670105 ปฏิจจสมุปบาท ตอน 3 พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2567
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์374 KB
วันที่แก้ไข15 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

670105 ปฏิจจสมุปบาท ตอน 3 พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53728.html

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1uq2Rxl4bq_poFuZgo_rZvT2TseiunyST/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/189wpqO9qj8MlawXkD1mFqMT05O3hNzu3/view?usp=sharing

และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/l88ie790dko/episodes/670105---3-e2effkf

ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/Xb-jfrioVfg

มีซับ https://youtu.be/H-xnx7_MlWA

สมณะฟ้าไท... วันนี้วันศุกร์ที่ 5 มกราคม 2567 แรม 9 ค่ำ เดือนอ้าย ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก ปีใหม่ก็ผ่านไปนะ เราได้เสียสละ ทั้งแรงกาย แรงเงิน แรงวัตถุต่างๆ นานาทั้งวัตถุและสิ่งของเต็มที่ แต่คนโลกีย์เขาไปเคาท์ดาวน์ นั่งกินเบียร์ กินเสร็จแล้วหลังเที่ยงคืนก็ไปนอน อะไรอย่างนี้ ถามเขากินกี่คน เขาบอกว่า 2 คน สามีภรรยา เขาก็บอกว่า เขาได้ทำแค่นี้แหละ พวกเราทำงานดึกดื่น เสียสละ แต่ทางโลกีย์เขาก็ไปกินเหล้ากินยา ส่งเสริมตัวเองให้มีอบายมุขมากยิ่งขึ้น ของเรามาเสียสละทุ่มเททุกอย่างเพื่อมวลมนุษยชาติอย่างเต็มที่ แล้วก็ผ่านพ้นไป แล้วก็ทำสิ่งใหม่เพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ แม้ตอนนี้ประเทศชาติจะมีงบประมาณ รัฐบาลนี้ เขาจะเพิ่มหนี้สินเพราะจะกู้มากขึ้นเรื่อยๆ เราต้องใช้หนี้ไปอีกหลายปี ถ้างบประมาณนี้ผ่าน และงบประมาณนี้ก็ใช้แค่ 7 เดือนเองที่จะผ่านพ้นไปนี้ ไม่รู้จะใช้อะไรบ้าง รัฐบาลมีหน้าที่ที่จะเพิ่มหนี้สินให้แก่ประชาชนมากยิ่งขึ้น แต่ก็ไม่รู้เขาจะเอาไปทำอะไร ส่วน รบ. ของลุงตู่เขากำหนดไว้ 6.7 แสนล้าน แต่ รบ.นี้เขาจะเพิ่มเป็น 7 แสนล้าน และจะกู้เพิ่มอีกนะ ซึ่งคนเราถ้าไม่ลดละกิเ

อ่านต่อ

ลส มันก็จะทำความฉิบหายให้แก่คนได้มากมายมหาศาลเลย แต่ถ้าคนปฏิบัติธรรมมีโลกุตระ ก็มีแต่จะสร้างสรรเสียสละเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ลดละกิเลสยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ และช่วยมนุษยชาติยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ นะ พลังงานโลกีย์มันไปอย่างรวดเร็ว แต่ของเรานี้ กว่าจะเสียสละได้ กว่าจะหาเงินมาได้ พ่อครูใช้สำนวนว่ารีดเลือดจากปู เรากินน้อยใช้น้อยอยู่แล้ว ปกติขายของที่ร้านอุืทยาน เราก็ขายขาดทุนอยู่แล้วโดยธรรมชาติ เพราะเราเอาแค่ค่าแรงของเราเท่านั้นเองที่ได้คืนมา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ทำเพื่อให้มนุษยชาติให้พ้นภัยจากโลกีย์ไปให้ได้ มีพ่อครูเป็นผู้นำที่จะพาปลดปล่อยชีวิตให้มีอิสระเสรีภาพ แต่พ่อครูก็บอกว่า บางทีพวกเราหรือมนุษยชาติเป็นเป็นทาสที่ปล่อยไม่ไป ทั้งที่รัชกาลที่ 5 ได้ทรงเลิกทาสไปแล้ว วันนี้เรายังเป็นทาสอยู่ ยังเป็นทาสกิเลสที่ไม่ปลดปล่อยตัวเองออกไป วันนี้ เราก็จะได้มาฟังพ่อครู เพื่อทำให้เราปลดปล่อยตัวเองให้หลุดจากความเป็นทาสของกิเลสให้ได้ ขอกราบนิมนต์ด้วยความเคารพครับ

พ่อครูว่า... เริ่มต้นเอาที่ SMS ก่อน SMS วันที่ 2 - 4 มกราคม 2567

อวิชชา 8 มืด 8 ด้านในข้อ 6-7-8 _ตุ๊ก อัศวิน... ขอโอกาสเจ้าค่ะ อวิชชา 8 เท่ากับ มืด 8 ด้าน (พ่อครูหัวเราะนิดหน่อยและว่า เออ แปลตรงดีเนาะ) _ข้อ ๗ ที่ว่า ไม่รู้จักทั้งอดีตและอนาคต จักกล่าวได้ไหมว่า คือ ไม่รู้จักปัจจุบัน นั้นแล ได้ไหมเจ้าคะ น้อมกราบขอบพระคุณยิ่ง..เจ้าค่ะ พ่อครูว่า... ได้ไหม? ... ได้ และหมายความเป็นนัยยะ ในอวิชชา 8 ส่วนอดีตข้อหนึ่ง เป็นข้อ 5 ส่วนอนาคตอีกข้อหนึ่งเป็นข้อ 6 ข้อที่ 7 ทั้งส่วนอดีตและส่วนอนาคต อาตมาเคยตั้งข้อสังเกตให้ฟังว่า ข้อที่ 5 อดีต และข้อที่ 6 อนาคต ก็กล่าวถึงทั้งอดีตและอนาคตมาแล้วทั้ง 2 ข้อ แล้วต้องมากล่าวในข้อที่ 7 อีกทำไมล่ะ เพราะฉะนั้นมันต้องมีนัยยะที่แตกต่างจากอดีตและอนาคตใน 2 ข้อนั้นมาแน่ เพราะว่าในข้อ 7 นี้ทั้งอดีตทั้งอนาคต ก็ซ้ำกันอยู่อดีตกับอนาคต เพราะฉะนั้นนัยยะจากอดีตและอนาคต มันก็ต้องแตกต่างจากอดีตในข้อ 5 และอนาคตในข้อ 6 ใช่ไหม? ก็ต้องต่างกันแน่ ท่านถึงเห็นว่าเป็นอวิชชาอีกข้อหนึ่ง เพราะฉะนั้นอวิชชานัยยะสำคัญของข้อ 7 อดีต เฉพาะอดีต มันก็คือลักษณะธรรมชนิดหนึ่ง คืออดีต อดีตก็คือไม่ใช่ปัจจุบัน เพราะฉะนั้นอดีตคือผ่านปัจจุบันไปแล้ว และไม่ใช่อนาคต เพราะยังไม่มาถึง นี่คำจำกัดความของอดีตแล้ว เพราะฉะนั้นธรรมะในส่วนของข้อ 6 ส่วนอนาคต มันก็ไม่ใช่อดีต และมันก็ไม่ใช่ปัจจุบัน เพราะมันเป็นอนาคต ใช่ไหม เพราะฉะนั้นยิ่งส่วนอนาคตนั้นยิ่งจะไม่เป็นอะไร ไม่เป็นตัวเป็นตนเลย เป็นอนาคต เพราะฉะนั้นธรรมะในข้อ 6 โดยส่วนอนาคต จึงเป็นธรรมะที่อย่าไปฟุ้งซ่านกับมันเลย เรายังไม่รู้เลยว่ามันจะมาไม้ไหนที่มันจะมาถึงปัจจุบันกับเรา เพราะฉะนั้นเราจะอยู่กับปัจจุบันนี้ให้ดีที่สุด ฉะนั้น ถ้าผู้ใดทำ ที่นี่ ทำนะ ปฏิบัติ ส่วนอดีตก็ดี ส่วนอนาคตก็ดี ทำใจในใจของเราได้แล้ว ว่า เออ อนาคตก็อย่าได้กังวลอะไรมันมากเลยบ อย่าไปฟุ้งซ่านกับมันด้วย ส่วนอดีตนั้น เราก็ต้องรู้ว่า เราผ่านอดีตมานี้ ผ่านปัจจุบันมา ผ่านไปเป็นอดีตไปแล้ว เรามีคุณธรรม มีสมรรถนะ มีความสามารถขนาดไหนที่เราทำ สิ่งที่อนาคตมันมาถึงปัจจุบัน ปัจจุบันเราก็จัดการจนเป็นอดีต เราได้จัดการ เราได้ทำได้ เรามีสมรรถนะ เราสามารถทำได้สำเร็จแค่ไหน ให้รู้ตัว เพราะฉะนั้นในอันที่ข้อ 7 ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต ก็แสดงว่ามันผ่านปัจจุบันมาแล้ว เมื่อผ่านปัจจุบันมาแล้วก็นั่นแหละ ส่วนอดีตส่วนอนาคตคุณบรรลุธรรม ทำสำเร็จ ทำทั้งส่วนปัจจุบันนี้ทุกปัจจุบัน ทำให้เป็น 0 ได้ อนาคตยังไม่มาถึง แต่มาเถอะ ถ้ามาหนัก โอ้! เราไม่ 0 เว้ย ถ้ามาขนาดนี้ 0 หรือมาเลยจะมาหนักขนาดไหน อนาคตเอ๋ย มาขนาดไหนมาเจอะปัจจุบัน เสร็จ 0 ได้หมด นี่คือหมายถึงทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต อันที่ 3ของคุณนี้ เป็นตัวสำเร็จได้บริบูรณ์หรือยัง ชัดเจนหรือยัง? พูดไปอีกเดี๋ยวฝั่นเฝื่อ สับสน อธิบายจบไปแล้ว มันมีนัยยะสำคัญที่ต่างกัน อย่างนี้ สรุปง่ายๆ ข้อที่ 7 ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคตเป็นผลสำเร็จ ทำ 0 ได้สมบูรณ์แบบ นั่นคือผู้อวิชชามาถึงข้อ 7 นี้แล้ว สมบูรณ์แบบแล้ว เป็นอรหันต์แล้ว หมดอวิชชาแล้ว อาสวะก็หมด ท่านฟ้าไท… แสดงว่า ทำให้อดีตและอนาคตไม่แตกต่างกัน พ่อครูว่า…. เพราะฉะนั้นที่เราจะศึกษาทั้งหมดก็คือข้อ 8 ปฏิจจสมุปบาท คืออวิชชาทั้งพวง อวิชชาสวะ อวิชชาตั้งแต่กิเลสกาม กิเลสรูป อรูป อาสวะของคุณยังเต็มบ้อง หรือคุณได้ปฏิบัติมีบารมีลดมาได้บ้างแล้วเท่าไหร่ ก็ตัวใครตัวมันก็ตามจิตของใครของมัน อย่างพวกเรานี่ได้ผ่านการปฏิบัติมาเป็นชาติๆ มาถึงชาตินี้ ฟังธรรมะระดับอภิธรรมที่อาตมาอธิบายขนาดนี้ได้ รื่นเริงในธรรมด้วย ปฏิบัติธรรมรื่นเริงไหม ..รื่นเริง คนยิ่งปฏิบัติธรรมรื่นเริงในธรรมนี้สังเกตตัวเองเถอะ ถ้ามันไม่อยากฟังธรรมะแล้ว มันเบื่อแล้ว คนนี้เริ่มตกแล้ว โดยเฉพาะมีผู้แสดงธรรมตั้งใจทำ เพื่อนฝูงที่มาร่วมกันทำ โอ้! ทำไมเขายังรื่นเริงในธรรม เขายังอยากมากัน เราไม่อยากมา แสดงว่าเราตกไหม? เราตกหมู่แล้ว เราแย่กว่าหมู่แล้ว

ตำหนิจนทำให้คนเสียขวัญถือว่าทำผิดข้อ ปาณะ หรือไม่ _สว่างแสง ขวัญดาว... น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงสุดค่ะ พ่อครูคะ ลูกขอกราบเรียนถาม หากมีคนทำผิด แล้วเราไปตำหนิเขา ว่ากล่าวเขา แล้วเขามีอาการเสียขวัญมาก อย่างนี้เราจะทำผิดข้อ “ปาณะ” ไหมคะ น้อมกราบนมัสการพ่อครูสุดเศียรสุดเกล้าค่ะ พ่อครูว่า... ประเด็นอยู่ที่เสียขวัญมาก ไปว่ากล่าวนี้ ดีแล้วล่ะ ไปว่ากล่าวกัน หรือตำหนิกัน ท้วงกัน พอบกพร้องมีข้อผิดพลาด เราก็บอกกัน เป็นผู้ที่ช่วยกัน แนะนำกัน ที่นี้มันมีประเด็นว่า แล้วเขามีอาการเสียขวัญมาก อย่างนี้เราทำผิดข้อ ปาณะ หรือไม่ โอ้โห! ละเอียดจังเลย ปาณะ หรือจิตวิญญาณ ความรู้สึกนะ ฐานะของจิตเจตสิกต่างๆ ที่อาตมาไล่ระดับให้ฟังแล้ว ตั้งแต่มหาภูตรูป มาเริ่มมาเป็น อหิจฺฉตฺตกะ เห็ด จากเห็ดจึงจะมาเป็นภูตคาม มาเป็นพีชคาม แล้วจึงจะมาเป็นเจตภูต ซึ่งเริ่มจะเรียกว่าชีวะ ก้เริ่มแล้ว ภูต พชช ลอยออกจากที่ เจตภูตเขาจึงเรียกว่าผี เป็นพลังงานหลุดลอยออกมาจากทมี่ยึดเกาะ ส่วนพีชหรือภูตยังต้องติดอยู่กับที่เกาะ อยู่กับไม้ กับดิน อันนี้มันอิสระ ลอยออกมา เป็นเจตภูต แล้วจึงมาเป็นปาณะ ปาณะ เรียกว่าถึงขั้นมีชีวะขั้นมีลมหายใจเข้าออก ปาณะ ส่วนเจตภูตนั้นยังไม่เป็นลมหายใจเข้าออกอะไร พอเป็นปาณะ มันเหมือนจะมีชีวิต มีส่วนลมหายใจผ่านเข้าไปในธาตุ ธาตุที่มันเป็นชีวะ มาเป็นชีวะธาตุรู้ขึ้นมาแล้ว จนกระทั่งผ่าน ปาณะมาเป็นเจตสิก แล้วมาเป็นสัตตะ แล้วถึงจะมาเป็นจิต เป็นวิญญาณ นี่ก็ไล่รายละเอียดให้ฟัง พวกเราจะเข้าใจพยัญชนะพวกนี้ แทนสภาวะที่ละเอียดของชีววิทยาทางจิต ต้องใช้คำว่าทางจิตนะ ไม่ใช่ชีววิทยาทางรูปธรรมทางวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ ถามว่า ทำผิด ข้อปาณะไหม มันก็จะว่าผิดก็ว่าผิด พยายามทำให้เขาถึงขวัญเสียขวัญ คำว่าเสียขวัญจะขนาดไหน _สู่แดนธรรม... จิตตก จนอยากจะออกจากวัดเลย พ่อครูว่า... อ้อ! จิตตก จนอยากจะออกจากวัดเลย คุณแป้งเป็นคนนิยามตรงนี่้ เอา ก็พยายามรู้กัน ดี ระมัดระวังกันขนาดนี้ดี

ยอมรับข้อจำกัดได้ ชีวิตก็เป็นไท ไขประตูสู่โลก _กราบถามพ่อท่านด้วยความเคารพอย่างสูง 6 ปี ที่ฤาษีสิทธัตถะเรียนฝึกทรมานแบบเชน ทรมานเองหนักขึ้น want to be, to have ที่จะชนะทุกข์นั้น พอเป็นลมเฉียดตาย จึง get ได้ว่าทุกข์กาย(ไตรลักษณ์)ชนะหาได้ไม่ พ่อครูว่า... เรียกฤาษีเลยนะตอนนั้น 6 ปีตอนนั้นถือว่า ท่านสิทธัตถะนี่ถือว่าเป็นฤาษี ฝึกหนักถึงขั้น want to be, to have ต้องการให้เป็นไปตามนั้น ต้องเอาให้ได้ว่างั้นเถอะ ที่จะชนะทุกข์ ไปนึกว่าเป็นทุกข์จะต้องจัดการวิธีนั้น ทรมาณทำวิธีอย่างที่ฤาษีทั้งหลายแหล่เขาทำ แม้แต่ขั้นไปนั่งสมาธิ นี้ก็ฤาษีเ้หมือนกันนะ จะเอาชนะทุกข์ด้วยการนั่งสมาธิ นั่งสะกดจิต แต่มันยังอ่อน นั่งเอาอย่างพระพุทธเจ้า (ช่วง 6 ปีนั้น) นั่งจนกระทั่งไม่กินไม่นอน ไม่อะไรๆ เลย จนกระทั่งผอมแห้งแรงน้อย หนังหน้าท้องแห้งถึงหลังเลย _พอเป็นลมเฉียดตาย จึง get ได้ว่าทุกข์กาย(ไตรลักษณ์)ชนะหาได้ไม่ พ่อครูว่า… “ทุกข์กาย” พวกเราได้เรียนรู้คำว่า”กาย”กันมาแล้ว มันเกี่ยวกับร่างภายนอกด้วย แน่นอนภาษาไทยหรือคนมิจฉาทิฐิทุกวันนี้เข้าใจคำว่า”กาย”ว่าเป็นเฉพาะร่าง คือสรีระ คือบอดี้ข้างนอกของคน อันนั้นมิจฉาทิฏฐิ _ถ้าชนะได้ ย่อมไม่เป็นลม การวาง - อุเบกขา ก็ผุดขึ้น - to be เนี่ยะ "กุญแจ" คล้าย "ยอมรับข้อจำกัดได้ ชีวิตก็เป็นไท" คำไอน์สไตน์ พ่อครูว่า... โอ้โห ละเอียดดีนะ "ยอมรับข้อจำกัดได้ ชีวิตก็เป็นไท" ยอมรับข้อจำกัดว่ามันนั่งเอาแต่สรีระนี้ จนกระทั่งให้มันกลายเป็นสิ้นสติสัมปะชัญญะ แล้วเป็นลมไปเลยนี้ คือพูดแล้วมันชัดเจนเหมือนกันนะ แล้วมันจะไปปฏิบัติอะไรได้ แล้วมันจะบรรลุเหรอ? มันก็เป็นลมแอ้งแม้งไป มันจะไปได้อะไร สรีระมันไม่ได้กำหนดเลยที่จะทำให้บรรลุ “สรีระ”นะไม่ได้เป็น”กาย”นะ แต่มันสับสน”กาย”กันว่า มีแต่กายนี้หมายถึงสรีระ อันนี้ปฏิบัติผิด ไม่มีกาย เอาแต่สรีระ กำหนดแต่ร่าง กำหนดแต่สรีระ แบบนี้ตายแปล่านะ _"ยอมรับข้อจำกัดได้ ชีวิตก็เป็นไท" พ่อครูว่า พอชัด ชัดเจนขึ้นมา มันก็ชัดเจน บอกว่า "ยอมรับข้อจำกัดได้ ชีวิตก็เป็นไท" นี่บอกว่า เป็นสำนวนคำของไอน์สไตน์ ว่างั้น โอ้โห! คมคายมาก จะต้องมานั่งพิจารณานะ _”ยอมรับข้อจำกัดได้” เอ้อ! เข้าใจหรือยัง? โอ้โห! ทุกอย่างมีข้อจำกัด ว่าอย่างนั้นเถอะ ถ้าใครยอมรับข้อจำกัด จำกัดอะไร? จำกัดว่า 1.คนผู้นี้เขาเข้าใจอย่างนี้ เราก็เข้าใจอย่างนี้ กับ 2.ถ้าเราไม่เข้าใจที่เขาเข้าใจ ฟังให้ทันนะ เขาเข้าใจอย่างนี้ แล้วก็พูดกันคุยกันกับเขา เราไม่เข้าใจที่เขาเข้าใจ ก็รู้ข้อจำกัดของตนเองแล้ว ว่า เออ เว้ย เราไม่เข้าใจว่ะ มันก็ต้องปล่อยวาง ยอมรับข้อจำกัดได้ หรือเราเข้าใจอันนี้ แล้วเราพยายามให้เขาเข้าใจ เขาก็ไม่เข้าใจ เราก็ต้องปล่อยวาง มันก็ต้องรับข้อจำกัดได้ โอ้ย! พูดอย่างนั้นมันก็ไม่รู้เรื่อง เช่นเราไปพูดกับเด็ก ปัดโธ่! เด็ก มันคงรู้มีข้อจำกัด พูดยังไงเด็กมันก็ไม่รู้ข้อจำกัดนั้น เช่นเดียวกับเทวนิยม เราจะไปพูดโลกุตระให้เขาฟัง เขามีข้อจำกัด ยังไงก็ไม่ได้หรอก หรือ อาตมาแสดงธรรมออกไป แสดงทางกายวาจาใจออกไป คนที่ฟังเขา เขามีข้อจำกัดฟังอาตมาไม่ได้ ฟังไม่ได้ ฟังไม่เข้าใจ ฟังไม่รู้เรื่อง หรือเขายึดของเขาเลยว่า ต้องอย่างนี้ไม่ผิดไปจากที่เขาเข้าใจ ถ้าผิดไปจากที่เขาเข้าใจ ไอ้นี้ผิด ก็เป็นข้อจำกัดของเขา เราก็ต้องรู้ว่า เขามีข้อจำกัดเท่านี้ เราจะทำยังไง เราจะแสดงโดยไม่ทะเลาะกัน เรานานาสังวาสได้ แต่ถ้าเขานานาสังวาสเราไม่ได้ เขาก็ต้องพยายามจัดการเรา จนกว่าเขาจะนานาสังวาสได้ หรือไม่นานาสังวาสแล้ว เอ็งไม่ใช่พุทธ ข้าคือพุทธ เป็นนิกายไปเลย จบ ฉะนั้นคนที่เขาเข้าใจอาตมาว่าไม่ใช่พุทธ เขาคือนิกาย อันนี้อนันตริยกรรม อนันตริยกรรมนี้ หมายความว่าอยางไร? หมายความว่า หนัก ถ้าอาตมาถูกต้อง เขาไม่รับเลย เป็นไง ปิดประตูที่เขา ถ้าอาตมาสัมมาทิฏฐิ แต่เขาไม่รับเลย เขาก็ปิดประตูตลอดชีวิต เขาก็มีกรรมเวร อนันตริยกรรมของเขา คือเขาก็ไม่มีทางที่จะเจริญเลย แต่ถ้าอาตมาผิด เขาถูก ก็แล้วไป ใช่ไหม _ส่วนวันที่นั่งใต้ต้นโพธิ์ (ตรัสรู้ - ตรัสสิ่งที่รู้)"ไขประตูชีวิตโลก" ผมเข้าใจถูกไหมครับ กราบพ่อท่านสอนให้ความกระจ่างแก่ผมด้วย ขอบพระคุณครับ จาก... FB ธรรมดา งามพงศ์ 5 ม.ค.67 พ่อครูว่า... ที่ว่า วันที่นั่งใต้ต้นโพธิ์นั้น อาตมาก็เคยอธิบาย พูดอธิบายความไปหลายครั้งหลายคราวแล้วว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้ปฏิบัติธรรม นั่งใต้ต้นโพธิ์ไม่ใช่การปฏิบัติธรรม ยิ่งไปเข้าใจผิดว่าพระพุทธเจ้าท่านไปนั่งใต้ต้นโพธิ์แล้วก็เข้าสมาธิ เขาเรียกเข้าด้วยนะ เข้าสมาธิ จะบอกว่าเข้าไประลึกได้ เข้าไประลึกได้ในวันนั้น ขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ที่ท่านนั่งใต้ต้นโพธิ์วันที่ท่านจะรู้รอบทั้งหมดว่า ท่านคือพระพุทธเจ้า มีสัมมาสัมโพธิญาณมาแล้ว พร้อมมาแล้ว มีสัมมาสัมโพธิญาณมาแล้ว เพราะพระพุทธเจ้า ช่วง 6 ปีที่อยู่นั้น พอวันสุดท้ายวันที่นั่งใต้ต้นโพธิ์ 15 ค่ำ เดือน 6 นั้น ได้ระลึกชาติตั้งแต่ยามแรก ยามสอง ยามสาม ก็ชัดเจนหมดทุกอย่างเลยว่า อ๋อ…ท่านเป็นผู้ที่มีสัมมาสัมโพธิญาณอย่างนี้อย่างนี้ ก็ของท่านนั่นแหละเท่าที่ระลึกได้ การระลึกความรู้ขึ้นมา มันก็ไม่ได้ทันทีหรอก ท่านได้แล้วท่านยังไปทบทวนระลึกอีก 49 วันต่อจากนั้น จึงขึ้นมาอีกไม่ใช่น้อย แล้วก็จึงเริ่มต้นเปิดเผย เริ่มต้นสอน เริ่มต้นอธิบาย เพราะฉะนั้นในธรรมะของพระพุทธเจ้านั้น จึงมีวิบากหรือว่ามีผลที่สั่งสม เป็นกรรมวิบาก สัมมาสัมโพธิญาณเป็นกรรมวิบากที่พระพุทธเจ้าสั่งสมมาเอง สั่งสมมาตั้งแต่เป็นโพธิสัตว์ เหมือนอย่างอาตมา เหมือนอย่างพระโพธิสัตว์ที่จะเริ่มต้นแล้วก็ตามมา หรืออย่างพวกคุณที่นี่ พวกเราสั่งสมมา แม้พวกคุณถ้าบรรลุอรหันต์แล้วก็ตาม อรหันต์ระดับที่ 1 โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ก็เห็นว่า เออ น่าเรียนต่อ น่าศึกษาต่อ จะยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน นิยามความเป็นอรหันต์ ข้อหนึ่งคือ สามารถที่จะตายแล้ว สามารถทำตนเองให้เป็นดินน้ำไฟลงไปได้ นิยามข้อ 1 ในความเป็นการจบกิจ หรือเป็นความบรรลุอรหันต์ของพระพุทธเจ้า ที่จริงมีอีกหลายข้อ ข้อต้นข้อสำคัญคือพ้นทุกข์ ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ รู้ความจริง รู้ทำจิตให้พ้นทุกข์ได้ เรียกจบกิจขั้นที่ 1 จริงๆ และอีกต่อมาเมื่อท่านจะตายลงทีนี้ แม้ยังไม่ตายท่านก็ไม่แล้วสุขทุกข์ หมดสุข หมดทุกข์ได้สิ้น เป็นคนไม่มีสุขทุกข์ นี่เป็นนิยามหรือว่าเป็นเครื่องชี้บ่งความเป็นอรหันต์อันที่ 1 เพราะฉะนั้นคนที่จะรู้ว่าตัวเองไม่สุขไม่ทุกข์ คุณต้องมีปัญญาหรือมีญาณหยั่งรู้กำหนดรู้ มีสัญญา ปัญญากำหนดรู้เวทนาในเวทนาของคุณได้จริงเลยว่า คุณไม่มีสุข ไม่มีทุกข์นี่ และมีเครื่องชี้บ่งด้วยว่า ความไม่สุขไม่ทุกข์นั้นไม่ใช่ไปนั่งสะกดจิตหรือทำแบบเดียรถีย์ แต่ต้องไม่สุขไม่ทุกข์เพราะคุณหมดกิเลส หมดกิเลสสาสวะ จิตสะอาดเป็นอุเบกขา ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา คุณจึงได้ชื่อว่าเป็นอรหันต์ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาสะกดจิตแล้วไม่รู้จักอุเบกขา ไม่รู้จักเนกขัมมสิตอุเบกขา ไม่รู้จักมโนปวิจาร 18 ทั้งเนกขัมมะและเคหสิตตะ คุณไม่รู้จักสภาวะเวทนาที่เป็นเนกขัมสิตอุเบกขา คุณไม่ได้ทำให้เป็นอุเบกขา และทำจนเป็น อเนญชา คุณไม่ได้ทำอย่างนี้คุณก็ไม่เที่ยงแท้ ไม่แน่นอน ไม่ถาวร ไม่เด็ดขาด ถ้าคุณทำได้เด็ดขาด คุณจะเข้าใจหมดอย่างที่อาตมาพูด ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้หมดเป็นภาษาบาลี ทั้งพยัญชนะและสภาวะมีในนี้หมด เพราะฉะนั้นผู้ที่สามารถเรียนรู้ธรรมะของพระพุทธเจ้าจริง พูดถึงสภาวะธรรมต่างๆ เอาพยัญชนะบาลีมาพูดเป็นแบบไทยๆ แปลไปแปลมา แปลมาแปลไป เราเป็นคนไทยก็แปลอย่างไทยๆ ภาษาไม่ต้องจำกัด ภาษาไม่จำกัด สามารถจะพูดมุมนี้ ประเด็นนี้ นัยนี้ เหลี่ยมนี้มุมนี้ พูดสู่กันฟังได้รอบถ้วนเลย เพราะมีสภาวะเป็นหลักแล้ว พยัญชนะมันไม่มีปัญหาอะไร แต่คนที่ติดยึดพยัญชนะ โดยเฉพาะยิ่งไม่มีสภาวะ โอ้โห! คนนี้ยาก ยิ่งไปเจอเอาคนบรรลุธรรมแล้ว เป็นปฏิสัมภิทาญาณพูดรอบเลย กลิ้งเลยนะทุกมุมเลยนะ คนที่ไม่ค่อยรู้นี่จะบอกว่า “ไอ้นี่เอาอะไรมาพูดกันว่ะ อั๊วะไม่รู้เลย” มันก็เป็นธรรมดานะ _สู่แดนธรรม... ส่วนมากคนเขาคิดว่า พระอรหันต์จะต้องพูดภาษาของพระพุทธเจ้าเท่านั้น จริงๆแล้วพูดอะไรก็ได้ พ่อครูว่า... พูดภาษาพระพุทธเจ้าเราก็พูด แล้วก็ขยายความจากภาษาพระพุทธเจ้าไป ไม่ใช่พูดไปดุ่ยๆอะไรหรอก มันมีสภาวธรรมที่ตรงกัน พระพุทธเจ้ากับเราตรงกันตรงนี้ ส่วนภาษาพูด สมัยนี้มีภาษาสมัยใหม่ ดีนะอาตมาไม่อธิบายภาษาสมัยใหม่แบบพวกวัยรุ่น หรือพวกศัพท์แสลงๆ อะไร พูดอะไรก็ไม่รู้ อาตมาไม่เอาพวกนั้นมาพูดมากด้วย ขนาดนั้นบางทียังแหลมๆเอาของเขามาเล่นนิดๆหน่อยๆ _สู่แดนธรรม... พ่อท่านกำลังอธิบายค้างเรื่องการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า พูดต่อไหมครับ พ่อครูว่า... ความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เอาภาษาก่อน แปลภาษาก่อน 1.คำว่า “ตรัส” 2.คำว่า “รู้” คำว่า “รู้” เป็นของพระพุทธเจ้า ที่พระพุทธเจ้าทรงรู้หรือได้บรรลุธรรม ได้รู้จบรู้ถ้วน รู้เป็นสัมมาสัมโพธิญาณ ญาณคือความรู้ รู้ขั้นสัมมาสัมโพธิมาแล้ว แล้วเอาความรู้นั้น นั้นๆ แหละ มาตรัส เรียกรวมความก็ว่า คำตรัสรู้หรือความตรัสรู้ ถ้ามาเรียกโดยคำว่า คำ ก็เรียกว่าตรัสรู้ เน้นที่ตรัส คำ ถ้าไปหมายความถึงความตรัสรู้ ก็ไปเน้นที่ รู้ ความก็ไปเน้นที่รู้ คำก็มาเน้นที่คำตรัส เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น ผู้ที่จะมาตรัสหรือมาพูดหรือมาอธิบายมาขยายความ มาประกาศ พระพุทธเจ้าท่านมีของท่าน เรียกว่า ความตรัสรู้ เป็นของพระองค์เอง ที่เรียกว่าเป็นของพระองค์เองนั้นก็คือ สิ่งนั้นได้ติดเข้าไปในจิตวิญญาณ ฝังลึกเข้าไปจนกระทั่งติดจิตวิญญาณตนเอง เช่น อาตมาเริ่มเป็นสยังอภิญญา อาตมาเริ่มมีธรรมะที่เป็นโลกุตรธรรมติดตัวเองมาแล้ว เท่าบารมีของอาตมา ติดมาแล้ว ข้ามชาติ ตามข้ามชาติจากชาติไหนๆมาก็ตาม มันก็มีโลกุตรธรรมอันเป็นสัมมาทิฏฐินั้นมาแล้ว ไม่ต้องมีอาจารย์ ไม่ต้องมีคนสอน เป็นของตนเอง สยัง เอง ตนเอง เป็นอภิญญาเป็นความรู้ของพระพุทธเจ้านี่แหละ ของพุทธศาสนานี่แหละมาแล้ว แล้วก็นำมาพูด พระพุทธเจ้าก็ใช้ราชาศัพท์ว่า ตรัส อาตมาก็คือเอามาพูด อาตมายังใช้ราชาศัพท์ไม่ได้ เขาไม่ยอมหรอก อาตมาก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไร ไม่ยอมอาตมาก็พูด ก็คือลักษณะแสดงออกทางวาจาก็พูด อาตมาก็พูดรู้ ไม่ใช่ตรัสรู้ (ตรัส-สะ-รู้)อาตมา พูด-ดะ-รู้ หรือ กล่าวว่า รู้ _สู่แดนธรรม... ผมจำได้ว่าพ่อท่านแปลตรัสรู้ว่า ที่พระพุทธเจ้าบอกว่า รู้ด้วยพระองค์เอง จริงๆแล้วท่านรู้คำตรัสจากพระพุทธเจ้าองค์ก่อนที่ตรัสเอาไว้ พ่อครูว่า... ก็ถูกต้องสิ แล้วถูกต้องมาด้วย แล้วถ่ายทอดมาเต็มสภาพของพระพุทธเจ้าเต็มสภาพ อย่างของอาตมาจะเรียกว่าเต็มสภาพยังไม่ได้ ยังไม่ถึงขั้นโน้น แต่ก็มากพอ ในยุคนี้ก็ถือว่า มากแล้วนะ อาตมาก็มีมาก อาตมาไม่ได้ออมมือ ก็เคยพูด ไม่ได้ออมมือ ไม่ได้ปิดบัง ไม่ได้อำพรางความรู้ของตัวเองไว้ เปิดมาจนบางทีพวกคุณก็รับไม่ถึง หรือรับไม่ไหว หรือรับไม่ค่อยได้ มันละเอียดมาก อย่างนี้เป็นต้น แต่ค่อยๆรู้ไปเรื่อยๆใช่ไหม ค่อยๆเข้าใจเพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้น ก็จะขอขยายความไปถึง เกิดมาเป็นคน ซึ่งพูดแล้วพูดอีก อาตมาก็ไม่รู้จะพูดยังไง เกิดมาเป็นคนแล้ว พอมาถึงวาระนี่อย่างอาตมานี่ ก็รู้ว่า เกิดมาเป็นคนแล้วจะเกิดมาทำไม จนกระทั่งเขียนหนังสือขยายความเลยว่า คนเกิดมาทำไม คนคืออะไรทำไมสำคัญนัก เขียนจนกระทั่งเกิดมาทำไมก็พูด อาตมาเคยพูดแล้วจำได้ไหมเกิดมาทำไม เกิดมาทำตนให้บรรลุอรหันต์ เกิดมาทำตนให้บรรลุสัจธรรมสุดยอด อรหันต์ถือว่าเป็นเขตจบของคนคนใดคนหนึ่ง ที่สามารถศึกษาความรู้ ที่เป็นยอดแห่งความเป็นคน เป็นยอดแล้วในคน คุณจะไปศึกษาวิชาอะไรเป็นวิชาหาเลี้ยงชีพทั้งนั้น ไม่ใช่วิชายิ่งใหญ่ เหมือนวิชานี้ วิชานี้หาเลี้ยงชีพด้วยเป็นสัมมาอาชีพ และเป็นวิชาที่ยิ่งใหญ่ด้วย เพราะฉะนั้นผู้รู้อย่างนี้แล้วเข้าใจแล้วว่าวิชาเลี้ยงชีพมันเป็นวิชาที่รองๆ แต่วิชาที่จะจบกิจให้ได้อันนี้มันยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะฉะนั้นคนที่เข้าใจชัดเจนแล้วจะรู้ว่า ปัดโธ่เอ๋ย แค่เลี้ยงชีพ มาอยู่ที่นี่ก็เลี้ยงชีพได้ก็พวกนี้ ขี้เกียจขี้เกียจหน่อยยังอยู่ได้เลย ยังไม่เป็นไร รับรองว่าชีวิตไม่ขาดอาหาร ไม่ลำบากอะไร มาอยู่ได้ เพราะฉะนั้นจึงทิ้งอาชีพที่เคยทำทางนู้นมาเลย รู้ว่า ฮู้ว! ไร้สาระ เอาชีวิตมาให้ทางนี้ ทางนี้แหละชีวิตที่จะรู้จักจิต ความรู้หรือวิชาจบกิจได้นี่แหละ วันเวลาของเราก็เท่านี้ (พ่อครูพักออกเสีย) สมณะฟ้าไท...ว่า คือสิ่งที่สำคัญก็คือมาเรียนรู้กับพ่อครูที่เราจะบรรลุธรรมได้ ในชาตินี้ ไปเรียนกับใครก็คงยากที่จะบรรลุธรรม ต้องมาเรียนกับพ่อครูนี้บรรลุธรรมได้ เพราะพ่อครูมีรายละเอียดเยอะมาก ทั้งลึกทั้งกว้าง อธิบายได้เกือบทุกมุม ที่ทำให้เราสามารถกระจ่างแจ้งในสิ่งที่เราจะลดละได้ ซึ่งถ้าเราไม่บำเพ็ญถึงขนาดนี้ บางทีก็พูดในมุมของท่านมุมเดียว แทนที่มุมเราท่านเอาเราไม่ออก แต่พ่อครูเอามุมเราออกได้ เพราะท่านเป็นโพธิสัตว์ใหญ่ ก็ย่อมรู้จักสัตว์โลก จริตของสัตว์โลกที่จะสามารถบรรลุธรรมได้ แต่ถ้ายังไม่เป็นโพธิสัตว์ใหญ่พอ เอาไม่กระจ่าง เอาไม่ออกนะ เพราะฉะนั้น โพธิสัตว์ใหญ่จะรู้จริต องค์คนนี้ คนนี้ พอเทศน์ไปก็ ปัง! ก็บรรลุเลย เหมือนพระพุทธเจ้ากำหนดเลยว่าพรุ่งนี้จะไปทำให้ใครบรรลุ อะไรอย่างนี้ พ่อครูก็เรียนรู้ตามอันนี้ไป สัปปริสธรรม ธรรมที่จะทำให้คนบรรลุธรรม บรรลุเป็นลำดับๆ ไป ขอนิมนต์พ่อครูต่อ พ่อครูว่า... ทีนี้ คุณ FB ธรรมดา งามพงศ์ มีประเด็นว่า ไขประตูชีวิตโลก ตอนพระพุทธเจ้าตรัสรู้ สิ่งที่ตรัสรู้นี้ เป็นภูมิธรรมหรือเป็นสัพพัญญูของพระพุทธเจ้าแล้ว คือสิ่งที่ไขประตูชีวิตโลก เขาใช้สำนวนว่างั้น คือสิ่งที่ไขประตูชีวิตโลก มันก็ได้นะ เป็นความรู้ที่ไขประตูชีวิตโลก คนที่ยังไม่เข้าใจโลก ก็จมอยู่ในโลก กระชับเข้ามาให้ชัดว่า โลกคือโลกียะ คือคนสามัญทั่วไปโลกๆ เขาก็จะจมจะวนอยู่ในโลกียะของโลก โดยเฉพาะตัวมายาใหญ่คือพระเจ้า ขออภัยที่อาตมาพูดถูก พระเจ้าคือมายาใหญ่ คือเจ้าของสุข แล้วครอบงำโลกอยู่อีกตัวก็สุขนี่แหละ คนไม่รู้จักสุขและไม่กล้าดับสุข ไม่กล้าเป็นคนไม่มีสุข พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ว่า ไอ้สุขนั้นเป็นมายาใหญ่ ที่แม้มันตัวทุกข์ แต่มันเอาด้านหน้าสุขมาหลอก จนกระทั่งมีเจ้าของสุขยิ่งใหญ่เรียกว่าพระเจ้า อยากได้สุขต้องขอจากพระเจ้า พระเจ้าประทานสุข ถ้าทุกข์เพราะพระประสงค์ของพระเจ้า นั่นแน่! ถ้าใครทุกข์ก็เพราะพระประสงค์ของพระเจ้าลงโทษ เพราะฉะนั้นจะต้องอ้อนวอน จะต้องเอาใจพระเจ้า ปะเหลาะพระเจ้าระลึกถึงพระเจ้า จริงๆลึกซึ้งก็คือว่า ระลึกถึงพระเจ้าระลึกถึงอะไร ก็คือระลึกถึงคำสอนของพระเจ้า แล้วเอาคำสอนมาปฏิบัติ เอามาปฏิบัติให้สูงสุดคือเป็นผู้ที่สุขอย่างไม่ทุกข์เลย แต่ความจริงแล้วความสุขที่ไม่ทุกข์เลยนั้นไม่มี พระเจ้าก็ไม่รู้ว่าความสุขมันไม่มีความทุกข์ไม่มี เท่ากับพระเจ้าว่าไม่รู้ในตัวพระเจ้าเองนั้นมีซาตาน พระเจ้าไม่รู้ ซาตานก็คือในตัวเอง เพราะฉะนั้นในความรู้อันนี้ พระพุทธเจ้าตีแตกหมดเลย จนรู้ว่า คนมาหลงสุขหลงทุกข์นี่เอง จึงเรียนรู้ว่าอาการสุขทุกข์อยู่ที่ไหน อาการสุขทุกข์อยู่ที่ไหน? ตอบเฉพาะให้ชัดเลยว่าอยู่ที่ไหน เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ? อยู่ในเวทนา รู้รายละเอียดของวิญญาณ เจตสิกต่างๆ แยกอาการของจิตออก เวทนานั้นมีธาตุจิตหรือธาตุเจตสิกแบบหนึ่ง สัญญามีลักษณะหน้าที่อย่างหนึ่ง สังขารมีหน้าที่อีกอย่างหนึ่ง นี่เป็นนักวิทยาศาสตร์ทางจิตของพระพุทธเจ้า สุดยอดอย่างนี้ ฉะนั้นผู้ที่รู้อ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน