักวันหนึ่งก็จะเป็นอย่างที่รัสเซียเคยทำ สุดท้ายรัสเซียก็แตกออกเป็น สหพันธรัฐ พวกที่ให้รัฐนั้นรัฐนี้ปกครองตัวเองแต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับยอดนะ ซ้อนที่ว่าอวดว่าให้ออิสรเสรีภาพนะ แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับข้านะ แล้วทำทีว่าให้อิสรเสรีภาพ แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับข้านะ เพราะฉะนั้นไม่ต้องทำลิเกหรอกจะขึ้นกับข้าก็ขึ้นจะแยกก็แยก ทำท่าทีหลอกกับซื่อๆ ไม่เหมือนกันแยกก็ให้รู้ว่าแยก อย่างจีนแยกเป็นหม่าเก๊า ทิเบต ฮ่องกงเป็นต้น แต่ก็บอกว่าของกูๆ จีนนี่ตัวเองก็ใหญ่แล้วนะ ก็ยังบอกว่านี่ของกูเสร็จแล้วบอกว่าเลี้ยงตัวเองได้นะ ชื่อว่าเป็นลูกน้องข้านะ ถ้าเลี้ยงตัวเองเหลือแล้วส่งมาเป็นบรรณาการ ให้แก่ข้าได้ก็ดี มันก็เหมือนเก่าๆสมัยโบราณ เป็นอาณานิคม เป็นเมืองขึ้นจะต้องมาถวายบรรณาการ เป็นปเทศราช ก็จะอยู่ในที ประเทศไทย เท่าที่ประวัติศาสตร์มีมา ก็ไม่ได้ไปล่าอาณานิคม ไม่ได้ไปล่ายุโรป อเมริกา ไม่เคยคิด ไม่เคยทำ ก็แค่บอกว่าเขตข้าขยายพื้นที่ ยุคไทยมีอาณาเขตมากสุดคือตอน… อย่างเราชาวอโศกพื้นที่ไหนซื้อได้ก็ซื้อ อาตมาไม่เคยพารุกป่ารุกที่ แม้เราอยู่บ้านราชฯคนคำกลางยังมารุกที่สาธารณะเลย ทางท่ากกเสียวไม่ได้มารุกเท่าไหร่กุดระงุมก็รุกมาไม่น้อย