670112 ตอบปัญหาพุทธศาสนาตามภูมิพ่อครู พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2567
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์1.09 MB
วันที่แก้ไข28 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

670112 ตอบปัญหาพุทธศาสนาตามภูมิพ่อครู พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53732.html

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1KrQCJ7GCaTtcR8Z6KquhGsViEU-YMOnn/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1Cy6RZ4bb-oPzQKHvB7u7es_AB5WqvMFz/view?usp=sharing และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/l88ie790dko/episodes/670112-e2effrs

ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/ymezanU7yfU

_สู่แดนธรรม... ... วันนี้วันศุกร์ที่ 12 มกราคม 2567 ขึ้น 2 ค่ำ เดือนยี่ ปีเถาะ ที่ชั้น 4 เฮือนศูนย์สูญ บวรราชธานีอโศก รายการนี้ชื่อรายการพุทธศาสนธรรมภูมิ หมายถึงว่า ท่านผู้รู้จะเอาธรรมะมาแสดงให้ฟัง ท่านจะเอาภูมิที่รู้ ที่เข้าใจ มาบอกให้ผู้อื่นได้รู้ ตามที่ภูมิของผู้รู้จะรู้ตามได้ ผมเอง จากที่เคยฟังครั้งแรก รู้สึกว่าพ่อท่านเป็นผู้แสดงธรรมนี้เป็นภูมิที่หาในใครได้ยากยิ่ง พ่อท่านบอกว่า อาตมารู้โดยเป็นความรู้ส่วนตัวของอาตมามีมาเอง ไม่ได้มีครูบาอาจารย์ ไม่ได้บรรลุตามคำสอนของอาจารย์อื่น ถ้าใครไม่เชื่อก็ลองสืบดูประวัติอาตมาได้ว่าอาตมาเคยเป็นลูกศิษย์ของใคร ถ้าหากอาตมาเป็นลูกศิษย์ใครอาตมาก็ต้องบรรลุตามคำสอนอาจารย์เหล่านั้น นี่คือลักษณะ หรือCharacter ของพ่อท่านที่ทำงานพุทธศาสนาตามภูมิมาเรื่อยๆ นะครับ วันนี้ก็เช่นกัน วันศุกร์ปกติจะเป็นหน้าที่ของท่านสมณะเดินดิน ติกขวีโรนะครับ แต่วันนี้มีความเป็นพิเศษ ด้วยดินฟ้าอากาศ แต่ละคนก็มีไข้บ้าง เสียงไม่ปกติบ้าง วันนี้ก็เลยต้องเซฟ(safe ปกป้องสุขภาพ)พ่อท่าน จึงมาจัดทำรายการออกอากาศที่ห้องทำงานของพ่อท่านนะครับ กราบนมัสการพ่อท่านเข้ารายการครับ

แสดงธร

อ่านต่อ

รมด้วยภูมิพ่อครูจนเกิดหมู่กลุ่มสาธารณโภคี พ่อครูว่า... เอา สาธุ อาตมาก็เหมือนจะเป็นคนที่ 3 วันดี 4 วันไข้ แล้ว วันๆ เอาแต่นอน นะ อะไรอย่างนี้ เป็นต้น มันก็เป็นจริงตามที่อาตมาเคยพูด เคยกล่าวไว้ว่า สังขารอาตมา มันฝืนสังขารมาได้จนจะสุดปลายแล้ว พยายามต่ออายุขัย ต่อแล้วก็ฝืนสังขารมา ได้เกินนักษัตรหนึ่งจาก 72 ปีมาถึง 84 ปี แล้วก็ต่อมาอีกเลย 84 ได้มาถึง 90 มันยังไม่ได้ 90 มันได้ครึ่งปีแล้ว 89 ปี 6 เดือนกว่าๆ ถ้าถึงวันที่ 5 ธันวาคม ก็ 6 เดือนพอดี นี่เกิน 5 ธันวาคมมาถึงมกราคมแล้ว ก็เป็น 7 เดือนกับอีก 7 วัน เอ๊ ตัวเลขสวยๆ นะ _สู่แดนธรรม... ตรงนี้ที่ผมสังเกตว่า ทำไมบรรดาพระคุณเจ้าทั้งหลาย ทำไมไม่เคยเอาวิชาเหล่านี้มาแสดงให้รู้ว่า การเจริญอิทธิบาท มันสามารถเจริญอายุต่อไปได้ ผมก็เพิ่งจะรู้จากพ่อท่านว่ามีแต่พ่อท่านที่เอาเรื่องนี้มาแสดงความอัศจรรย์เหนือธรรมชาตินี้ พ่อครูว่า... อ๋อ มันไม่ใช่เรื่องธรรมดานะ ผู้ที่จะต่ออายุขัยนั้นไม่ใช่ธรรมดา ผู้จะต่ออายุขัยได้ไม่ใช่ธรรมดา เอาน่ะพูดไปแล้วมันก็เป็นการพูดเว่อร์ๆไปเท่านั้นแหละ พูดเป็นเรื่องอจินไตย เป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจ ก็ผ่านๆไปเถอะ อาตมาก็พูดไปก็เปรยไปเท่านั้นนะ คนบางทีก็ไม่เชื่อถืออะไรหรอก แต่มันเป็นเรื่องพิเศษ มันเป็นเรื่องที่เกินสามัญธรรมดา _สู่แดนธรรม... ตามจริงในหลักฐานก็มีกล่าวไว้นะครับ ที่พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ พ่อครูว่า... ก็เคยนำมาอ้างอิงอยู่ _สู่แดนธรรม... แสดงว่าธรรมดามีคนทำได้ พ่อครูว่า... มีคนทำได้ อาตมาก็ยังดีใจที่ว่า อาตมาเกิดมาชาตินี้ นำธรรมะพระพุทธเจ้ามา มาสืบทอดต่อนี่ แล้วอาตมาก็ยังมั่นใจว่าอาตมาทำได้ ตรงตามพระไตรปิฎกเล่มฉบับสยามรัฐนี่แหละ มีตรงก็ยืนยันอ้างอิงตามสูตรนั้นสูตรนี้ ตามพระพุทธพจน์นั้นพระพุทธพจน์นี้ อ้างอิงมาตลอด อันนี้แหละเป็นหลักฐานยืนยันว่า อาตมาผิดหรือถูก อันนี้ผิดหรือถูก ซึ่งอาตมาก็เคยยืนยันแล้วออกมาอธิบายอ้างอิงแล้วว่า การที่อาตมานำธรรมะพระพุทธเจ้ามาเปิดเผย มาอธิบาย มาประกาศสืบทอด ต่อของพระพุทธเจ้า ในยุคนี้แล้วที่มันเสื่อมเต็มที่แล้วนี่ ก็ยืนยันมันเสื่อม ก็พูดยืนยันว่ามันเสื่อม ไม่ได้พูดเอาเองด้วย พระพุทธเจ้าก็ตรัสยืนยันไว้ อ้างอิงไว้ใน”อาณิสูตร” (พตปฎ. เล่ม 16 ข้อ 672-673) ก็เอามายืนยันว่ามันจะเสื่อม ก็มันเสื่อมจริงๆ แล้วอาตมาก็นำมาประกาศในยุคเสื่อมนี้ คนก็เข้าใจได้ ขณะที่คนเสื่อม ยาก ถูกครอบงำทางความคิดไปในทางผิด ในความรู้ที่ผิดๆ อาตมาก็มาฟื้นขึ้นจนกระทั่งมีคนเข้าใจ รับได้และเอาไปปฏิบัติ จนกระทั่งมามีเป็นหมู่เป็นกลุ่มเป็นคณะเลย เป็นคณะของชาวอโศก อย่างที่ถูกเขาจัดว่าเป็นนิกาย เขามาว่าเราทำนิกาย ดูเหมือนจะมีคนพูดถึงเรื่องนิกาย(ใน SMS) เดี๋ยวจะได้อธิบายเรื่องนิกายกับนานาสังวาส แล้วเราก็สามารถทำได้ อาตมาทำได้ถึงขนาดยืนยันว่า ทำให้พวกเรามารวมตัวกัน อยู่เป็น สาราณียธรรม 6 มาอยู่กันด้วย เป็นหมู่กลุ่มเป็นชุมชนสังคมที่อยู่กันอย่างสาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม แล้วก็ทำมาหากินเลี้ยงชีพกัน ลาภที่ได้โดยธรรม ก็เอามาเข้ากองกลางกันทั้งหมด ลาภธัมมิกา ที่อาตมาขยายความด้วยภาษาสมัยใหม่ว่า เสียภาษีให้แก่กองกลาง 100% ซึ่งเป็นเรื่องสุดพิเศษ ไม่มีใครทำได้ ไม่ว่าจะการบริหารในระบบคอมมิวนิสต์ ในระบบประชาธิปไตย ต้องการคนผู้มีรายได้มากๆ นี่เสียภาษีเข้ารัฐทั้งหมด ไม่ใช่ทั้งหมด แต่มากที่สุด มากที่สุดเขาก็พยายาม อย่างคอมมิวนิสต์ก็ออกกฎหมายแรงหน่อย เอาจากคนที่ได้มาเข้ากองกลางเยอะๆ ส่วนประชาธิปไตยอิสระเสรี แต่ตรากฎหมายยังไม่ค่อยตรง ซูเอี๋ยกับคนรวย อะไรต่ออะไร ก็ได้เท่าที่มันได้ แต่ชาวอโศกเราทำได้ถึงขั้นเสียภาษี 100% เป็นคนส่วนใหญ่ด้วย คนที่จะทำส่วนตัวเขาก็ไปๆมาๆ ไม่ใช่สมาชิกที่อยู่ในสังคม ผู้ที่เป็นสมาชิกอยู่ในชุมชนในสังคมชาวอโศกเลย ก็ทำงานไม่ได้มีรายได้อะไรกัน ทุกชุมชนทุกแห่ง ชุมชนชาวอโศกทุกแห่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่มันเกินที่มนุษย์มนาทั่วไปในโลกที่เขาจะทำได้ อาตมายืนยันถึงขั้นว่า ในยุคพระพุทธเจ้าก็ยังทำไม่ได้ในสังคมประชาชน เพราะเหตุมีข้อจำกัด ที่ต่างกันกับยุคนี้ ที่ 1. ไม่ใช่ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ 2. ไม่ใช่ยุคทาส ที่มีนายทาสลูกทาสอะไร 3. ไม่ใช่ยุคที่คนไม่รู้จักสิทธิมนุษยชน ยุคนี้ข้อจำกัดเหล่านี้หมดไป ไม่ใช่ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไม่ใช่ยุคทาสเลิกทาสหมดแล้ว ทุกคนมีอิสรเสรีภาพเต็มที่ ที่จะยอมรับอะไรต่ออะไรได้คืออิสระ นะ เพราะฉะนั้นคนที่จะเข้ามาอยู่ในชาวอโศก มาเสียภาษี 100% นี้ ไม่ได้บังคับ ไม่ได้ไปล่อหลอกมา ไม่ได้ไปหว่านล้อมมา ถ้าล่อหลอกมาหว่านล้อมมามันไม่ทนหรอก มาก็โดยสมัครใจเขา เขาเห็นว่าเขาอยู่ไม่ไหวเขาก็ออกไปเอง อิสระ เขาอยู่ไหวเขาก็อยู่ เขาอยู่อย่างจะฝืนจะทนได้ก็ฝืนทนอยู่ มันเป็นเรื่องของส่วนตัวเขาจริงๆ อิสระ _สู่แดนธรรม... พวกเราบางคน ไล่ให้กลับบ้านไป ก็ยังไม่อยากกลับ ก็มี พ่อครูว่า... ไม่อยากกลับ ไม่ไปแล้ว ก็มี นอกจากมีความจำเป็นเท่านั้นเองต้องกลับไปบ้าน ก็มี ไม่มีความจำเป็นก็ไม่อยากกลับ _สู่แดนธรรม... แสดงว่า นี่คือภูมิของพ่อท่าน สมกับชื่อรายการพุทธศาสนาตามภูมิ คือในพระไตรปิฎกก็มีกล่าวไว้ไม่กี่คำ เรื่อง สาธารณโภคี พ่อครูว่า... อยู่ใน สาราณียธรรม 6 _สู่แดนธรรม... มีอยู่ใน 2 พระสูตรเองครับ ใจความมีแค่ใน 2 พระสูตรซึ่งดูโดยรวมแล้วแทบไม่มีความสลักสำคัญอะไรกับความเป็นศาสนาเลย แต่เป็นเรื่องวิเศษ

สาราณิยธรรม 6 (ธรรมเป็นเหตุให้อยู่ร่วมกันอย่างมีเอกภาพ) 1. เข้าไปตั้งกายกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-ที่แจ้ง 2. เข้าไปตั้งวจีกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-ที่แจ้ง 3. เข้าไปตั้งมโนกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-ที่แจ้ง 4. แบ่งปั่นลาภผลให้กับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (ลาภา ธัมมิกา -มีลาภตามธรรมแบ่งปันในสาธารณโภคี) 5. มีศีลเสมอสมานกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (สีลสามัญญตา) 6. มีความเห็นเสมอสมานกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (ทิฏฐิสามัญญตา) (สาราณิยสูตร พตปฎ. เล่ม 22 ข้อ 282 และอปริหานิยธรรม 6 พตปฎ. เล่ม 10 ข้อ 75 มหาปรินิพพานสูตร)

พ่อครูว่า... เป็นเรื่องสุดยอดของศาสนาเลย ไม่มีศาสนาอื่นใดเทียมเท่า ไม่ใช่เพียงไม่มีศาสนาอื่น แม้ระบบการบริการการปกครองของสังคมประเทศ ก็ไม่มีใครทำได้ นอกจากของศาสนาพุทธ แล้วที่อาตมานำมาทำได้สำเร็จในยุคนี้ นี่มันเป็นเรื่องสุดวิเศษสุดยอด สุดวิเศษ เพราะเป็นยุคที่ข้อจำกัดทั้ง 3 อย่างที่พูดไปแล้วข้างต้น มันหมดไปแล้ว มันจึงทำได้ ยุคพระพุทธเจ้าก็ทำได้เฉพาะในองค์สงฆ์ ในหมู่สงฆ์เท่านั้น ที่จะทำสาธารณโภคีได้ เป็นหมู่สงฆ์ แต่เขาไม่รู้จักสาธารณโภคี ในหมู่สงฆ์ หมู่ใหญ่เขาไม่รู้จัก นึกไม่ออกด้วยถ้าอาตมาไม่นำมา และถ้าไม่มีหลักฐานอยู่ในพระไตรปิฎก เขาก็หาว่าอาตมานอกรีตนอกทาง แต่นี่เขาเถียงไม่ได้ เพราะพระไตรปิฎกยังอยู่ยืนยัน _สู่แดนธรรม... มีคนข้องใจนะครับว่าพ่อท่าน ว่าพ่อท่านนึกอย่างไร อยู่ดีๆ ทำไมถึงส่องเห็นเรื่องนี้และทำเรื่องอย่างนี้ขึ้นมา พ่อท่านสำรวจอะไรหรือเปล่า พ่อครูว่า... ไม่ได้สำรวจ เป็นไปตามเหตุปัจจัย อาตมาทำงานศาสนา เข้ามาบวชปั๊บ ไม่ได้เจตนาหรอก พอมันเกิดหมู่ชุมชนหมู่บ้าน หมู่ชุมชนของเราขึ้นมา ตั้งแต่หมู่แรกมาเรื่อยๆ มันก็เป็นสาธารณโภคีโดยปริยาย โดยอัตโนมัติมาแล้ว _สู่แดนธรรม... ตอนแรกพ่อท่านยังไม่รู้ใช่ไหม พ่อครูว่า... ไม่ ตอนแรกอาตมาก็ยังไม่รู้ว่านี่คือสภาพสาธารณโภคี แต่อยู่อย่างในลักษณะสัจจะมันเป็นอย่างนั้นแล้ว ตอนหลังมาก็เห็นว่าพวกเราอยู่กันนี่ มาเห็นในพระไตรปิฎก อ้าว มี สาราณียธรรม 6 มี สาธารณโภคี _สู่แดนธรรม... พ่อครูเคยบอกพวกเราว่า อาตมาทำไปตามเหตุตามปัจจัยไป แต่ความเป็นจริงของสังคมมันเป็นหลักฐาน เป็นสักขี ไปตามธรรม ให้รู้ว่าเนื้อแท้มันตรงกับหลักธรรมที่พระพุทธเจ้ามีสอนไว้ อย่างที่ว่า มีลาภโดยธรรมนำมาแบ่งปันเฉลี่ยกัน คนที่ไม่สามารถหาได้ก็สามารถบริโภคร่วมกันได้ ต้นเหตุมาจากพระภิกษุบางรูปออกบิณฑบาตร แล้วเขาไม่ใส่บาตร ถ้าปล่อยให้ท่านหากินตามลำแข้งลำพังตัวเอง ท่านคงอดตายแน่ พระพุทธเจ้าก็เลยออกกฎให้หมู่ภิกษุมารวมกันเป็นกองกลาง เฉลี่ยลาภที่หามาได้ ให้แบ่งกันกินแบ่งกันใช้ ซึ่งในยุคนั้นก็ทำได้แค่ภิกษุกับภิกษุเท่านั้น ทีนี้ เมื่อพ่อท่านเห็นพวกเราตอนที่สร้างชุมนุม และพ่อท่านเห็นว่า เหตุปัจจัยสอดคล้องกับธรรมะที่ปรากฏขึ้นแล้ว จึงพากันสร้างระบบสาธารณโภคี พ่อครูว่า... มันเป็นไปโดยอัตโนมัติ เราถึงเห็นว่า มันเป็นถึงปานฉะนี้เลยเชียวหรือ คือทุกคนทำมาหากินร่วมกัน แล้วทุกคนก็ไม่เอาเงินเอาทองอะไร ไม่เอารายได้เป็นของส่วนตัว เพราะว่าเรามารวมอยู่แล้ว เราก็มามีอาชีพอยู่ในส่วนสังคมเรา มันก็เป็นอาชีพส่วนกลาง อาชีพเรามีกสิกรรม ถ้าเป็นด้านทางอุตสาหกรรมเราก็ไม่ค่อยจะได้เท่าไหร่ ถึงแม้ว่ากสิกรรมก็ไม่ได้ขายอะไรมากมาย เลี้ยงกันเอามากินใช้ มาอาศัยกินใช้ แล้วก็มีค้าขายบ้าง ค้าขาย แต่ไหนแต่ไรเราก็ไม่ได้ค้าขายกะจะเอากำรี้กำไรอะไรมาก มันเป็นตั้งแต่ต้น จนกระทั่งมีหลักเกณฑ์ในการค้าขาย อันดับ 1.อย่างแย่ที่สุดก็ต่ำกว่าราคาตลาด 2. เท่าทุน อันดับ 3. ต่ำกว่าทุน 4. แจกฟรี อะไรอย่างนี้ ก็เป็นหลักเกณฑ์ที่เราปฏิบัติประพฤติ ไม่ใช่ตั้งมาโก้ๆ หลักเกณฑ์ต่างๆ พวกนี้ เราประพฤติจริงๆ กระทำได้จริงๆ เราก็เจริญด้วยการมีหลักเกณฑ์เหล่านี้ไปตามความเจริญ

เอามาที่ sms SMS วันที่ 8 - 11 มกราคม 2567 _ช่อทิพ หนูทอง... กราบเรียนถามว่า วันที่จัดงานเพลงของพ่อครู 1.จัดที่ไหน (หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย) 2.วันที่เท่าไหร่ เดือนอะไร (2 มิถุนายน 2567) 3.บัตรที่เข้างานราคาเท่าไหร่คะ (ฟรีคอนเสิร์ต) พ่อครูว่า... จัดงานเพลงนี้ เขาก็พยายามเรียก งานคอนเสิร์ต จัดงานคอนเสิร์ต 90 ปี ครูรัก รักพงษ์ จัดที่ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย วันที่ 2 มิถุนายน 2567 เราไม่มีบัตรขาย เรามีแต่บัตรฟรี บัตรจองที่นั่ง บัตรฟรี เราไม่มีบัตรขาย เรียกว่าฟรีคอนเสิร์ต

เอาเงินฝากธนาคารกินดอก ไม่พ้นมิจฉาอาชีวะลาภแลกลาภ _สินพุทธ สุขพูล... น้อมกราบนมัสการพ่อครูฯ ที่เคารพอย่างยิ่ง และสมณะสิกขมาตุทุกรูปครับ ผมดูคลิปในที่พ่อครูฯ อธิบายเรื่อง มิจฉาอาชีวะ 5 ผมมีความสงสัย ข้อที่ 5 คือ ลาเภน ลาภังนิชิคิงสนตา ถ้าเราเอาเงินของเรา เอาไปฝากธนาคารแล้ว ก็ซื้อพันธบัตรรัฐบาล โดยได้ดอกเบี้ย แค่นิดหน่อย แต่ความมั่นคงของเราจะดีกว่าฝากธนาคารเฉยๆ เข้าข่ายผิดหลักในข้อ 5 การเอาลาภต่อลาภไหมครับ กราบนมัสการครับ พ่อครูว่า... แป้งว่าไง _สู่แดนธรรม... ถ้าเป็นชั้นสูง ผิดแน่นอนครับ พ่อครูว่า... คุณยังเอาลาภแลกลาภ ยังเอาดอกเบี้ย ยังเอาสิ่งตอบแทนอยู่ มันก็ผิดนะ คนสมัยโบราณเขาซื่อ ไม่เหมือนสมัยนี้หรอก สมัยนี้ซับซ้อน พวกนี้ก็สมัยใหม่ทั้งนั้น ไอ้ดอกเบี้ยธนาคารอะไรๆ พวกนี้ สมัยโบราณสมัยพระพุทธเจ้าไม่มีหรอก _สู่แดนธรรม... ฐานะของคนที่จะผิดศีลข้อนี้ ต้องไม่ใช่คนสามัญที่จะทำมาหากินทั่วไปในสังคมครับ พ่อครูว่า... มันสูงเกินเกณฑ์ที่มนุษย์สามัญ ต้องพูดอย่างนั้น มันสูงเกินเกณฑ์ที่มนุษย์สามัญโลกีย์ทั่วไปที่เขาจะทำได้ เบื้องต้นนี้พวกเราผ่าน นี้มันโลกุตระจริงๆ มันเกินสามัญ เป็นคุณวิเศษ ระดับวิเศษ นามธรรมชั้นสูงจริงๆ _สู่แดนธรรม... มีคนถามผมว่า ถ้าเป็นพ่อค้าทำมาหากินคงทำศีลข้อนี้ไม่บริสุทธิ์ ผมเลยบอกว่าไม่ต้องกังวลหรอก ไม่ใช่ฐานะของคุณ ฐานะที่มาทำงานศาสนาแล้ว เทศน์แล้วเอาค่ากัณฑ์เทศน์ มันถึงจะผิด เพราะเขาเลี้ยงดูคุณด้วยอาหาร ทุกอย่างไม่ให้ไม่ขาดแล้ว ทำไมคุณยังต้องไปรับ ลาภแลกลาภด้วย อันนี้มันถึงจะผิด อย่างนี้ใช่มั้ยครับ พ่อครูว่า... ฐานะของนักบวช เรื่องสาธารณโภคีนี้ ต้องพูดอีก อาตมาเอาของพระพุทธเจ้ามาประกาศ ไม่ใช่อาตมาทำได้นะ แต่ธรรมะของพระพุทธเจ้านะ ฆราวาสพวกเราปฏิบัติแล้ว ยังทำสาธารณโภคีได้ ไม่ใช่อาตมาเก่ง แต่ธรรมะของพระพุทธเจ้ากับฆราวาสพวกเรานี่เก่งต่างหาก ถึงทำคุณธรรมขนาดนี้ได้ พูดไปแล้วมันก็เกินวิสัยมนุษย์โลกีย์เขาจริงๆ สามัญทั่วโลก ไม่มีศาสนาไหนทำได้หรอก

_Thanakrit Sinhasiri ธนกฤต สิงหศิริ. กราบขอโอกาสพ่อครูครับ ในสมัยก่อนผ่านมามากกว่า 30 ปี มีภาพยนตร์โฆษณาชุดหนึ่งสร้างขึ้นมาเพื่อขายกระเบื้องลอนคู่ยี่ห้อ (ชื่อตราสินค้า) "โอฬาร" โดยที่เนื้อหาคือหลังคาบ้านของชาวบ้านหลังหนึ่งยังคงเป็นสังกะสี พอมีกระเบื้องนี้ขึ้นมา เจ้าของบ้านหลังนี้มีความคิดว่าจะเปลี่ยนหลังคาบ้านของตัวเอง ให้เป็นกระเบื้องยี่ห้อนี้ จึงพูดขึ้นว่า "ฝากไว้ก่อนโอฬาร" จนกลายเป็นวลีนี้ครับ กราบนมัสการขอรับ พ่อครูว่า…ผ่าน

ปฏิบัติเรื่องกินนี่ถึงอรหันต์ได้อย่างเป็นลำดับ _นพพล จรัสวิกรัยกุล . บางคนอาจมีกรรมฐานที่ไม่สามารถปฏิบัติการกินแล้วโยงไปจัดการกิเลสเรื่องอื่นได้ สามารถพ้นเรื่องการกิน แต่ยังติดในกามราคะ ติดในทรัพย์ติดในลาภ ยศ สรรเสริญ หลายคนยังออกไปมีชีวิตคู่ข้างนอก เพราะกิเลสเหล่านี้เป็นสิ่งที่เขาติดหนักแรงแน่น และอาจมีมิจฉาทิฏฐิความยึดความติด ที่ทำให้ติดยึดแน่นกับกิเลสเหล่านี้มากกว่าการกิน ด้วยความเคารพพ่อท่านอย่างยิ่ง ผมว่าคนเหล่านี้ควรปฏิบัติตามถนัดช่องทางลักษณะกรรมฐานอย่างสัมมาของตัวเองไปได้ใช่ไหมครับ กราบนมัสการด้วยความเคารพอย่างสูงครับพ่อท่าน _สู่แดนธรรม… ผมอ่านใจเชานะครับ เขาเรียงประโยคผิด ทำให้เราอ่านเข้าใจผิด จริงๆ เขาควรจะบอกว่า ตัวเขาปฏิบัติกับเรื่องการกิน แต่ไม่สามารถโยงไปจัดการกับกิเลสเรื่องอื่นได้ อย่างนี้ต่างหากที่ผมอ่านใจคอเขานะครับ พ่อครูว่า… ก็เป็นไปได้ คำว่า บางคนก็อาจจะหมายถึงตัวเขานั้นแหละ เชาบอกว่า เรื่องการกินนี้เป็นกิเลสชนิดหนึ่ง เรื่องอื่นๆ ก็เป็นกิเลสอีกหลายๆ ชนิด เขาว่าอย่างนั้นนะ เราก็หมายเหตุตรงนี้เอาไว้ก่อน จากที่เขาว่า _ พ้นเรื่องการกิน แต่ยังติดในกามราคะ คือเขาแบ่งเป็นกามราคะกับกามในการกิน แบ่งไปเป็นคนละอย่าง เรื่องนี้นี่มันสำคัญนะ เรื่องการกินนี่ อาตมาก็เคยอธิบายขยายความ เป็นเรื่องสำคัญถึงขั้นพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ในข้อปฏิบัติ จรณะ 15 วิชชา 8 เลย เรื่องการกินท่านตรัส โภชเนมัตตัญญุตา ใน อปัณณกปฏิปทา 3 สังวรศีล สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ โภชเนมัตตัญญุตา ก็เพื่อให้จัดการเรื่องการกิน เป็นการปฏิบัติธรรมเลย เป็นหลักสำคัญเลย เพราะอะไร เพราะคนทุกคนต้องกิน กินอาหารนี่แหละ สัตว์ทุกตัวต้องกินอาหาร คนนี้แหละติดอาหาร ติดรสอร่อย ติดศักดิ์ศรี ติดกินเล่นกินหัว ติดอะไรก็แล้วแต่ ติดในเรื่องการกินนี่หนัก เพราะฉะนั้นกิเลสจึงมากในเรื่องนี้ พระพุทธเจ้าถึงหยิบมาเป็นประเด็นแรกเลย สำรวมอินทรีย์ กับ ชาคริยานุโยคะ ใน อปัณณกปฏิปทา 3 สำรวมอินทรีย์ นี่ มันก็เกี่ยวเนื่องกับโภชเนมัตตัญญุตาด้วยในตัว ชาคริยานุโยคะก็ด้วยในตัว ชาคริยานุโยคะ หมายความว่า ให้มีสติเต็ม ให้ตื่นรู้ในชีวิตตน แล้วดู ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อเวลาเกี่ยวข้องกับอะไรๆๆๆ แล้วคุณก็กระทบกับสิ่งเหล่านั้นๆๆ แล้วคุณก็จะเกิดสังขารปรุงแต่ง เมื่อเกิดสังขารปรุงแต่งแล้วก็จะเกิดกิเลสร่วมไปกับสังขาร เพราะฉะนั้น ไอ้การกินนี่แหละ สังขาร กิเลสสำคัญมากเลย ทุกคนแล้วก็ไม่ละเว้นด้วยว่า คุณจะบรรลุอรหันต์แล้ว คุณจะบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว คุณก็ต้องกิน เป็นโสดาบันก็ต้องกิน สกิทาก็ต้องกิน อนาคาก็ต้องกิน อรหันต์ก็ต้องกิน ไม่ละเว้นใคร เพราะฉะนั้น ที่คุณพูดไว้ว่า ก็เรื่องของแต่ละบุคคลเขา เขาอาจจะไปเข้าใจเรื่อง กามราคะเป็นอย่างหนึ่ง อ้าว! นี่ก็กามราคะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย กระทบสัมผัสแล้วเอามา การติดรสชาติ มันติดครบ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ เลย เพราะฉะนั้น ใครจะปฏิบัติธรรม ไม่ต้องไปเอาอันอื่นเลย เอาเรื่องการกินนี่ มันจะต้องอยู่ในชีวิตของคุณตลอด คุณต้องกินทุกวัน วันหนึ่งบางทีกินนับมื้อไม่ถ้วน คุณจะต้องเรียนรู้การกินนี่แหละ จะต้องรู้จักกิเลสในการกิน แล้วมันก็จะลดกิเลสไปได้ในตัว กิเลสการกินก็ตาม กามราคะอยู่ในการกิน กามราคะอยู่ในเรื่องอื่น คุณrpkpk,บอกว่าเขาจะมีกามราคะไปติดในกาม ในทรัพย์ ในลาภในยศ มันก็ห่าง มันไม่ได้เหมือนการกินไง แต่มันก็เป็นกามราคะเหมือนกันนั้นแหละ กามราคะ อาตมาเคยอธิบายแล้ว คนที่ติดกามราคะโดยไม่รู้จัก โอฬาริกอัตตา โอฬาริกอัตตา คือ อลังการในความเป็นอัตตา เรื่องอะไร เรื่องความรู้ อธิบายมาแล้ว โอ้โห.. ติดยึดในเรื่องความรู้นี่เป็นอลังการ เป็นอัตตาอย่างหนึ่ง คือ กามราคะ คือ ความชอบ ใคร่อยากได้เสพ เสพติดความรู้ แล้วก็หลงเป็นอลังการ เคยพูดถึงขั้นเป็นพญาครุฑ ส่วนพวกติดในเรื่องนั่งหลับตา ก็เป็นพญานาค จมดิ่งลงไปเลย อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นกิเลสพวกนี้ มันมีอยู่ด้วยในการกินทั้งนั้นเลย มันแยกย่อยไปด้วยซ้ำไอ้พวกนี้ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าปฏิบัติเรียนรู้ในการกินได้ ทุกอย่างก็ไปด้วย ลด ละได้ไปด้วย อย่างนี้ต่างหาก เรียนรู้ดีๆ ก็ดีแล้วล่ะถามมา _สู่แดนธรรม...ปัญหานี้ผมอ่านใจของคนถามได้ว่า คนที่มุ่งแต่จะไปละลดเรื่องการกิน แต่ไม่ได้ละเลิกเรื่องอื่นด้วย เขาคิดว่ามันเป็นการผิดกรรมฐานของเขา ในท้ายคำถามนะครับเขาบอกว่า คนเหล่านี้ควรปฏิบัติให้ถูกกรรมฐานของตัวเองให้ถูกดีกว่าใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... ก็กรรมฐานของคุณยังไม่หมดกิเลสในเรื่องการกิน ก็ไม่เป็นกรรมฐานของคุณเองเหรอ ก็บอกอธิบายไปแล้ว ที่จริงมันอยู่ในนี้ ไม่ต้องไปหายากเลย เรื่องนี้มันประจำด้วย ดีไม่ดีคุณกินทั้งวันแต่คุณไม่รู้ตัวเลย

สิ่งที่เสพไม่อิ่มไม่เต็ม 3 ประการ กามเป็นเรื่องละยาก _หนึ่งในหลาย... กราบนมัสการพ่อครูเจ้าค่ะ ขอเรียนถาม 2 ปัญหาดังนี้ค่ะ ปัญหาที่ 1 การเสพ 3 อย่างนี้ อันไหนเลิกได้ง่าย/ยากกว่ากันคะ และยากกว่าเพราะอะไร 1.การเสพความหลับ (การนอน) 2.การเสพรสเมถุน 3.การเสพรสอาหาร แต่ดิฉันก็เดาว่า การเสพรสเมถุนน่าจะเลิกได้ง่ายที่สุด เพราะมันเห็นได้ชัด เช่น ตัวคนทั้งเนื้อทั้งตัวมีแต่ “ขี้” ขี้หู ขี้ตา ขี้ปาก ขี้ฟัน มันชวนให้ละหน่ายคลายได้ง่าย แถมด้วยขี้โมโห ขี้โกง ปัญหาที่ 2 การฆ่ากิเลส ต้องไปฆ่าตัวที่ใหญ่ ที่เห็นชัดๆ ให้ตายเสียก่อน แล้วค่อยไปตามประหารกิเลสตัวเล็กๆ ตัวละเอียด คำถามคือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าอันไหนเป็นกิเลสตัวหยาบๆ ใหญ่ๆ ของเรา ที่ต้องไปดับก่อน กราบขอบพระคุณพ่อครูที่เมตตาตอบคำถามเจ้าค่ะ พ่อครูว่า…อันนี้พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้อยู่นะ แต่คุณนี่ไปรวมเอาเกินกง่าของพระพุทธเจ้าไปอีก ไม่ใช่เกินหรอก มันคนละอย่าง ท่านบอกว่า สิ่งที่เสพไม่รู้จักอิ่มจักเต็ม มี

เสพไม่รู้จักอิ่ม 3 1. เสพความหลับ 2. เสพสุราเมรัย (ของมึนเมา) 3. เสพเมถุน (ร่วมประเวณี) (พระไตรปิฎกเล่ม 20 "อติตติสูตร" ข้อ 548)

พ่อครูว่า… สิ่งที่เสพไม่อิ่ม มี 3 ความหลับ ความเมา เมถุน แต่นี่คุณเอาข้อ 3 เป็นเรื่องอาหาร คุณเดาว่า เมถุนน่าจะเป็นเรื่องที่เลิกได้ง่ายที่สุด แต่ที่จริง เมถุนนี่แหละเป็นเรื่องยากที่สุด คุณไปเรียนรู้เมถุน เรียนรู้เรื่องกาม เรียนรู้เรื่องกาม 7 ในเมถุนสังโยค 7 (พตปฎ. เล่ม 23 "เมถุนสูตร" ข้อ 47) โอ้โห ละเอียดสุดยอด ถึงขั้นข้อที่ 7 นี้เป็นเทวดาองค์ใดองค์หนึ่งเลย ความหมายมันลึกซึ้ง คือหมายความว่ามันยังไม่จบ มันมีคู่ มันไม่หนึ่งเดียวได้ นี้อธิบายไปในตัวแล้ว แต่ทีนี้คุณรู้สึกอย่างนั้นในฐานะที่คุณคิดง่ายๆ แต่ถ้าคุณบำเพ็ญละเอียดลึกๆ เหมือนอย่างอาตมาบำเพ็ญมาไม่รู้เท่าไหร่ อรหันต์ไม่รู้กี่ชั้นมานี่ มันจะมีอนุสัยอาสวะอีกเยอะ _สู่แดนธรรม... ซึ่งก็จริงอย่างที่เขาเห็นได้ด้วยตาว่า มันน่าเบื่อที่มันเสื่อมสลายเห็นต่อหน้าเลย มันพอทำให้ใจหน่ายคลายได้ แต่ในทางรสอาหาร เป็นใครก็เหนียวแน่นกว่านะครับ ถ้าเทียบอย่างที่ว่ามาครับ พ่อครูว่า... อันไหนง่ายกว่าก็พูดไปแล้ว ปัญหาที่ 2 ทำไงจะรู้ว่ากิเลสตัวใหญ่หรือไม่ใหญ่ อันนี้ไม่น่าถาม กิเลสนี่มันเกิดในจิตเรา เราก็รู้ว่ามันมีมาก มันก็ตัวใหญ่สิ มันมีมากมันมีจัด มันมีเยอะกว่ากัน มันมีน้ำหนัก มันมีระดับดีกรีของมัน เอ้อ อาการมันโกรธ บางคนโกรธแรง เรานี่โกรธมาก ทางโลภน้อย หรือคนนี้โลภมาก ไอ้โกรธไม่ค่อยมี อะไรอย่างนี้ มากหรือน้อยขนาดไหนมันก็น่าจะพอเข้าใจได้ว่า เออ! นี่มันมากนะ ไอ้นี่มันน้อยกว่า ถ้าแค่มากกับน้อยนี่คุณไม่รู้ โอ้โห ยากมากเลยในการปฏิบัติธรรม _สู่แดนธรรม... ก็น่าเห็นใจเขานะครับ เพราะว่า บางคนได้ฟังธรรมะที่รู้สึกว่าพอใจในธรรมะขั้นกลางหรือขั้นสูง แล้วก็มีความต้องการไปละกิเลสขั้นที่ละเอียดก่อนเลยครับ แต่ตัวหยาบๆยังละไม่ได้เลย พ่อครูว่า... นั่นแหละผิดลำดับ พูดประเด็นนี้มาดี ต้องเอาตัวใหญ่ตัวจัดจ้านมากออกก่อน แล้วค่อยๆ เอาตัวกลาง ตัวปลาย คุณไปทำตัวอ่อน มันอยู่เบา อยู่ลึก แล้วมันก็ไม่จริงด้วย เพราะคุณข้างนอกคุณยังไม่ได้เลิกล้างเลย เหมือนอย่างกับมหาบัวนี้ ไปนั่งหลับตาละกิเลส นึกว่าตัวเองเป็นอรหันต์ ปั๊ดโธ่เอ๋ย กิเลสข้างนอกหยาบๆกามคุณ 5 เสพหมากพลู บุหรี่ ติดนุงนังอยู่ อะไรต่างๆ นานายังเสพ ไม่รู้เรื่องเลย อาตมาเคยอธิบายหลายทีแล้ว จะกินเนื้อทุเรียน เอาปากคาบทะลุเข้าไปกินเนื้อทุเรียนเลย โดยไม่เอาเปลือกออก เออ ดี เอาปากงาบเข้าไปเลย ไปเอาเนื้อทุเรียนเลยยังไม่ผ่านหนามเปลือกทุเรียนเข้าไปกินเนื้อในเลย _สู่แดนธรรม... ผมขอขอบคุณ คุณหนึ่งในหลาย ที่ถามปัญหาข้อที่ 2 มาครับเพราะผมมองเห็นปัญหาในอนาคตว่า ปัญหาข้อนี้ สามารถเอาไปเป็นหัวข้อในการย่อยธรรมะได้เลยว่า เราจะรู้ได้ว่าอย่างไรอันนี้หยาบ หรือ ละเอียดปานกลาง ละเอียด ผมจำได้ว่า สมณะและสิกขมาตุสอนเคยพวกเราว่า สิ่งที่เป็นกิเลสหยาบ ให้ตรวจหาสักกายะของตนให้เจอสะก่อนนะครับ ใครมีสักกายะอะไรให้ไปตรวจหามาให้เจอ ผู้ใดที่ยังติดยึด ยึดติดมากๆ ยึดติดนี่คือหลักเกณฑ์ ยึดมากๆ มันก็ใหญ่ ถ้าอันไหนที่ละเอียดเกินไป คุณทำเท่าไหร่ก็ไม่ชนะหรอก

อรหันต์ก็คือตนเป็นพระเจ้าของตนเอง _เอไอเอส 999... ศาสนาพุทธเป็นศาสนาอเทวนิยม ปฏิเสธการมีอยู่ของพระเป็นเจ้าหรือพระผู้สร้าง และเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ ว่าทุกคนสามารถพัฒนาจิตใจ ไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ได้ ด้วยความเพียรของตน กล่าวคือ ศาสนาพุทธ สอนให้มนุษย์บันดาลชีวิตของตนเอง ด้วยผลแห่งการกระทำของตน ตามกฎแห่งกรรม มิได้มาจากการอ้อนวอนขอจากพระเป็นเจ้าและสิ่งศักดิสิทธิ์นอกตัว… พ่อครูว่า… _ไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ได้ ด้วยความเพียรของตน / เรียกว่าตัวเองทำขึ้นเอง ฝึกฝนตนเอง เรียนรู้ด้วยตนเอง นะ _ศาสนาพุทธ สอนให้มนุษย์บันดาลชีวิตของตนเองด้วยผลแห่งการกระทำของตน/ เออ ก็ดี พูดอันนี้ดี บันดาลชีวิตของตนเองด้วยกรรมด้วยผลแห่งกรรมของตนเอง ไม่ใช่ก๊อด พระเจ้า

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน