670506 พระโพธิสัตว์เมื่อสิ้นชีพไปแล้ว จะไปเกิดทันทีหรือไม่.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2567
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข6 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

พระโพธิสัตว์เมื่อสิ้นชีพไปแล้ว จะไปเกิดทันทีหรือไม่? _มีหนูน้อยเขียนตัวหนังสือตัวเท่าหม้อแกงถามมาว่า... “ได้ยินว่า เมื่อคนตายไปแล้วจิตวิญญาณจะไปเกิดทันที แล้วถ้าเป็นจิตวิญญาณของพระโพธิสัตว์ เมื่อสิ้นชีพไปแล้ว วิญญาณของ พระองค์ท่านจะไปเกิดทันที ที่วิญญาณออกจากร่างหรือไม่ ?”

ตอบ ......ฟังดีๆ จิตวิญญาณของพระโพธิสัตว์นั้น เป็นสภาวะที่เรียกด้วยภาษาว่า “อัตตภาพ” หากยังไม่สูญสลาย(ปรินิพพาน) ยังมีความเป็นอยู่ ปรารถนาจะต่อภพต่อภูมิไปอีกก็จะเกิดทันที แต่ ถ้าไม่ปรารถนาจะต่อภพต่อภูมิไปอีก ก็จะปรินิพพาน ดับขันธ์ทั้ง ๕ แยกส่วนแล้ว จนไม่เหลือ จิตนิยามแล้ว จนกลายเป็นอุตุหมดเลย เหมือนพระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพรหมชาลสูตร ว่า

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายของตถาคต มีตัณหาอันจะนําไปสู่ภพขาดแล้ว (เมื่อกายของ ตถาคต)ยังดํารงอยู่ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักเห็นตถาคตชั่วเวลาที่กายของตถาคตยังดํารงอยู่ เมื่อกายแตกสิ้นชีพแล้ว เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักไม่เห็นตถาคต เปรียบเหมือนพวงมะม่วง เมื่อขาดจากขั้วแล้วผลใดผลหนึ่งติดขั้วอยู่ ย่อมติดขั้วไป

ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายของตถาคตมีตัณหาอันจะนําไปสู่ภพขาดแล้ว ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ยังดํารงอยู่ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักเห็นตถาคตได้ ก็ชั่วเวลาที่กายของตถาคตยังดํารงอยู่ เมื่อกาย แตกสิ้นชีพแล้ว เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักไม่เห็นตถาคต”

พ่อครูกล่าวต่อว่า .....ก็แสดงว่า ชีวะไม่เหลือแล้ว พีชะก็ไม่เหลือ กลายเป็นอุตุไปหมดแล้ว เป็นดิน น้ํา ไฟ ลม หมดแล้ว จิตนิยามหมดไปเรียบร้อยแล้ว แม้แต่พลังงานระดับพีชะก็ไม่เหลือ กลายเป็นอุตุไปหมดเลย ตัวตนของพระโพธิสัตว์ก็ไม่เหลือ

แล้วถามว่าพระโพธิสัตว์เมื่อสิ้นชีพ จิตวิญญาณของท่านจะไปเกิดทันทีที่วิญญาณออกจาก ร่างหรือไม่ ... ถ้าพระโพธิสัตว์อ

อ่านต่อ

งค์ใดตั้งจิตตายไปแล้วเป็นปรินิพพานเป็นปริโยสาน(บั้นปลายท้ายสุด) ก็ไม่เกิดอีก ถามว่า จะไปเกิดไหม? ก็ไม่มี แต่ถ้าพระโพธิสัตว์พระองค์นั้นจะต่อภพต่อภูมิไปอีก ก็จะ เกิดทันที!

ถามว่าไปเกิดที่ไหน? ไปเกิดที่สงบที่สุด จึงอยู่ที่ภพชื่อว่า “ดุสิต” คือภพที่อาศัยสงบที่สุด เป็นสันตุสิต ที่สันติที่สุด สงบที่สุด ก็ใช้พยัญชนะว่างั้น แต่อยู่ที่ไหนอธิบายไม่ได้ ไม่มีที่อยู่ ไม่มีหลัก แหล่ง แต่เป็นสภาวะละเอียดเกินกว่าจะพูด ไม่มีใครจับได้ ยิ่งเป็นจิตวิญญาณของผู้ที่ละเอียดสูงสุด ก็เป็นอจินไตย ท่านก็อยู่ของท่าน ถึงเวลาที่ท่านจะออกมา เช่น ผู้ที่จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมโพธิญาณ ลงมาเกิดเป็นพระพุทธเจ้า รอวาระจะเกิด ท่านก็อยู่ที่ดุสิต

อาตมาจะอธิบายสภาพตายของพระอาริยะ พระอรหันต์ ซึ่งพระอรหันต์ที่ยังไม่จบภพจบ ชาติ (ปรารถนาต่อพุทธภูมิ) ตายไปแล้วภพชาติของพระอรหันต์อยู่อย่างไร อยู่ที่สงบเรียกว่า สันตะ และเย็นสบายสุดเรียกว่า สิตะ รวมเป็นสันตุ + สติ = สงบ สงบก็คือไม่มีเรื่องอะไร เพราะ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสภายนอก มันไม่มีอะไรแล้ว จิตท่านก็ไม่มีอัตตาแล้ว และท่านก็รู้แล้วว่าสิ่งที่มันจะเกิด

เมื่อตายไปแล้วมันไม่มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย มันก็เหลือแต่จิต นี่คือพระโพธิสัตว์ที่จิตวิญญาณยังอยู่ ยังไม่สลาย เป็นที่สุดแห่งที่สุด!

ส่วนจิตนี้ พระอรหันต์ท่านรู้แล้ว รูปภพกับอรูปภพมันเป็นอย่างไร แล้วท่านก็สามารถดับ “กามตัณหา"ไปสิ้นในกามภพแล้ว เมื่อเข้าไปอยู่ในรูปภพ” กามตัณหาก็ไม่มีในรูปภพ”

“อาการจิต”ของคนผู้ไม่มี“กามตัณหา”แล้วจริงใน“รูปาวจร” จึงต่างกัน(ลิงคะ)กับผู้ยังมี“กามตัณหา อยู่ใน“รูปาวจร"อย่างยิ่งจริงจัง เพราะเหตุนี้ใน"ความรู้"จึงต่างกัน ใน“ความรู้สึก” ก็ต่างกัน ในความหลงดิ้นรนของความไม่รู้(อวิชชา) ก็ต่างกัน อื่นๆอีก ฯลฯ

เพราะผู้ “ดับกามตัณหา” ได้ในขณะมีการฝึกเรียนรู้จัก-รู้แจ้ง-รู้จริงใน “กามภพ”จริง ก็จะ ไม่เหลือ “กามตัณหา "ของ"กามภพ จริง ดังนั้นแม้จะอยู่ในภาวะ"รูปาวจร จึงรู้ชัด เพราะตน “ไม่มีกามตัณหา”แล้ว

ส่วนผู้ไม่ได้ปฏิบัติในสภาพ “กามาวจรภูมิ” จึงหลงตน ไม่รู้ความจริง ไม่รู้สภาพจริง ก็จะ ดิ้นรน เหมือนคนเสพติดยาบ้าที่อาการหนัก เมื่อมันเกิดอาการอยากแรงๆขึ้น หรือตกอยู่ใน “อาการ อยากแรงจัด” เมื่อใด ก็จะดิ้นหน้ามืดดําฤษณา ไม่รู้ตัวเลย ไม่รู้อะไรเป็นอะไรทั้งสิ้น เยี่ยงเดียวกันนี้แล นี่คือ สภาพจริงของคน “ตกนรก” จะเป็นเช่นนี้ๆ

ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ท่านยังมีเจตนาที่จะพัฒนาตน ไปสู่การตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าอยู่ ดังนั้น ท่านจึงต้องกลับมาเกิด เพื่อบําเพ็ญต่อไปอีก ผู้ที่ปฏิบัติธรรม(โลกุตระ) จะได้ใกล้ชิดในหลวงอีก ในปางที่ท่านจะอุบัติขึ้นมาต่อไป ให้ติดตามไป จะได้ร่วมอีกในอนาคต คนอายุน้อยๆจะโชคดี คนอายุมากก็จะเหมือน อสิตดาบส ที่ร้องไห้เมื่อพบเจ้าชายสิทธัตถะ เมื่อพบแล้วก็กราบกุมารน้อยเลย แล้ว ร้องไห้ ทั้งที่เป็นดาบสเจ้าหมู่เจ้าคณะ แต่เพราะว่าอายุมากแล้วเลยร้องไห้ พระเจ้าสุทโธทนะเลยถามว่า ทําไมถึงร้องไห้ น่าจะดีใจ ดาบสก็เลยบอกว่า ที่ร้องไห้ก็ดีใจและเสียใจไปด้วย คือตนเองอายุมากแล้ว ก็จะอยู่ได้ไม่นานนัก ไม่ได้ทันอยู่ฟังท่านประกาศธรรมะ ก็เลยร้องไห้

สิ่งต่างๆพวกนี้ เป็นสิ่งที่ควรต้องเกิดขึ้น ขนาดเป็นนักปฏิบัติธรรมขั้นใหญ่ก็กราบและร้องไห้เลย ไม่ผิดประหลาดอะไร ผู้ที่จะไม่ร้องไห้ได้ ก็ต้องมีพลังจิตอย่างแท้จริง พลังจิตอย่างมีปัญญา ศาสนาของพระพุทธเจ้าบรรลุทั้งเจโตและปัญญา จิตเป็นได้จริง และปัญญาก็รู้ชัดเจนอีกด้วย

บทสรุป พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต แม้พระพุทธองค์จะจากเราไป สองพันห้าร้อยกว่าปีมาแล้วก็ตาม แต่เมื่อใดที่เรายังนําเอาคําสั่งสอนของท่านมาประพฤติปฏิบัติกันอยู่ จนรู้แจ้งเห็นจริงตามพระธรรมคําสั่งสอน เมื่อนั้นเราย่อมเห็นพระพุทธเจ้า หรือพระพุทธเจ้ายังทรงอยู่กับเรา ตลอดมาจนถึงทุกวันนี้ เช่นเดียวกับในหลวง ร.๙ จะทรงอยู่กับเราตลอดไป ถ้าเรายังคงนําเอาคําสั่งสอนของพระองค์ มาประพฤติปฏิบัติตามได้อย่างรู้แจ้งเห็นจริง จนเกิดจิตใจที่ “สงบ-สันติ” เป็น อุเบกขา ซึ่งเป็นฐานที่พักของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย หรือดั่งสวรรค์ชั้นดุสิต ซึ่งเป็นสื่อบอกสภาวะถึงนามธรรม อันไม่มีสถานที่ไม่มีตัวตนเป็นของกลางๆ ซึ่งถ้าใครสามารถเข้าถึงสภาวะจิตที่สงบที่สุด สันติที่สุดเช่นนี้ได้ ก็เสมือนมีในหลวงอยู่กับเราตลอดไปเช่นกัน

...จาก สารอโศก ฉบับที่ 347

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน