เพราะเป็นสยังอภิญญาจึงมาเป็นพ่อครูในวันนี้.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข25 กันยายน 2563

เนื้อหาในไฟล์

เพราะเป็นสยังอภิญญาจึงมาเป็นพ่อครูในวันนี้ พ่อครูว่า..เราคำนึงถึงในปัจจุบัน และตอนนี้นึกออกทันทีเหมือนกันว่า มันเป็นอกุศลจิตอะไร อกุศลจิตหลายอย่างได้เลยคือ 1. ขี้เกียจ ก็เป็นอกุศลจิตแล้ว 2. ดูถูกคน บอกไปก็สูญเปล่าสอนไม่ได้หรอกก็เป็นอกุศลจิตได้อีก 3. ลืมหน้าที่ของตัวเอง ตนเองมีปณิธาน ขอหยั่งลึก ความจริงของสัจธรรมตรงนี้ว่าอาตมาลืมปณิธานเผลอไป อาตมาบอกแล้วว่า เคยพูดมาหลายครั้งว่าอาตมาเป็น สยังอภิญญา เป็นผู้ที่รับหน้าที่ต่อพระพุทธเจ้ามาโดยตรงเลย ว่าจะต้องมาเป็นผู้นี้ จึงมีบันทึกคำว่า สยังอภิญญา แล้วจะต้องเป็นสยังอภิญญา มาทำงานกอบกู้พุทธตามปณิธานที่ได้รับจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า รับปากแล้วนะ อาตมาขอรับด้วยเกล้า ที่นี้มาตรงนี้จะมากบฏ อาตมาก็บาปแน่นอน ชั่วแวบ มีเหตุปัจจัยภายนอกมากระทบ ก็ขนาดพระพุทธเจ้า ท่านก็ว่าโอ้โห คนทำไมมันตกต่ำถึงขนาดนี้ มันโง่ขนาดนี้จะสอนไหวหรือ ขนาดพระพุทธเจ้ายังมีพระปริวิตกขนาดนั้น เพราะโพธิรักษ์ไม่ใช่พระพุทธเจ้าจะมีวิตกอย่างนี้ก็ต้องเป็นบ้าง แต่เมื่อเราระลึกสิ่งที่เป็นปณิธานของเราแล้ว มันจะมีเหตุปัจจัยทั้งนั้นแหละ รับปาก พูดเป็นภาษาง่ายๆว่ารับปากพระพุทธเจ้า แล้วก็ตั้งใจของเราเองว่าเราจะต้องพากเพียรปฏิบัติเพื่อจะเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งด้วย ทั้งตัวเราทั้งภายนอกเหตุปัจจัยทุกอย่างจะลงตัวกันหมด มันก็จะต้องมาทำ ไม่ทำก็ผิดแน่นอน เมื่อระลึกรู้ได้มีเหตุปัจจัยครบพร้อมเราก็ต้องทำมันต้องทำมันไม่มีทางเป็นอื่นเลย ถ้าคุณไม่ทำคุณผิดทั้งนั้น สู่แดนธรรม..นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ ผมก็พยายามมองจักรวาลใหญ่เป็นเช่นไรจักรวาลน้อยก็เป็นเช่นนั้น ย่อจากความจริงลงมา พระพุทธเจ้าก็ยังทรงท้อพระทัยเพราะสิ่งที่ท่านรู้เป็นสิ่งที่ลึกซึ้ง ยากแก่สัตว์ทั้งหลายที่มัวเมาในกามจะมารู้อย่าง

อ่านต่อ

ท่านได้หรือ ท่านก็คิดจะเป็นปัจเจกพระพุทธเจ้าไม่ได้ประกาศศาสนา ขนาดพระโพธิสัตว์ระดับ 9 ระดับ 10 ก็ยังมีแบบนั้น พ่อท่านเองรูปรอยของพ่อท่านก็เป็นเช่นนั้น ก็คงจะเห็นว่าเหน็ดเหนื่อยเปล่าเหมือนกัน แต่พ่อท่านว่าทำไมต้องเป็นเรา ผมว่าลูกๆชาวอโศกก็เช่นกัน ทำไมต้องมาต้องเป็น ผมเคยถามว่า ทำไมพวกเรารู้ว่าพ่อท่านเกิดแล้วต้องตามมาด้วย ถามตอนพ่อท่านบิณฑบาตพ่อท่านก็คิดอยู่นิดนึงแล้วตอบมา บอกว่าเหมือนอนุสัย ที่เหมือนกับต้นมะม่วงจะเกิดเป็นต้นมะม่วง พ่อครูว่า..เหตุปัจจัยมันจะต้องสมบูรณ์ต้องครบถึงจะเกิดได้ สู่แดนธรรม...พ่อท่านมีเรื่องที่ลึกๆที่จะเป็นของขวัญให้ลูกๆหรือไม่ครับ พ่อครูว่า...ที่คุยกับเทวดาเช้านี้ ก็เป็นธรรมะ ธรรมดาๆ ว่าธรรมะอันนี้ถ้าจะลึกลงไปขนาดนี้ก็มีหลายเรื่อง สหัมบดีพรหม ก็ไม่น่าจะเข้าใจยาก สห แปลว่าทั้งนั้น รวมไปหมด สหะ แปลว่าร่วมรวมกันมากเท่าไหร่ก็สหะเท่านั้น เช่น สหบาทา มีตีนเท่าไหร่ก็เอามาลงหมด สหัมบดี บดี คือ ปติ หรือบดี แปลว่าผู้เป็นใหญ่เพราะฉะนั้น พรหมผู้เป็นใหญ่เป็นการเรียกตามสมมุติว่าเป็นผู้ที่เป็นใหญ่ พรหม ผู้ที่เป็นใหญ่ เข้ามาร่วมกันเลยมาอาราธนาพระพุทธเจ้า ว่าฉิบหายใหญ่แล้วนะพระผู้มีพระภาค ถ้าเผื่อว่าพระผู้มีพระภาคไม่มาเทศน์ไม่มาบรรยายไม่มาสอนมนุษย์แล้วก็ชิบหายใหญ่เลย เตือนสติ จะว่าพระพุทธเจ้าจะสติตกหรืออะไรก็แล้วแต่แต่เป็นการเตือนสติท่าน พระพรหมก็คือจิตวิญญาณ เมตตา กรุณา มุทิตาอุเบกขาของพระองค์เอง สำนึกของพระองค์เองนั่นแหละ สหัมบดีพรหม ก็คือตัวเราเอง เป็นพลังงานธาตุรู้ตัวหนึ่งที่มันสำนึกขึ้นมา สำนึกขึ้นมาได้เองก็อธิบายเป็นปุคลาธิษฐานเป็นสหัมบดีพรหม แปลว่าพระพรหมทั้งหลายแหล่ร่วมขบวนกันมาอาราธนาบอกว่าไม่ได้หรอกพระพุทธเจ้าข้า คือพระพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงธรรมไม่โปรดสัตว์นี้ ไม่ไหวหรอกชิบหายใหญ่แล้ว พระพุทธเจ้าก็ได้พระสติ ก็เลยตรวจอีกทีหนึ่ง เรียกว่า พุทธุปาทกาละ ตรวจดูมนุษย์อีกก็ยังเห็นว่ายังมีผู้ที่มีธุลีในดวงตาน้อย คือมีกิเลสเบาบาง ทีพอที่จะช่วยให้บรรลุธรรมได้ ไม่ใช่มีกิเลสหนาทั้งหมดเลย ตรวจดูแล้วก็โอ้โห มันไม่มีใครกิเลสบางเลยแล้วจะไปเทศน์อย่างไรมันเสียของหมด แต่ว่าตรวจดูอีกทีแล้ว พุทธุปาทกาละ เป็นพุทธวิสัย ก็ตรวจสอบดูอีกที พอมีคนที่มีธุลีในดวงตาน้อย กิเลสน้อยพอบรรลุได้มีอยู่ พอคุ้มไม่เสียของทีเดียวหรอก สู่แดนธรรม...พระองค์ปฏิบัติวิชชาจรณะมาตั้งแต่เป็นพระโพธิสัตว์ ความสำนึกหิริโอตตัปปะยังมีอยู่ในวิชชาจรณะด้วย สิ่งที่พระองค์ท่านสำนึกขึ้นมาได้คือท้าวสหัมบดีพรหมก็หมายถึง หิริโอตัปปะ ใช่ไหมครับ แสดงว่าพวกเราเองก็สั่งสมความเป็นสหัมบดีพรหมของตัวเองทีละเล็กทีละน้อยมีหิริโอตตัปปะในวิชานั้นเอง ผมก็อยากซักพ่อท่านอีกเรื่อง อย่าหาว่าผมเอาพ่อท่านไปเทียบกับพระพุทธเจ้าเลยครับ ตอนพ่อท่านอยู่วัดอโศการาม ไมคิดจะบวช พ่อท่านได้ตรวจดูว่าพวกเราชาวอโศกที่จะมาช่วยพ่อท่านกอบกู้ศาสนามาหรือยัง พ่อครูว่า... อาตมายังไม่มีภูมิปัญญาถึงขั้นนั้น ไม่ได้ตรวจสอบหรอก เป็นแต่เพียงว่า รังเกียจ รังเกียจว่า โอ๊.. พระที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่น่าไปคลุกคลีเกี่ยวข้องเลยมันสกปรกมันมีความคิดอย่างนั้น แล้วมันก็เห็นว่าไม่ผิดหรอกมันจริง จนกระทั่งอาตมาได้อนุโลมว่า ยอมบวช เพราะตอนนั้นคิดไม่บวชนะ อยู่วัดอโศการามแล้ว แต่เสร็จแล้วไปทำงานคนมันไม่ยอมรับ เราไม่มีสมมติของความเป็นพระ เป็นฆราวาส ดีไม่ดีเป็นฆราวาสประหลาดโกนหัว รุ่งกางเกงขาสั้นรองเท้าก็ไม่ใส่ใส่เสื้อคอกลม คนก็ว่าบ้า คนมันต้องอยู่กับสมมุติ เราก็สบายๆมักน้อยสันโดษแต่คนทั้งโลกบอกว่าอะไรวะมาขึ้นเวทีคนอื่นเขาผูกเนคไทใส่เสื้อนอก แต่นี่ใส่เสื้อคอกลมบางๆขึ้นมานั่งพูดกับเขา หัวก็โล้นอีกต่างหาก คนอื่น 3-4 คนเขาใส่เสื้อนอกผูกเนคไททั้งนั้น คนสามัญธรรมดาเขาจะไปรู้ลึกซึ้งอะไร ก็บอกว่าเอาคนบ้ามาพูด ยิ่งเรามาพูดโลกุตรธรรมนั้น ใหม่ๆ คนพวกนั้นก็รับรู้ไม่ได้สำหรับโลกุตรธรรม แล้วอาตมาจะไปได้อะไร เขาไม่ได้มีความยินดีไม่ได้มีความตั้งใจมาฟังมาก ตอนนี้ไม่ตั้งใจเลยไม่มีความยินดีไม่มีฉันทะเป็นมูลเลย เพราะฉะนั้นมันก็ไร้ผลหมดทุกอย่าง อาตมาก็มาได้คิดว่า ต้องได้จีวรมาใส่ เป็นสมมติ พวกนั้นก็เลยจับประเด็นว่าไม่ได้ตั้งใจบวชจะมาเอาจีวรเท่านั้น คนเรามันก็เล่นงานกันได้ทุกมุม บอกว่ามันจะเอาจีวรมาหลอกลวงคน ทั้งที่เจตนาเราเป็นกุศลแต่เขามองเป็นอกุศลเจตนา เจตนาของเราบอกว่าถ้าได้จีวรมาก็จะได้สอนง่ายขึ้นคนจะได้มีความศรัทธามีความเลื่อมใส มันก็ได้ผล แทนที่จะมองชัดเจนแบบนั้นกลับไปมองว่า แหมนี่มันจะได้ใส่จีวรจะได้ไปหลอกคนอื่นว่าฉันเป็นพระอะไรอีกไปโน่นเลย ก็ทบทวนในสิ่งที่เป็นจริงให้ฟัง สรุปแล้วสิ่งต่างๆที่อาตมาพาทำทุกวันนี้ มาถึงทุกวันนี้ มันเป็นสิ่งที่เป็นได้ยาก มันเป็นสิ่งที่เป็นได้ยาก ทนได้ยาก สละได้ยาก ชนะได้ยาก 4 อย่างนี้ มันยาก 4 ยาก แต่มันได้ เพราะฉะนั้นได้มาเพียงเท่านี้ อาตมาพอใจ ยิ่งพูดได้เลย..ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปพูดอย่างโลกๆเลยว่าอาตมามีแต่กำไร พูดเป็นสำนวนโลกๆนะ ต่อไปอาตมามีแต่กำไร แล้วพวกเราก็ช่วยอาตมาทำเพื่อให้คนจะได้มาเป็นอย่างนี้มาเป็นอริยบุคคลมาเป็นชาวโลกุตระอย่างนี้ มันสุดยอดแห่งสมบัติ สุดยอดแห่งมหาสมบัติ เป็นมหากุศลมหาสมบัติที่ไม่มีอะไรดีเท่า มันได้เป็นนามธรรม แต่มันมีวัตถุตามมาด้วยคือได้บุคคลมาด้วยใช่ไหม ได้นามธรรม มีจิตวิญญาณและบุคคลตามจิตวิญญาณนั้นด้วย เพราะฉะนั้นเราพยายามทำงานนี่แหละเป็นงานที่สุดยอดที่อาตมาพูดหลายทีแล้ว มันน่าจะซาบซึ้งว่า ในเรื่องงานนี้ อย่างพระพุทธเจ้าท่านเป็นทุกงานพูดได้อย่างนั้น ไปเรียนสำนักตักศิลาก็สำเร็จเป็นที่หนึ่ง ได้เหรียญทองมาทั้ง 18 วิชา ได้มาหมด สมัยนี้มีมากกว่า 18 วิชา สมัยโน้นท่านก็บรรลุ ท่านเรียนจบหมดได้ที่ 1 มาหมดได้เกียรตินิยมประดับมาหมด จะเป็นวิชาของทางโลกอย่างไร 18 วิชา สรุปแล้วทิ้งหมด 18 วิชามาเอาวิชาที่ไม่มีในตักศิลา ในตักศิลา ไม่มีวิชชาจรณะ เสร็จแล้วท่านก็ทิ้งวิชาทั้ง 18 วิชามาทำงานวิชชาจะระณะสัมปันโนซึ่งเป็นวิชชาของพระพุทธเจ้าและเป็นของพระองค์เอง เพราะพระองค์เองเป็นเจ้าของวิชชานี้เป็นธรรมะสามีแล้ว เมื่อบรรลุพระพุทธเจ้าก็ถือว่าเป็นธรรมะสามีเป็นเจ้าของธรรมะแล้ว เป็นสัมมาสัมพุทโธตรัสรู้เองโดยชอบ ก็คือสั่งสมมานั่นแหละ พวกเราก็คงไม่สะดุดเข้าใจได้แล้ว ไม่เข้าใจผิดเพี้ยนสับสนที่บอกว่าเดี๋ยวก็รู้เองเดี๋ยวก็ได้รับถ่ายทอดมา พวกเราคงจะไม่งง ได้มาจากพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ถ่ายทอดมาจากพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ แต่พระพุทธเจ้าไม่อยู่แล้วเราก็เป็นตัวเองมาได้ตั้งแต่สั่งสมเป็นปัจจัตตัง 1. ปัจจัตตัง 2. ปัจเจก 3. สยังอภิญญา 4. ปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ 5. สยัมภู ปัจจัตตัง มาจากคำว่า ปัจจะ กับ อัตตา เรียกว่าอัตตะของเรานี้ได้เริ่มมีปัจจะ ปัจจะคือแสงสว่าง ปะ + อัจจะ รู้จัก “อัจกลับ”มั้ย เป็นเครื่องให้แสงสว่างเป็นตะเกียง หรือว่า ถาดน้ำมันแล้วมีไส้ เรียกว่าอัจกลับ เคยได้ยินไหม? อัจจะ นี่แปลว่า สว่าง พยัญชนะ ก จ ต ฏ ป คำต้นวรรคทั้ง ถ วรรค จ เป็นวรรค แสงสว่างหรือปัญญา จ ฉ ช ฌ ย เป็นวรรคแห่งแสงสว่าง แสงสว่างก็คือรู้ไม่มืดดำไม่โง่ สว่างเป็นความรู้เป็นธาตุรู้ เพราะฉะนั้นผู้ที่มาศึกษาถูกต้อง สัมมาทิฏฐิแล้ว ก็จะเริ่มเกิดแสงสว่าง เกิดเริ่มรู้เกิดเริ่มเข้าใจก็เริ่มรู้ความจริงเกิดเห็น เห็นเป็นสื่อที่จะบอกทาง รู้เป็นวิญญาณเป็นธาตุรู้ ได้ยินก็เป็นทางเสียง ได้กลิ่นได้รส ได้แตะต้องกระทบสัมผัส โผฏฐัพพะ ก็มีอยู่ 5 ทวารนอกที่จะรู้ครบ นัยต่างๆนี่ก็จะต้องอธิบายขยายความไป ยกเหตุปัจจัยมาอธิบายเป็นตัวอย่าง สำหรับผู้ที่จะต้องใช้ตัวอย่างมาอธิบาย สู่แดนธรรม..นิมนต์ขยายความต่อ พ่อครูว่า..ปัจจัตตังเป็นความรู้ด้วยตนเองเมื่อรู้ด้วยตัวเองก็เป็นปัจเจก สรุปมาเป็น 1 เป็นของตัวเอง ปัจจะ ส่วนปัจเจกในระดับต้นส่วนล่าง ส่วนปัจเจกสัมมาสัมพุทธะเป็นระดับพระโพธิสัตว์ เมื่อมีปัจเจกแล้วก็สั่งสมปัจเจกไปเป็น สยังอภิญญา ความรู้ยิ่งในระดับปกตินะสั่งสมลงไป จนเป็นเอง สยัง เป็นเองภายใน อย่างอาตมามาปรากฏในโลกยุคนี้เป็นของอาตมาเองไม่มีอาจารย์ไม่มีครูไม่มีผู้ที่จะสอน เป็นของตัวเองมาล้วนๆ แล้วก็มาพูดเองในท่ามกลางสังคมพุทธที่ไม่มีใครรู้หรือรู้ก็ผิด ก็ต้องมาหักล้างความผิดนี้มันก็ยาก ก็ต้องทำ อาตมามาประกาศยืนยันว่าอาตมาเป็นสยังอภิญญา อาตมายังไม่ใช่ปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ ไม่ถึง 5 ขั้นนี้ เมื่ออาตมามาตามสัญญามาตามปณิธาน มาตามรับพระโอษฐ์พระพุทธเจ้าว่าจะต้องมาสืบทอดให้ศาสนานี้ ให้ไปถึง 5,000 ปี จะต้องรักษาต้องช่วยให้ศาสนานี้ครบ 5,000 บาทจะมาก็ต้องทำจริง แล้วมันทำให้อาตมาจะต้องศึกษาฝึกฝนอบรม อาตมาถึงจะมีความรู้มีความจริงมีพลังวิบาก ที่จะได้เป็นมหากุศลวิบาก ไปสู่ความเป็นพระพุทธเจ้าได้เป็นสัจจะในตัวมันเอง เพราะฉะนั้นทุกอย่างมันไม่มีอะไร เลี่ยง ไม่มีอะไรเบี่ยงจะเป็นอย่างอื่น มันจะต้องเป็นอย่างนี้ 50 ปีอาตมาทำงานมาถึงทุกวันนี้แล้ว พวกคุณจะเข้าใจในเรื่องของความเป็นปัจเจก หรือความเป็นสยังอภิญญาก็ดี แม้จะได้ด้วยตรรกะเหตุผลภาษาก็พอเข้าใจใช่ไหม จนไปถึงปัจเจกสัมมาสัมพุทธะซึ่งอาตมาก็ยังไม่ถึง