สื่อธรรมะพ่อครู(ธรรมะ 2) ตอน แยกกิเลสจากจิตในมูลกรรมฐาน 5.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ธรรมะ 2) ตอน แยกกิเลสจากจิตในมูลกรรมฐาน 5 แม้แต่คำว่าบุญ แม้แต่คำว่า กาย อาตมาก็อธิบาย อยากจะทวนอีกอัน มูลกรรมฐาน 5 ที่ภิกษุมาบวชปั๊บ อุปัชฌาย์จะต้องสอนให้แยกกายแยกจิตจากกรรมฐาน 5 จะเอาฐานไหนที่คุณเข้าใจจะเอาจาก ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เอาอะไรมาเป็นตัวเรียนรู้พิจารณาก็ยังได้ ผมมันก็ยาว มันไม่ชัดดี ขนก็สั้นลงมาเล็กไปยาก เอาเล็บดีกว่า ฟันยิ่งยาก หนังก็ยิ่งแนบติดบางเลยยาก เอาเล็บนี่แหละ ทบทวนกันอีกครั้ง แยกอะไร? แยกให้รู้ว่าเมื่อไหร่เป็นกายเมื่อไหร่เป็นจิต จะเรียกว่าเป็นกายหรือจะแยกเรียกว่าจิตนั้น คุณต้องมีความรู้อย่างน้อยว่านี่คืออุตุธาตุ หรือนี่คือ ความเป็น พีชธาตุหรือนี่คือ จิตธาตุ หมายแยกเอาแค่ไหน อุตุก็เป็นพลังงาน พืชหรือพีชะก็เป็นพลังงาน จิตก็เป็นพลังงาน 3 หน่วยนี้ถึงจะเป็นกรรม เป็นธรรมนิยาม หากไม่เข้าใจ3 หน่วยนี้ กรรม ธรรมก็เป๋ แยกกายแยกจิตเมื่อไหร่เป็นกาย เมื่อไหร่เป็นจิต ก็ต้องเข้าใจว่ากายมี 2 หน่วย หน่วยหนึ่งหยาบไปทางวัตถุเลย ตั้งแต่ดินน้ำไฟลมเป็นวัตถุส่วนนอก ส่วนที่ยังไม่ใช่ชีวะแท้ๆ จนมันมาสัมพันธ์เชื่อมต่อดินน้ำไฟลมสัมพันธ์รวมตัวเป็น ตาหูจมูกลิ้นกายเป็น 5 ทวาร แล้วก็เป็นคู่กันกับตาหูจมูกลิ้นกาย คู่กับประสาทที่จะ โคจระหรือวิสัยที่มันมีหน้าที่อัตโนมัติ มันไปร่วมสอง เมื่อสัมผัสกันเมื่อไร ตากระทบรูปหูกระทบเสียงจมูกกระทบกลิ่นลิ้นกระทบรส ผิวกระทบต่อการสัมผัสเสียดสีมันก็จะเป็นสภาพสภาวะ สภาวะนั้นพอมามันก็จะจับตัวเป็น 2 เรียกว่าภาวะ 2 นี่กำลังไล่รูป 28 นะ มหาภูตรูป 4 พอมาเป็นมหาภูตรูป 24 ต้องเกี่ยวเนื่องกับดินน้ำไฟลมด้วยถึงจะครบรูปที่ 28 หากไม่ครบรูป 28 ไปนิพพานไม่ได้ ไม่ครบ สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย แม้คุณจะมีกายสักขี แต่กายสักขีของคุณก็หลบในก้นบึ้งทะเล ค
อ่านต่อ
ุณรู้องค์รวมของคุณเอง ภายในคนเดียวพูดกับคนอื่นไม่รู้เรื่องหรอก เขาจะมายอมรับกันในสังคมโลกไม่มีใครเขายอมรับ คุณจะผิดเพี้ยนก็ได้ คุณจะมีนิรมาณกาย แล้วไม่มีสัมโภคกาย จะมีอาทิสมานกายก็ไม่มีใครเห็นกับคุณ คุณเห็นอยู่คนเดียวรู้อยู่คนเดียวนี่คือ กาย 3 อาตมาก็เอามาจากการอธิบายกันในโบราณาจารย์ ถ้าศึกษาไม่รู้รูป 28 หรืออุปาทายรูป 24 อย่างชัดเจนแล้วจะต้องมีพฤติกรรมอันนี้บรรลุธรรมมาทั้งหมดจนกระทั่งถึงลักษณะรูป 4 สุดท้าย
เอาที่เล็บก่อน เมื่อไหร่เป็นกายเมื่อไหร่เป็นจิต ที่มันไม่ใช่กายแท้ๆมันคือวัตถุรูป อย่างเล็บเรานี่ตัดออกไม่เจ็บ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ตัดออกที่มันอยู่ภายนอกมันยังมีชีวะอยู่นะแต่ไม่เจ็บไม่รู้สึกไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณ ไม่มีจิตนั่นเอง เล็บมันอยู่กับตัวเรามันไม่เจ็บไม่รู้สึก ไม่มีจิต แต่มีชีวะ ตัดออกไปแล้วไม่ใช่กายไม่มีชีวะแล้ว เป็นอุตุธาตุแท้ๆ แต่เล็บที่ติดกับตัวเรา ไม่เจ็บ เพราะไม่มีธาตุรู้สึกไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณไม่ผลักไม่ดูด แต่เป็นชีวะ ชีวะนี่แหละ ท่านเรียกว่าอันนี้ก็ไม่ใช่กายแล้วเพราะไม่มีจิตร่วมด้วย เป็นแค่พีชนิยามเท่านั้นถึงตัดออกไม่เจ็บ ผมขนเล็บฟันหนังที่ตัดออกได้ไม่เจ็บไม่ใช่ชีวะ ไม่ใช่กาย ยิ่งตัดออกไปเลยไม่เหลือกายเป็นวัตถุไปเลย ฟังดีๆมันสลับไปมา กายต้องเป็น 2 ตัดออกไปเหลือ 1 ก็ไม่ใช่กาย เป็นพีชะนี่แหละเป็นจุดสำคัญไม่รู้สึกทุกข์สุข ไม่เจ็บปวดไม่มีเวรภัยไม่จองเวรภัยไม่ดูดไม่ผลักไม่รักไม่ชัง นี่เป็นคุณสมบัติที่ยิ่งใหญ่ของจิตวิญญาณที่ทำให้เป็นแบบพีชะนี้ได้ ต้องรู้จักอาการของมัน มันเป็นชีวะ เราสามารถจัดการมันได้ วสวัตตีโก เป็นพลังงานที่เราสามารถควบคุมได้ แม้มันเป็นพีชะ เราไม่เจ็บไม่ปวดไม่สุขไม่ทุกข์หมดความทุกข์อริยสัจ สุขมันไม่ใช่อริยสัจ 4 สุขมันอัลลิกะ ของหลอก จริงๆมันก็คู่กันระหว่างสุขกับทุกข์ เป็นสุขเก๊ ทุกข์จริง ผู้ที่มีความประเสริฐเป็นอาริยะจะเอามันไว้ทำไม เมื่อแยกอุตุได้ แยกพีชะได้ แยกจิตได้ว่า อ๋อ อย่างนี้คือจิตนะ จิตมันยังมีความผูกพันมีความเจ็บปวดมีความพยาบาทมีความรักมีความสุข หรือ ทำจิตของเราให้รู้ความจริงว่าจิตของเราให้เป็นพีชะ จิตเราที่เหลือในตัวเรา ในดินน้ำไฟลมนั้นเป็นแค่พีชะหรือติดกับตัวเราเป็นแค่พืชะ มันยาวได้ เจริญไปได้ ผมขนเล็บฟันหนังมันก็เป็นส่วนของพีชะ ติดกายของเราอยู่ แต่จะเรียกว่ามันเป็นกายก็เป็นกายของพีชะ แต่ไม่ใช่กายของจิตแล้ว ไม่รู้สึกไม่เจ็บแล้ว ละเอียดขึ้นนะเพราะฉะนั้นเราก็แยกอุตุ แยกพืช แยกจิตได้ ทำจิตของเราให้อยู่ในอารมณ์ของพีชะ แต่มีพลังงานที่เหลือเป็นจิต เอามาทำกรรมที่เป็นกุศลได้อีกเยอะเลย ซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ เอาพลังงานเหล่านี้มาใช้สร้างสรร อันนี้ก็แค่อาศัย อาศัยแค่พีชะนี้ก็พอแล้ว ชีวะแบบนี่ล่ะ ภาวะอรหันต์ ทำจิตในจิตของตนให้เป็นอย่างนี้ได้ คุณสัมผัสกับอะไรก็แยก อุตุ จิต ของตนเองได้ แล้วคุณจะยึดถือแต่ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น ยึดเป็นสมาทาน ยึด อุปาทายติ ยึดแต่ สมะ ต่อเนื่องเสมอ เป็นความสงบเป็นความสบายเป็นสมาทาน สมาทยติ แค่นี้พอแล้ว เป็นกิริยา สมาทานเป็นคำนามก็ยึดแค่นี้ ยึดไว้ทำงาน ไม่ได้ยึดอย่างมั่นคงเป็นอภินิเวส หรืออุปาทาน แต่ยึดอย่างสมาทาน เพราะฉะนั้นเราจึงมีเครื่องอาศัยที่อยู่ในองค์ประกอบของชีวิตเรามีอุตุ พีชะ เรามีจิต แล้วเราก็ใช้สิ่งเหล่านี้เป็นองค์ประกอบเป็นเหตุปัจจัยในการทำกรรม กิริยาต่างๆ คือเข้าใจกรรมต่างๆว่าอันนี้เป็นกุศลอันนี้เป็นอกุศล หรือกรรมนี้ไม่เป็นอันทำ หมายความว่ากรรมนี้ทำแล้วมันไม่สะสม เช่นคำว่า บุญ คำว่าบุญ มันเป็นการกระทำ สร้างพลังงานนี้ขึ้นมาได้เพื่อตัดกิเลสแล้วหายจ้อยไม่สะสมกรรมไม่เป็นอันทำ แต่ความดีความชั่วเมื่อทำแล้วเป็นอันทำ ทำแล้วชั่วก็สะสมดีก็สะสมเป็นสมบัติ แต่บุญเป็นวิบัติ ทำแล้วไม่เป็นอันทำ ทำเสร็จหน้าที่หายจ้อย สำเร็จก็สำเร็จได้ผลหรือไม่ได้ผลก็แล้วแต่ ได้ผลเสร็จจบบุญนี้ก็ไม่มีอีกแล้วเพราะไม่มีกิเลสให้ทำอีกแล้วกิเลสมันหมดแล้วไม่รู้จะเกิดบุญขึ้นมาทำไมอีกมันเก้อ เพราะมันไม่มีจะเอามาทำอะไรไม่มีกิเลสจะให้ทำ จะประหารกิเลสในตัวท่านก็หมดแล้ว บุญไม่โผล่ขึ้นมา หากโผล่ก็มาเก้อ เสียท่า เกิดมาทำไมวะ เขาไม่รับให้ทำงาน ก็เขาไม่ได้ปลดแต่หมดหน้าที่ของความเป็นจริงหมดแล้ว อาตมาอธิบายหากไม่แม่นในสภาวะไม่ชัดในสภาวะรับรองพวกคุณปวดสมอง แต่ถ้าอาตมาแม่นอยู่ไม่สับสนหรอก พวกคุณก็มีปฏิภาณปัญญาจับชัดเจนในสภาวะและพยัญชนะแม้จะหมุนเร็วสลับไปมายิ่งกว่านักเล่นกล เอาหน้าหรือหลัง พวกคุณก็ทันแล้วก็ใช้ได้ จิตที่เร็วไวอย่างนี้เรียกว่ามุทุภูตธาตุ ภูตะคือจิตวิญญาณ มุทุ คือ ความเร็วไวจะเรียกว่าธาตุของความเร็วไว มุทุภูตธาตุ
กลับมาที่กรรมฐาน 5 ต่ออีกนิด หากเป็นมูลกรรมฐาน ฐานเบื้องต้นของภิกษุต้องรู้จักการแยกกายแยกจิตนี้ให้ได้ ถ้าไม่แยกกายแยกจิตนี้อย่างถูกแท้สัมมาทิฏฐิได้ ก็ปิดประตูนิพพาน ทุกวันนี้ไม่รู้เรื่อง แยกกายแยกจิตไม่รู้เรื่อง ให้พิจารณาก็ไปพิจารณาไตรลักษณ์ เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป 3 อย่าง อย่างนี้ใครก็พิจารณาได้เพราะมันเห็นแล้วง่ายตั้งแต่รูปหยาบแม้ตั้งแต่รู้จากรูปวัตถุ เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปก็เอาไปเทียบกับจิตมันก็ง่ายแล้วไม่เห็นยากตรงไหน มันเป็นตรรกะง่ายๆ แต่แยก เป็น อุตุธาตุ พีชธาตุ จิตธาตุ จนทำให้เป็นกรรมและธรรมะได้ คุณแยกได้ไหม โดยเฉพาะอุตุธาตุ พีชธาตุ จิตธาตุ คุณต้องทำจิตของตัวเองให้เป็นอุตุก็ชัดนะ มาเป็นพีชะ แม้จะอยู่กับตัวเราติดกับตัวเรา ถ้าไม่มีเวทนาก็ไม่มีวิญญาณไม่มีจิต ทีนี้คำว่าไม่มีจิต จะเรียกว่ากาย ตามที่เขาเข้าใจว่ากายคือวัตถุคือร่างก็ได้ แต่พระพุทธเจ้าบอกว่า กายคือ จิต มโน วิญญาณ คุณก็ไม่สับสน ถ้ากายที่อยู่ในชีวะที่เป็นพีชะแล้ว จะเรียกว่าเป็นร่างก็ได้จะเรียกว่าเป็นจิตก็ได้ เพราะฉะนั้นสรีระก็อย่างหนึ่ง อัตตาก็อย่างหนึ่ง คือชีพ ถ้าแยกกายแยกจิตไม่ได้ก็เสร็จ ไม่มีทางที่จะเป็นอรหันต์ นี่คือความสำคัญของธรรมนิยาม 5 เมื่อเข้าใจ 3 อันนี้แล้วจึงจะไปก่อกรรมเพื่อสะสมเป็นธรรมะ กรรมกับธรรม กรรมเป็น Dynamic ธรรมะเป็น Static กรรมเป็นพลังงานของนาม ธรรมะเป็นพลังงานของรูป เป็นตัวที่สถิตเสถียรเป็นแกน และเป็นตัวทรงอยู่ ธรรม เป็นคู่บวกลบตามลักษณะของนิวเคลียส แล้วก็หมุนเร็วจนกระทั่งหมุนสมองให้ทันสมัยก็แล้วกัน หากว่าหมุนสมองไม่ทันสมัยคุณก็สับสน ที่อาตมาอธิบายไป ขออภัยผู้ที่ยังภูมิไม่ถึง ฟังแล้วก็คงจะยากทั้งพยัญชนะและสภาวะ ทั้งรายละเอียดที่ลึกซึ้งซับซ้อนหลายชั้น แน่นอนคุณจะยังไม่รู้เรื่องหรอกก็ต้องขออภัยจริงๆ แต่คนที่พอจับได้บ้างก็จะรู้ว่าพูดอย่างนี้มีด้วยหรือมันจริงหรือเปล่า ยิ่งคนที่ปฏิบัติแล้วรู้ว่าเรามีบ้างแล้วรับรองเลยคนนั้นจะฟังธรรมออกรสเลย ใครจะกินอาหารฝีมือพ่อครัวพระโพธิรักษ์ปรุงพวกนี้คุณจะต้องรสนิยมถึงนะ หากรสนิยมคุณไม่ถึงก็กินไม่ลงหรอก
นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ
ส.เดินดินว่า...มูลกรรมฐาน ส่วนใหญ่เขาจะให้พิจารณาผมขนเล็บฟันหนัง พิจารณาแต่เพียงหนังเหี่ยวลงไปแต่กิเลสไม่ได้เหี่ยวลงไป พระพุทธเจ้าบอกว่า ร่างกายมันก็เห็นความไม่เที่ยงได้ง่าย ปุถุชนก็เห็นได้ไม่ต้องมาปฏิบัติธรรมหรอก แต่ว่าจิตที่มันไวยิ่งกว่าลิงกระโดดไปกระโดดมาวิ่งไปวิ่งมา ทำอย่างไรจะเห็นถึงความเสื่อมของกิเลสที่อยู่กับจิตตัวนี้ จะต้องเห็นทั้ง ฟันหนังและจิตที่อยู่ภายนอกภายในประกอบด้วย แต่เขาก็จะแยกไปเฉพาะผมขนเล็บฟันหนัง ส่วนจิตก็ดับหมด เอาแต่จิตอย่างเดียวมันก็เลยไม่สามารถที่จะทำให้เห็นองค์ประกอบสมบูรณ์ของความเสื่อมของกิเลสที่อยู่ในจิตได้ ก็เลยไม่สมบูรณ์ เอาแต่ส่วนนอกอย่างเดียวหรือเอาแต่ส่วนในอย่างเดียว เป็นองค์ประกอบที่ไม่สมบูรณ์ที่พระพุทธเจ้าท่านมุ่งหมายเน้นย้ำให้เห็นกรรมฐานนั้น
พ่อครูว่า...ก็พอเข้าใจคร่าวๆ ก็ยังจะพูดซ้ำและขยายความอีก อาตมารู้สึกว่ายังไม่เก่งในการอธิบาย หลายคนบอกว่าถ่อมตน แต่ตนเองก็รู้สึกว่าน่าจะอธิบายแล้วเมื่อคนฟังเสร็จแล้ว ท่านก็อธิบายได้อย่างหงายของที่คว่ำ จุดไฟในที่มืด บอกทางให้แก่คนที่หลงทาง มันชัดเจนอย่างนั้นจริงๆเป็นคำตรัสในพระไตรปิฎก 620626_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก เจาะลึกมูลกรรมฐานจนผ่านพระโสดาบัน