670117 ปฏิจจสมุปบาท ตอน 4 พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
670117 ปฏิจจสมุปบาท ตอน 4 พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53740.html
ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1zPESYkGu7tHSan4lNcO6mciTVbtzrRTy/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1WHrAzUFXi8txCkFGcQpV2F2iNmqfaqIH/view?usp=sharing
และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/l88ie790dko/episodes/670117-1085-1---4---_1_1-e2evh2j
ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/UfT0G9IJTqI ความเห็นพ่อครูต่อการตัดสินคดี พธม.ยึดสนามบิน _สู่แดนธรรม... วันนี้วันพุธที่ 17 มกราคม 2567 ที่ บวรราชธานีอโศก เมื่อวานนี้เป็นวันครูแห่งชาติ ครูขั้นที่ให้ความรู้ไปเลี้ยงชีพได้นั้นก็ขั้นหนึ่ง แต่ครูที่เป็นขั้นโลกุตระ ก็เป็นอีกระดับหนึ่ง มีชาวอินเดียเคยพูดไว้ว่า ถ้าหากแก้วสารพัดนึกมีอยู่จริงในโลกนี้ บันดาลข้าวของทุกอย่างได้ดั่งใจผู้ขอ ยกเว้นว่าตัวแก้วเองไม่สามารถสร้างแก้วสารพัดนึกดวงที่ 2 ขึ้นมาได้ ซึ่งผิดจากคุณค่าของความเป็นครูที่บรรลุวิชาได้ ก็สามารถสร้างผู้อื่นให้สืบสานรับวิชาให้พ้นทุกข์ต่อไป ให้ช่วยผู้อื่นอีกต่อไป นี่คือนัยยะความสำคัญของความเป็นครูเมื่อวานนี้ วันนี้เป็นวันพุธที่ 17 มกราคม 2567 ขึ้น 7 ค่ำเดือนยี่ ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก ประเทศไทยเราก็มีข่าวดีที่ศาลได้ยกฟ้องพันธมิตรข้อหาก่อการร้าย จากการชุมนุมทางการเมือง และไปบุกสนามบินสุวรรณภูมิ ให้ปรับคนละ 20,000 บาทฐานฝ่าฝืนพรบ.ฉุกเฉินและบุกรุกสถานที่ราชการ เห็นได้ถึงความเมตตาของศาลไม่เอาก็หาร้ายแรงถึงขั้นเป็นกบฏมาลงโทษ อยากกราบเรียนธรรมพ่อท่านมองในกรณีนี้เป็นเช่นไรบ้างครับ พ่อครูว่า... ก็ดี ตัดสินออกมาอย่างนี้ได้ก็ด
อ่านต่อ
ี ผู้ที่ทำเพื่อประเทศชาติ เพื่อมวลชนประเทศชาติ และก็เป็นเรื่องของประชาธิปไตยเป็นเรื่องของมวลประชาชนจริงๆ จริงใจด้วย ทำเสร็จแล้วก็ยังได้รับโทษรับไปดีไม่ดีได้รับข้อหาถึงขั้นกบฏ มันจะทำให้ประชาชนหมดกำลังใจ โดยเอาข้อกฎหมาย พาซื่อกับคำว่ากฎหมาย ซึ่งมันซับซ้อนอยู่ว่า กฎหมาย อย่าไปทำผิดกฎหมาย ตามที่เป็นกบฏคือไปล้มล้างรัฐบาล คำว่าใครที่ไปล้มล้างรัฐบาล จบอยู่แค่นี้…กบฏทุกคน ถ้าไม่มีการอธิบายนอกบริบทนี้ออกไป ถ้าจบความหมายของกฎหมายอยู่ที่บริบทนี้หรือ Concept นี้เท่านั้น เป็นกบฏหมด เพราะฉะนั้นผู้ที่จะเป็นผู้ช่วยเหลือประเทศชาติด้วยพลังงานของประชาธิปไตย หรือพลังงานของมวลประชาชนจริงๆนี่ และถูกต้องด้วย ถ้าจะบอกว่าให้พูดถูกต้องตามนัยยะกฎหมาย ถูกต้องตามสัจจะด้วยไม่ใช่อยู่ในกฎหมาย ถูกต้องตามสัจจะคืออะไร คือรัฐบาลนั้นควรจะต้องถูกประชาชนไล่ออกจริงๆ เพราะรัฐบาลนั้นไม่สมควรจะด้วยการโกงทุจริตหรือไม่มีความสามารถหรืออะไรก็แล้วแต่เถอะ ไม่สมควรที่จะบริหารต่อไป และมวลประชาชนมีความเห็นร่วมกัน เป็นความเห็นร่วมที่พร้อมเพรียงจนกระทั่งถึงขั้นออกไปประท้วงเป็นมวลชน เสร็จแล้ว หัวหน้าผู้ที่จะไปชุมนุมประท้วงก็ดี ก็ต้องมีประชาชน มวลประชาชน และก็มีหัวหน้าเป็นผู้นำกระบวนไปด้วย แล้วก็จะไปเอาผิดที่หัวหน้า แน่นอนไปเอาผิดมวลประชาชนทั้งหมดเข้าคุกไม่ไหวหรอก มันมาก เป็นล้านๆคนไปเอาเข้าคุกไหนล่ะ เขาก็ต้องเอาอยู่ที่หัวหน้า ดูที่ว่าหัวหน้านั้นเป็นตัวการ ว่างั้นเถอะ ถ้าไม่มีหัวหน้าประชาชนก็คงทำเองไม่ได้อะไรอย่างนี้ ก็เป็นเหตุเป็นผลของเขาก็ว่ากันมาแต่ไหนแต่ไร สรุปแล้วก็คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และการตัดสินล่าสุดนี่สวยงาม ถูกตามหลักประชาธิปไตยที่ดีทีเดียว นี่ก็เป็นเรื่องที่ดีที่สู่แดนธรรมได้หยิบขึ้นมาพูดในวันนี้ โอกาสนี้
ทีนี้ก็เข้าสู่รายการสำหรับวันนี้ อาตมาก็ขอเอา SMS มาเป็นตัวตั้ง SMS วันที่ 15 - 16 มกราคม 2567
ปฏิจจสมุปบาทถึงมูลสูตร 10 โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส _สว่างแสง ขวัญดาว ... น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงสุดค่ะ ลูกเห็นว่าแม่ฟังธรรมะจากพ่อครูในยุคใหม่ๆ ไม่ค่อยเข้าใจ แม่อยากจะฟังธรรมะยุคเก่าๆ ตั้งแต่สมัยปี 30 ที่แม่รู้จักอโศกใหม่ๆ ลูกก็ไปเสนอแม่ว่า "แม่ข่อยสิเว่าปฏิจจสมุปบาทให้แม่ฟัง เป็นของใหม่ที่แม่บ่เคยได้ฟังมาก่อนเอาบ่" แม่ตอบว่า "คั้นสิเว่าให้ฟังแม่กะฟังบ่ทัน คั้นเขียนโตใหญ่ๆ ให้แม่อ่านกะพอได้อยู่ดอก" ลูกจึงเขียนปฏิจจสมุปบาทตัวใหญ่ๆ ทั้ง11 ข้อให้แม่อ่าน ปรากฏว่าแม่ท่องปฏิจจสมุปบาทปากขมุบขมิบทั้งวันเลย แม่ท่อง 4 วัน แม่ก็จำได้ ลูกตั้งใจว่าจะพูดความหมายให้แม่ฟัง ลูกขอกราบเรียนถามพ่อครูว่า ในส่วนปฏิจจสมุปบาท ตอนท้ายที่ว่า โศกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสะ แตกต่างกันอย่างไรคะ น้อมกราบนมัสการพ่อครูสุดเศียรสุดเกล้าค่ะ พ่อครูว่า... ถาม ประเด็นที่ถามก็คือ ถามตัวท้าย กลุ่มสุดท้ายตั้งแต่คำว่า โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ที่นอก 11 ข้อแล้ว เลยคำว่า ชาติ ไปแล้ว ก็คงอยากให้อธิบายคำว่า โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ว่า มันแตกต่างกันอย่างไร ก็พอฟังวันนี้ก็ได้ ก่อนที่จะอธิบายอันนี้ก็คือว่า ถ้าเผื่อว่าปฏิบัติไม่บรรลุ ไม่บรรลุธรรม ไม่เป็นวิชชา เมื่อไม่เป็นวิชชาดับชาติไม่ได้ ตัวสุดท้ายของปฏิจจสมุปบาท ดับชาติไม่ได้ก็ย่อมเกิดและก็มี โศกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสะ อยู่ตลอดไป สรุปก็คือทุกข์ ทั้งโสกะหรือโศกเศร้า ปริเทวะ คือความพิรี้พิไรเนื่องต่อไม่รู้จะขาดจากสูญหายก็ยังมี ทุกขะ สรุปลงไปที่หนักหนาสาหัสก็คือทุกข์ โทมนัสก็เบากว่าทุกข์ อุปายาสะ ก็เหลือเศษเสี้ยวเหลือเล็กเหลือน้อย เหลืออะไรที่มันยังไม่มีจบสิ้น นั่นคือ โศกะ แตกต่างตามอธิบายไปอย่างนี้ สรุปอีกทีหนึ่งก็คือ มวล โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส นั้น สรุปแล้วก็คือทุกข์ที่ยังไม่จบ จบไม่ได้ เพราะดับความเป็นชาติไม่ได้ ดับความเกิดไม่ได้ ทีนี้ดับความเกิดนี่ ของพระพุทธเจ้านี้ไม่ต้องไปดับความเกิดทั้งหมด สภาวะการเกิดมันจะมี 2 ดับเหตุ มันก็จบ ทีนี้คนที่ไม่รู้จักความจริง คำว่าเหตุ มันจะมีอีกคำคือคำว่าผล ไปเมามัวงมงายจะดับแต่ผล ไม่ดับเหตุกัน เช่น เขาดับทุกข์ ชาวพวกหลับตาปฏิบัติหรือพวกมิจฉาทิฏฐิไปมัวแต่จะดับทุกข์ และก็ไม่เข้าใจว่าทุกข์มาจากเหตุ เหตุที่ 1 เหตุที่ 2 เหตุที่ 3 เหตุที่ 4 เป็นลำดับแต่เขาไม่รู้ ไปจะดับเอาตัวปลายตัวผลคือทุกข์ ไม่ใช่ไปดับเหตุแต่ไปดับตัวผลคือจะต้องดับทุกข์ เข้าใจว่าทุกข์นี่แหละมันเป็นตัวการ ทุกข์นี่แหละเป็นผลก็เลยเผินๆไปดับทุกข์ วิธีการก็เลยไปคิดหาแต่วิธีการที่จะไปดับผลหรือดับทุกข์ _สู่แดนธรรม... พ่อท่านหมายความว่าทุกข์คือทุกขเวทนา เขาต้องการดับที่เวทนาใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... ดับตัวทุกข์นั่นแหละ มันเวทนานั่นแหละมันเป็นตัวสภาพแท้ เป็นสัจจะของความรู้สึก ของอารมณ์ ทุกข์สุขมันอยู่ที่เวทนา แต่เขาเข้าใจจิตเจตสิกต่างๆ แบ่งเวทนาออกจากจิต มาเรียนรู้เป็น 2 ไม่ได้ เป็นจิตเจตสิกต่างๆออกไม่ได้ ที่แบ่งจิต เจตสิกออกเป็น 2 ก็คือ ของพระพุทธเจ้าจะต้องเรียนรู้สภาวะ 2 เสมอ เพราะมันแยกออกมา ถ้าดับ 2 โดยดับเหตุ ๆๆๆ จนหมดเหตุถึงสุดท้าย ถึงมูลกา ถึงรากมันหมดสุดเลย ดับเหตุจนสุดราก มันจะหมด เพราะฉะนั้นธรรมะของพระพุทธเจ้าจึงลึกซึ้งไปถึงที่สุด ถึงมูลสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ที่มูลสูตร 10 ถ้าเข้าใจองค์ประกอบถึงราก 10 ตัวนี้ ตั้งแต่ฉันทะเป็น มูลกา ฉันทะเป็นรากทั้งหมด ตัวต้น แล้วมีมนสิการ(การทำใจในใจ) เป็นแดนเกิด เป็นสัมภวะหรือปภวะ เพราะต้องทำใจในใจให้เกิด ใช้ศัพท์ว่า สัมภวะ แปลว่าแดนเกิด ตรงที่มันพาเกิด จุดที่ภพชาติที่เกิด ภว สัมภวะ คือภพชาติ ต้องทำใจในใจถึงจะเกิดตรงนี้ เกิดคืออะไรอีกเเหละ เกิด คือ ตาย คือทำให้กิเลสตายแล้วจิตจะเกิดใหม่ ทำใจคือทำใจให้เป็นใจใหม่ ใจเก่าคือมันกิเลสมาผสม ต้องทำให้กิเลสให้ตาย จิตจึงจะเกิดใหม่เป็น สัมภวะ เพราะฉะนั้นถ้าทำไม่ถูกต้องมันก็ไม่สัมมาทิฏฐิ ถ้าทำถูกต้องจะสำเร็จ พระพุทธเจ้าแจกละเอียดต่อไปอีก มนสิการเป็นสัมภวะ ผัสสะเป็นเหตุเกิด ผัสสะเป็นสมุทัย สมุทัยตัวนี้ไม่ใช่สมุทัยของอริยสัจ 4 สมุทัยตัวนี้เป็นสมุทัยตัวภาคปฏิบัติ มีผัสสะ เมื่อปฏิบัติต้องมีผัสสะจริงๆ จึงจะเกิดเวทนา เพราะฉะนั้นผัสสะจึงเป็นเหตุเกิดที่จะปฏิบัติถูกต้อง ถ้าไม่มีผัสสะเป็นเหตุพาเกิด เกิดอะไร เกิดเวทนา เพราะฉะนั้นตัวต่อมาจึงมีผัสสะเป็นเหตุเกิด มีเวทนาเป็นที่ประชุมลง เพราะฉะนั้นจัดการอยู่ที่เวทนานี้ สโมสรณา แปลว่าที่ประชุมลง ก็คือจัดการกับเวทนาทั้งหมดนี่ให้สำเร็จลง ให้มันรวมลงได้ ให้มันสรุปลงได้ หรือให้มันจบลงได้ที่เวทนา ให้รวมลงได้ ให้สรุปลงได้จบลงได้ จบลงได้เป็น1 จาก2 เป็น1 ไปเวทนา 2 ทำให้เป็นเวทนา1 ได้อาศัยเวทนา1 แล้วก็ยังสามารถทำให้เวทนา 1 เป็นเวทนา 0 ได้อีก อย่างนี้เป็นต้น นี่คือทำลงไปให้มันหมดจบได้ เพราะฉะนั้นผู้ที่ทำเวทนา สรุปลง ประชุมลงสรุปลง จบลง สำเร็จได้ ก็เป็นจิตสะอาด จิตบริสุทธิ์สะอาดจากกิเลส เมื่อสะอาดจากกิเลสแล้วก็ตกผลึก จากเวทนาลงมาเป็นสมาธิ สมาธิแปลว่าความตั้งมั่นของจิต เพราะฉะนั้นความตั้งมั่นของจิตของพุทธศาสนาไม่ใช่ไปสะกดจิตเอา แต่กิเลสก็ยังเขรอะอยู่เลยแล้วก็สะกดจิตให้หยุดนิ่งแข็ง ก็ไปเรียกว่าสมาธิ นั่นเป็นของเดียรถีย์ ของพระพุทธเจ้านั้นล้างกิเลสหมดอย่างที่อธิบายมาถึงถอนเวทนาเป็นเวทนา ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา เป็นองค์ธรรม 5 ของ เนกขัมมมสิตอุเบกขาเวทนาทำให้จบถึงขั้นอุเบกขา แล้วสั่งสมเป็นจิตบริสุทธิ์ จิตบริสุทธิ์สั่งสมตกผลึกเป็นอเนญชาๆๆ หรือ จิตที่บริสุทธิ์อย่างนี้คือจิตที่เรียกด้วยศัพท์ตัวหนึ่งว่า สมาหิตะหรือสมาหิโต เป็นสมาธิของพุทธ เป็นตัวเกือบสุดท้ายของ เจโตปริยญาณ16 สมาธิหรือสมาหิโต อสมาหิโต แล้วก็ วิมุติ อวิมุติ จบท้ายด้วยวิมุตติญาณทัสนะ ส่วนสมาธิเป็นตัวรู้เป็นจิตบริสุทธิ์สะอาดแล้วตรวจสอบด้วยญานกับวิมุติว่าหลุดพ้นหรือไม่หลุดพ้นจริง ก็ใช้ศัพท์ภาษาไทย สภาวะก็คือวิมุตติญาณทัสสนะ เป็นภาษาบาลีจริงๆก็คือวิมุตติญาณทัสนะตรวจสอบให้เห็นจริงเห็นจังด้วยปัญญา เมื่อสามารถทำให้ จิตเป็นสมาธิ หรือ สมาหิโต จิตที่ตั้งมั่นแบบของพระพุทธเจ้าเพราะหมดกิเลส แล้วก็ตกผลึก ๆๆๆ ผนึกกันแน่นเป็น อเนญชา อเนญชายิ่งขึ้นๆๆ ยิ่งไม่มีทางที่จะเปลี่ยนแปลง ไม่หวั่นไหวยิ่งขึ้นๆ เป็นอเนญชา จิตนี้แหละเป็นประมุข จึงเรียกว่า สมาธิเป็นประมุข เป็นหัวหน้าใหญ่ของจิตได้เลย เพราะฉะนั้นจิตเป็นประมุขนี้คือจิตที่เป็นแก่นแกน เป็นสาระแท้ของศาสนาของพระพุทธเจ้า มีสติเป็นใหญ่ มีปัญญาเป็นยิ่ง ท่านแปลเป็นไทยตามสำนวนท่านอยู่ในพระไตรปิฎกมา ซึ่งสติเป็นอธิปไตย มีปัญญาเป็นอนุตระ พระบาลีเขาเป็นอย่างนั้น แต่ท่านไปแปลเป็นไทยว่า เป็นใหญ่กับเป็นยิ่ง ทีนี้ขยายความมีสติเป็นอธิปไตยคืออำนาจ มีปัญญาเป็นอุตระหรืออยู่เหนือ อุตระคืออยู่เหนือ พลังคืออำนาจ ไม่ใช่อำนาจบาตรใหญ่ พลังคือจะมีสตินี้เป็นตัวตื่น สติเป็นตัวตื่นเต็ม ตื่นทั้งกาย วาจา ใจ ตื่นรอบถ้วน ไม่ใช่ไปตื่นอยู่แต่ข้างในจิตในภวังค์ ตื่นทั้งนอกทั้งในพร้อมหมดร้อย สติมาจากรากศัพท์คือ ร้อย ตื่นเต็ม ตื่นเพราะเป็นจิตที่ยิ่ง เป็นตัวธาตุรู้ จิตที่เป็นตัวธาตุรู้ที่รู้ยิ่ง ใส ยิ่งสะอาด ยิ่งสว่าง ยิ่งรู้รอบ รู้เร็ว รู้ครบ รู้บริบูรณ์ รู้ได้อย่างสดชื่นเบิกบานด้วย และจิตเช่นนี้แหละ มีลักษณะอยู่เหนือโลกีย์ อยู่เหนือโลกขึ้นไปเรื่อยๆ โลกหยาบ โลกกลาง โลกละเอียด โลกที่ มนุษย์หรือคนทั้งหลายแหล่เขายังติดยังยึดก็หลุดพ้นไปได้ละเอียด ตั้งแต่ กามภพ รูปภพ อรูปภพ ก็บริบูรณ์ บริสุทธิ์ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งอยู่เหนือไม่ใช่ไปข่ม แต่มีปัญญาเป็นอุตระ ไม่ได้ไปเบ่งไปข่ม แต่มีน้ำใจเกื้อกูล เอื้อเฟื้อ ช่วยเหลือ มีเมตตา ใช้สำนวนใช้ภาษาเท่านั้นว่า อยู่เหนือ อยู่เหนือเป็นผู้ที่คุ้มครองดูแล ช่วยเหลือ เกื้อกูล เอื้อเฟื้อ ไม่ใช่อยู่เหนืออย่างไปเบ่ง ไปข่ม ไปชิงอำนาจ เพราะฉะนั้นคุณสมบัติหรือคุณลักษณะที่ยิ่งใหญ่ ของความอยู่เหนือนี่มันจึงเป็นคุณลักษณะที่สุดวิเศษ มีปัญญาเป็นอุตระ มีวิมุติเป็นแก่น แก่นคือสาระแท้ๆของเนื้อแท้ของศาสนา ที่เรียกว่า แก่น แปลเป็นไทยว่าแก่น บาลีว่า สาระ เพราะฉะนั้นผู้ที่ได้อันนี้แล้วได้แก่นของศาสนาพระพุทธเจ้า แก่นนี้คือวิมุติ ได้แล้ว คนนี้ก็เป็นอมตะบุคคล คือเป็นผู้ที่จะทำเกิดทำตายของตัวเองได้ จะเกิดจะตายของตัวเองได้ และตายได้เกิดได้ จะเกิดจะตายแบบเกิดอยู่ไม่ยอมตายไปทีเดียว หรือจะตายไม่เกิดเลย ตายไม่เกิดเลยหมายความว่า ตายอย่างแยกธาตุจิตวิญญาณเป็น ดิน น้ำ ไฟ ลม ไปเลย แยกธาตุจิต เป็น ดิน น้ำ ไฟ ลม ไปเรียบร้อย หมด จบ อวสานเลย จิตวิญญาณหายไปจากกาละ หายไปจากความเป็นกาละ กาละก็คือ ไอ้ที่มันจะมีการเคลื่อนที่อยู่ในมหาจักรวาลนี้ อยู่ในดวงดาวทั้งหลายแหล่นี้ มีอะไรอยู่ในอวกาศนี้ เคลื่อนอยู่ หายไปจากอันนี้เลย จิตวิญญาณนี่แหละหรืออัตภาพของผู้นี้ หายตัวไปเลย ตัวเองก็สลายตัวเองเป็น ดิน น้ำ ไฟ ลม จิตวิญญาณนั้นก็สิ้นสุด ถ้าจบอันนี้แล้วจะฟื้นอีกฟื้นไม่ได้ จะฟื้นกลับมาอีกไม่ได้ อันนี้เป็นจบสุดแห่งที่สุดของศาสนาพุทธ จึงเรียกว่า ปรินิพพานเป็นปริโยสาน จึงเรียกว่าปรินิพพานตายอย่างรอบถ้วน เป็นอวสาน อวสานคือจบจริงๆ นี่คือ รากหรือมูลกา 10 มูลสูตร 10 ของพระพุทธเจ้าอยู่ในพระไตรปิฎกเล่ม 24 ข้อ 58 อาตมาเห็นว่า โอ้โห.. อันนี้เป็นหลักฐาน หลักฐานของความรู้พระพุทธเจ้า ไม่มีสุดยอดอะไรที่จะสุดยอดกว่านี้อีกแล้ว เรียกว่าพูดกันถึงรากเลย พูดกันถึง root แห่ง root เลย นี่เป็นสัจจะ ถามมาหน่อยเดียวอาตมาอธิบายไปซะยาว ปฏิจจสมุปบาทโยงไปถึงมูลสูตร ปฏิจจสมุปบาท เดี๋ยวจะอธิบายต่อ อาตมาเขียนไว้ดีนะ อันนี้ปฏิจจสมุปบาท อันนี้ได้ไม่ถึง100 หน้าหรอก คงจะพิมพ์เป็นเล่มน้อยๆได้ อาตมายังรู้สึกชมเชยตัวเองที่จริงอาตมาจบแล้วนะ ปฏิจจสมุปบาทที่เขียนเจตนาจะจบ จริงๆแล้วแค่ 52 หน้าเอง โอ้โห ของท่านพุทธทาสเขียนปฏิจจสมุปบาทเล่มใหญ่ แต่อาตมาเขียน 52 หน้า ซึ่งสรุปไว้อย่างดี จะเขียนให้ได้เป็นเล่มก็ได้ แต่ว่าอันอื่นๆดีกว่า ขยายความไป ไว้ค่อยติดตามอ่าน งานการที่ทำไว้ผู้ที่เห็นคุณค่าก็คงเห็น ผู้ที่ไม่เห็นคุณค่าก็ทิ้งไปก็ไม่มีปัญหาอะไร อาตมามีหน้าที่ทำงานทิ้งไว้ในโลก ใครเห็นคุณค่าก็เก็บรักษา อาตมาไม่ได้แต่มีการกำหนดหมายอะไร
ความเชื่อว่าอรหันต์ตายแล้วสูญ ทำให้ศาสนาพุทธขาดด้วน _นพพล จรัสวิกรัยกุล... ผู้ที่ไม่เชื่อว่าพระอรหันต์ตายแล้วเกิดอีกได้ หรือเชื่อว่าพระอรหันต์ตายแล้วไม่เกิดดับสูญ ผู้นั้นมีอุจเฉททิฐิ เป็นผู้ทำให้ศาสนาขาดด้วน เป็นผู้ทำลายอายุศาสนาที่แท้จริง เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะผู้นับถือศาสนาพุทธแทบทั้งหมด หรือทั้งหมดเชื่อเช่นนี้ เขาจึงทำร้ายศาสนาได้รับวิบากบาป เป็นผลร้ายต่อศาสนาพุทธอยู่ทุกลมหายใจอยู่ทุกวันนี้ ซึ่งจะเป็นตรงกันข้ามกับโพธิสัตว์อย่างพ่อท่าน ที่พยายามยืดอายุศาสนา ทะนุบำรุงศาสนา ต้องทำอย่างไรจริงแล้วที่จะตามเรื่องแบบนี้ครับ กราบนมัสการพ่อท่านด้วยความเคารพอย่างสูงครับ พ่อครูว่า…ประโยคคำถามนี้อาตมามึนเลย ต้องทำอย่างไรจริงแล้วที่จะตามเรื่องแบบนี้ มี 3 ประเด็นว่า ต้องทำอย่างไร จริงแล้ว ที่จะตามเรื่องแบบนี้ ต้องทำอย่างไรจริง แล้วที่จะตามเรื่องแบบนี้ _สู่แดนธรรม... ผมอ่านว่า ที่จริงแล้วจะตามเรื่องแบบนี้อย่างไร พ่อครูว่า... เออ น่าจะเข้าใจได้ง่าย ก็ตอบตรงนี้ก่อน ก็ตามอาตมาก็แล้วกัน ถ้าคุณไม่ตามอาตมา คุณไปฟังตามเถรสมาคมหรือตามกระแสหลักเลยนะ คุณไม่ยากหรอก อาตมาว่าไม่ยาก แต่ตามอาตมาจะยากเพราะอาตมามีโลกุตรธรรมมาอธิบาย จะยาก นี่ก็ตอบประเด็นนี้ก่อน ที่ว่า ผู้ที่ไม่เชื่อพระอรหันต์ตายแล้วเกิดอีกได้ หรือเชื่อว่าพระอรหันต์ตายแล้วไม่เกิดดับสูญ นี่ประเด็นหลักเลย ต้องคม แม่น ชัด นะ ฟังดีๆ ผู้ที่ไม่เชื่อ ไม่เชื่ออะไร ไม่เชื่อว่าพระอรหันต์ผู้เป็นอรหันต์แล้วของศาสนาพุทธ ตายแล้วเกิดอีกได้หรือตายแล้วไม่ เกิด สูญเป็นดิน น้ำ ไฟ ลมได้ ผู้ที่บรรลุนิยามคำว่า อรหันต์ ต้องมีความสามารถแบบนี้พระอรหันต์มีความสามารถตายแล้วสูญได้ หรือไม่สูญจะเกิดอีกได้จึงชื่อว่าอมตะบุคคล อยู่ในมูลสูตร ผู้ที่ผ่านวิมุตติ กายวิมุติ แล้วเป็นอรหันต์เป็นอมตะบุคคลจะเกิดอีกก็ได้จะตายก็ได้ อันนี้แหละเหตุเถรสมาคม ศาสนาพุทธแทบทั้งหมดหรือทั้งหมดเชื่อว่า พระอรหันต์ตายแล้วสูญหมด ไม่เชื่อว่า ตามประเด็นที่คุณนพพลพูดมา ไม่เชื่อว่าพระอรหันต์ตายแล้วเกิดอีกได้ หรือเชื่อว่าพระอรหันต์ตายแล้วดับสูญ ผู้นั้นมีอุจเฉททิฏฐิ คุณนพพลเข้าใจว่าผู้อุจเฉททิฏฐิคือผู้ที่ เชื่อต้องใช้คำว่าเชื่อ อุจเฉททิฏฐิคือเชื่อว่าอรหันต์ตายแล้วต้องสูญ นี่คือผู้ที่อุจเฉททิฏฐิ สถานเดียว แต่คุณนพพลพูดว่าผู้ที่ไม่เชื่อว่าพระอรหันต์ตายแล้วเกิดอีกได้ ก็หมายความว่าไม่เชื่อว่าพระอรหันต์นี้จะตายเกิดอีกได้หรือเชื่อว่าพระอรหันต์ตายแล้วไม่เกิดดับสูญ อันนี้ชัดเจนขึ้นมาแล้ว คุณนพพลเข้าใจว่าพระอรหันต์ ตายแล้วต้องสูญ ทั้ง 2 ประโยค ประโยคแรกบอกว่า ไม่เชื่อว่าพระอรหันต์ตายแล้วเกิดอีกได้ก็ต้องสูญ หรือเชื่อว่าพระอรหันต์ตายแล้วไม่เกิดดับสูญ ต้องไม่เกิดอีก อรหันต์ตายแล้วต้องไม่เกิด ต้องดับสูญ ผู้นี้เป็นผู้อุจเฉททิฏฐิ เป็นผู้ทำให้ศาสนาขาดด้วน อันนี้อาตมาก็อธิบายทำลายอายุศาสนาที่แท้จริง เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะ ผู้นับถือศาสนาพุทธแทบทั้งหมดหรือทั้งหมด คุณนพพลพูดเลย เชื่อเช่นนี้ใช่ ตาม ที่คุณนพพลพูดถูกต้องตามที่คุณนพพลเข้าใจ เชื่อกันเช่นนี้เป็นส่วนใหญ่ หรือแทบทั้งหมด เขาจึงทำร้ายศาสนา ชัดเจนว่าคุณนพพลก็เชื่อว่าขณะนี้ส่วนใหญ่หรือแทบทั้งหมด กำลังทำร้ายศาสนาอยู่ ได้รับวิบากบาปทุกลมหายใจอยู่ทุกวันนี้ ทีนี้ลงท้าย ซึ่งจะเป็นตรงกันข้ามกับโพธิสัตว์อย่างพ่อท่าน ถูกต้องไหม ก็ตรงกันข้ามกับที่อาตมาทำที่พยายามยืดอายุศาสนา ทำนุบำรุงศาสนา ต้องทำอย่างไรถึงจะตามเรื่องแบบนี้ ก็ตอบไปแล้ว ต้องทำอย่างอาตมา อาตมาก็ต้องทำด้วยความจริงใจ และก็ทำมาตลอดเวลาและก็ต้องทำต่อไปอีกตามนี้แหละ อาตมาก็ไม่ได้เห็นว่าอาตมานี้ผิดพลาด ขออภัยเถอะพูดความจริง ไม่ได้เห็นว่า มันผิดมันพลาดมันเพี้ยน มันอะไร ไม่มี มีแต่ถูกต้อง ตรงยิ่งขึ้น _สู่แดนธรรม... ถ้าเป็นผมว่าจะมองอย่างไร เขาถามว่าอย่างไรจึงจะตามเรื่องแบบนี้ครับ คือตามว่าพ่อท่านสอนถูกไหม ว่าพระอรหันต์ตายแล้วตัวเองกลับมาเกิดได้ ผมนี่เป็นตัวคำตอบว่า คำแรกที่ผมได้ยินพ่อท่านพูดเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว พูดแบบนี้แหละ ผมไม่สงสัยเลยครับ เพราะว่าผมเอาแค่หลักของตรรกะก็ได้ มาตรวจจับว่าพ่อท่านนี่ ถ้าไม่มีภูมิเก่าเรื่องธรรมะของตัวเองในความเป็นอรหันต์มาตั้งแต่ชาติที่แล้ว พ่อท่านจะเอามาจากไหน ชาตินี้ก็บอกว่าตัวเองไม่มีครูบาอาจารย์ ไปพิสูจน์ดูได้เลยว่าอาตมาไปศึกษามาจากใครบ้าง พระอาจารย์สอนเช่นไรอาตมาก็ต้องบรรลุตามเขาแล้ว แต่นี่พ่อท่านก็สอนอธิบายตรงกันข้ามกับเขาอีก แล้วความรู้ สิ่งที่เป็นหลักฐานยืนยันพาคนหลุดพ้นได้ มาเป็นคนจนอันมหัศจรรย์อย่างนี้ก็เป็นหลักฐานได้อย่างหนึ่งว่า มีพระอรหันต์ ถ้าไม่ใช่พระอรหันต์ทำแบบนี้ได้ไหมล่ะ พ่อครูว่า... เหมือนกับอาตมายืนยันว่าอาตมาเป็น สยังอภิญญา มาเกิด มีความรู้ของโลกุตรธรรมมาแล้ว เป็นพระอรหันต์มาแล้ว ยืนยันว่าเป็นอรหันต์ระดับ 4 ด้วย เป็นนิยตโพธิสัตว์ อะไรอย่างนี้เป็นต้น อธิบายตอนหลังๆนี้ขยายความโพธิสัตว์กี่ระดับ อรหันต์กี่ระดับ ก็ชัดเจนขึ้นมาจนกระทั่งป่านนี้แล้ว อาตมาก็ไม่ได้เอามาจากของใครเลย เพราะฉะนั้นอันนี้มันก็ต้องเป็นของอาตมา 100% ที่อาตมามีมาและอาตมาก็ไม่ได้หมายความว่าอาตมาเป็นของอาตมาเจ้าของศาสนานะ อาตมาก็เอามาจากพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆเป็นโพธิสัตว์ได้รับความรู้นี้มาตามลำดับ ยังไม่ถ้วนเต็มเป็นพระพุทธเจ้าด้วย ก็ไม่ได้ปิดบัง ไม่ได้อำพราง ไม่ได้พูดคลุมๆเครือๆอะไร พูดชัดอย่างกับอะไรดี _สู่แดนธรรม... พยายามถ่อมตนอยู่ว่า เป็นแค่ สยังอภิญญา พ่อครูว่า... เราจะมีภูมิถึงขั้นเป็นมหาโพธิสัตว์แค่ไหนแล้วเราก็ไม่ได้ไปอวดดิบอวดดีอะไร แล้วแต่ใครจะรู้ ใครจะเห็น ใครจะเข้าใจว่า มันเพิ่มไปบ้างไหม ก็ไม่เป็นไร อาตมาไม่มีปัญหาอะไรในการถ่อมตน เพราะอาตมาเห็นว่าการถ่อมตนไม่เสียหาย แต่การอวดดีแล้วไม่จริงของตน มันไม่ใช่เสียหายนะ มันชิบหาย มันแย่เลย อาตมาไม่คิดจะไปทำหรอกเพราะมันไม่เป็นประโยชน์ มันมีแต่โทษ เพราะฉะนั้นการถ่อมตนนี้ไม่เสียหาย แต่การอวดตนที่ไม่เป็นจริงนั้นมันเป็นโทษเป็นภัยหนักหนาสาหัสด้วย เพราะฉะนั้นอาตมาไม่ทำหรอกสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ _สู่แดนธรรม... มีข้อมูลส่งมาจากท่าน ปัจฉา สมณะเดินดิน ยืนยันว่า พระอรหันต์ที่ใครไปกล่าวหาว่า พระอรหันต์ตายแล้วสูญ พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ว่าเป็นแนวคิดที่มิจฉาทิฏฐิ เป็นปาปกังทิฏฐิกตัง ยมกะภิกษุเกิดทิฏฐิอันชั่วช้า (ปาปกัง ทิฏฐิกตัง) ว่า พระขีณาสพเมื่อกายแตกตายไปแล้ว (กายัสสะ เภทา ปรัม มรณา) ย่อมขาดสูญ ย่อมพินาศ ย่อมไม่เกิดอีก ภายหลังพระสารีบุตรช่วยถอนทิฏฐิอันชั่วช้านั้นของยมกภิกษุ โดยแสดงให้เห็นถึง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ดับไป ถึงแล้วซึ่งการตั้งอยู่ไม่ได้แห่งขันธ์นั้น ฯลฯ (คือ กิเลสอุปาทานในขันธ์เท่านั้นที่ตายดับสูญไป หรือกิเลสตายขาดสนิท กิเลสเท่านั้น ที่ไม่เกิดขึ้นมาอีกเลย อย่าไปเหมาว่าร่างกายจะไม่เกิดอีก) (พตปฎ. เล่ม ๑๗ ข้อ ๑๙๘-๒๐๔) พ่อครูว่า... อันนี้ก็พูดมาไม่ใช่น้อยในเรื่องอุจเฉททิฏฐิ โดยเฉพาะเข้าใจเรื่องอรหันต์มันไม่ใช่ไปเดา ทางบ้านก็ได้อ่านกัน อินเสิร์ทพระไตรปิฎกมายืนยัน สิ่งเหล่านี้อาตมาทำงานมา มีพระไตรปิฎกอ้างอิงยืนยัน อาตมาว่าอาตมาหลังพิงพระไตรปิฎกนี้อยู่รอดมา หลังพิงพระไตรปิฎกด้วยเลย ถ้าเผื่อว่าศาสนาพุทธในเมืองไทยกระแสหลักทั้งหมดไม่เอาพระไตรปิฎกด้วยนี่ อาตมาหัวคะมำเลย ล้มคว่ำหัวคะมำเลย แต่โชคยังดี เมืองไทยก็ยังยอมรับนับถือพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐนี้ ไม่เอาฉบับอีกหลายๆฉบับอื่นๆมาให้มันยุ่งยากวุ่นวาย ซึ่งอาตมาว่าฉบับอื่นๆถ้าเอามาอีกมันก็ไม่แล้ว เพราะว่าฉบับนี้เป็นฉบับที่เข้มข้นแล้วที่พระมหากัสสปะเป็นผู้ที่ยอดสรุปแล้ว เอามาเหลือหัวๆแก่นๆเนื้อๆแล้ว อาตมาว่าอาตมาไม่กลัว ที่จะเป็นมหายาน ที่จะอธิบายออกไปเป็นอาจาริยวาท บานตะโก้ออกไปอีก อาตมาว่าอาตมาไม่กังวล ไม่มีปัญหาอะไรมาก เอ้า ผ่านเรื่องนี้ไปก่อน
พ่อครูทำใจอย่างไรกับอาการเจ็บป่วย _ป้ารัตน์ หนึ่งในธรรม... กราบนม้สการพ่อท่านด้วยความเคารพอย่างสูง ขอเรียนพ่อครูว่า เวลาพ่อท่านป่วย พ่อท่านมีวิธีป่วย พ่อได้ทำใจอย่างไร ดูแล้วไม่มีอาการ ที่ป่วยเเล้วยังแสดงธรรมปกติ เหมือนไม่มีปวดหรือป่วยเลยกราบนมัสการค่ะ พ่อครูว่า... โรคป่วยของอาตมานี่มันไม่เหมือนโรคป่วยของคนอื่นเขา คือมันไม่ได้ปวดหัว มันไม่ได้ตัวร้อนหรือว่าเป็นอะไรที่เป็นแบบที่มันมีอะไรมาทำให้ โดยเฉพาะไปทำให้สมองเราทำงานไม่ได้ มันต้องพักสมองนี่มันต้องพัก อาตมาป่วยๆที่คอมีเสลด แล้วอาตมาก็ยังพูดหลายทีแล้วว่า โชคดีที่อาตมาไม่เจ็บ คอไม่เจ็บ ไอแรงๆไอมากๆ ไอสเลดเยอะอย่างไรก็มันไม่เจ็บ บางทีไอมากๆหน่อยก็กระเทือนทรวงอก ก็อาจจะเจ็บร้าวๆบ้าง เคยบ้างแต่ไม่มาก เพราะฉะนั้นสรุปแล้วก็คือว่าไอ้โรคที่เป็นนี้มันไม่เกี่ยวกับสมอง เพราะฉะนั้นอาตมาทำงานนี้ใช้สมองและอาตมาพูดมาบรรยาย มันก็ไม่มีปัญหาอะไร มันไม่เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ แต่มันก็เป็นอาการที่ก็อย่างที่ให้เห็นนี่แหละ แค่ขัดขวางนิดหน่อย อาตมาปล่อยไป ไม่ไหวก็ขากเสลดออกมาแค่นี้ ทนเอาก็แล้วกัน มันอาจจะไม่เรียบร้อยไม่สวยไม่งามอะไร คนทั่วไปสมองจะไปอยู่ที่ป่วยด้วย แต่อาตมาไม่เกี่ยวหรอก ป่วยก็คือป่วย มันจะเป็นการทับถมตน พระพุทธเจ้าก็บอกว่ามันเป็นการทำความทุกข์ทับถมตนเอง ป่วยมันก็ทุกข์อยู่แล้วและเอาจิตไปป่วยอยู่กับมันอีกมันก็ทุกข์ซ้อนเข้าไปอีก ป่วยก็ป่วยก็รักษาสิอาการป่วย จิตใจเราก็อย่าไปเกาะอยู่ที่ป่วย ถ้าไปเกาะอยู่ที่ป่วยมันก็ทุกข์ทับถมตน ทุกข์ทับถมทุกข์ มันไม่ดี ก็พยายามแยกให้ถูกแยกให้ได้
_ช่อทิพ หนูทอง... ลูกผ่าตัดต้อกระจก เจ็บ กลัว แต่ใจไม่เคยขอให้พ่อครูช่วย เพราะพ่อครูอยู่บ้านราช ลูกผ่าที่กทม. สิ่งที่ทำได้คือ นึกถึงคำสอนพ่อครูเรื่องผัสสะทำให้เกิดเวทนา ต้องดับสุขทุกข์ ทำให้ใจคลายลง ผ่าตัดได้โดยปกติ ตาอักเสบ แต่หูปกติ จึงยังตามฟังพ่อครูตามปกติค่ะ พ่อครูว่า... ดีๆ เห็นไหม ok ไม่มีอะไร
การใช้ตรรกะหลอกตัวเอง มันเสียเวลาเปล่า _นพดล ทองโคตร ... กำหนดรู้ไว้ว่า..ฉันไม่มีหน่วยชีวิต เกิดมาในโลกที่งดงามใบนี้ฉันไม่ได้ความสำคัญใดๆในทุกๆที่ที่ฉันไป สบายใจดีขอรับพ่อครู พ่อครูว่า... ไม่มีหน่วยชีวิตก็เป็นอุ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive