670103 คนอยู่เหนือกาละต้องชนะปฏิจจสมุปบาท พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
670103 คนอยู่เหนือกาละต้องชนะปฏิจจสมุปบาท พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53725.html
ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1AXYWxa1irF1JOi06cOfUIX3E19xsPq-L/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1MHbPoG4JG0wgJKQlIUogq2tN4fqB1yBl/view?usp=sharing
และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/l88ie790dko/episodes/670103-108-1---_1-e2effcu
ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/BriG2wk5xzk
สมณะเดินดิน... วันนี้วันพุธที่ 3 มกราคม 2567 วันแรม 7 ค่ำ เดือนอ้าย ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก ปีนี้เป็นปีมะโรง ปีงูใหญ่ แต่เขาเรียกให้สวยงามว่าปีมังกรทอง ไม่รู้ว่าใครจะเป็นมังกรทองหรือจะเป็นกิ้งกืออยู่ที่กรรม คงไม่ได้อยู่ที่มะโรงมะเส็งอย่างที่ว่า ใครจะใช้ชีวิตให้มีคุณค่า ชาวอโศกปีนี้ถือว่าเป็นปีที่มีนัยยะสำคัญของพวกเรามาก เป็นปีที่เราจะเฉลิมฉลอง 90 ปีพ่อครู 30 ปีบ้านราช จะมีกิจกรรมอย่างต่อเนื่องเลย ญาติธรรมที่จะสั่งจองตั๋วเครื่องบินก็คงจองไว้ ปลายเดือนมกราคมจะเทปูนลานสู่สูญต่อ งานนี้อาตมาว่าเป็นประโยชน์อย่างมาก ถ้าเราเอาเงินจ้างมันอาจจะเสร็จเรียบร้อยไปนานแล้ว แต่ถ้าสร้างด้วยมือเรา มันเป็นจิตวิญญาณที่ออกมาผนึกร่วมรวมกันเป็นงานที่ได้สร้างจิตวิญญาณ บ้านราชเราจะเดินไปได้มีการฉลองอย่างดีด้วยงานที่มีการร่วมรวมจิตวิญญาณ งานเทปูนสร้างลานสู่สูญจะเป็นสารตั้งต้นให้พวกเราจับทิศทางว่าความเจริญก้าวหน้าของบ้านราชจะเกิดจากการผลิตร่วมรวมทางจิตวิญญาณ เมื่อเสร็จจากงานพุทธาฯปลายกุมภาพันธ์ กลางเดือนมีนาคม จะมีงานฉลองอีก ฉลอง 88 ปี 8 เดือน 8 วัน ของคุณจำลอง ศรีเมือง ลุงจำลองอายุน้อยกว่าพ่อ
อ่านต่อ
ครู 1 ปี 1 เดือน ความจำของลุงเริ่มจำได้น้อยลง ต้องดูว่าคดียึดสนามบินจะออกหัวออกก้อยยังไง ต้นเดือนเมษายน จะเป็นงานปลุกเสกฯ คืองานเตรียมงานตลาดอริยะ หลังงานปลุกเสก วันรุ่งขึ้นก็จะเข้าสู่งานเพื่อฟ้าดิน ปีนี้เราจะเปลี่ยน Concept ของงาน ไม่ให้ซ้ำกับงานปีใหม่ที่เราจะขายน้ำมัน น้ำตาล ขายสินค้าอุตสาหกรรมเป็นหลัก เดี๋ยวคนจะเบื่อ เราจะเปลี่ยนทิศทางให้งานเพื่อฟ้าดินเป็นเหมือนงานเกษตรแฟร์ จะมีการให้องค์ความรู้เรื่องกสิกรรม ใครเป็นผู้คักแหน่ก็จะเชิญมาคุยมานำเสนอสิ่งต่างๆ ที่เป็นองค์ประกอบของการทำกสิกรรม ให้มีความสมบูรณ์ ให้น่าสนใจ ก็ใกล้เคียงทิศทางไปสู่งานเกษตรแฟร์ เป็นหัวใจของงานในครั้งนี้ บางคนบอกงานเกษตรแฟร์ ก็เรียกเป็น งานอโศกแฟร์ จะเรียกอะไรก็ได้ ให้คนรู้จัก ให้คนเข้าใจก็แล้วกัน สิ้นเดือนเมษายน ผ่านพฤษภาคมขึ้นเดือนมิถุนายน วันที่ 5 ก็งาน 90 ปีพ่อครู 30ปี บ้านราชฯ จะไปสู่งานอโศกรำลึก นี่คือปีมังกรทอง นัยยะของมังกรทองคือเราจะใช้ชีวิตของเราอย่างไรให้มีคุณค่าและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อมนุษยชาติ วันนี้ประชุมกสิกรรม เราได้ข้อสรุปว่า เราจะพยายามทำองค์ประกอบของสวนต่างๆ แหล่งเพาะปลูกของเรานะ ทำให้สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เราจะมีเรี่ยวมีแรง อันนี้จะสำเร็จได้ถ้าเรามีเรี่ยวแรงเพียงพอ ก็มาร่วมช่วยกันนะ ทำฝันให้เป็นจริง อาตมาว่า รูปธรรมของกสิกรรม รูปธรรมของชุมชนของสัปปายะ 4 ที่พวกเราช่วยกันสร้างนี้ จะเป็นเครื่องรองรับคำสอนโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าที่พ่อครูพานำ พาทำ ในวันที่ประชุมกสิกรรมนี้ อาจารย์ดั่งชัยเสนอว่า พวกเราควรมาเป็นสารตั้งต้น ดูหน้าตาสารตั้งต้น อายุ 70 80 กันทั้งนั้นเลย ที่จะมาช่วยกันขับเคลื่อน คิดว่าขับเคลื่อนหลักๆ 3 อย่างนี้ คือกสิกรรม พาณิชย์และการศึกษา นะ 3 อย่างนี้มันโยงกัน ถ้าขับเคลื่อน 3 อย่างนี้ให้สำเร็จ จะเป็นองค์ประกอบของบุญนิยมที่สมบูรณ์ทีเดียว จะเป็นอย่างนั้นได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ จิตวิญญาณเราจะต้องเพิ่มอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ก็ต้องสอดคล้องกัน วันนี้พ่อครูยังอยู่ ท่านก็พยายามใช้พลังงานทุกหยดทุกอย่าง เอามาให้พวกเราได้เกิดความกระจ่าง เข้าใจชัดเจนในการเดินไปสู่เป้าหมายที่ถูกต้องมากที่สุด ตอนนี้ ขออารธนาพ่อครูครับ
พ่อครูว่า... เจริญธรรมปีใหม่กว่า ทุกคน วันที่ 1 ก็ใหม่กว่าวันที่ 31 วันที่ 2 ก็ใหม่กว่าวันที่ 1 วันนี้วันที่ 3 แล้วก็ต้องใหม่กว่าอีก (พ่อครูอ่านข้อความ SMS ที่ส่งเข้ามา) _ซึ้งซื่อ วิเชียร… ขอกราบนมัสการพ่อท่านด้วยสุดเศียรสุดเกล้าครับ ผมได้มีโอกาสไปช่วยสร้างลาน “ร่วมจิตสร้างรวมใจสูญ” หรือ “ลานสู่สูญ” ก็ได้ร่วมกับหมู่มิตรดี และหลานๆ นักเรียนสัมมาสิกขาน่ารัก อบอุ่นดีมากครับ ต่างคนต่างเอาใจใส่ช่วยกันดูแลไม่ให้เกิดเหตุอันตรายขึ้นกับร่างกายเป็นอย่างดี โดยการเดินตามมรรค ๘ ตลอดเวลา และผมได้ทำอัตตวาทุปาทานด้วยการปฏิบัติศีลอย่างจริงจัง และทำจรณะ ๑๕ วิชชา ๘ โดย ละโลกธรรม ๘ ให้ถึงจิต ผิดถูกอย่างไรขอให้พ่อท่านกรุณาชี้แนะด้วยครับ ขอกราบขอบพระคุณพ่อท่านอย่างสูงยิ่งครับ พ่อครูว่า...ที่คุณพูดมาตามพยัญชนะ มีหัวข้อธรรมอะไรๆ ประกอบมา ก็แสดงว่าเข้าใจธรรมะ ก็ดีแล้ว ก็ปฏิบัติธรรมให้ได้มรรคได้ผลขึ้นไปเถอะ
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน นั่งสมาธิอย่างไรให้จิตนิ่งครับหลวงพ่อ _ป้อหนาน บุญส่ง… นั่งสมาธิอย่างไรให้จิตนิ่งครับหลวงพ่อ พ่อครูว่า...ถามถูกคนแล้ว ตอบ นั่งทำสมาธิอย่างที่ตรงกับจรณะ 15 วิชชา 8 จิตจึงจะนิ่งอย่างถูกต้อง ตามพระพุทธเจ้า ถ้าไปนั่งสมาธิอย่างที่พวกที่เขาเข้าใจผิด นั่งสมาธิอย่างพระป่า หรือแม้พระบ้านก็ตาม ทุกวันนี้อาตมาเชื่อมั่นเลยว่า แม้พระบ้านก็นั่งสมาธิแบบเดียรถีย์ นั่งสมาธิแบบเดียรถีย์คืออะไร คือนั่งสมาธิแล้วก็สะกดจิตลงไปให้มันหยุด หยุดอย่าคิด อย่านึก หยุด หนักเข้าก็ให้ไม่ได้ยินเสียง หลับตาแล้วไม่ให้ได้ยินเสียง ไม่รับรู้สึกภายนอกเลย เข้าไปอยู่ในจิต เฉย พยายามสะกด แบบ อาฬารดาบส อุทกดาบส ในสมัยโบราณ ที่พระพุทธเจ้าท่านบวชใหม่ๆ ท่านไปลองดูซิจะมีอาจารย์ไหนเป็นอย่างไร ก็มาเจอ 2 องค์นี้ อาฬารดาบสก็นั่งไปได้ฌาน7 อุทกดาบสได้อรูปฌานเป็นฌาน 8 พระพุทธเจ้าก็บอกว่า มันไม่ใช่เรื่อง ไม่ใช่ทาง ท่านก็ไม่เอา เพราะนั่งสมาธิอย่างนั้นน่ะ อย่าง อาฬารดาบสกับอุทกดาบส นั้น มันนิ่งไม่จริง มันนิ่งเพราะถูกกดข่ม ถูกฝึกให้มันนิ่งไปเฉยๆ แต่ที่ถามว่า นั่งอย่างไรให้จิตนิ่ง นิ่งอย่างของพระพุทธเจ้าที่สอนให้นิ่งนั้นคือให้มาลืมตาปฏิบัติ ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น แล้วก็เรียนรู้กิเลสด้วยโพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 หรือเรียกเต็มว่า โพธิปักขิยธรรม ให้รู้ทั้งภายนอกภายในเรียกว่ากาย กระทบแล้วก็มีกายนอก กายใน เกิดเวทนา เกิดจิต แล้วก็ทรงไว้ซึ่งธรรม ก็จัดการปฏิบัติกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต โดยรู้จิตในจิต แยกจิตในจิต ที่มันเกิดอยู่ที่เป็นเจตสิกอยู่ที่เวทนา จิตที่เป็นราคะ สราคะก็รู้ ทำให้มันลดลงไปหรือหมด เรียกว่า วีตราคะ เหลือน้อยลงหรือหมด มันเป็นโทสะ สโทสะ ทำให้มันน้อยลงหรือหมดเรียกว่า วีตโทสะ เป็นโมหะก็เหมือนกัน ทำให้มันลดน้อยลงหรือหมด พากเพียรทำตาม เจโตปริยญาณ 16 นี้กิเลสลดจริงแล้ว จิตเราจะคล่องแคล่วว่องไวปราดเปรียวเลย นี่แหละคือถือว่าจิตนิ่ง จิตคล่องแคล่ว ว่องไว ปราดเปรียว ใสสะอาดบริสุทธิ์ ถูกต้องดีหมดเลยนี่คือจิตนิ่ง ในนัยยะสำคัญของพระพุทธเจ้า เพราะมันไม่ถูกอะไรกวน มันอิสระเสรี มันบริสุทธิ์ นี่เรียกว่า นิ่ง ภาษาธรรมะยิ่งยอดของพระพุทธเจ้า ถ้าไปกดให้จิตมันนิ่งๆ จิตมันเป็นธาตุรู้ ไปกดให้มันหยุด ให้มันอยู่เฉยๆ มันก็ผิด ผิดธรรมชาติของจิต เพราะฉะนั้น จิตที่นิ่งของพระพุทธเจ้าจึงเป็นจิตที่มี กายปาคุญญตา และ จิตปาคุญญตา หมายความว่าจิตแคล่วคล่องว่องไว นี่คือจิตนิ่ง อาจจะได้ยินได้ฟังแบบนี้จากใครไม่ได้หรอก มาถามอาตมา อาตมาตอบให้ฟัง จะได้ฟังที่อาตมาตอบให้ไหม นี่คือการนั่งสมาธิแบบพระพุทธเจ้า ซึ่งไม่ต้องทำแต่แค่นั่ง แต่ทำทั้งยืนเดินนั่งนอนทำได้อย่างนี้ทั้งนั้นเลย
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน จะทำอย่างไร จะให้ชาวพุทธ งมงายน้อยลง _อัมพร กุลศักดิ์ศิริ... จะทำอย่างไร จะให้ชาวพุทธ งมงายน้อยลงครับ พ่อครูว่า…ทำอย่างอาตมา อาตมาก็ทำอย่างไม่ได้ออมมือแล้ว พยายามที่จะทำให้ชาวพุทธหยุดงมงายน้อยลงจริงๆ เหมือนกัน แต่แหม! มันงมงายกันหนักมาก เพราะศาสนาพุทธ ชาวพุทธได้เสื่อมไปมากในยุคนี้ อาตมาพูดย้ำซ้ำซากไม่รู้กี่ทีว่ามันเสื่อมจริงๆ งมงายกันไปหนักเลย เห็นแล้วออกข่าวคราวกัน เจ้านั้นเจ้านี้อย่างโน้นอย่างนี้ เกี่ยวกับจิตวิญญาณ เกี่ยวกับอะไรต่ออะไร ก็ โห! เป็นผีเป็นสางเป็นนรกเป็นสวรรค์ เป็นอะไรต่ออะไร งมงายกันหนัก ไม่รู้จะทำอย่างไร อาตมาก็ไม่เก่งกว่านี้ อาตมาทำสุดเก่งแล้วนะ ไม่ได้ออมมือเลย ก็พยายามทำอย่างนี้แหละ ทำอย่างที่อาตมาทำ พยายามทำ ใครจะเห็นว่าอาตมาทำนี่ดีก็มาช่วยกัน ช่วยกันทำอย่างนี้แหละช่วยกัน ใครคิดว่าถูกต้อง อาตมาถือว่าอาตมาถูกต้อง ก็พาทำได้เต็มที่ประมาณนี้
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน อยังโลโกกับปโรโลโก โลกนี้โลกหน้าคือเช่นไร _สินพุทธ สุขพูล... กราบนมัสการ พ่อครูฯ ที่เคารพอย่างยิ่งครับ ผมฟังพ่อครูฯ เทศน์ ในคืนวันที่ 31 ธ.ค. 2566 ( คืนวันสิ้นปี 2566 ) พ่อครูฯ บอก ว่า โลกโลกียะ คือโลกเก่า หรือโลกนี้ โลกปัจจุบันนี้ ส่วนโลกโลกุตระ คือโลกใหม่ หรือโลกอื่น หรือโลกหน้า จะต่างกับโลกนี้ ผมเข้าใจได้ชัดเจน และได้ สภาวะนี้ครับ แต่ผมสงสัยว่า ทำไมพ่อครูฯ พูดเป็นโลกโลกียะ และ เป็นโลกโลกุตระ ส่วนในพระไตรปิฎก เขียนว่าโลกนี้คือ อยังโลโก ส่วนโลกหน้า คือ ปโรโลโก แต่คืนนั้น พ่อครูฯ ไม่พูดตรงจุดนี้ครับ ผมเลยสงสัยว่า โลกโลกียะ กับ อยังโลโก ความหมายอย่างเดียวกันใช่ใหมครับ ส่วนโลกโลกุตระ กับ ปโรโลโก ความหมายอย่างเดียวกันใช่ไหมครับ กราบขออภัยพ่อครูฯ ครับ ที่ถามเรื่องนี้ ผมขอถามให้ได้ความชัดเจนครับ กราบมนัสการครับ พ่อครูว่า… ”ผมเข้าใจได้ชัดเจน และได้ สภาวะนี้ครับ” เออ! เก่งๆๆ “แต่ผมสงสัยว่า” เอ๊? สงสัยกับชัดเจนนี้มันไปด้วยกันหรือเปล่าหนอ? (เสียงโยมหลายคนหัวเราะ) เออ! ถ้าชัดเจนมันจะไปสงสัยตรงไหน? อาจจะคนละประเด็น ประเด็นโน้นชัดเจน แต่ประเด็นนี้สงสัย เออ! อาจจะคนละประเด็น คืออะไรเดี๋ยวอ่านดู _ผมเลยสงสัยว่า โลกโลกียะ กับ อยังโลโก ความหมายอย่างเดียวกันใช่ใหมครับ ส่วนโลกโลกุตระ กับ ปโรโลโก ความหมายอย่างเดียวกันใช่ไหมครับ พ่อครูว่า จะว่าใช่ก็ใช่ ก็ขอเพิ่มความชัดเจนขึ้นไปให้ฟังอีก บาลีท่านใช้ว่า อยังโลโก คือ นี้ | ปร(ปะระ) แปลว่า อื่น | ปโรโลโก ปโร หรือ ปร ก็คือ อื่น | อันนี้กับอันอื่นต่างกันไหมล่ะ อันนี้ อันอื่นจากนี้ มันก็ต่างกันไหมละ นะมันก็ต่างกัน ทีนี้ใครจะอธิบายคำว่า อื่น ได้ ถูกต้องสภาวธรรมสำคัญของพระพุทธเจ้า เช่น เขาบอกว่า โลกนี้ คือโลกที่ยังมีชีวิตกันอยู่ตรงนี้ และอื่น เขาก็บอกว่าตายลง ตายลงแล้วชีวิตก็เลยไปอยู่ที่โลกอื่น ไม่ใช่ที่โลกที่อยู่กันอย่างนี้ นี่เขาก็จะเข้าใจกันตื้นๆง่ายๆแบบนี้เท่านั้น ส่วนใหญ่ โลกนี้ โลกอื่น หรือโลกนี้ โลกหน้า มันคนละโลกกันเขาก็ว่างั้น คนละโลก แต่ความจริงอาตมาไม่ได้อธิบายอย่างนั้น เพราะอย่างนั้นไม่ต้องไปอธิบายนี่ จะว่ามันเป็นไหม มันก็ใช่ มันก็เป็น ก็เข้าใจอยู่ทุกคนแหละ มันไม่ต้องไปอธิบาย ไม่ต้องไปพูดถึงมันหรอก ที่ควรจะต้องพูดถึงก็คือ นัยยะคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้ ปรโลกหรือปโรโลโก โลกหน้าหมายถึงโลกอื่นที่เป็นอีกโลกหนึ่งที่มันต่างไป ที่เป็นโลกุตระ นี่ต่างหากล่ะ โลก ของศาสนาอื่น เขาไม่รู้จักเรื่องนี้ โลกุตระหรือโลกของคนอาริยะที่ไปเป็นโลกุตระ เรียกว่าเป็นผู้มีภูมิปัญญาและปฏิบัติได้ โลกุตระ คือ เป็นโลกของคนที่มีปัญญาหยั่งรู้กิเลสตนเอง แล้วก็ทำให้กิเลสตนเองลดได้หรือหมดได้จริง นี่คือโลกสำคัญ ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ และจริงๆด้วย ทำได้จริงๆ จนหมดสุขหมดทุกข์ จนทำให้ตนเองสลายจิตวิญญาณไปเป็นดินน้ำไฟลมด้วยปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ อธิบายไปหมดแล้ว เคยอธิบายซ้ำซากมาเยอะ _สู่แดนธรรม... ถ้าโลกหน้าอย่างที่พ่อท่านอธิบายนี้ มันสามารถพิสูจน์ได้ในชาตินี้ครับ พ่อครูว่า... ได้ ใช่ ถ้าโลกหน้า หลังตายไปแล้ว ไม่ต้องไปพูดกันเลย มันพิสูจน์กันไม่ได้ คุณตายไปแล้ว แล้วคุณจะไปยังไงจริงๆ มันคืออะไร คุณจะเป็นอย่างไร ใครตายไปแล้วนี่ก็ต่างคนต่างไป มันพิสูจน์ไม่ได้เลย แต่โลกนี้ ที่อยู่นี่ และทำให้บรรลุโลกหน้าในปัจจุบันนี้ ต่างคนต่างพิสูจน์กันได้เลย อย่างน้อยก็ของเราเองเป็นปัจจัตตัง ของเราบรรลุได้ ของคนอื่นไม่รู้ล่ะ จะได้หรือไม่ได้อย่างไร ไม่รู้ละ อย่างนี้เป็นต้น
พ่อครูยุ่งอะไรกับการเมือง _พงศ์ผิดต่อชีวิต วิลา... ยุ่งอะไรการเมือง ปฏิบัติให้ถูกก็แล้วกัน พ่อครูว่า…ต่อมา คุณพงศ์ผิดต่อชีวิต นามสกุลวิลา ชื่อยาว ชื่อว่า พงศ์ผิดต่อชีวิต มันก็จะหนักน้อ เอาทั้งเผ่าทั้งพงศ์มาผิดหมดเลยต่อชีวิต โอ้! เข้าใจตั้งชื่อตัวเองนะ มิน่าถึงถามอาตมาผิดๆ เหมือนกัน ถามว่า ยุ่งอะไรการเมือง ปฏิบัติให้ถูกก็แล้วกัน
แหม..น่าเสียดายเนาะ คุณไม่มาติดตามอาตมา ว่าอาตมายุ่งอะไรการเมือง โอ้โห..อาตมายุ่งการเมืองอยู่ไม่ใช่น้อยเลย ยุ่งกับการเมืองก็ไม่ใช่น้อยเลย และเขาก็ว่า “ ปฏิบัติให้ถูกก็แล้วกัน” ตกลง ที่ว่า ยุ่งอะไรกับการเมือง อาตมาก็ปฏิบัติไปตามการเมืองที่เขาเป็นกันอยู่ แล้วก็ไปช่วยการเมืองยุ่งๆ ให้มันหายยุ่ง ดีไหม ถูกไหม (เสียงโยมหลายคนตอบ … ดี ถูก) อ้าว อาตมาก็ทำถูกแล้ว พวกเราก็รับรอง เพราะฉะนั้น ง่ายๆ ยุ่งอะไรการเมือง เพราะการเมืองมันยุ่ง อาตมาก็เลยไปช่วยให้มันหายยุ่ง ตอบง่ายๆ ปฏิบัติให้ถูกก็แล้วกัน อาตมาทำได้ พอได้อยู่ได้ ถูกต้องเหมือนกันนะ ถูกต้องคืออะไร คือทำให้การเมืองเขาได้รับการกระทบและมีผลบ้าง ช่วยการเมืองที่มันไม่ไหว เพราะฉะนั้นการเมืองที่อาตมาไปทำนี้มีผลพอสมควร แต่คนเขาเช็คผลไม่ได้กัน เขาเช็คผลไม่ได้ และพวกเราก็ไม่ได้เที่ยวไปขี้ตู่หรือยึดถือว่าเราไปช่วยกันเมืองอย่างโน้นอย่างนี้ เราก็ไม่ได้ไปขี้ตู่อะไร ก็ให้เป็นไปตามธรรม
ลำดับความเข้าใจเรื่องบุญของพ่อครูก่อนบวชถึงตอนนี้ _เพียรผ่องพุทธ กล้าจน... น้อมกราบนมัสการหลวงปู่ด้วยความเคารพอย่างสูง เรียนถามหลวงปู่ ก่อนหลวงปู่ผนวช มีความเข้าใจเรื่องบุญอย่างไรคะ?กราบขอบพระคุณอย่างสูงค่ะ พ่อครูว่า…เพิ่งจะมีคนถามอย่างนี้นะ ก่อนที่อาตมาจะมาบวชนี้ อาตมาเข้าใจบุญ ยังไม่ได้ตั้งหลัก ยังไม่ได้รู้ตัวอะไร อาตมาก็เข้าใจบุญตามที่โลกเขาพากันเข้าใจ บุญคือกุศล ก็เข้าใจอย่างนั้นนะ ตามลิงลมอมข้าวพอง เมาไปตามเขาไปอย่างนั้น ก่อนบวชก็เป็นอย่างนั้น แม้บวชแล้วใหม่ๆ อาตมาก็ยังไม่ได้ชัดเจนเรื่องบุญ ที่มันเป็นสุดยอดแห่งคุณสมบัติของศาสนาพุทธเลย ก็ไม่ได้เก่ง ไม่ได้รู้ทันที พอมาบวชแล้ว พอรู้ตัวนิดหน่อย แล้วก็ยังอีกนานกว่าจะค่อยๆ ลึกซึ้ง ค่อยๆ ซึมซับ ค่อยๆ ดึงเอาความรู้เก่า ที่อาตมาพูดว่า ความรู้เก่ าเพราะชาตินี้เกิดมาไม่มีอาจารย์และไม่มีใครอธิบายบุญไว้เลย อย่างนี้ ไม่มี แม้แต่ในพระไตรปิฎกก็ไม่ได้ขยายความ นอกจากคำของพระไตรปิฎก เช่น ปุญญาภิสังขาร หรือ ปุญญปาปปริกขีโณ หรือว่าอะไรต่างๆ นานาพวกนี้เป็นต้น อาตมาก็เข้าใจโดยพยัญชนะบัญญัติบาลีพวกนี้ว่า อ๋อ.. เข้าใจโดยสภาวะธรรม อาตมามีสภาวะธรรมเดิม เป็นสยังอภิญญารู้อันนี้แล้ว จึงนำมาเปลี่ยนแปลงความเข้าใจผิดของชาวพุทธ เรื่องบุญ เท่าที่มันค่อยๆเข้าใจและก็ลึกซึ้งขึ้นๆ มาจนถึงทุกวันนี้ ตามที่พวกคุณตามฟังมา จะรู้ระยะเวลา อาตมาไม่ได้กำหนดระยะเวลา _สู่แดนธรรม... ผมพอจำได้ มันเป็นปีที่ท่านธัมมชโยหลอกคนให้มาทำบุญ แล้วพ่อท่านก็เลยต้องการทราบว่า บุญที่แท้จริงที่พระพุทธเจ้าหมายคืออย่างไรกันแน่ พ่อท่านก็เลยได้ไปพบในคำแปลของพจนานุกรม บาลไ-ไทย ฉบับภูมิพโลภิกขุ พ่อครูว่า... ใช่ เจอคำแปลในพจนานุกรม ฉบับภูมิพโลภิกขุ ที่ระบุว่า ท่านพระธรรมปาละแปลเอาไว้เป็นภาษาบาลีว่า สันตานัง ปุนาติ วิโสเทติ ปุญหรือปุญญะนี่คือ สันตานัง ปุนาติ วิโสเทติ เป็นบาลี ซึ่ง แปลว่าชำระ บุญนี่คือการชำระกิเลสให้สะอาดจากจิตสันดานทั้งหมด แปลว่าอย่างนั้น ฉะนั้นความหมายของบุญจึงชี้เฉพาะลงไปเลยว่า เป็นลักษณะ คุณลักษณะของพลังงานที่เกิดบุญ พลังงานที่เกิดผลที่ชื่อว่าบุญนี้ คือมันสามารถ พลังงานจิต เราทำใจในใจ ทำจิตในจิตของเรานี้ให้เกิดกำจัดกิเลสได้ โดยมีฌานคือมีปัญญา แล้วก็มีประสิทธิภาพของบุญหรือฌานนี้ เผากิเลส กำจัดกิเลสไปจนหมดได้ ซึ่งอาตมาก็เอามาอธิบายขยายความเป็นภาษาไทยให้ฟังแล้ว นี่ค่อยๆรู้มา ซึ่งหลายๆอย่าง อาตมาค่อยๆได้ ไม่ใช่ว่าจะรู้ทันที ที่เป็นความเสื่อมของศาสนาพุทธ ตั้งแต่คำว่าสมาธิ แต่แรกๆอาตมาก็รู้พอสมควร แต่ก็ไม่ลึกซึ้งพอ แต่ค่อยๆรู้ว่า สมาธิของพระพุทธเจ้าไม่ได้อย่างที่พูดกัน ที่เทียวได้ยึดถือกันนี้ ไปนั่งหลับตาเข้าสมาธิกัน แรกๆก็ไม่เข้าใจลึกซึ้งพอ ก็ยังนั่งหลับตากับเขาอยู่บ้าง จนกว่ามาเข้าใจดีถึงว่า อ๋อ… สมาธินี่คือมันเป็นผล เป็นสมาหิโต ของพระพุทธเจ้า จึงได้มาขยายความเต็มรูป และกว่าจะสั่งสม สมาหิโต ที่เป็น อเนญชา ก็ต้องผ่าน ปุญญาภิสังขาร ผ่าน อปุญญาภิสังขาร จึงจะเป็นอเนญชาภิสังขาร ตามอภิสังขาร 3 ปุญญาภิสังขาร คือการปรุงแต่งจิต จัดการจิต ชำระจิตให้กิเลสมันถึงบุญ กำจัดกิเลสลดได้ จนกระทั่งกิเลสหมดอาสวะตามขั้น โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ เป็นอรหันต์แล้วก็ อปุญญะ ไม่ต้องใช้บุญอีกแล้ว บุญหมดไปในตัวคน พระอรหันต์คือผู้ไม่มีบุญ หมดบุญ อปุญญะ แต่ผู้เข้าใจสภาวธรรมไม่ได้ก็ไปแปล อปุญญะ ว่ามันไม่ใช่บุญ อ๊ะ ไม่ใช่บุญมันก็คือบาป อ้าว เอ๊ะ แล้วเป็นพระอรหันต์แล้ว อปุญญะนี่คือพระอรหันต์ แล้วไปแปล อปุญญะว่าบาปอีก อ้าว พระอรหันต์ไปมีบาปอีกแล้ว อ้าว แล้วกันมันก็เจ๊งสิ เพราะฉะนั้นไม่มีบาปเลยนั่นแหละแน่นอนแล้ว กำจัดมาตั้งแต่อภิสังขาร 1 จนกระทั่งหมดบาป ถอนอาสวะหมด ก็เป็น อปุญญะ เมื่ออภิสังขารอะไรอีกก็เป็นอปุญญะ ไม่ต้องล้างกิเลสอีกแล้ว จิตจึงเป็นจิตสะอาดทุกกรรม กรรมนั้นจึงสั่งสมลงไปเป็น อเนญชาภิสังขาร คือเป็นจิตสะอาดที่สั่งสมลงไป เพราะฉะนั้นจิตจะ อเนญชา ไม่หวั่นไหว เพราะจิตตั้งมั่น จิตตกผลึกควบแน่นเข้าไป เป็นจิตตั้งมั่นที่ยิ่ง อเนญชา ยิ่งอเนญชาๆๆ ไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องไปนั่งสะกดจิต จะสะกดจิตให้ไม่หวั่นไหว ไม่มีทางนิ่งได้ ตามที่ใครถามมาเมื่อกี้นี้ จะทำให้จิตมันนิ่งยังไง มันไม่สำเร็จ อย่างนี้สิสำเร็จถาวร สำเร็จยั่งยืนถาวรตลอดกาลเลย ได้แล้วได้เลย SMS ต่อมา _Araya Sripairoj อารยา ศรีไพโรจน์... ทำให้คนขวัญเสียด้วยคำด่า ถือว่า ทำปาณะ? พ่อครูว่า…โอ้โห! อาตมาตอบยากนะ ถามละเอียดดีเหลือเกิน คำว่า ขวัญ เป็นภาษาไทย ขวัญเสียมันขนาดไหนละ ด่าให้ขวัญเสียอย่างไร ด่าอย่างไร _สู่แดนธรรมว่า... ขวัญเสียถึงขั้นทำจิตให้มันตกร่วงไปจากความสำนึกดี หรือเปล่าครับ? พ่อครูว่า... แล้วถามเข้าหลักธรรมด้วยนะ แล้วว่าอย่างนี้ถือว่าทำ ปาณะให้ตกร่วงหรือเปล่า? คงถาม ปาณา ติ ปาตา ทำจิตให้ตกร่วงหรือเปล่า โอ๊ ถามมาอย่างนี้ อาตมาค่อยแคะคำภาษาคำถามนะ ถ้าทำให้ตกร่วงก็มันก็แน่นอนได้บาปแน่นอน เป็นปาณะแน่นอน ถ้าทำให้ขวัญเสีย เสียมันก็ต้องตก เสียมันไม่ใช่ดี แต่ถ้าคำว่า เสีย ในภาษาไทยคำว่าเสียสละ มันดีนะ แต่อันนี้ขวัญเสีย มันเสียบนี้มันไม่ดี มันก็ทำปาณะให้ร่วง ให้ไม่เข้าท่า เออ ช่างสรรหามาถาม
เพลงชีวิตหมายเลข 9 _เมตตา โพธิสุทธิ์... กราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพบูชายิ่งค่ะ ได้อ่านหนังสือ "เงาฟ้าที่ท่าน้ำ" หน้า 27 เพลงชีวิตหมายเลข 9 "ถ้าสิ่งใดยิ่งน้อย และหายาก แล้วรู้สึกว่า สิ่งนั้นยิ่งมีค่า และมีอำนาจสูง เช่น "เพชร" เช่น "เงิน" ของกระยาจก ณ โลกนั้น ก็คือ โลกียะ หรือ แดนปุถุชน ! ถ้าสิ่งใดยิ่งน้อย และหายาก แล้วรู้สึกว่า สิ่งนั้นยิ่งมีค่า และ มีอำนาจสูง เช่น "ความโลภ" เช่น"เงิน" ของมหาเศรษฐี ณ โลกนั้นแหละ คือ โลกุตระหรือแดนอาริยชน! สองท่อนนี้ อ่านกี่รอบก็ยังไม่เข้าใจค่ะท่าน กราบรบกวนพ่อครูอธิบายขยายความให้ด้วยค่ะท่าน กราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงยิ่งค่ะ พ่อครูว่า…ฟังดีๆ นะ ถ้าเห็นว่า ความโลภมีน้อย เงินมีน้อย เป็นสิ่งนี้มีค่าและมีอำนาจสูง อันนี้เป็นความรู้สึกของมหาเศรษฐี คำว่า มหาเศรษฐี นี้นะเป็นโลกุตระ เศรษฐีแปลว่า ความประเสริฐ เสรฐะ เสรโฐ เป็นแดนอาริยชน สรุปง่ายๆ พวกเรานี้เป็นเศรษฐีหรือเป็นกระยาจก?... (เสียงโยมหลายคนตอบ… เศรษฐี) เป็นเศรษฐี เพราะฉะนั้นความรู้สึกที่เป็นกระยาจก แม้คนที่ร่ำรวยเขาก็ยังรู้สึกว่า เขายังมีน้อย เขายังอยากจะได้มากขึ้น เขาก็คือกระยาจก แต่คนที่มีความอย่างพวกเรา ไม่รวย หายาก ก็หายากอยู่ ไม่รวยก็หายาก มีน้อย หายาก แต่จิตไม่ได้มีความโลภมาก ขยันหมั่นเพียรสร้างสรรค์ เพราะฉะนั้นคนที่จะเข้าใจสภาวะธรรมที่เป็นโลกุตระแบบนี้นี่ มันต้องชัดเจนทั้งรูปธรรมและนามธรรม รูปธรรม เราก็มาเป็นคนจนจริงๆ นามธรรมเราก็มาเป็นคนจนจริงๆ แต่เป็นคนที่ไม่ทุกข์ ไม่ร้อน ไม่เดือด ไม่ฟุ้ง ไม่อะไรและก็อยู่กับความเป็นจริงในสภาวะปัจจุบัน ขยันหมั่นเพียรสร้างสรร แล้วก็รู้ความจำเป็นของชีวิต และรู้จักพอ แต่เป็นคนมีวรรณะ 9 มีชีวิตอยู่สบายแล้ว สุภระ พัฒนาทุกวันนี้ สุโปสะ พัฒนาให้เจริญด้วยโลกุตรธรรมได้ง่าย สุโปสะ แล้วก็เป็นคนมักน้อย ก็ชัดเจนแล้วน้อยก็ดีแล้ว สันโดษ พอ นอกนั้นก็ขัดเกลาตนเอง สัลเลขะ ธูตะ อาการก็เจริญขึ้นเรื่อยๆคนที่มีปัญญามาเห็นก็เลื่อมใส ปาสาทิโก และอปจยะ ไม่สะสม แต่ขยัน วิริยารัมภะ วิริยารัมภะๆ ขยัน พวกเรานี้แม้ใครจะขี้เกียจมาก่อน พอปฏิบัติธรรมนี้แล้ว จะขี้เกียจน้อยลง ขยันขึ้น ขยันขึ้น จริงๆ มันจะรู้สึกจริงๆว่า เราทำไมเราขี้เกียจ มันไม่ดีนะ ยิ่งมาอยู่กับหมู่กับฝูงพากันขยันไปเฉยเลย จริง นอกจากคนอายุมากคนป่วยก็แน่นอน มันก็เป็นไปตามธรรม มันจะเป็นลักษณะของธรรมชาติที่ดี มันจะพัฒนาขึ้นไปอย่างนั้น อย่างนั้น
_กระถิน... กราบนมัสการเจ้าค่ะ เรียนสอบถามว่า การที่ลูกๆ เห็นด้วยกับการที่พ่อมีภรรยาน้อยและแม่ก็เห็นด้วย มีแต่ดิฉันคนเดียวเท่านั้นที่คัดค้าน และไปทะเลาะกับภรรยาน้อย ตอนที่ทะเลาะกัน พ่อเข้าข้างภรรยาน้อย ดิฉันรู้สึกเหมือนเป็นแกะดำในบ้าน สอบถามปัญหาว่า คนที่สนับสนุนและตามใจพ่อจะบาปมากไหมคะ ปัจจุบันพ่อเสียไปแล้ว แต่ภรรยาน้อยยังมีชีวิตอยู่ เมื่อวานดิฉันก็เอาของปีใหม่ไปให้ ไปเยี่ยมเยียนเขา ดิฉันก็บอกแม่ว่า เราไม่ได้เกลียดเขา แต่เราไม่ชอบการกระทำที่ทุกคนในบ้านเชียร์ให้พ่อมีภรรยาน้อย ขอบพระคุณเจ้าค่ะ พ่อครูว่า...พ่อไปมีภรรยาน้อย กิเลสมันก็มากขึ้นแล้ว แล้วจะถือว่ามันบุญหรือบาป เพราะฉะนั้นคนสนับสนุนหรือตามใจพ่อ ก็ไปส่งเสริมคนที่มีกิเลสให้มากขึ้นๆ มันจะไม่บาปได้อย่างไร ดีแล้ว แต่ก่อนนี้ทะเลาะไม่ดี แต่ตอนนี้เอาของขวัญไปให้ ดีแล้ว คุณก็ทำถูกแล้วล่ะ พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ส่งเสริม ส่งเสริมให้มีผัวเดียวเมียเดียว อย่าไปมีหลายผัว สำส่อนมันไม่ดี
_แจ๊ว น้อมยอดธรรม… ฯ มีมิตรดีบอกแจ๋วเขียน (พ่อครูว่า เขียนเป็นตัวเป็นตนดีขึ้นมาก อย่างกับเด็กป. 2 เขียนแล้วนะนี่ เขียนได้ตัวตรงมากเลย ) เวลาพ่อตอบ เขาหลับ ตื่นตาตื่นใจ เข้าใจในคำตอบของพ่อครูผู้มีเมตตาจริงๆค่ะ ต่อมาดิฉันวันนั้นไปเผาพ่อตามพร เป็นอารามิกา พอขึ้นรถกลับบ้านราช จิตกิเลสผีๆ ก็ตามขึ้นรถมาด้วย (พ่อครูว่า จับอาการจิตได้ว่า จิตเป็นกิเลสผี) มันบอกมาถึงจะไม่มาฟังธรรม ถึง 5 โมงเย็น ได้ยินเสียงมีสิกขมาตุสร้างฝันใหม่มาเทศน์ จิตแท้ๆก็เกิด ไปฟังธรรมดีกว่า ไปๆ สิกขมาตุสอน ถ้าเรามาฟังธรรมะช้าๆๆจะได้มาเกิดช้าๆๆ ดิฉันจิตตั้งมั่นจะได้มาเกิดตามพ่อครู ปัจจุบัน กาละ เทศะ ฐานะ ฟังธรรมะมีสติ เห็นเพื่อนหลับตา ผีนิวรณ์ 5 น่ากลัวมากค่ะ ถามว่า ที่เขียนมานี่ มีวิชชา ปัญญา ฌาน พอใช้ไหมคะ พ่อครูว่า... อ้าว.. ใช้ได้ๆ ก็ดี สนุกสนานกันดี
ชาวพุทธที่เข้าถึงแก่นแล้วไม่เปลี่ยนไปเข้าศาสนาอื่น _วิไลรัตน์ (ปิ๋ม) โสฬสจินดา... กราบนมัสการพ่อครูที่เคารพอยู่เหนือเกล้าอย่างสูงสุด แบบหาที่เปรียบมิได้ ขอเขียนมารายงาน และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการติดตามชมรายการของพ่อครูทาง YouTube จากประเทศสวีเดน และการปฏิบัติธรรมของตนเอง ดิฉันจะติดตามพ่อครูเทศน์เป็นประจำแทบทุกครั้งค่ะ ค่อนข้างจะยึดติดกับพ่อครู แต่เดี๋ยวนี้มีพัฒนาการขึ้นค่ะ รับฟังสิกขมาตุและสมณะท่านอื่นเทศน์มากขึ้นค่ะ วันก่อนพ่อครูเทศน์ว่า คนที่มาอโศกส่วนมากก็รู้ทั้งรู้แหละว่าที่นี่ดี แต่ที่อยู่ไม่ได้ ก็เพราะว่ากิเลสมันพาออก พอออกไป แล้วก็ไปมีเหตุปัจจัยทำให้ติดอยู่ตรงนั้นกลับมาไม่ได้ นี่คือกรณีของดิฉันค่ะ แต่ดิฉันดีใจที่สามารถติดตามฟังธรรมทาง You
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive