เรียนสังขารกับเวทนาให้ถึงเจโตปริยญาณ 16.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข17 กุมภาพันธ์ 2564

เนื้อหาในไฟล์

เรียนสังขารกับเวทนาให้ถึงเจโตปริยญาณ 16 _อาภรณ์ จองเจริญกุลชัย : น้อมกราบนมัสการพ่อครู ด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ กำลังรับฟังธรรมะพ่อครู ชอบฟังซ้ำๆหลายๆรอบเพื่อให้เข้าใจ ให้เข้าถึงธรรมที่ท่านสอน กราบสาธุค่ะ พ่อครูว่า…คุณเข้าใจถูก พระพุทธเจ้าท่านสอนว่าเมื่อได้พบสัตบุรุษ ก็ให้คบหาสัตบุรุษให้บริบูรณ์ หมายความว่าให้คบแล้วคบอีกๆ จนได้ประโยชน์จากสัตบุรุษบริบูรณ์ เต็มเลยให้ได้ ยังไม่เต็มก็ต้องพบอย่าถอย ทีนี้พบแล้วทำอะไร ไม่ใช่ไปพบแล้วก็เฉยๆ แล้วก็หนีไป ไปพบไปคบแล้วก็หนีไม่ใช่ ต้องถามปัญหาต้องถามสิ่งที่อยากรู้ สิ่งที่คิดว่าควรถาม หรือ ขอให้ท่านอธิบายสิ่งที่ควรอธิบาย เราก็จะได้ฟังสัทธรรม จะได้ฟังคำอธิบายดีๆจากสัตบุรุษหรือจากครูผู้อยู่ในฐานะครูหรือเจอพระพุทธเจ้าก็ยิ่งใหญ่เลยล่ะ เข้าไปคบแน่นอน เข้าไปหาแน่นอนแล้วก็ต้องทำอย่างที่ว่านี้ เราก็จะได้รับรู้รับฟังความเป็นสัทธรรมก็เอามา กว่าจะได้เอามาปฏิบัติจะลงมือปฏิบัติก็อยู่ในข้อต่อไป พอได้ฟังสัทธรรม เราก็จะได้รับซับทราบ ได้รู้แล้วเข้าใจมีความเห็นแจ้งขึ้น ศรัทธาเลื่อมใส เชื่อ เชื่อถือ เชื่อฟัง เชื่อถือนี้ยิ่งแน่ยิ่งถือมั่นเข้าไปเรื่อยๆ พอเชื่อมั่นสูงขึ้นไปก็เชื่อฟัง เชื่อฟังก็ลงมือปฏิบัติตาม อะไรที่เริ่มต้น ที่ปฏิบัติขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นปลายไปตามลำดับ เราก็เริ่มปฏิบัติตาม ผู้เริ่มต้นเชื่อมั่น จะได้ฟังสัทธรรมบริบูรณ์ก็ได้มีศรัทธาบริบูรณ์ เมื่อศรัทธาบริบูรณ์ก็ลงมือปฏิบัติ ปฏิบัติให้เกิดกายวาจาใจ โดยที่ใจนี่แหละเป็นตัวหลักของศาสนาพุทธ จะต้องอ่านถึงใจเรียกว่ามนสิ แปลว่า ถึงใจ จะต้องเข้าถึงใจ อ่านอาการใจ แล้วพระพุทธเจ้าก็สอนตัวเวทนาเป็นตัวสำคัญ เวทนา จะประกอบไปด้วยกายด้วยจิต ประกอบด้วยข้างนอกข้างใน มีการสัมผัสกันมีอายตนะ นามรูป อายตนะ สัม

อ่านต่อ

ผัสกันแล้วจะเกิดการปรุงแต่ง เราเรียกว่าสังขาร อ่านความรู้สึกทั้งภายนอกภายในออกพร้อมกัน เรียกว่าเวทนา เวทนาคือความรู้สึกภายในที่มีภายนอกพร้อมไปด้วย กายมีภายนอกด้วย สังขารกับเวทนา จึงเป็นตัวเดียวกัน สังขารคือกาย เวทนาคือใจ กายสังขารคือ สังขาร คำว่า กายนี้รวมทางใจไปด้วยแล้ว 2 อย่าง ส่วนเวทนานั้นคือ การปรุงอยู่ในใจ เป็นอาการทางใจในใจ เพราะฉะนั้นคำว่ากายคำว่าเวทนาคำว่าใจ หรือเรียกว่าจิต ใจเป็นภาษาไทย จิตเป็นภาษาบาลี กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต สามเส้านี้แหละ กาย เวทนา จิต ก็จะเกิดการเรียนรู้จากตรงนี้ กาย กับ จิต เป็น 2 อย่าง ปรุงร่วมกันเข้า ตรงกลางเรียกว่า เวทนา รวมทั้งหมดเรียกว่าสังขาร อันเดียวกันนะไม่แยก สังขารคือรวมกันทั้งหมด ปรุงแต่งอยู่กันภายนอกภายใน ทั้งกายทั้งจิต ทั้งเหตุปัจจัยอะไรต่ออะไรขึ้นมา เสร็จแล้ว เราก็แยกเป็นรูปกับนาม ตัวนึงถูกรู้ ตัวนึงเป็นตัวรู้ ถ้ารู้ทีละ 2 ๆๆ เสมอ เปรียบเทียบกันแล้วก็สังเคราะห์กันให้ได้อะไรเลือกเอาอันหนึ่ง ทีละ 2 ก็ต้องเปรียบเทียบกันว่าอันไหนจะดีกว่าอันไหนแล้วก็เลือกเอาอันหนึ่ง ถ้าอันหนึ่งปลอม อันหนึ่งจริง อันหนึ่งเก๊ อันหนึ่งจริง อันหนึ่งไม่ดีอ่ะ 1 แท้หรือไม่แท้เราก็เลือกอันหนึ่งเสมอเราก็เลิกเป็นที่หนึ่งที่ 1 ของ 2 2 2 ทุก 2 นี่คือสภาวะที่อธิบายเป็นภาษา ก็รู้สึกว่ายังไม่เก่งเท่าไหร่แต่คิดว่าชัดเจนขึ้นไม่ใช่น้อยแล้ว เรียน 2 ใน 1 เรียน 1 ใน 2 เทวธัมมา และปฏิบัติที่เวทนา คือ ทวเยน เวทนายะ คือ มี 2 ส่วนที่เรียนรู้อย่างที่อธิบายกันเมื่อกี้นี้ แล้วก็จัดการให้ลงตัวให้เป็นหนึ่งได้ เป็นเอกสโมสรณา ก็ได้ 1 มาจากทุกคู่ เรียกว่าเอกสโมสรณา ภวันติ ภวันติ คือความเจริญความจบไปทีละขั้นทีละคู่ ก็ได้ไปตามลำดับๆ หัวใจของศาสนาการฝึกปฏิบัติจึงอยู่ในพระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 60 ที่ว่า ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 ผู้ใดทำใจในใจทำเป็นก็โยนิโสมนสิการไม่เป็นทำให้ถูกต้องถึงที่เกิดครบถ้วนถ่องแท้ โยนิโสฯ แปลว่า ถูกต้องถ่องแท้หยาบคาย มนสิการคือการทำใจในใจ รวมสองคำ โยนิโสมนสิการแปลว่า การทำใจในใจได้ถ่องแท้ถูกต้องถ้วนรอบ คนจะทำโยนิโสมนสิการได้จริงๆ จึงเป็นผู้ที่ปฏิบัติเป็นสัมมาปฏิบัติ ถ้าทำโยนิโสมนสิการไม่ถูกต้องไม่ได้จริง ผู้ใดก็แล้วแต่ถ้าไม่ได้อย่างที่กล่าวนี้ ทำมนสิการ ไม่ถูกต้องไม่บริบูรณ์ไม่ถูกต้องถ่องแท้ ไม่มีวันสำเร็จ ไม่มีวันปฏิบัติธรรมสำเร็จเลย นี่คือ ความสำคัญของ โยนิโสมนสิการ ขอแวะนิดนึงว่า ที่เรียนปริยัติกันทุกวันนี้เปรียญ 9 ดร.ทางศาสนา ไปเรียนกันที่ภาษา คำว่า โยนิโสมนสิการ เป็นต้น ก็เรียนแต่ไปเรียนเน้นกันแต่คำว่าพิจารณา ได้แต่พิจารณาก็คือใช้ตรรกะ ใช้เหตุผล ใช้หลักการ ใช้ 2 พิจารณาเทียบเคียงไปครบ คิดเป็นคู่ 2 ไปเรื่อยๆ พอได้ความนึกคิดที่สมบูรณ์ลงตัวดีเขาก็ถือว่า อันนี้เข้าใจแล้วจบ สุดยอดเลยเหตุปัจจัยมากมายกี่รอบกี่รอบมันมีตัวจบได้ คนนี้ถือว่าตัวเองสำเร็จก็เลยได้แต่แค่นี้ สำเร็จทางความคิด ไม่เข้าไปถึงใจ ไม่ลงไปที่ใจแยกจิตเป็น 2 โดยเฉพาะรู้จักเวทนาในเวทนา ก็ต้องแยกคู่ 2 กาย กายนี้คือ 2 แล้วในกาย ก็มาเป็นเวทนา กาย เวทนา จิต ธรรม มันจะเป็นปฏิสัมพันธ์กัน ไม่แยกกันเลย จากกาย ลึกซึ้งมาเป็นเวทนา จากเวทนาก็จะต่อไปรู้จักจิตต่างๆที่พระพุทธเจ้าท่านแยกเจโตปริยญาณ 16 เอาไว้ ตั้งแต่ สราคะ สโทสะ สโมหะ แล้วเราก็ต้องรู้ว่าจิตที่มันไม่มีราคะ ลดราคะลงมา จนมันไม่มีเรียกว่า วีตราคะ หรือโทสะกับโมหะ ก็เหมือนกันที่เป็น 3 คู่แรกของเจโตปริยญาณ 16 เราก็ต้องทำให้มันลดลงให้ได้จนกว่ามันจะหมดแต่มันยังไม่หมดหรอก แรกๆก็ต้องลดก่อน ลดได้ก็จะมี 2 ตระกูล ตระกูลเจโต กับ ตระกูลปัญญา ตระกูลเจโตก็ทำได้เป็นสังขิตตังจิตตัง เป็นจิตที่ตีไม่แตกเป็นก้อนๆสายถีนมิททะ หรือสังขิตตจิต อีกกายหนึ่งก็ฟุ้งจับไม่ติด เรียกว่า อุทธัจจกุกกุจจะ เรียกอันนี้เรียกว่า วิขิตตังจิตตัง มาเป็นจิตทางสายอุทธัะจจะกุกกุจจะ ก็จับให้ติด รวมให้ติด จับให้มั่นคั้นให้ตายรวมสภาวะจิตให้ได้ ทำได้แล้วก็เปรียบเทียบทีละคู่ เมื่อกระทบสัมผัสแล้วอะไรเป็นอะไรต้องแยกเวทนาได้ รู้จักเวทนาตัวนี้ไม่ถูกต้องไม่เอาวางปล่อยให้เห็นว่าอันนี้ผีหรอกมารมาหลอกฉัน ฉันจะต้องอยู่กับสาระ อันที่ไม่เป็นสาระเป็นพวกผีมารก็เลิกอย่างนี้เป็นต้น คุณก็ทำได้ทำได้ดีขึ้นเรียกว่า มหัคคตะ หากทำไม่ได้เรียก อมหัคตะ คือไม่ดีไม่เจริญ ไม่ได้เพิ่มขึ้น สห กับ อัคตะ ทำได้เรียก มหัคตะ ทำไม่ได้เรียก อมหัคตะ กระทั่งดีมากขึ้นเรื่อยๆไปยาวนานอยู่ที่ สอุตรจิตตัง จะดีกว่านี้ยังมีอีก จะมีปฏิภาณรู้ว่าดีกว่านี้ยังมีอีก (อาตมาเขียนระดับความดีไว้ตั้งหลายขั้นในสรรค่าสร้างคน) ดีก็มีดีกว่า เปรียบเทียบก็คือกิเลสนั่นแหละมันเหลือ หยาบกลางละอียด จนเราทำได้ดีคือธรรมกิเลสหมดไปๆ มันไม่มาอีกแล้วก็เกิดปัญญามีพลังทำกิเลสไม่ให้เกิดอีกได้จริง เราจะรู้ในจิตของเราเอง เพราะฉะนั้นจิตของเราเจริญจนกระทั่งทำให้จิตของเรา 1. อยู่กับมัน หลุดพ้นมัน ไม่ได้หนีนะอยู่กับมันนี่แหละแต่เราหลุดพ้น หลุดพ้นได้จิตใจของเราก็แข็งแรงเป็นของตัวเองมีพลังงานเป็นตัวเป็นตน ที่จริงไม่ใช่ตัวตนหลอกขอยืมภาษามาใช้ เป็นตัวเราที่มีอำนาจในตัวเราสูงขึ้นๆ เรียกว่าสมาธิ ภาษากลางๆทางโลกก็เรียกว่าสมาธิเป็นความเป็นหนึ่งตั้งมั่น ได้มากยิ่งขึ้นมากยิ่งขึ้น ถ้าของพระพุทธเจ้าแล้วจะต้องปฏิบัติธรรมด้วยจรณะ 15 แล้วก็เกิดวิชชา 8 เป็นอธิจิต อธิปัญญา ช่วยกันทำ จนกระทั่งเกิดดีที่สุด เพราะจิตตั้งมั่นเสร็จเรียกว่าตั้งมั่นแล้ว ภาษาบาลีเรียกว่า สมาหิโต หรือสมาหิตะ หลุดพ้นแล้วเรียกว่าวิมุติ หลุดพ้นแล้ว ตั้งมั่นแล้วเป็นคู่สุดท้าย เป็นหนึ่งตัวตั้งอีกหนึ่งเป็นตัววิ่ง ตัววิ่งคือตัวหลุดพ้น ตัวตั้งคือตัวสมาหิตะ 2 ตัวทำงานเป็นเทวะคู่ใหญ่ บริบูรณ์สูงสุดไม่มีอะไรอีกแล้วที่จะดีกว่านี้เรียกว่า อนุตตรังจิตตัง ไม่มีอะไรเหนือกว่านี้อีกแล้ว นี่คือเจโตปริยญาณ 16

640215_รายการโสเหล่โลกุตระ ออนไลน์ ครั้งที่ 28

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน