สื่อธรรมะพ่อครู(สัมมาทิฎฐิ 10) ตอน พ่อครูมาสืบต่อพุทธศาสนาในกึ่งพุทธกาล.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สัมมาทิฎฐิ 10) ตอน พ่อครูมาสืบต่อพุทธศาสนาในกึ่งพุทธกาล พ่อครูว่า…มันเป็นหน้าที่เป็นความสมัครใจของอาตมาเองที่จะทำตอนนี้มันก็กึ่งพุทธกาลของสมณโคดม พุทธกัปของสมณโคดมมี 5000 ปี กัปของพระสมณโคดมมี 5000 ปี ตามที่รู้กันมาขนาดนี้ก็ดำเนินมาได้ 2,500 กว่า นับ พ.ศ.1 ก็นับแต่ท่านปรินิพพาน ศาสนาพุทธจะเร่ิมต้นตั้งแต่พระพุทธเจ้าปรินิพพานเป็นปริโยสาน ถ้านับแต่ท่านประกาศศาสนาก็ต้องบวกไปอีก 45 ปี ผู้ที่อยู่ในวงการศาสนาพุทธก็เชื่อเรื่องนี้ตามหลักฐานยืนยันอ้างอิง โดยเฉพาะหลักฐานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือ หลักฐานคำสอนที่มีทั้งปรัชญาความหมายความเข้าใจที่ลึกซึ้งที่คนเข้าใจได้ยาก เข้าใจได้ก็ยังไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้อะไรอย่างนี้เป็นต้น อย่างที่เรากำลังพิสูจน์อยู่ทุกวันนี้คนอะไรจะมาจนพอใจที่จะมาจนตั้งหน้าตั้งตามาจน และยืนยันว่าจนอุดมสมบูรณ์ภาษาคำว่า จนกับอุดมสมบูรณ์มันคนละเรื่องเราเข้าใจกันคนละขั้วเลย จะเป็นอันเดียวกันได้อย่างไร นี่แหละภาษาที่ทั้งโลกเขาก็ใช้ เขาเรียกกันว่า Dialectic จะเรียกเป็นภาษาบาลีสันสกฤตก็แปลว่า วิภาษณ์วิธี เป็นความขัดแย้งในตัว แต่มันเป็นเช่นนั้น อาตมาอธิบายเป็นคำว่าสิริมหามายาหรือคำว่าเทวะ ที่พยัญชนะแปลว่าสองแต่สภาวะนั้นมีทั้ง 1 และ 2 ในตัวมันเอง หรือมี 1 กับ 0 จะมี 2 กับ 4 ไปได้อีก จับคู่ 2 เทวะได้อีกมากมาย หรือจะมา 1 แล้วเป็น 0 เลย ถ้าเข้าใจ 0 ตั้งแต่หยาบ คือวัตถุ หากวัตถุที่ฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่ายเกินเป็นพิษจัดจ้านแรงร้ายไม่ต้องเกี่ยวข้องเลยในชีวิต เราหลุดพ้นอย่างเด็ดขาดเป็นหนึ่งเดียวกันอยู่เหนือมันสบาย เขาตกเป็นทาสอยู่เขาก็ต้องมี พิสูจน์ได้ โดยเฉพาะเราก็เคยตกเป็นทาส แล้วเราหลุดได้ หลุดได้อย่างไรแค่ไหน เป็นต้น เราพิสูจน์ความจริงจากจิตวิญญาณของเรา ปฏิบัติเองรู้เ
อ่านต่อ
องเป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิติ ก็จะรู้แจ้งเองโดยไม่ต้องมีใครบอก ตรงตามที่พระพุทธเจ้าสอนแต่นี่มันเป็นของเราเอง เป็นเองได้เองเชื่อเอง จริงชัดแท้ยืนยันได้ ซึ่งสิ่งประเสริฐที่มันทวนกระแสโลกีย์นี่แหละคือโลกุตระ คนไปอยากรวยเรามาอยากจน คนอยากจะเอาเปรียบเอารัด เราก็จะต้องรู้ว่ามันโง่ไม่ดี เรามาเสียสละดีกว่าดี มันชัดเจนแล้วก็ทำได้ไม่เห็นเดือดร้อนอะไรเลยในชีวิต ดีไม่ดี มารวมตัวกันเป็นกลุ่มหมู่ใหญ่ เพื่อให้มีผลผลิต สิ่งที่สร้างสรรมากขึ้น ยิ่งแจกจ่ายได้มากขึ้นอย่างนี้เป็นต้น มันยืนยันได้ว่าสังคมที่ดีมีหลักเกณฑ์ตามพระพุทธเจ้าตรัสไว้หมดโดยเฉพาะวรรณะ 9 เอาแต่น้อย เราอยู่กับหมู่เขาเราใช้ให้น้อยที่สุดหรือเป็น 0 เลย พึ่งพาหมู่กลุ่ม แล้วหมู่กลุ่มรวมกันแล้วก็จะมีมาก เพราะความร่ำรวยนั้นจริงๆอยู่ที่สมรรถนะและความขยัน ในคนไม่มีความรู้ความสามารถ แต่ละวันก็ใช้พลังงานสร้างสรรไม่ขี้เกียจขยัน ความสามารถมีก็สร้างสรรแล้วไม่ได้ยึดถือเป็นของตัวของตน เอาไปรวมกันแล้วก็เผื่อแผ่ได้ตลอด จึงเป็นเศรษฐกิจที่มีความเป็น Dynamic เป็นเศรษฐกิจที่เคลื่อนตัวอยู่อย่างเร็ว ไว มีประสิทธิภาพสูง จึงมีผลผลิตมาก คุณภาพก็ดีด้วย ไล่แจกยังไม่ทันมันเหลือเลยวิ่งไล่แจกยังเหลือเลย เป็นความซับซ้อน นักเศรษฐศาสตร์ทุกวันนี้ได้แต่คิดเอา แล้วไม่เคยมีคุณภาพคุณธรรมคุณสมบัติอย่างที่กล่าวนี้เขาก็เลยไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้ เพราะฉะนั้นพวกเรานั้นต้องพิสูจน์ความจริงอันนี้เพื่อที่จะให้เกิดความเชื่อ ไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร จนเขาจำนนว่าจะต้องเชื่อว่ามันเป็นจริง มันดีด้วยนะ และที่สำคัญก็คือโลกทุกวันนี้ กระแสของโลกทั้งโลกเลย มันเริ่มมีความรู้โลกุตระเข้าใจทิศทาง นี่แหละคือโลกุตรธรรม อุดมคติโลกุตระ เขาเข้าใจเพิ่มขึ้นแล้วมาฝึกฝนศึกษาพิสูยน์เพื่อให้เป็นคนเช่นนี้ได้ มากขึ้นๆ เพราะความจริงที่เป็นจริงแท้ๆมันมีหนึ่งเดียวแล้วมันเที่ยงแท้ถาวรยั่งยืนตลอดกาลไม่มีเปลี่ยนแปลงไม่มีใครหักล้างได้ ไม่มีการกลับกำเริบ มันเป็นเช่นนั้นจึงจะเรียกว่าความจริง ไม่เช่นนั้นไม่เรียกว่าความจริง มันจะพิสูจน์ตัวมันได้ไหม อาตมาจึงมั่นใจว่าแน่นอนถ้าหากอาตมาเข้าใจผิดพิสูจน์ต่อไปมันก็จะล้มเหลวมันก็จะไม่ใช่แต่ถ้ามันใช่ก็แน่นอน อาตมามั่นใจว่ามันใช่ ไม่ได้หลอกตัวเองพยายามตรวจสอบตัวเองพยายามทำเพิ่มก็เห็นอัตราการก้าวหน้าว่ามันยิ่งเป็นจริง ใครที่รู้สึกอย่างนี้บ้าง …. ยังมีบ้างที่ยังไม่รู้สึก มันบังคับกันไม่ได้หรอกมันเป็นเรื่องจริง อาตมาจึงเห็นว่าโลกยุคนี้เริ่มต้นเข้าใจโลกุตรธรรมได้แล้ว มันยิ่งไม่อยากตายเร็ว มันน่าจะมีแถมกับเพิ่ม พยายามช่วยกันให้มีมากขึ้นอีกมากขึ้นอีกมันจะได้เป็นคุณค่าประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติยิ่งขึ้นยิ่งขึ้น ถ้าเผื่อว่ามันไปในทิศทางนี้ มันไม่ไปเบียดเบียนทางโลกมันมีแต่ให้กับให้มีแต่ประโยชน์กับประโยชน์มันไม่เบียดเบียน เรามีให้เขาได้ ไหลซึมมีให้เขาได้ ดีไม่ดีออกมาเป็นท่อน้ำก๊อกแรงจั๊กๆๆก็ได้หากมันเร็วถึงขนาดนั้นได้แต่ตอนนี้มันยังเฉ่ยๆ ผู้ตั้งใจฟังให้ดีๆจะเข้าใจว่ามันเป็นไปได้ หลายคนก็ยังไม่อยากเชื่อเท่าไหร่ก็ไม่เป็นไร พิสูจน์ไปก็แล้วกัน เรามั่นใจเราก็ทำ อาตมาก็มีสิ่งที่อาตมามั่นใจอยู่อย่างหนึ่งคือ อาตมานั้นมีของตัวเองแน่นอน มั่นใจไม่ได้มีการสงสัยลังเล ไม่มีอะไรที่จะติดขัดอะไรเลย และมีผู้อื่นมาเห็นดีเห็นด้วยตามมา มาช่วยยิ่งเสริมเติมเข้าไปเรื่อยๆไม่ได้ลดลง อาตมาว่ายังไม่ได้ลดลง ดูบางคนบอกว่าลด นักบวชลดลง นักบวชอาจลดลงแต่ว่าฆราวาสแน่นขึ้นมีคุณสมบัติมากขึ้น เดี๋ยวนี้พูดถึงพระโสดาบันสกิทาคามีอนาคามีอรหันต์ ก็ไม่ได้เห็นเป็นเรื่องลึกลับ magical พิสดารอะไรไป อาตมาเห็นอัตราก้าวหน้าอย่างนั้นจริงๆ ประเด็นคือเรื่องของธรรมะ 2 เป็นเรื่องซับซ้อนยิ่งใหญ่พิสดารจริงๆ แล้วเวลาเป็น 2 มันก็สลับกันเจ้าตัวไม่รู้ตัว ไปยึดหน้าผิดๆ มันกลับเปลี่ยนเร็วไวตามกาละ หมุนสมองไม่ทันสมัย เพราะเขาเปลี่ยนไปแล้ว 3 รอบเขาก็ยึดอยู่ที่เก่า 5 รอบแล้วก็ยังยึดอยู่ที่เก่า โอ๊ย! ก็เขาไม่ทัน เพราะในยุคนี้อะไรมันก็เร็วจะมาช้าเฉื่อย โอย ไม่ได้ ไม่ใช่ไม่ทันรับประทานนะ แต่หายใจไม่ทันตายนะ มันเร็วถึงขนาดหายใจไม่ทัน ไวเปลี่ยนไปไม่รู้กี่ชั้น อาตมาก็ต้องช่วยผู้ที่หลงใหลติดยึด อาตมาอ่านแล้วก็สงสารอาจารย์บูรพา ผดุงไทย เป็นหัวหน้าสำนัก เหมือนในยุคพระพุทธเจ้าก็มี 6 สำนักใหญ่ อันนี้จะถือว่าเป็นสำนักใหญ่ก็ได้โดยยึดถือหัวหาดหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์แท็บลอยด์ ออกอยู่ทุกๆอาทิตย์ เขาอธิบายอาตมาก็อ่านแทบทุกอัน อันไหนที่ไม่ถึงมือก็ไม่ได้อ่านถ้าถึงมือก็อ่านทุกอัน ก็น่าสงสาร แล้วจะมีความซับซ้อนทางด้านที่เป็นวิปัสสนูปกิเลสคือซับซ้อนไปในทางที่เป็นแบบเทวนิยม ซับซ้อนไปเรื่อย แล้วก็หนาลึกไปทางมืด เป็น สุภกิณหา หลงความดำความมืดว่าดี ยิ่งดำยิ่งมืดยิ่งดี นึกว่าแสงสว่าง นึกว่าเป็นความลึกคนอื่นรู้ไม่ได้มันก็ลึกจริงๆแต่ดำลงไปก้นบึ้งทะเลดำสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า ไปเรื่อยเลย เมื่อไหร่จะโผล่ขึ้นมาให้เห็นแสงสว่าง เห็นดวงอาทิตย์กับเขาเสียที ก็เลยได้แต่เทศน์เผื่อไป เผื่อจะได้ฟังจะได้ประโยชน์ตื่นขึ้นมาบ้าง ชาคริยาขึ้นมาบ้างก็ซับซ้อนดิ่งดำไปทางวิสสนูปกิเลส มันชัดเจนตามอดีตที่ผู้รู้ท่านกล่าวไว้ทั้งหมดเลย ก็ได้แต่น่าสงสารไม่รู้จะทำยังไงก็ได้แต่พูดไปอย่างนี้แหละฝากลมไป เผื่อว่าคนอื่นที่เป็นลูกศิษย์ ก็จะมีแนวเดียวกันกับ อาจารย์บูรพา ผดุงไทยนี้บ้าง ก็จะได้ยินได้ฟังจะได้ตื่น ชาคริต หรือชาคริยาขึ้นมา ตายๆเราหลงผิด ตื่นก็ได้กุศลไป แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร และผู้ที่เขารู้ได้ อาตมาว่ามันต้องมี ผู้ที่เขาไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นอย่างหน้ามืดตามัวเกินไป 620626_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก เจาะลึกมูลกรรมฐานจนผ่านพระโสดาบัน