อาตมาไม่ได้หลงไม่ได้เลยไม่ได้ไปอวดดีอวดดีอะไร ที่พูดนี้ไม่ได้ทำเป็นถ่อมตนเอาเท่ออกเก๋ แต่พูดความจริงทั้งหมด ยืนยันได้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็น อจินไตย เป็นเรื่องที่คิดเอาเดาเอาคาดคะเนเอาไม่ได้ ขบคิดให้หัวแตกเอาอย่างไรมันก็ไม่ได้ มันจะต้องเป็นต้องมีของตน เราจะหยิบชิ้นนั้นสภาวะนั้นขึ้นมาพูดด้วยภาษา อาตมาเป็นชาวไทยก็พูดภาษาไทยให้ฟัง หากอาตมาไปเป็นชาวอังกฤษก็ไปพูดภาษาอังกฤษเป็นชาวจีนก็พูดภาษาจีนสู่ฟัง แต่นี่อาตมาเป็นไทยก็พูดภาษาไทยและภาษาอื่นก็ไม่มั่นใจเท่าภาษาไทยจึงไม่ได้พยายามที่จะใช้ภาษาอื่นเป็นหลัก จริงๆแล้วหากจะไปเรียนภาษาอังกฤษอาตมาก็มีทักษะพวกนี้พอสมควร เรียนภาษาอังกฤษแต่เด็ก มีอาจารย์สอนเป็นหม่อมเจ้าวิเศษศักดิ์ ชยางกูร แต่ท่านก็ไปสิ้นชีพตักษัยที่กรุงเทพฯ ท่านเป็นนักเรียนอังกฤษเป็นผู้ดีอังกฤษ ไปไหนก็ต้องมีร่มไปด้วย ท่านสกุลชยางกูร มีคนตั้งชื่อถนนให้เกียรติแก่ท่านท่านเป็นครู ท่านเรียนจบวิศวะแต่ไม่ทำงานวิศวะมาทำงานสอนเป็นครูตั้งแต่หนุ่ม ลูกของท่านชื่อสารีบุตร ต่อไปอาตมาก็ไปนั่งให้กำลังใจ นักร้องนักแสดงเพื่อนของอาตมา อาตมาก็สัมพันธ์เกี่ยวกับเรื่องของนักร้องพอสมควร แต่แม้แต่ชาวโทรทัศน์ด้วยกันก็หายไปหมดเลยเหลือแต่เป็นนักร้องนี่แหละ นักโทรทัศน์ด้วยกันก็ยังมีอยู่นะ แต่ก็สัมพันธ์กันน้อย นักโทรทัศน์รุ่นของอาตมามีน้อยเป็นโทรทัศน์รุ่นเก๋า ตั้งแต่โทรทัศน์ช่องแรกของประเทศไทยอาตมาก็ทำอยู่ตั้ง 12 ปี ตอนนี้เทคโนโลยีมันเจริญมันน่าจะช่วงมนุษยชาติได้อีกมาก พวกคุณจะตกลงกับอาตมาไหมมาช่วยกัน พวกคุณอยู่แล้วก็พูดเป็นคำสุดท้ายว่า โควิด คลี่คลายแล้วใครที่มีศีลที่จะมาเป็นชาวอโศกได้ก็มา คนที่ยังไม่มีศีลยังไม่เป็นชาวอโศกได้ ก็ยังไม่ควรมา ไม่ใช่ไปรังเกียจ แต่ควรทำตนเองฝึกฝนศึกษาให้เป็นคนมีศีลไม่มีอบายมุขไม่กินเนื้อสัตว์นี่คือ 3 ข้อเป็นเงื่อนไขหลัก ให้ได้เสียก่อน ไม่กินเนื้อสัตว์ ไม่มีอบายมุข แล้วก็มีศีล 5 เป็นอย่างต่ำ ถ้าได้ 3 ข้อนี้แล้ว ที่นี่ต้องการคนมาอีกไม่จำกัดจำนวน จะได้ 777 คนปี 2563 จะได้ถึงไหมเอ่ย รายการนี้เป็นรายการแรกของงานอโศกรำลึก ก็ขอไว้เท่านี้สำหรับคาบนี้ เจริญธรรมทุกคน

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน