อัตตสัมปทา ในแสงอรุณ 7 คืออะไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.88 KB
วันที่แก้ไข17 กุมภาพันธ์ 2564

เนื้อหาในไฟล์

อัตตสัมปทา ในแสงอรุณ 7 คืออะไร _ในปางฝัน ธรรมชอบ(ลานนาอโศก)...ตอนเช้าได้ไปช่วยงานมิตรดี ก็เห็นกิเลสตนเอง ก็เห็นว่าจริงใจตามภูมิที่มีกิเลส อยากจะไปเปลี่ยนแปลงมิตรดี พอจับกิเลสได้ก็เลยเดินออกจากจุดทำงานแล้วมาทบทวนตัวเองว่าแบบนี้ไม่น่าจะ แล้วจากนั้นก็กลับไปสู้ใหม่ ก็คือสู้กับกิเลสตัวเองด้วยการแก้ไขตัวเอง อยากถามพ่อครูว่า...การอ่านจิตอย่างไรให้ถึงจิตค่ะ พ่อครูว่า…ก็ที่ทำที่อธิบายมาเมื่อกี้ไปอ่านอะไรล่ะ อ่านจิต เห็นกิเลสตัวเองใช่ไหมล่ะก็นั่นแหละทำอย่างนั้นแหละ กิเลสมันจะไม่เอามันหนีออกมา มันพาขาเดินหนีออกมา เรารู้ว่าอย่างนี้มันเป็นกิเลสมันไม่ยอมสู้นี้ไม่เข้าเรื่องทั้งๆที่ของดีอยู่กับมิตรสหายดี ทำอะไรให้มันดีขึ้น แบบนี้เราคิดผิด เราก็รู้ตัวว่ากิเลสมันเล่นงานเรา เราก็ไม่เอาแล้วไม่ตามใจกิเลส เราก็กลับเข้ามาใหม่ ก็ถูกต้องแล้วนี่ นั่นแหละทำอย่างนี้แหละปฏิบัติธรรม ศึกษาไปอย่างนี้จะเกิดปฏิภาณปัญญาดีมากขึ้นเรื่อยๆรู้จักสิ่งที่ควรสิ่งที่ถูกต้องไปเรื่อยๆ อะไรที่ไม่ควรแล้วก็แก้เป็นควร อะไรที่ไม่ถูกต้องก็แก้เป็นถูกต้องไปเรื่อยๆ _แซมดิน...ในแสงอรุณ 7 เมื่อแสงอรุณเกิด มรรคมีองค์ 8 ก็จะเกิดตามมา สุริยเปยยาล 7 [129] มิตรดี เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [131] สีลสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [132] ฉันทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [133] อัตตสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [134] ทิฐิสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [135] อัปปมาทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [136] โยนิโสมนสิการสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค ผมสงสัยในข้อที่ 4 ครับ คือความถึงพร้อมด้วยอัตตา เพราะโดยปกติ อัตตา เราน่าจะลด อันนี้แปลไม่ครบหรือเปล่า คือความถึงพร้อมด้วยการลดอัตตา หรือแปลอย่างนี้ถูกแล้ว พ่อครูว่า...ได้อย่างที่คุณตั้งข้อ

อ่านต่อ

สงสัยก็ถูก ถ้าแปลให้ง่ายชัดขึ้นก็บอกว่า ถึงพร้อมด้วยการลดอัตตา แต่พูดว่า ถึงพร้อมด้วยอัตตา ก็เป็นการพูดว่า ตอนนี้เราเจออัตตาแล้ว แสงอรุณ 7 เป็นตัวที่เริ่มที่จะมีความรู้ความเข้าใจพร้อมที่จะลงมือปฏิบัติ ลงมือปฏิบัติจึงจะคือผู้ที่ได้เห็นดวงอาทิตย์ หากไม่เจอแสงอรุณแล้วพรวดไปเจอพระอาทิตย์ได้เลยมันไม่ถูกต้อง ไม่ได้แน่นอน มันลัดคิว คุณจะได้เห็นพระอาทิตย์ต้องเห็นแสงอรุณมาก่อน แสงอรุณก็อธิบาย 7 หลักนี่แหละ สำคัญที่สุด [129] มิตรดี เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค อันนี้คุณไม่สงสัยเพราะปฏิบัติแล้วเห็นผล การคบบัณฑิตอยู่กับหมู่กลุ่มชาวอโศกนี่แหละคือหมู่บัณฑิต ไม่ใช่หมู่พาล คนโง่ไม่เดียงสา แต่เป็นผู้ที่ใส่ใจในความเจริญเป็นหมู่บัณฑิต [131] สีลสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค มิตรดี สหายดีจะพาให้ปฏิบัติ ศีล ในจรณะ 15 มีศีลเป็นตัวเริ่มต้น คุณอยู่กับสัตว์อยู่กับคน คนก็เป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง คุณอยู่กับสิ่งมีชีวิตเป็นจิตนิยมที่ด๊อกแด๊ก สัตว์ประเสริฐที่จะเป็นปราชญ์เป็นบัณฑิต ถ้าเป็นสัตบุรุษเป็นพระพุทธเจ้าเลย นี่แหละสำคัญ คุณจะต้อง ถือศีลตามที่สัตบุรุษหรือมิตรสหายดีพระพุทธเจ้าให้ปฏิบัติศีลก่อน เพราะฉะนั้นเมื่อเริ่มปฏิบัติศีลก็ได้แสงอรุณอย่างนี้ คุณก็ต้องยินดีในการปฏิบัติศีล เป็นอันที่ 3 [132] ฉันทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค จิตตัวยินดีเป็นอันแรกในมูลสูตร ต้องมีฉันทะเป็นมูล ถ้าไม่มีความยินดีนะ มันไม่เต็มหรอก ยินดีอยู่อย่างนั้นนิดหน่อยไม่ได้เรื่องหรอก ยินดีต้องอย่างแรงกล้า ยินดีต้องอย่างเต็ม ยินดีอย่างตั้งอกตั้งใจว่าอันนี้ใช่ๆๆเลย มันถึงจะมีผล [133] อัตตสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค อันนี้ที่คุณสงสัยนี่แหละ ถึงพร้อมด้วยความลดอัตตา คุณก็จะต้องเข้าใจหลักเกณฑ์ที่สัตบุรุษ มิตรสหายดีสั่งสอนไว้ก็คือเริ่มต้นด้วยศีลและปฏิบัติศีลให้เป็นอธิศีล อธิปัญญา อธิมุติ ไปตามลำดับ พิจารณาอย่างไรเห็นอย่างไรเข้าใจอย่างไรก็จะต้องเรียนรู้ ในที่สุดก็สรุปตรงนี้ ให้เห็นไตรลักษณ์ให้เห็นว่าทุกอย่างไม่มีอะไรเที่ยงหรอ กาละเวลาเคลื่อนไปไม่มีอะไรเที่ยง มันเคลื่อนไปข้างหน้าตลอดเวลาเร็วยิ่งกว่านาที เร็วยิ่งกว่าวินาที เร็วยิ่งกว่าฟิลิปดา เร็วยิ่งกว่า...เอาชื่อมาเรียกภาษาความเร็วของมัน เหมือนเดิมเท่านั้นเองมันเร็วยิ่งกว่าเสียงแสงอะไรต่ออะไรต่างๆนานา เวลานี้มันไม่เที่ยงมันพรากไปเรื่อยๆมันไม่อยู่ที่เก่าเลย นี่คือความไม่เที่ยง ต้องเห็นความจริงเลยว่าทุกอย่างไม่เที่ยง สู่แดนธรรม...ผมคิดขึ้นได้ว่า เป็นการบอกให้คนใจร้อนที่จะบอกว่าทำให้ทุกอย่างเป็นอนัตตา คุณควรมารู้จักอัตตาก่อนดีไหม เพราะว่าส่วนมากเขาจะเริ่มต้นที่ สัพเพธัมมาอนัตตา ก่อนจะทำมรรควิถีทั้ง 8 เพื่อสลายอัตตา พระพุทธเจ้าจึงให้รู้แสงเงินแสงทองก่อนรู้จักตะวัน คุณควรมารู้จักอัตตาก่อน ว่าอัตตามีกี่อย่างมีกี่ประเภท พ่อครูว่า…อันนี้เข้าท่าแนะนำดีมาก ขอบคุณที่ขยายความได้ดีขึ้น เสริมอาตมาได้ดีมาก เราก็จะได้รู้จักอัตตา อัตตา พระพุทธเจ้าแบ่งเป็น 3 โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา อันนี้ในพระไตรปิฎก 45 เล่มมีอยู่ในที่เดียว 1. การยึดครองหรือได้ตัวตนวัตถุภายนอก (โอฬาริกอัตตา ฯ) 2. การยึดครองหรือได้อัตตาที่สำเร็จด้วยใจ ปั้นรูปสัญญา ไม่อาศัยวัตถุภายนอกหยาบๆ แล้ว (มโนมยอัตตา ฯ) 3. การยึดครองหรือได้อัตตาที่หารูปมิได้ หรือรูปละเอียดที่ปั้นสำเร็จขึ้นด้วยสัญญา (อรูปอัตตา ปฏิลาโภ) . (โปฏฐปาทสูตร พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 302)

เรียนรู้จักความหยาบก่อน จึงไปเรียนรู้กลางและปลาย จะต้องลดตัวตนไม่ได้เพื่อตัวเพื่อตน เมื่อไม่เพื่อตัวตนเองก็ต้องทำเพื่อผู้อื่นเขา อย่างน้อยก็เพื่อกลุ่มน้อย มีอยู่ 3 คนพ่อแม่ลูกก็เพื่อเราอยู่ในสังคม ก็เพื่อทั้ง 3 คน เกินกว่า 3 คนมีญาติ พ่อแม่ปู่ย่าตายาย พี่ป้าน้าอา ก็ต้องเผื่อแผ่ออกไป มีสังคมที่โตขึ้น มีความเกื้อกูลเอื้อมเอื้อเกื้อกว้างเพิ่มขึ้น ตามความรัก 10 มิติ ขอจบไม่ต่อนะ เราก็เรียนรู้ทำไป ในอัตตามีหยาบ กลาง ละเอียด ทำโอฬาริกอัตตาให้ได้ก่อนแล้วถึงมาทำที่มโนมยอัตตาคือ สิ่งที่ปรุงแต่งสำเร็จด้วยจิตตั้งแต่ภายนอก เลิกอันนอกที่ปรุงกันหยาบๆภายนอกก่อน รูปที่เรายึดความยึดมั่นอัตตา เลิกให้ได้ก่อน แล้วที่เหลือภายใน รูปราคะ อรูปราคะ ก็เอารูปราคะก่อนหรือเรียกรูปอัตตาก่อน ล้างรูป แล้วล้างอรูปจึงหมด [134] ทิฐิสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [135] อัปปมาทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [136] โยนิโสมนสิการสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค

640215_รายการโสเหล่โลกุตระ ออนไลน์ ครั้งที่ 28

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน