สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน ความคิดรวบยอดของการเป็นอรหันต์.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน ความคิดรวบยอดของการเป็นอรหันต์ อาตมาอธิบายไปก็จะเป็นรูปรอยอย่างที่มีตำนานมา อาตมายกประเด็นสำคัญคือ ทำไมมาบอกย้ำว่าตนเองเป็นพระอรหันต์ แล้วบอกว่าคนอื่นไม่ใช่อีก อรหันต์ที่คนเขามี Concept ความรู้ที่ยึดถือไว้แล้ว ความรู้ที่เขาได้รับจากอาจารย์ต่างๆซึ่งมันได้ผิดเพี้ยนมันก็ไม่เหมือนกัน เมื่อจะมาบอกว่าตนเองเป็นอะไร เขาก็จะบอกว่าอรหันต์ผีบ้าอะไรอย่างนี้ มันตรงกันข้ามเลยต่างๆนานา 1) ไม่ต้องบอกใครบอกใครไม่ได้ พระอรหันต์นั้นจะบอกใครว่าเป็นพระอรหันต์ไม่ได้ หรือว่าพระอรหันต์ทำไมกิริยาอย่างกับลิง พระอรหันต์ที่เขาเข้าใจจะต้องสุภาพ คำว่าสุภาพนี้ที่จริงแปลว่าภาพที่ดี สุ แปลว่าดี ดีอย่างเร็วอย่างลิงก็ได้แต่เขาแปลภาษา สุ แปลว่าช้า สุ อย่างเดียวไม่ได้แปลว่าช้า สุขุม ก็ไม่ได้แปลว่าช้า แต่สุขุมแปลว่าละเอียด และยิ่งละเอียดยิ่งเร็วไวยิ่งเล็กละเอียดเหมือนลูกข่างนอนวัน กินน้ำจั้น ยิ่งนิ่งยิ่งเร็วแรง อาตมาไม่ได้พูดออกนอกรีต ในโลหิจสูตรว่าไว้ ใครที่บรรลุแล้วบอกคนอื่นไม่ได้ คนเห็นแบบนี้มันผิดมันพังเลยนะเป็นมิจฉาทิฏฐิ ชาตินี้คุณอาจจะผยอง แตกต่างจากตรงนี้แล้วคุณไม่ได้เป็นอื่นเลยเพราะว่ามันผิดคุณต้องไปรับโทษเป็นเดรัจฉานหรือไปนรก สองทางที่คุณจะไป ถ้าใครไปเข้าใจว่าบรรลุแล้วบอกใครไม่ได้ โลหิจจพราหมณ์ มีทิฏฐิลามก ว่า “ผู้บรรลุแล้วไม่พึงบอกแก่ผู้อื่น เพราะคนอื่นจะทำอะไรแก่อีกคนหนึ่งได้ การบอกแก่คนอื่นจัดว่าเป็นความโลภที่เป็นบาป เปรียบเหมือนคนตัดเครื่องพันธนาการเก่าออกแล้ว กลับทำเครื่องพันธนาการใหม่... ฯลฯ ” . พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ย่อมมีคติ ๒ คือ นรกหรือกำเนิดเดียรัจฉาน อย่างใดอย่างหนึ่ง (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 358)
ในพระสูตรอื่นก็มีพระอรหันต์ พระพุทธเจ้าท่านได้ต
อ่านต่อ
รัสไว้ ยกตัวอย่างพระสูตรนี้ พระสัพพกามี ได้กล่าวกับพระเรวัตตะว่า บัดนี้ท่านอยู่ด้วยวิหารธรรมอะไรบ้าง ท่านพระสัพพกามีกล่าวว่า “ท่านเรวตะ ทราบว่า เวลานี้คุณอยู่ด้วยวิหารธรรมที่เรียบง่าย นั่นก็คือเมตตา” ท่านพระเรวตะตอบว่า “ท่านผู้เจริญ เมื่อก่อนคราวเป็นคฤหัสถ์ ผมได้ประพฤติสั่งสมเมตตา ฉะนั้นเวลานี้ผมก็ยังอยู่ด้วยเมตตาวิหารธรรมเป็นส่วนมาก แต่ผมบรรลุอรหัตตผลนานแล้ว ท่านผู้เจริญ เวลานี้พระเถระอยู่ด้วยวิหารธรรมอะไรเล่าเป็นส่วนมาก” ท่านพระสัพพกามีตอบว่า “ท่านเรวตะ เวลานี้ผมอยู่ด้วยสุญญตวิหารธรรมเป็นส่วนมาก” ท่านพระเรวตะกล่าวว่า “ท่านผู้เจริญ ทราบว่า เวลานี้ พระเถระอยู่ด้วยวิหารธรรมของพระมหาบุรุษ นั่นก็คือ สุญญตสมาบัติ” ท่านพระสัพพกามีกล่าวว่า “ท่านเรวตะ เมื่อก่อนคราวเป็นคฤหัสถ์ ผมได้ประพฤติสั่งสมสุญญตสมาบัติ ฉะนั้นเวลานี้ ผมก็ยังอยู่ด้วยสุญญตวิหารธรรมเป็นส่วนมากแต่ผมบรรลุอรหัตตผลนานแล้ว” เป็นหลักฐานยืนยันว่าท่านบรรลุอรหันต์แล้วก็พูดกันได้บอกกันได้เป็นธรรมดา ไม่ได้เป็นเรื่อง มังกุ อุทธัจจะ เก้อเขิน เป็นเรื่องน่าอายอะไรแต่เป็นเรื่องสามัญเป็นปกติ ท่านบรรลุแล้วท่านก็บอกกันเด้อ ผู้ที่ควรบอกก็บอก ผู้ที่ไม่ควรบอกไปก็เท่านั้น แต่คนก็เข้ามา ตู่ว่า พูดออกไปนี่ทางโทรทัศน์คนได้ยิน อาตมาก็ว่า คนที่เขาเปิดฟังเปิดดูอาตมาน่ะ หากมันไม่เข้ากับรสนิยมเขา เขาก็จะไม่ฟังหรอก คนที่เขาเปิดดูอาตมาเขาก็มีอิสระเสรีภาพ ดูว่าน่าสนใจหรือไม่หรือจะเปิดเพื่อจับผิดก็ตาม เปิดฟังดูสิว่ามันมีอะไรเอาไว้ไปแย้งก็ได้ แต่คนที่ไม่จับผิด ยิ่งฟังยิ่งดี สุสูสังลภเตปัญญัง ยิ่งฟังยิ่งได้ปัญญาก็มีแน่นอน อาตมาก็เก็บเบี้ยใต้ถุนร้าน จากผู้ที่ได้ประโยชน์ อาตมาทำงานด้วยอิสระเสรีภาพไม่หลอกล่อ ไม่ประเล้าประโลมให้มันตรงให้มันชัดจริงๆ ดุ้นๆเลย ไม่อาบสีไม่พอกน้ำตาล เป็นบอระเพ็ดยังไม่ฉาบน้ำตาลเลยบอระเพ็ดล้วนๆอย่างนั้น แต่เขาพอกมาจนหนาเปรอะมากแล้วอาตมาไม่ทำอย่างนั้น อาตมาถึงได้คนที่ได้เป็นเนื้อไม่ต้องได้คนที่หลงไหลสิ่งที่พอก อาตมาเข้าใจศิลปะกับสาระมาก็เอาแต่สาระ สุนทรียะนิดหน่อย สนุกบ้างนิดๆหน่อยๆเล็กๆน้อยๆ ไม่มากเลย จนกระทั่งถือว่า แทบจะเป็นสารคดีเต็มๆ แต่ก็พยายามที่จะไม่ให้เคร่งเครียดเข้มเกินไปก็แถมเล็กๆน้อยๆให้เกิดสนุกสนาน humor มีอะเหร็ดอร่อยๆเล็กๆน้อยๆ สรุปว่า ผู้ที่เป็นพระอรหันต์ก็บอกกันได้พูดโดยที่จิตไม่มี สาเฐยจิต จิตไม่มีอุปกิเลส สาเฐยจิต อยากอวดอยากบอกไม่มี มีแต่เปิดเผยความจริงให้เต็มรูป อาตมาเห็นเหมือนกันว่าสิ่งที่อาตมาทำโดยรวมของมวลมนุษย์ที่เขาเข้าใจแล้วถือว่าควรจะอนุโลมอย่างนี้ อาตมาไม่อนุโลมเขา เขาก็ถือว่าอาตมานี่ไม่ใช่ หรือ ไม่ให้เขาบ้างเลย เขาก็งอนบ้าง รับไม่ไหวบ้าง แต่อาตมาว่าไม่เป็นไร เพราะคนที่อธิบายเชื่อมต่อกับอาตมาเอาสิ่งที่อาตมาอธิบายไปขยายความมีอยู่ตลอดเวลามีตั้งหลายชั้นอยู่แล้ว เขียนขยายความก็ทำอยู่เรื่อยๆทำสารพัดเท่าที่เห็นว่าจะสื่อสารออกไปมีโอกาสเวลาก็ทำ เรี่ยวแรงเท่าที่สรีระร่างกายพยายามประคองขันธ์ให้อยู่ยืนยาวต่อไป อย่าเพิ่งรีบตาย เพื่อพิสูจน์ธรรมะพระพุทธเจ้าคือโพชฌงค์ มีความพยายามพากเพียรที่จะทำให้เกิดองค์ประกอบที่เข้ามาทำให้อายุยืนยาวได้ ที่อาตมาเรียกรวมว่า สัมประสิทธิ์ Coefficient ทำให้พลังงานที่จะช่วยต่อชีพ ต่อชีวะ ต่ออายุขัย ของเราไปได้ด้วย ทั้งพิสูจน์สัจธรรมพระพุทธเจ้า ทั้งตัวเองก็จะได้อาศัย ทำงานให้เป็นประโยชน์แก่โลกสังคมมนุษยชาติ ทั้งเป็นการสืบสานศาสนาพุทธ ให้มันมีเหตุปัจจัย ให้มีฐานความรู้ที่แน่น ครบละเอียดดีงามเข้าไปให้เผื่อพอไว้ ถ้าไม่เผื่อพอไม่ดีแน่ ศาสนาพุทธจะอายุสั้นไม่ครบอายุขัย อาตมาพูดไม่รู้กี่ทีแล้วว่าอาตมารับปากจากพระพุทธเจ้ามาแล้ว ว่าจะมาเป็นผู้สืบทอดจะมาต่ออันนี้ เป็นหน้าที่ อันนี้พูดไปแล้วคนเขาจะหมั่นไส้ เพราะอาตมาอ้างไป ก็ลอยลมอ้างชื่อบุคคลในตำนานว่าอาตมาเป็นชื่อผู้นั้นตั้งแต่ชีวิตตอนโน้นเดี๋ยวนี้ก็ก้าวหน้ามาเป็นอันนี้ จากอันโน้นอาศัยร่างเก่าชื่อนั้นตระกูลนั้นกินอาหารอย่างนั้นอยู่ในฐานะอย่างนั้น ตามที่ท่านตรัสไว้ในบุพเพนิวาสสานุสติญาณ พูดไปคุณก็จะเอาอะไรมารับรองได้ อาตมาก็ไม่มีผู้รับรองให้ พูดไปอ้างอิงโกหกก็ได้ แค่อาตมาพูดอ้างอิงยืนยันขนาดนี้ อาตมาเป็นธรรมิกราชรูปหนึ่งในยุคนี้ แล้วอาตมาก็ยืนยันว่าพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เป็นธรรมิกราชองค์หนึ่ง แค่นี้อาตมาก็แทบจะรับอิฐรับหินรับเกี๊ยะปามาขว้างมาใส่ไม่รู้เท่าไหร่แล้ว เขาจะไม่เชื่อไม่เห็นว่าอาตมาเป็นจริง แต่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เขาเห็นว่าเป็นจริงเพราะท่านทรงงานมา 70 ปี ท่านทรงงานอย่างเป็นรูปธรรมเห็นได้ ส่วนอาตมาทำงานอย่างเป็นนามธรรมเห็นยาก และโดนหักโดนต่อต้าน โดนปกาสนียกรรม ซึ่งต่างกันทุกอย่างเลย ในหลวงท่านมีอลังการทุกอย่างครบ ของอาตมามีขี้ขยะครบมันคนละทิศเลย เพราะฉะนั้นจึงต้องพิสูจน์ตัวเองอย่างหนักเลยพิสูจน์ตัวเองอย่างมาก จะใช้เวลาพิสูจน์น้อยหรือสั้นไม่พอ จึงพยายามกระเสือกกระสน ลากสังขาร พยายามไป จริงๆอาตมาก็ยังรู้สึกว่าดีนะอาตมายังมีวิบากขันธ์ก็แค่ไอ ไม่มีปวดเจ็บมากมายสารพัดโรคไม่มีโรคอะไร ที่พูดนี้ขออภัยเดี๋ยวจะหาว่าท้าทาย มีไอ อย่างเดียวก็เมื่อยแล้วกินพลังงานพอสมควร มันก็เป็นไปตามเหตุปัจจัยตามบารมีตามวาสนาที่แท้จริง ก็ทำได้ขนาดนี้ อาตมาพูดไปแล้วก็คงจะเห็นใจเกรงใจอยู่ รู้สึกว่าพูดไปแล้วก็เหมือนอวดตัวเองว่าใหญ่ จนกระทั่งคนหาว่าบังอาจยกตนเทียบเท่าในหลวงรัชกาลที่ 9 ใส่ความอาตมาได้ แต่อาตมาไม่ได้พูดเพื่อเป็นการยกตนเอง แต่พูดตามวิชาการตามความรู้ตามสัจจะธรรมที่ปรากฏการณ์จริง Phenomenology ไม่ได้บังอาจไปกว่านั้น เพื่อยืนยันเป็นปรากฏการณ์วิทยา ไม่อย่างนั้นคนจะเข้าใจแค่เป็น ฟิโลโซฟี่ Epistemology เป็นแค่ญาณวิทยาที่มีสิ่งรองรับเป็นจริงเพิ่มขึ้น แต่ว่าปรากฏการณ์วิทยามันมีจริงทั้งเรื่องราวมีตัวตนบุคคลมีกรรมกิริยามีหมู่ชนมีพฤติกรรมสังคม มีอะไรที่ยืนยันได้เลยทั้งด้านเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์สังคมศาสตร์ อาตมามีครบเลยซึ่งได้ขออภัย มีได้ครบเกินกว่าเจ้าสำนัก ที่ไหนประดามีมา ที่เป็นโลกุตระด้วยนะ ครบและเป็นโลกุตระด้วย ขออภัยไม่ได้อวดตัวยกตนแต่พูดเพื่อย้ำยืนยันสัจจะว่าในยุคนี้มันมีอย่างนี้จริงๆอย่างนี้ตรวจสอบตามพระพุทธเจ้าบอกไว้เลยเอาหลักของวรรณะ 9 เอาหลักสาราณียธรรม 6 มาตรวจสอบ กถาวัตถุ 10 เอาคำสอนพระพุทธเจ้าตรวจสอบได้หมดว่ามันตรงไหม กับคำสอนหรือว่าพูดลอยๆไม่มีสิ่งอ้างอิงยืนยันตามคำสอนพระพุทธเจ้า อาตมาว่าอาตมาไม่ได้โมเม ถ้าหากอาตมาไม่จริงแล้วไปพูดปด อาตมาก็มีวิบากบาปใส่ตัวเอง แล้วยิ่งไปอ้างขนาดนี้ ยิ่งกว่าอนันตริยกรรม อาตมาเชื่อกรรมเชื่อวิบากกรรมที่ทำเป็นอันทำเป็นวิบากจริง แค่กรรม วิบาก แค่กรรมเป็นของของตนเชื่อในความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า 4 อย่างนี้หากคนไม่เชื่อก็เลิกเลยศาสนาพุทธ เทวนิยมไม่ได้ศึกษาเรื่องกรรมวิบากเพราะเขาเชื่อว่าเกิดชาติเดียว ตายแล้วก็ไปอยู่กับพระเจ้าจบ ปิดประตูรู้อย่างอื่นต่อไม่มีอะไรที่จะมีชาติต่อไป ตายแล้วไปอยู่กับพระเจ้า อยู่กับความสุข ถ้าพระเจ้าไม่ชอบทำผิดอะไรจะสั่งลงนรกก็เรื่องของพระเจ้าเป็นผู้พิพากษา เขาเชื่อว่าพระเจ้าเป็นเจ้าของทุกอย่าง เป็นเจ้ากรรม เจ้าของอัตตา อาตมัน ดินน้ำไฟลมพระเจ้าเป็นเจ้าของหมด แต่ว่าศาสนาพุทธไม่ได้เห็นอย่างนั้น อย่างนั้นถือว่าเป็นเรื่องงมงาย แต่เห็นอีกอย่างที่เอามาพิสูจน์ยืนยันได้เลย จนกระทั่งอาตมากำลังพยายามจะยืนยันว่าศาสนาพุทธนั้นเชื่อกรรม แต่เทวนิยมนั้นเชื่อ God เชื่อพระเจ้า ศาสนาพุทธจะบอกว่าเชื่อพระเจ้าก็ได้แต่ God ก็คือกรรม พระเจ้าก็คือกรรม แต่ละคนสร้างพลังงานที่ยิ่งใหญ่ของจิตวิญญาณ พระเจ้าคือจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ โสดาบัน ก็สร้างความยิ่งใหญ่ของจิตวิญญาณได้ประมาณหนึ่ง ก็เป็นพระเจ้าน้อยๆก็มีอำนาจจิต วสวัตตีจิต ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้อย่างเช่นสำหรับอบายมุข ก็ไม่มีดูดซึมซับอะไรเลย เป็นเอกราชทั่วทั้งแผ่นดินได้เลย หลุดพ้นแล้วในเรื่องอบาย จะไปที่ไหนสิ่งที่เป็นเรื่องต่ำมันมีอยู่ทั่วไปมันมีเยอะ แต่ผู้ที่อยู่เหนือมันแล้ว เป็นผู้ที่หลุดพ้นแล้วเป็นผู้ที่มีอำนาจเหนือมันแล้ว เราก็เห็นก็รู้มันมีอยู่ในโลกเราก็ไม่คลุกคลีเกี่ยวข้อง เพราะอันนั้นเป็นเรื่องฐานเป็นเรื่องโง่ไม่ดีแล้ว เรานี่เป็นบัณฑิตแล้วเป็นผู้เป็นผู้ฉลาดแล้ว เป็นผู้อสังสัคคะ ไม่ต้องไปคลุกคลีเกี่ยวข้อง อสังคณิกะ ไม่ต้องไปเข้าหมู่พวกกับมัน ไม่ต้องเป็นสวรรค์กับมันแล้ว อสังสัคคะ เขาแปลเป็นพยัญชนะว่าไม่คลุกคลีเกี่ยวข้องก็ถูก สัคคะ แปลว่าสวรรค์ อสังคณิกะคือเราไม่เป็นหมู่กลุ่มกับมันเรามาอยู่กับหมู่บัณฑิต แล้วเขาก็ไปหลงว่าอบายเป็นสวรรค์ มันเป็นของแท้ที่จริงแล้วมันเป็นนรก แล้วเป็นนรกในระดับ อบาย ขออภัย เป็นสวรรค์ในระดับ อบายด้วย ไปหลงว่าเป็นสวรรค์แต่แท้จริงแล้วมันเป็นนรก พูดก็ไม่รู้ เหมือนหนอนกินขี้ เขาก็บอกว่าหยุดกินขี้ได้แล้ว เทวดาก็บอกอย่างนั้น ที่จริงใช้คำศัพท์เทวดามาแทนเท่านั้นเป็นผู้จิตสูงก็บอกหนอนว่าเลิกกินขี้ได้แล้ว หนอนก็บอกว่าไม่รู้อะไรเป็นของอร่อย หนอนก็ว่าเทวดาหน้าโง่ไม่รู้จักของอร่อย อ้าปากก็อุจจาระไหลเข้าปากแล้ว620626_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก เจาะลึกมูลกรรมฐานจนผ่านพระโสดาบัน