670101 พ่อครูเทศนาต้อนรับปีใหม่ 2567 เรื่องปฏิจจสมุปบาท ตอน 2 ราชธานีอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
670101 พ่อครูเทศนาต้อนรับปีใหม่ 2567 เรื่องปฏิจจสมุปบาท ตอน 2 ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53723.html
ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/17FwjK1FjiPI8o5MynC7H10_AapQTqhF_/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1lkB_iLwGU2bgNx8ylpA-9gZoeteB0m3Z/view?usp=sharing
และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/dhamaporkru/episodes/670101-116-1--2567---2_1-e2dsmsj
ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/XsCVLv1oQFk
และ มีซับ https://youtu.be/He3LIDxWAwQ
พ่อครูว่า...เจริญธรรมปีใหม่ทุกๆคน วันนี้วันจันทร์ที่ 1 มกราคม 2567 แรม 5 ค่ำ เดือนอ้าย ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก (ลำดับต่อไป พ่อครูอ่าน บทกวี “ได้รับพร ๕ (จักกวัตติสูตร)” ลายมือเขียนส่งมา โดย อโศก สัมปวังโก) ได้รับพร ๕ (จักกวัตติสูตร) อายุ จักยืนไซร้ เพราะอาศัย อิทธิบาท อันมี ฤทธิ์อำนาจ หยุดชีวาตม์ มิให้มรณ์ วรรณะ จักสูงส่ง เพราะดำรง ศีลสังวร หาใช่ ลัญจกร ฐานันดร ศักดินา สุข แท้ เกิดจาก ฌาน ที่เผาผลาญ นิวรณ์ห้า สุขลวง เกิดเพราะบ้า ฌานผลาญพร่า ทิฏฐกาล โภคะ หมายเอาทรัพย์ ใช้สำหรับ จิตวิญญาณ ผู้มี พรหมวิหาร ศฤงคาร บ่สำคัญ พละ เพิ่มพลัง จิตที่หวัง จนนิรันดร์ วิมุต-(ต)จิต นั้น รับประกัน ความยืนยง ดูกร ชนชาวพุทธ เหล่าโลกุต-(ต)รวงศ์ พรห้า นี้สูงส่ง อยากได้จง บำเพ็ญเอง อโศก สัมปวังโก ๓๑ ธ.ค.๖๖ พ่อครูว่า... อายุ วรรณะ สุขะ โภคะ พละ ของพระพุทธเจ้าท่านมีโภคะด้วย คนจะอวยพรกันแค่อายุ วรรณะ สุขะ พละ ไม่มีโภคะ แต่ของพระพุทธเจ้าตรัสมีโภคะด้วย แต่ว่าโภคะนี้ เรียกว่าทรัพย์ นะ โภคะเป็นทรัพย์ แต่ว่าทรัพย์ข
อ่านต่อ
องพระพุทธเจ้าไม่ได้หมายเอาโลกียทรัพย์ แต่หมายเอา อาริยทรัพย์ เป็นทรัพย์ที่ยิ่ง เป็นทรัพย์ที่เจริญ เอา ก็อวยพรกันไปก่อน ต่อมา (พ่อครูหยิบเอกสารขึ้นมา เนื้อความดังลำดับข้างล่างต่อไป พ่อครูอ่านและอธิบายเสริมเป็นช่วง ) สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ตัวอย่างการศึกษาในบวรอโศกที่อบอุ่น 24 ธันวาคม 2566 ครูและนักเรียนสันติฯ ได้มาอยู่กับพ่อครู ท่านสมณะ สิกขมาตุ และชาวบ้านราชเข้าสัปดาห์ที่ 3 แล้วค่ะ (8-24 ธันวาคม 66 รวม 17 วัน) ครูและเด็กๆได้ทุ่มเทแรงใจ แรงงาน เทปูนสร้างลานสู่สูญร่วมกับพี่น้องบวรราชธานีอโศก ถวายหลวงปู่อย่างสุดกำลัง ในช่วงท้ายๆ ก่อนเสร็จงาน รุ่นพี่และเด็กๆ ตัวตึงที่เป็นแม่ทัพนายกอง เป็นมือซ้าย มือขวา เท้าซ้าย เท้าขวา ช่วยงานท่านเมืองร้าง (ท่านไพรเมือง) เด็กๆ เข้านอนตอนเช้าติดต่อกันประมาณ 2-3 วัน ดิฉันขี่จักรยานไปพบพวกเขาในช่วงเช้าที่ ที่พักชายและที่พักหญิง เด็กๆ บอกว่าอาเดชยังไม่ได้นอน และทำงานต่อ บางทีก็กินข้าวตอนเย็นทีเดียวเลย ดิฉันไปพบท่านเมืองร้าง เห็นแต่ลูกตาขาวเด่นที่สุดบนใบหน้า ท่านเมืองร้างเริ่มอ้วนขึ้น เหตุเพราะทำงาน และงานยุ่งทั้งวัน ไม่มีเวลากิน จะกินอาหารตอนเสร็จงาน นั่นคือกินก่อนนอน จะเป็นเช่นนี้เสมอมา พี่น้องหลายคนห่วงใยท่านเมืองร้าง ฝากกราบเรียนหลวงปู่ช่วยบอกด้วยว่า ถึงเวลากินก็ให้กิน ถึงเวลานอนก็ให้นอน ในขณะที่ท่านเมืองร้าง และพวกแม่ทัพนายกองช่วยกันเทปูนสร้างลานสู่สูญอย่างหามรุ่งหามค่ำ น้องๆ ม.1-2 เหมือนหนูร่าเริงเพราะ (แมวไม่อยู่) รุ่นพี่ไม่มีเวลามาช่วยครูดูแลป้องปรามพฤติกรรมเสี่ยงของน้องๆ กลุ่มหนึ่ง จึงเกิดโจรา 4 คน ไปลักขโมยของกินที่บ้านพี่น้องในชุมชนบวรราชธานีอโศก โรงเรียน พี่ๆ ม.4-5-6 และคณะครูได้เตือนแล้วเตือนอีกว่า อย่างสร้างความเสียหาย เพราะจะเสียชื่อทั้งโรงเรียน งานนี้โจรา 4 ตัว ควบคุมพฤติกรรมตนเองไม่ได้ จึงสร้างเรื่องราวให้เสียหาย ครูจุ๋มพูดกับเด็กๆ ว่า ป้าแมวให้บ้านเป็นที่เรียนแล้ว พวกเธอยังเนรคุณไปแอบขโมยฝรั่งที่ผู้ปลูกตั้งใจห่อไว้ถวายหลวงปู่ ป้าแมวยังบอกว่าไม่รู้ว่าเด็กที่เอาไปจะกินได้หรือไม่ อย่าไปเอาโทษอะไรกับเด็กเลย ป้าตั๋งบอกว่า เด็กๆ พวกนี้ก็เหมือนลูกหมาลูกแมว บางคนก็ซนเหมือนลิง ครูหญิงเริ่มมีอารมณ์ พูดด้วยเสียงอันดังว่า ถ้าเป็นลิงจะไม่โกรธเลย แต่นี่เป็นคนนะ มีวุฒิภาวะมากกว่าลิง !!! เกิดสงครามในใจและปะทุออกมาทางวาจาแล้วตอนนี้ ครูต้องไปสงบสติอารมณ์เรียนรู้เวทนา108 ปฏิบัติจรณะ15 แล้วค่อยมาช่วยกันคิดว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไร โจราอีกกลุ่มไปขโมยกินไข่ ผู้ป่วยท่านหนึ่งที่ต้องฟื้นฟูร่างกายด้วยการกินไข่ ผู้ป่วยท่านนี้ก็บอกว่าอย่าไปเอาโทษอะไรรุนแรงนะ ขอให้ลงโทษไปตามลำดับ ได้เห็นความเข้าใจที่มีต่อเด็กๆ ของพี่น้องที่ได้รับความเสียหาย ไม่คิดจะเอาเรื่องราว โรงเรียนต้องขอโทษด้วยที่ท่านได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมที่มีปัญหาของนักเรียน ป้า ผอ. (ดิฉัน) และ แม่กิ่ง (ผู้ปกครองนักเรียน) ไปพบผู้เสียหายเพื่อขอโทษและสอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้น ก็ได้รับความเห็นอกเห็นใจ ป้าแมวเจ้าของบ้านที่เปิดพื้นที่ให้เด็กๆ ได้เข้าไปนั่งเรียน เด็กนั่งเรียนไป ตาก็มองโน่นนี่นั่น เห็นฝรั่งคิดว่าลูกนี้คงน่ากิน จึงแอบขโมย ป้าแมวก็ฝากมะละกอให้ดิฉันนำมากินอีก 2 ลูก ผู้ป่วยท่านอีกท่านก็ย้ำอย่าไปทำโทษเด็กแรงนะ ในสถานการณ์แบบนี้ ดิฉันจึงเข้าใจว่าทำไม ผู้ปกครองที่มีลูกหลานเกเรสร้างพฤติกรรมเสียหาย จึงต้องเอาปี๊บมาคลุมหัวเดิน ท่านเมืองร้างเป็นผู้มีสายป่าน (รักคน) ยาว ถึงยาวมากๆๆๆ โจรา 4 คน เป็นเด็กต่ำกว่าเกณฑ์ 2 คน อีก 2 คน กำลังมีพฤติกรรมเสี่ยง ท่านเมืองร้างมีเหตุผลที่จะให้โอกาสเด็กต่ำกว่าเกณฑ์ จนที่ประชุมครูต้องยอมรับ เพราะท่านเมืองร้างและทีมงานการศึกษาเคยพิสูจน์ฝีมือในการให้โอกาส และพลิกชีวิตเด็กกลุ่มเสี่ยงผู้น่าสงสารมาแล้ว ก่อน Christmas 1 วัน ป้าตุ๊กและลุงราวด์โน่บอกว่า ได้เห็นเด็กๆ ทุ่มเทในการทำงานตัวเป็นเกลียว หัวเป็นน็อต ทั้งสองท่านเกิดความประทับใจมาก คุณลุงราวด์โน่จึงแต่งตัวเป็น Santa Claus และขิมแต่งตัวเป็นกวาง Reindeer มาให้ของขวัญเด็กๆ ในวันนี้ 24 ธันวาคม 66 คุณลุงเล่าประวัติของตนที่ทำงานหนักมาตั้งแต่เด็กๆ เช่นเดียวกับภาพที่เห็นนักเรียนสัมมาสิกขาทำงาน และคุณลุงฝากข้อคิดให้กับเด็กๆ ว่า ในชีวิตจริงต้องทำงานหนัก เพื่อความก้าวหน้า และเป็นเกียรติภูมิของเราที่จะเห็นความสำเร็จ จากนั้นลุงราวด์โน่ก็ให้ของขวัญแก่เด็กๆ ที่ทำความดี พร้อมกล่าว Merry Christmas และขออนุญาตคัดลอกข้อความบางตอนจากข้อเขียนของป้าตุ๊ก สิริมา เพื่อรำลึกถึงความดีที่พี่น้องและเด็กๆ นักเรียน ที่ร่วมกันสร้างลานสู่สูญถวายแด่หลวงปู่ ความว่า ..... คารวะ 'เธอ'- ผู้เสียสละ' หลอมแรงรวมใจให้เป็นหนึ่ง งานใหญ่จึงงามง่ายคล้ายดั่งฝัน คือความจริงที่ยิ่งใหญ่คุณอนันต์ ประโยชน์นั้นเพื่อผองชนใช่ตนเอง คือดำริของ'หลวงปู่'ผู้เมตตา การศึกษาใช่เพียงพาให้เรียนเก่ง เสียสละ ละความคร้านบ่ย่านเกรง ขอมอบเพลงนี้มาบูชา'เธอ' ในสนามรบเพื่อไปสู่สันติภาพแห่งนี้ ทีมงานครู เด็กๆ ผู้ปกครอง มีความอบอุ่น มีความผาสุก ซึ่งวัดจากพลังร่วมแรงร่วมใจกันทำงาน ที่มีการประสานสัมพันธ์ กลมเกลียว ถ้อยทีถ้อยอาศัย ในการอยู่ร่วมกัน แม้งานจะหนักและมีปัญหาเกิดขึ้นก็ตาม แต่ละคนได้ทำแบบทดสอบปฏิบัติบูชาถวายหลวงปู่ได้ผลดีระดับหนึ่ง เหลือสัปดาห์สุดท้าย ครู ผู้ปกครอง และลูกหลานทั้งหมดจะตั้งใจพัฒนาตน พัฒนางานให้ดีขึ้นกว่าสองสัปดาห์ที่ผ่านมา กราบนมัสการมาด้วยความเคารพบูชายิ่ง อาตั๋ง ทีมงานการศึกษา ผู้ปกครอง นักเรียนที่ทำดี และโจราอีก 4 คน พ่อครูว่า… ครูและเด็กๆได้ทุ่มเทแรงใจ แรงงาน เทปูนสร้าง … ช่วยงานท่านเมืองร้าง ท่านเมืองร้าง คือ ท่านไพรเมือง ไปแปล “ไพรเมือง” เขาว่า “เมืองร้าง” แปลว่าเมืองป่าก็ยังดีนะ นี่ไปแปลว่าเมืองร้างเลย โอ้! …. (พ่อครูอ่านต่อจนกระทั่งจบ) … จาก อาตั๋ง ผู้อำนวยการ ของนักเรียนที่สันติอโศก สัมมาสิกขาสันติอโศก ฟังไปก็น่าเอ็นดูนะ พวกเราก็อยู่กันอย่างนี้แหละ เป็นครอบครัวใหญ่ อาตมาเรียกได้ว่าเป็นครอบครัวใหญ่ ที่เราใช้ศัพท์เรียกกันว่า ญาติธรรม เป็นครอบครัวใหญ่ เป็นญาติทางจิตวิญญาณ เป็นปู่ย่าตาทวด ลูกหลานเหลนกันอย่างแท้จริง โดยเฉพาะมี สาธารณโภคี มีทรัพย์สินรวมกันที่ส่วนกลางทั้งหมด (ทรัพย์สินที่เป็น) วัตถุ เป็นเศรษฐศาสตร์ที่สมบูรณ์สุดแล้ว สำหรับพวกเราชาวอโศกที่ปฏิบัติตามธรรมพระพุทธเจ้า และก็มีผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ปรากฏการณ์จริง ฟินโนมินอล ( phenomenal) แท้จริงเลย ไม่ใช่เป็นของที่มีแต่ตรรกะเหมือนยูโทเปียของโทมัส มอร์ เท่านั้น นี่เป็นเรื่องจริง เป็นเรื่องที่สำเร็จ เป็นหลักสูตรทฤษฎีสำคัญของพระพุทธเจ้า ที่อาตมานำมาสถาปนาลงไปในยุคที่ศาสนาพุทธเสื่อมสุดแล้ว ไม่มีคำสอนพระพุทธเจ้าที่เป็นโลกุตระ ไม่มี เพราะฉะนั้นพระพุทธศาสนาในหมู่ใหญ่จึงไม่มีลักษณะอย่างพวกเรา ไม่มีเลย พูดได้ว่าไม่มีเลย ที่จะเป็นอย่างนี้ เป็นสาราณียธรรม 6 สาราณียธรรม 6 ซึ่งอยู่กันอย่าง เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ทรัพย์สินเอามารวมกัน ลาภที่ได้และเป็นธรรมะดัวย(ลาภธัมมิกา) ไม่ใช่ลาภที่ได้โดยอธรรม ลาภที่ได้ธรรม ได้โดยบริสุทธิสะอาดดี ลาภที่ได้แล้วเอามารวมกันเป็นส่วนกลาง ใช้ร่วมกัน กินใช้ร่วมกันเป็นสาธารณะโภคี นอกนั้นส่วนตัวใครจะมีฐานจิตเท่าไรก็ปฏิบัติตนเองไปตามฐานานุฐานะ เป็นศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา รวมกัน ศีล 5 ก็สมานเสมอกับศีล 8 ศีล 8 ก็สมานเสมอกับศีล 10 ศีล 10 ก็เสมอสมานกับศีลที่สูง สูงขึ้นไปอย่างดีทีเดียว เพราะฉะนั้น สังคมพวกเรานี้สังคมชาวโศกเรานี้ ที่เป็นสังคมอารยะแบบโลกุตระก็จะดำเนินไป เพราะได้ปักหมุดลงไปแล้วที่อาตมานำมาสถาปนาลงไปในยุคนี้ นี่อาตมาพูดอย่าง”อาสโภ-อย่างกล้า” พูดอย่างเป็นสัจจะ ไม่ได้มีจิตอยากอวดโอ่อวดอ้างอะไร เพราะว่าธรรมะนี้เป็นของพระพุทธเจ้า อาตมาโอ้อวดอย่างไรก็เป็นของพระพุทธเจ้า ไม่ได้เท่หรอก เพราะอาตมาเอาของพระพุทธเจ้ามา จะเท่ก็พระพุทธเจ้านั่นแหละเท่ ไม่ใช่อาตมา เพราะอาตมาเอาของพระพุทธเจ้ามาสถาปนา อาตมาจะภูมิใจของตัวเองเท่านั้นว่า อาตมานำของพระพุทธเจ้ามาให้พวกเราเรียนรู้ตามและปฏิบัติได้เป็นจริงเป็นผล นี่ต่างหากล่ะที่อาตมาจะภูมิใจ ถ้าเท่ก็ต้องของพระพุทธเจ้านั้นเท่ พระพุทธเจ้าเป็นเจ้าของสูตรนี้ เจ้าของทฤษฎีนี้ ใช่ไหม ก็จะยืนยงต่อไป สืบสานต่อไป จากยุคนี้ 2500 นี้ ก็จะสืบสานยาวไป ซึ่งเนื้อหาสาระจะมีความควบแน่นหรือว่ามีน้ำหนัก น้ำเนื้อที่มันจะสามารถรักษาความเจริญไป และมันก็จะต้องเสื่อม เจริญขึ้นแล้วมันก็จะเสื่อมไป จนกว่ามันจะเสื่อมไป มันจะยาวยืนไปอีก 2,500 ปี ไม่ถึงดีหรอก นี่มันเลย พ.ศ. 2500 มาแล้ว เป็น พ.ศ 2567 แล้ว มันเลย 2500 มา 60 กว่าปีแล้ว ก็เหลืออีก 2,433 ปีนะ ก็จะยาวยืนไปถึง 5000 ตามเลขกลมๆ นั้นนะ อันที่จริงมันก็จะไม่เป็นตัวเลขกลมๆ อย่างที่ว่าทีเดียวหรอก ยังไม่รู้ได้ว่า เนื้อหาของมันจะมีน้ำหนักน้ำเนื้อที่จะสืบทอดสืบสานต่อไปถึงอีก 4,000 กว่าปี มันจะไหวไหม ยังไม่รู้ แต่มันจะมีภาวะขึ้นๆไป แล้วจะค่อยๆเสื่อม ภาวะนี้จะต้องสูง อัตราการก้าวหน้าต้องสูง แล้วจะเสื่อมไป อัตราการก้าวหน้านี้ก็จะไม่ดิ่ง ไม่มากเท่ากับทางเสื่อม มันจะต่างกันอยู่ นี่ก็อธิบายอะไรต่ออะไรไปบ้างเล็กๆน้อยๆ มีอีกอันหนึ่งเขียนมาว่า
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ตัวอย่างรายละเอียดการปฏิบัติธรรมในฆราวาสอโศก นิรนาม บ้านราช … กราบแทบเท้านมัสการพ่อครูด้วยความเคารพยิ่ง วันที่ 2 ธันวาคม ขออนุญาตกราบรายงานผลการปฏิบัติธรรม ก่อนจะรู้จักชาวอโศกก็ศึกษาจากสำนักอื่นๆบ้าง แต่กิเลสก็แค่สงบ วิกขัมภนปหาน เท่านั้น ไม่พ้นทุกข์พ้นสุข วนอยู่กับสุขทุกข์โลภโกรธหลงแล้วๆเล่าๆ หาทางดับทุกข์ไม่เจอ เมื่อรู้จักชาวอโศกปฏิบัติใหม่ๆ กิเลสภายนอกลดได้ มอซอ กินมังฯ ทำงานฟรี ไม่มีอบายมุข ต่อมาเมื่อเข้าไปรับผิดชอบงาน ก็หลงไปกับการทำงาน ไม่ค่อยได้ฟังธรรม (พ่อครูว่า…ระวังนะ ผู้ที่เอาแต่ทำงาน ไม่ค่อยได้ฟังธรรม ) ทำใจในใจไม่เป็น ทำงานเป็นอย่างเดียว และเก่งงานขึ้นเรื่อยๆ พร้อมอัตตาก็โตตามความเก่งไปด้วย (พ่อครูว่า…นี่เห็นไหม? ไม่ค่อยฟังธรรม เก่ง ทำงานเก่ง อัตตามันก็โตตามไปด้วย) หลงงานจนเสียอารมณ์ ไม่เกิดมรรคผลแต่อย่างใด จับกิเลสล้างกิเลสภายในยังไม่ได้ เพราะปฏิบัติไม่เป็นไปตามลำดับ เริ่มปฏิบัติตาม อปัณณกปฏิปทา 3 ถือศีล แล้วก็สำรวมอินทรีย์ ไม่มองนอกตน ก็ลดการเพ่งโทษถือสาได้มากขึ้น จริงจังกับการลดละเรื่องการกินอยู่หลับนอน เรียนรู้ กวฬิงการาหาร ฝึกฝนแยกแยะเวทนาแท้เวทนาเทียม ตามรู้สุขทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ในขณะเคี้ยวกลืน ค่อยๆรู้ตื่นมากขึ้น เมื่อกระทบอายตนะ 6 วันไหนกินไม่ปรุงแต่งจะจับมโนสังขารได้ไวมาก ฝึกปรับภายในใจไปเรื่อยๆเมื่อกระทบสัมผัส เมื่อกระทบผัสสะแยกแยะว่า จิตเกิดวิปลาส 4 หรือไม่ เราเข้าไปยึดอะไรว่าเที่ยง ว่าสุข ไม่มีตัวตนเรื่องใด อะไรไม่ควร ได้บ้างในแต่ละวัน ปฏิบัติธรรมผ่านการทำงานที่พร้อมไปกับการเฝ้ามองดูกิเลสที่เกิดขึ้นจากอายตนะ 6 ที่กระทบ แล้วจัดการกับกิเลสที่เกิดขึ้นจากการทำงานดุจแม่วัวกินหญ้าไปด้วย แล้วก็ชำเลืองดูลูกน้อยไปด้วย โดยไม่เคยหลบไปนั่งหลับตาแม้แต่ครั้งเดียว ค่อยๆเห็นกิเลสที่เกิดขึ้นและค่อยๆจัดการกับกิเลสลงไปได้เรื่อยๆ เกิดความเบาว่างภายในเกิดปิติ ใจก็สุขเย็น เมื่อกระทบผัสสะก็รู้สึกขอบคุณโจทย์ ที่ทำให้ได้ตรวจว่าหลุดพ้นในเรื่องนั้นๆหรือยัง ถ้ายังไม่หลุดพ้นก็ฝึกต่อจนกว่าจะไม่สุขไม่ทุกข์ แล้วโจทย์เดิมๆนั้นๆก็จะมาเรื่อยๆ จนกว่าเราจัดการได้ ไม่สุขไม่ทุกข์เรื่องนั้นได้ ซึ่งก็เป็นไปตามธรรมจริงๆ ไม่ต้องเรียกร้อง ไม่ต้องแสวงหาผัสสะ มันจะมาเอง เมื่อปฏิบัติตามหลัก อปัณณกปฏิปทา 3 ก็จะเกิดสัทธรรม 7 เกิดศรัทธาในผลที่ปฏิบัติได้ มีหิริโอตตัปปะในบาป แม้เล็กแม้น้อย แม้ในจิตก็ละอาย (พ่อครูว่า... อาการหิริ อาการละอายเป็นตัวชี้บ่งความเจริญ มันไม่ใช่ละอายอย่างเหนียมๆ แต่มันรู้สึกว่า เรานี่ไม่ควร มันจะรู้สึก) สิ่งใดเป็นอกุศลจะไม่ทำเลย เกิดพหูสูตมั่นคงในแนวทางที่ปฏิบัติชัดขึ้น มีวิริยะพากเพียรต่อเนื่องมั่นคง สติก็แววไวกับอายตนะ 6 เกิดฌานปัญญา จัดการกับกิเลสได้ทันท่วงทีตามลำดับ (ชนะมากกว่าแพ้) กิเลสหลบไปทันทีที่กระทบอายตนะ 6 (พ่อครูว่า... กิเลสหลบไปทันที หรือมาร หรือกิเลสนี้หลบไปทันที นี่คือ ธรรมฤทธิ์ของปัญญา ธรรมฤทธิ์ของความรู้เท่าทัน นี่แหละคือปัญญา อาตมาก็เคยอธิบายย้ำมาแล้ว มันจะมีธรรมฤทธิ์ มันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ ) กิเลสจะหลบไปทันทีในขณะที่กระทบอายตนะ6 อย่างไม่ผิดเพี้ยนเลย ตามธรรมะของพระพุทธเจ้าที่พ่อครูนำมากระจายขยายความ สุดท้ายฟันธงได้ว่าทั้งสิ้นทั้งปวงล้วนเกิดจากอัตตาของเราเอง ล้มลุกคลุกคลานอยู่ในสนามรบกับกิเลส สู้ไม่ถอย ตั้งตบะให้กับตนเองทุกวัน ในเรื่องกินอยู่หลับนอน(ไม่มีออกพรรษาหรือเข้าพรรษา) วันละนิดวันละหน่อย ทำน้อยแต่ทำประจำ จนเอาอยู่กับเรื่องอาหารได้เกิน 60% (ประเมินแบบกดคะแนน) เข้าไปอ่านเวทนาเทียมที่เกิดขึ้นได้เร็วขึ้น ว่าคำไหนเป็นเวทนาเทียม - แท้ รู้ความจริงตามความเป็นจริงได้มากขึ้นตามลำดับ ฝึกมองตนจนเป็นนิสัย ชัดเจนว่าผัสสะที่เกิดขึ้นในแต่ละวันล้วนมาตรวจวิมุติของเราว่า หลุดพ้นจากทุกข์สุขในเรื่องนั้นๆ จนหมดอนุสัยตามที่พ่อครูนำมาอธิบายขยายความหรือไม่ ซึ่งก็เป๊ะทุกอย่าง ขอบอกว่าเป๊ะทุกอย่าง โดยมี เจโตปริยญาณ 16 เป็นตัวตรวจเช็ค (พ่อครูว่า... โอ้! นี้อธิบายมานี่เข้าหลักเข้าเกณฑ์นะ ใครฟังตามที่เรียนรู้มาเรื่อยๆ จำหลักเกณฑ์ได้จะรู้ความจริง ) ผ่านมาหลายสิบปี ปัญญาก็แหลมคมขึ้น จัดการกับกิเลสในเวทนาได้ตามลำดับ เกิด ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ผัสสะแล้วผัสสะอีกก็จะรู้ว่าเป็นอุเบกขาแล้วกับเรื่องเดิมๆ เรื่องไหนยังไม่หมดก็จะรู้ว่ายังไม่หมด ก็ทำไปอย่างต่อเนื่อง และอยู่กับปัจจุบันได้มากขึ้น กิเลสไม่สามารถออกมาทางวจีกรรมและกายกรรม เกิดแค่มโนก็สามารถจัดการลงได้และรู้ว่านี่คืออรูปอัตตา ที่เราต้องล้างออกให้หมด วันนี้พ้นทุกข์พ้นสุขมาได้พอสมควร และมีฉันทะเต็มกำลังที่จะวิริยะต่อไป อยู่กับปัจจุบันอย่างไม่สุขไม่ทุกข์ มรรคผลที่ได้วันนี้ล้วนมาจากการปฏิบัติธรรมตามแนวพระพุทธเจ้าที่พ่อครูนำมาอธิบายขยายความแยกย่อยทั้งสิ้น จึงขอยืนยันว่าอยู่กับผัสสะนี่แหละ มีโยนิโสมนสิการเข้าไปอ่านเวทนา จัดการกับกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ก็จะรู้ว่าเรายังมีจิตวิปลาส 4 ในเรื่องใด โดยมี เจโตปริยญาณ 16 ตรวจว่าพ้นทุกข์พ้นสุข มีวิมุติในเรื่องนั้นๆหรือไม่ เมื่อกระทบอะไรก็รู้ความจริงตามความเป็นจริง มีโยนิโสมนสิการ นี่เป็นธรรมะ 2 เรามีหน้าที่ทำให้เป็น 1 และจัดการให้เป็น 0 ไม่เกี่ยวกับคนอื่น และอยู่กับปัจจุบันเท่านั้น การปฏิบัติธรรมของชาวอโศกเปรียบเหมือนมีแผนที่ให้เดิน เปรียบได้กับหัวข้อธรรมต่างๆในการปฏิบัติและมี GPS(พ่อครู สมณะ สิกขมาตุ ญาติธรรม) คอยบอกว่าเราถูกทางหรือไม่ หากมาผิดทาง GPS ก็จะบอกให้เราย้อนกลับไป อาจจะเสียเวลาบ้าง แต่ถึงเป้าหมายแน่นอนและมีความเจริญไปตามลำดับ และขอบอก ราชธานีอโศกนี่แหละเหมาะที่สุด เพราะนอกจากอาหารจะอุดมสมบูรณ์ไร้สารพิษแล้ว ผัสสะก็อุดมสมบูรณ์ด้วยเช่นกัน 5555 (พ่อครูว่า... (พ่อครูหัวเราะเบาๆ) พวกเราหมอเยอะ ตำรวจเยอะ ) มีผู้เสียสละมากมายหลากหลายบิดรมารดา ที่ส่งใจให้เรา โดยตั้งใจก็ดี ไม่ได้ตั้งใจก็ดี ให้เรานำมาตรวจว่า ยังมีหรือไม่มีกิเลสในเรื่องนั้นๆหรือไม่ มาๆ อย่ารอช้า อยู่ไหนรีบมา เก็บเสื้อผ้าแล้วมาราชธานีอโศกกัน นิพพานนี่ดีนะ เป็นสุดยอดของความสุข เป็นสุขที่ว่างจากกิเลส กว่าจะได้นิพพานแต่ละเรื่องนี่ก็ยากนะ ใช้เวลามาก ต้องเพียรพยายามสุดฤทธิ์ ล้มแล้วล้มอีก แต่ได้แล้วได้เลย กราบแทบเท้าขอบพระคุณพ่อครูผู้เป็นพระอรหันต์นิยตโพธิสัตว์ที่มีเมตตาต่อสัตว์โลก พร่ำอบรมสั่งสอนแล้วสั่งสอนอีก มายาวนานถึง 53 ปีอย่างไม่รู้เหน็ดรู้เหนื่อย (พ่อครูว่า... อาตมารู้นะ อย่าหาว่าอาตมาไม่รู้เหน็ดไม่รู้เหนื่อย อันนั้นให้เศรษฐาเขาเถอะ เศรษฐาเขาทำงานไม่รู้เหน็ดรู้เหนื่อย (นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ คนปัจจุบัน) แต่ อาตมารู้นะ รู้เหน็ดรู้เหนื่อย) กว่าลูกคนนี้จะเข้าใจเข้าถึงความเบาว่าง พ้นทุกข์พ้นสุขมาได้บ้าง สองบ้าง ก็ใช้เวลาหลายสิบปี (พ่อครูว่า... อาตมาเคยเล่นมุข ได้บั้งสองบั้ง สิบตรี สิบโท นั้นไง) ลูกตั้งใจว่า ไม่ว่าชาตินี้ชาติหน้าหรือชาติไหน จะขอร่วมเดินตามรอยเท้าพ่อครูตลอดไปและตลอดกาล ขอตั้งจิตร่วมสืบต่อพระศาสนาจนครบ 5,000 ปี ตามกำลังความสามารถอันน้อยนิดที่มีอยู่ กราบแทบเท้านมัสการด้วยความเคารพบูชายิ่ง นิรนาม บ้านราช (คนละคนกับชื่อลูกนิรนามนะคะ)
พ่อครูว่า... นี่เป็นตัวอย่างอ่านไปให้ฟัง เป็นตัวอย่างของคนที่มาเรียนรู้แล้วก็เข้าใจทฤษฎี เข้าใจระบบระเบียบกระบวนการของความรู้และปฏิบัติไปได้มรรคได้ผลอะไรต่ออะไรไป นี่เป็นตัวอย่างที่อาตมาอ่านให้ฟัง อย่างนี้แหละถูกต้อง ถูกต้องแล้ว ดีแล้ว ประเสริฐจริง เพราะฉะนั้นแต่ละคน แต่ละคน ฟังไปแล้วก็ตรวจสอบตัวเอง ตัวเองจะเอาจริงเอาจังอะไรแค่ไหนก็คิดดู แล้วทำได้อะไรแค่ไหนก็ตรวจสอบไป เพราะฉะนั้น ผู้ที่มาและฟัง วันนี้ก็ยังเป็นพัน นั่งฟังธรรมกันอยู่วันนี้วันที่ 1 ยังอยู่ครบ แล้วก็จะอยู่กันอีกเท่าไหร่ยังไม่รู้ แต่ก็คงจะกลับๆกันไปไม่ใช่น้อย ผู้ที่จะอยู่เลย จะต่อหรือตั้งใจจะไปแล้วอีกงานก็จะมาก็แล้วแต่ ตัวใครก็ตัวใคร อาตมาก็ทำงานไปจนอายุ 90 ปีนี้ 90 ขึ้น 7 เพราะอาตมาเกิด 2477 ปีนี้มัน 2567 ถ้ามัน 2577 ก็ 100 ปี เพราะฉะนั้นต้องพยายาม อาตมาตั้งใจจริงๆ จะพยายาม กระเสือกกระสน อีลากอีเลื่อไป ไปให้ถึงปี 77 นี่มัน 67 ไปให้ถึง 77 ให้ได้ ถ้าถึง 5 มิถุนายน 77 ก็สมบูรณ์แบบ 100 ปีถ้วน เลย 5 มิถุนายน 2577 ก็พูดไป แล้วก็ทำ มันเป็นการท้าทายพิสูจน์ธรรมะพระพุทธเจ้าถึงอิทธิบาทว่า อายุขัยนี้ อาตมาพิสูจน์มาแล้วแหละ แต่เพื่อพิสูจน์ให้ชัดเจนเลยว่า คนเรานี่ทุกวันนี้อายุคนทุกวันนี้มันสั้นแล้วใช่ไหม 100 ปีหายากแล้ว 90 ก็น้อย อายุ 60 70 ก็ถือว่าไม่ค่อยจะแน่นอนแล้ว เพราะฉะนั้นทางการจึงปลดเกษียณกัน 60 ปี ตามสากลส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเมืองไทย อายุทั่วไปหรือทั่วโลก ทุกวันนี้ยุคนี้มันประมาณนั้น มันไม่เหมือนยุคหลายๆยุคที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส อยู่ในตำนานอยู่ในพระไตรปิฎกบอกว่าคนอายุตั้งหลายร้อยปี หลายพันปีก็ยังมี 80,000 ปียังมีเลย โอ้โห ไอ้อย่างนั้นเราคิดไม่ออกเลยเนาะ อายุ 80,000 ปีนี้
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ปฏิจจสมุปบาท โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ตอน 2 พ่อครูว่า... ทีนี้มาต่อ อาตมาตั้งใจจะต่อ ปฏิจจสมุปบาท ให้จบ อาตมาเขียนร่างไว้แล้ว ต่อจากเมื่อวานนะ หมายเหตุ : พ่อครูอ่าน เอกสารที่เขียนเตรียมมา แล ะ อธิบายเสริมให้เป็นช่วงๆ ดังในลำดับต่อไป ส่วนข้อความในเอกสารที่พ่อครูเขียนเตรียมมา ดูใน ภาคผนวกตอนท้าย : ตอนที่ 1 และ ตอนที่ 2 (พ่อครูอ่านต่อจากเมื่อวาน) _คนผู้สามารถมี“ปัญญา”รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“ความสุข-ทุกข์”และสามารถจัดการกับ “เหตุแห่งทุกข์” ให้หมดสิ้นไปได้อย่าง “เที่ยงแท้” เป็น“นิยตะ” ยั่งยืนตลอดไปจึงคือ “คนเจริญ” พ่อครูว่า… เพราะฉะนั้น ผู้มีปัญญารู้จักรู้แจ้งความสุขทุกข์นี่แหละจึงคือคนเจริญ เป็นเครื่องชี้บ่งถึงการเป็นคนเจริญแบบโลกุตระ เป็น”อาริยะแบบโลกุตระ” เขาก็เรียก แต่เขาไม่เรียกอาริยะ “อาริยะ” เป็นศัพท์ที่อาตมาเลือกมาใช้ เอามาจากคำว่า “พระศรีอาริยเมตไตรย” อาริยะคำนี้เขาไม่ค่อยใช้กันหรอก เขาใช้ อริยะ หรือ อารยะ นั้นเป็นทั่วไปสากลแบบโลกๆ ถ้าพวกทางปฏิบัติธรรมเขาเรียก อริยะ เช่นพระอริยะ เขาไม่เรียก พระอาริยะ นะ อย่างนี้เป็นต้น _คนชาวโลกียะ คือ คนที่ยังไม่มีความรู้ที่เป็น“อัญญ ธาตุ”เกิดขึ้นในจิตแม้แต่ 1 หน่วย ก็คือ ผู้ยังเป็น“โลกียชน” หรือปุถุชนเต็มตัว ยังไม่มีเครื่องชี้บ่งความเป็น“อาริยชน” ถ้ามีบ้างแล้ว ก็มากขึ้นจนเพียงพอถึงขั้นที่จะ “เข้าใจ” ธรรมที่เป็น “โลกุตรธรรม”ได้ ขั้น“เข้ากระแส”ก็เริ่มเป็น“อาริยบุคคล”ขั้น“โสดาบันบุคคล” เพราะมีความรู้“อื่น”ขึ้นในจิต พ่อครูว่า… ประเด็นคำว่า ความรู้อื่น มันเป็นความรู้ที่เป็น”อัญญธาตุ” ขึ้นมา มันเริ่มมี อันนี้อาตมาก็เคยอธิบายมาแล้วนะ วันนี้ไม่ขยายความมากนะ สำหรับอันนี้) _“อื่น”คำนี้ ศัพท์บาลีว่า อัญญ ดังนั้น คนผู้ใดในจิตยังไม่มี“ธาตุ”ที่เป็น“อื่น” นอกไปจาก“โลกียธาตุ”ที่ตนมีอยู่เดิมแต่ไหนแต่ไรตามประสาของคนปุถุชน คนผู้นี้ก็มีแต่“เฉโก” คนผู้นี้ยังมี“ความรู้”วนอยู่ในกรอบของ“โลกียะ”ไม่เจริญออกไปจากกรอบเดิมมาเป็นคน“โลกุตระ”ได้เลย หรือไม่เจริญเป็น“อาริยบุคคล” ขึ้นมาเป็น “อื่น” ออกจากความเป็นชาว “โลกียะ” ได้ มีแต่ความรู้“เฉโก”เดิมๆอยู่ คนแบบ“โลกุตระ” คือ คนอย่างไร? มีอะไร“อื่น”ขึ้นมาเป็นเครื่องชี้บ่งสำคัญยิ่งไฉน? แบบไหนกันหรือ? คนแบบ“โลกียะ” คือ คนที่ยัง“ไม่พ้นสุข-ไม่พ้นทุกข์” เพราะยังไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง “จิต เจตสิก รูป นิพพาน” โดยเฉพาะ “นิพพาน” ที่เป็น“ความไม่มีสุข-ไม่มีทุกข์” ใน“เวทนา” พ่อครูว่า… อทุกขมสุขเวทนา เป็นต้น หรืออุเบกขาเวทนา ไม่มีสุขไม่ทุกข์ในเวทนา (เนกขัมสิตอุเบกเวทนา) _คนผู้จะรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“นิพพาน” ก็คือ ผู้มี “ความรู้” แบบ “โลกุตระ” ที่มี “ปัญญา”รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“ความจริง”ถูกต้อง “ความรู้”แบบ“โลกุตระ”คือ ความรู้หลุดพ้นจาก“อวิชชา” คนผู้ยังมี“อวิชชา”อยู่ คือ คนยังไม่มี“ความรู้”ที่แปลกใหม่ขึ้น ซึ่งเป็นความแตกต่างจากความรู้แบบ“เฉโก” นั่นคือ มันเป็นความรู้แบบ“ปัญญา”หรือ“ญาณ”หรือ“วิชชา” อันเป็น“ความรู้”ที่เป็น“อื่น”จาก“เฉโก” ที่สามารถ“หลุดพ้น” พ่อครูว่า… “ความรู้”ที่เป็น“อื่น”นี้คือความรู้โลกุตรธรรม _ “เฉโก”คือ “ความรู้”ที่ยัง“อวิชชา” จึงยังไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“ปฏิจจสมุปบาท”ได้เลย ก็ไม่สามารถ“ดับเหตุ”ที่มันเป็น“ปัจจัย”ทำให้“เกิดภพ-เกิดชาติ”สำเร็จ จึงไม่สามารถ“ดับภพ-ดับชาติ”ให้ตนจนกระทั่ง“ไม่มีภพ-จบชาติ”เด็ดขาดได้ ไม่ว่า“ความเกิด”ของ“ความโง่”หรือ“ความไม่รู้” ไม่ว่า“ความเกิด”ของ“วิญญาณ”ที่เป็น“อัตตา”ของตน ทุกๆคนที่มีความเป็นคนนั้น มีสิทธิ์ทำได้ ไม่ว่า“คน”ในศาสนาใด ลัทธิไหน ก็มีสิทธิ์เช่นกันทั้งนั้น ไม่มีละเว้นเลยสักคน พ่อครูว่า… เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธจึงไม่ได้ปิดกั้นใครที่จะมาเรียนรู้ แล้วทำให้ตัวเองหมดกิเลส จนดับภพจบชาติ ไม่ปิดกั้นที่ใครจะมาเรียนรู้ฝึกฝน ให้สัมมาทิฏฐิเถอะ แล้วสัมมาปฏิบัติ แล้วจะบรรลุมรรคผลเอง _ถ้าคนผู้นั้นไม่สามารถเรียนรู้“ความเจริญ”เป็น“อาริยบุคคล”ให้“สัมมาทิฏฐ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive