โยนิโสมนสิการให้ถึงความเป็นอมตะ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข25 กันยายน 2563

เนื้อหาในไฟล์

โยนิโสมนสิการให้ถึงความเป็นอมตะ คราวนี้งานอโศกรำลึก อาตมาคงจะต้องได้เทศน์เน้นย้ำในเรื่องการทำใจในใจ ภาษาบาลีคือการทำมนสิการซึ่งเป็นคำนาม มนสิการแปลว่าการทำใจในใจเป็นข้อ 2 ของมูลสูตร 10 มีฉันทะเป็นมูลมีมนสิการเป็นแดนเกิด สัมภวะ คือ สิ่งที่จะเกิดจะเป็นพระพุทธเจ้า จิตเป็นหลัก มันจะเกิด จิตจะเกิด เราจะต้องเป็นผู้ที่มีโลกุตระ เป็นผู้ที่มีวสวัตตี ไม่ใช่พระเจ้ามาทำให้เกิด เมื่อเราได้ขันธ์ 5 มาแล้วต้องควบคุม เวทนาสัญญาสังขาร เราจะต้องกำหนดรู้แล้วให้เป็นเช่นนั้นเช่นนี้ให้เป็นเช่นใด เราจะต้องรู้ ความเหมาะสมควรที่ดีที่สุดนานๆ แล้วทำให้เกิดให้เป็นตามที่ว่านี้ เราจึงเป็นผู้กำหนดเองเป็นผู้สร้างเอง เป็นผู้ผลิตเอง ให้เกิดมากที่สุดและจิตให้เกิดอาการของเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ เหตุปัจจัยที่ยังไม่สิ้นสุดจริงๆซึ่งมันมีวาระที่จะสิ้นสุดเหมือนกัน ไปด้วยเหตุปัจจัยของการหมดเรี่ยวแรงหมดอำนาจหมดฤทธิ์ มันก็สิ้นสุดลงไปของมันเอง แต่ในภาวะที่ยังไม่สิ้นสุดอย่างนั้น เราจะให้สิ้นสุดก็ได้ จะให้ต่อไปก็ได้ อันนี้แหละเป็นความสามารถที่ยิ่งใหญ่ ที่พระพุทธเจ้าท่านเป็นผู้ค้นพบ แล้วให้ตนเองเป็นผู้สามารถทำให้เกิดให้ตายเองเป็นได้เรียกว่าเป็นอมตบุคคล เป็นข้อที่ 10 ของมูลสูตร ผู้ที่เป็นอมตะบุคคลจึงจะสามารถทำให้อัตภาพคือจิตวิญญาณของเรา ตายอวสานหรือจบ ปริโยสาน คือ จบอย่างน่ารัก ปริย แปลว่าน่ารัก กับ อวสาน คือจบอย่างทำตาย นิพพานรอบ ตายรอบ ที่นี้ก็จะตายตาย ไม่ใช่ตายเป็นอย่างสูญรอบสิ้นรอบ จบทุกสิ่งทุกอย่างในความเป็นอัตภาพ เราได้จิตนิยามมาเป็นสัตว์ตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียวมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน และสามารถมีความรู้อันนี้ทำให้จิตอัตภาพของเรานี้ สูญสลาย เป็นอุตุนิยามไป เป็นดินน้ำไฟลมไป เป็นความรู้ของสุดยอดแห่งมนุษย์คือพระพุทธเจ้

อ่านต่อ

า ท่านจะเป็นผู้รู้วิธีการ ค้นพบวิธีการ ค้นพบความจริงนี้ ในความเป็นคนที่มีความรู้สูงสุดแล้วสุดแห่งที่สุด ก็คือสามารถจะอยู่ ทำจิตวิญญาณให้มีอำนาจแล้วก็จะยังมีชีวิตกำหนดจิตวิญญาณของตนเองให้อยู่ไปอย่างเป็นผู้ที่ดี ไม่มีใครตำหนิได้โดยเฉพาะผู้รู้ไม่ตำหนิเด็ดขาด เป็นผู้ที่มีแต่คุณงามความดี สมมุติอาจจะต่างกัน ประเทศนี้คนสังคมในชุมชนนี้ เขาสมมุติว่าอย่างนี้ดีเราก็ดีตามที่เขาว่าได้ หรือแม้แต่สังคมกลุ่มนี้ชุดนี้ประเทศนี้เขาสมมุติว่าอย่างนี้ดี แต่เราเห็นว่าไม่ดี แต่เขาเห็นว่าดีนะ เขาสมมุติกันแต่เราเห็นว่าไม่ดี เราก็ไม่ทำตามได้ แต่เราก็ไม่ไปถึงขั้นไปขวางเขาไม่ไปขัดแย้งเขาไม่ไปโต้เขา เขาจะเป็นอย่างนั้นก็อนุโลม ดีดีดี ดีไปตามประสา แต่ถ้าดูที่เรารู้แจ้งจริงแล้วว่ามันไม่เข้าท่าหรอกมันไม่ดีหรอก เราก็สามารถจะทำได้โดยการอนุโลมปฏิโลม ที่เราก็ไม่ได้ขัดแย้งไม่ได้ไปทำร้ายเขาไม่ได้ไปข่มขี่เขาไม่ได้ไปดูถูกเขา ก็ยอมอนุโลมตามเขา แต่เราไม่ทำเท่านั้นเอง เขามาทำอะไรเราไม่ได้เราไม่ได้ไปต้านไปกั้นไปด่าไปว่าเขา เส้นทางสุดท้ายขีดสุดท้าย ว่าจะต้องเป็นเช่นนั้นก็เป็นเช่นนั้นอย่างนี้เป็นต้น ส่วนผู้ที่ยังมีทิฐิเดียวกันมีความเห็นมีสมมุติมีเป้าหมายมีวัฒนธรรมเดียวกัน มันก็ยิ่งง่ายคือสบาย อย่างพวกเรามีทิฏฐิสามัญญตา แล้วก็มีหลักเกณฑ์ของศีลสามัญญตา ก็ตรงกันหมด เราก็ประพฤติ ใครยังทำไม่ได้ก็พากเพียรไป ใครที่ประพฤติได้แล้วก็สบายไป ก็อยู่รวมกันเป็นหมู่กลุ่มที่มีพลังงาน มีพฤติกรรมที่เป็นอย่างเดียวกัน มีกำลังของทางด้านความตั้งมั่น static เป็นทั้งกำลังของการเคลื่อนไหวได้เร็วไวปราดเปรียว โดยไม่เป็นพิษเป็นภัยทั้งความปราดเปรียวทั้งความตั้งมั่นคงแข็งแรง เรียกว่าสภาวะ 2 อย่าง จะต้องอยู่ด้วยกัน สภาวะ 2 อย่าง ทางวัตถุนักวิทยาศาสตร์โลกเขาก็ค้นพบ เรียกด้วยภาษาอังกฤษคำว่าเป็น static กับ Dynamic มันก็มีได้ทั้งคู่ รวมกัน ไม่ขัดแย้งกัน ไปได้ด้วยกันอย่างดี อย่างนี้เป็นต้น พวกเราที่อาตมาพาทำ เกิดจากความจริงของกายกรรมวจีกรรม โดยเฉพาะมโนกรรมที่เป็นธาตุรู้และก็ทำได้ทั้งความรู้และก็ทั้งทำได้ เป็นประสิทธิผลที่สมบูรณ์ได้ขึ้นมาทั้งคู่ 2 สภาพ ทั้งรู้และทำ มันจะต้องมี 2 ความเป็นสอง บาลีบอกว่า เทวฺ อ่านอย่างไทยก็เทวะ อ่านอย่างบาลีก็ เดวะ เป็นความสำคัญมากในความเป็นรูป นาม ในความเป็นชีวะ ตั้งแต่ไม่ว่าจะเป็นอุตุนิยามคุณก็ต้องมี 2 อุตุนิยามที่จับตัวเป็นหนึ่งเดียวกัน กำลังจะแยกบวกก็ไม่บวก ลบก็ไม่ลบก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้ามาเป็นนิวเคลียสมีพลังงานในตัวของมันมีบวกมีลบ ทางวิทยาศาสตร์ทางวัตถุการศึกษาได้ ใช้พลังงานบวกลบนี้ที่สูงสุดเอามาใช้ได้ E=mc 2 เขาก็ใช้กันอยู่ทั่วไปแล้วก็อาศัยอย่างนี้ตลอดทุกวันนี้ พลังงานทางวัตถุเอาไปทางทำลายหรือทางสันติภาพก็ได้แต่คนมีจิตไม่ดีก็เอาไปในทางทำลาย พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ไม่ไปทำร้ายสัตว์โลกที่เป็นจิตนิยาม ซึ่งจิตนิยามเป็นภาพที่มีความพยาบาทได้ มันมีความโกรธมีความพยาบาทและก็มีการรักผูกพันหรือทำลายกัน พระพุทธเจ้าท่านก็ต้องมาสอนให้รู้ว่าอย่าไปสร้างพลังงานจิตแบบนั้น แล้วเราก็มาทำได้สำเร็จ ก็เป็นความสงบ เป็นความอบอุ่นของสังคมเป็นลักษณะธรรมที่เจริญสุดยอดแล้ว ในความเป็นมนุษยชาติ ไม่ทำร้ายใคร ใครจะทำร้ายเราเราก็ยอม เพราะใครจะทำร้ายเราแม้จะทำให้ถึงตาย พระพุทธเจ้าตรัสรู้ยืนยันพิสูจน์ว่าตายแล้วก็เกิดอีกหากเรายังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ผู้ที่จะตายและสูญไปเลยก็ต้องสามารถทำจิตของตัวเองให้เป็นปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ ก็ต้องเป็นอมตะ ผู้ที่จะเป็นอมตะบุคคลได้จะต้องทำจิตให้หลุดพ้นจากโลกจากอัตตา โลกคือสภาพภายนอก อัตภาพในจิตของเรา รู้ทั้ง 2 ส่วนเลยว่าเราจะไม่เกิดมาในโลกนี้อีกเลย โดยธรรมความไม่เกิด อย่างที่เรียกว่าปรินิพพานเป็นปริโยสาน ทำจิตให้แยกธาตุเป็นอุตุธาตุหมดเลย นี่เป็นความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ซึ่งเราจะรู้ด้วยคนตั้งแต่เป็นๆนี่แหละเราทำจิตให้ไม่เป็นทุกข์ไม่เป็นสุข ไม่เป็นทุกข์ไม่เป็นสุขนี่แหละที่เรายังเป็นชีวิตเราจะรู้ความไม่สุขไม่ทุกข์ก็เรียกว่าเป็นพีชธาตุ เป็นพืช พืชมันไม่มีสุขไม่มีทุกข์แล้วมันก็ไม่มีตัวตนหรือมันมีตัวตนระดับ 1 มีสามเส้า มีอิตถีภาวะ ปุริสภาวะ แล้วก็มีประธาน แล้วมันก็จัดการได้ แม้แต่เป็นพืชมันก็จัดการได้ ธาตุเอามาผสมกันแต่มันก็ไม่มีเวทนาไม่มีความรู้สึก มันก็ไม่มีกรรมที่จะเป็นวิบากกรรมจองเวรจองกรรมกันผูกพันกัน หรือว่าจะเกิดมาทำร้ายกัน ซึ่งหมุนเวียนอยู่ในวัฏสงสารนี้ พืชมันไม่มี เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงได้ยืนยันว่า อย่าไปสร้างวิบากกับสัตว์ เขาจะเป็นจะตาย ส่วนของเขาจะเป็นรูปเป็นนามของสัตว์ต่างๆไม่ต้องไปเอามาเกี่ยวข้องกับชีวิตเราเลย เพราะเราไม่รู้ได้ว่าวิบาก ที่เขาจะรักตัวรักตนวิบากที่เขาจะยึดมั่นถือมั่น แม้ว่าเนื้อตัวของเขาเนื้อหนังของเขา ยึดมั่นถือมั่นใครมาแตะต้องใครมาเอาของฉันไปกิน อะไรมาเอาไปใช้ก็เป็นการเบียดเบียนเขา เบียดเบียนจนตายก็แล้วแต่ มันจะไปรู้อะไรสำหรับสัตว์เดรัจฉาน มันก็ยึดถือเป็นตัวกูของกูทั้งนั้นแหละ มันก็จองเวรจองกรรม ในรายละเอียดเหล่านี้ พระพุทธเจ้าท่านสะอาดบริสุทธิ์รู้รอบถ้วนครบ จึงบอกแก่พวกเราผู้ที่ศึกษาตาม อาตมาเป็นโพธิสัตว์เข้าใจสิ่งเหล่านี้เอามาบอกให้ทราบ แล้วให้พวกเราไปเรียนรู้ถึงสภาวะจิต ที่มันมีอาการอย่างนี้ สภาพที่ต้องไปเกี่ยวข้องสภาพที่ไปดูดไปผลักต่างๆก็รู้ได้ด้วยตนเอง เราจึงสามารถที่จะรู้สภาวะของธาตุ อุตุ ธาตุพีชะที่มีดูดมีผลักบ้าง พีชะก็มีดูดมีผลักบ้าง แต่ไม่ได้รุนแรงเหมือนจิตนิยามก็รู้ขนาดของพืช จึงทำจิตของตนให้เป็นอย่างพืชได้สำเร็จ จึงไม่สร้างวิบากต่อไป จิตที่เป็นจิตพืชไม่สามารถสร้างวิบากต่อไป แต่จิตที่เหลือที่เป็นพลังงานจิตนิยามนั้นมันก็เลยมีแต่ความสะอาดประเสริฐ ก็ช่วยทำงานทำกรรมกิริยาเป็นประโยชน์ได้หมดเลย

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน